หน้าแรก  วิสัยทัศน์/พันธกิจ  บริการของเรา  LINK 4 A/C  DOWNLOAD  ติดต่อเรา 
« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

เมนู

วิสัยทัศน์ / นโยบาย

ตรวจสอบบัญชี

บริการจัดทำบัญชี

ที่ปรึกษาบัญชี / ภาษี

วางระบบบัญชี

จดทะเบียนธุรกิจ

สมุดเยี่ยม

ติดต่อเรา

 

บทความที่น่าสนใจ

.......... บทความ 108 ..........

 
สมัครงาน

เจ้าหน้าที่บัญชี

ผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชี

พนักงานขาย

 

ระบบสมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 14/11/2007
ปรับปรุง 20/10/2017
สถิติผู้เข้าชม 20,001,376
Page Views 23,573,930
 

ฐานข้อมูลรัฐ

thaiworm33
ulanla

กระทุ้งลดภาษีช่วยออมเพื่อเกษียณ

กระทุ้งลดภาษีช่วยออมเพื่อเกษียณ

ไทยล้าหลังระบบเงินบำนาญ รองรับสังคมสูงวัย ประกันกระทุ้งลดภาษีรายได้เงินสำรองเบี้ยคนแก่ ยันปลดล็อกปุ๊บคนออมตรึม ช่วยลดภาระรัฐ

แหล่งข่าวจากสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังมีระบบการวางรากฐานของเงินบำนาญเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ล้าหลังหลายประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งจะทำให้ ผู้สูงวัยจะมีค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ ในชีวิตประจำวันหลังเกษียณ ทางออกที่รัฐบาลควรสนับสนุนคือ ให้ประชาชนออมเองด้วยความสมัครใจ เพื่อให้มีรายได้ที่เพียงพอ โดยเฉพาะการออมผ่านกรมธรรม์ประกันชีวิตเพื่อการเกษียณ หรือประกันแบบบำนาญ ถือว่าเป็นการออมระยะยาวที่ได้รับความนิยมสูงในต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทย ยังติดขัดเรื่องของภาษีเงินสำรองเบี้ยประกันชีวิตระยะยาว ซึ่งกรมสรรพากรให้นำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายได้เพียง 65% ทั้งที่ความจริงมีการตั้งสำรองเกือบ 100% ควรจะขยายสัดส่วนการนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับความเป็นจริง จะ ทำให้ตลาดประกันชีวิตบำนาญ หรือเพื่อการเกษียณอายุได้รับการพัฒนาและเติบโตได้อีกจำนวนมาก ช่วยลดภาระให้ภาครัฐในอนาคต

ทั้งนี้ อลิอันซ์ โกลบอล อินเวสเตอร์ หนึ่งในบริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลก ได้ทำการวิเคราะห์แนวโน้มตลาดบริหารกองทุนบำนาญใน 9 ประเทศ พบว่ากระบวนการปฏิรูปมีความแตกต่างกันมาก ระหว่างตลาดที่มีระบบเงินบำนาญที่พัฒนาแล้ว ซึ่ง มีความมั่งคั่งกว่า อย่างในประเทศออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เปรียบเทียบกับตลาดในประเทศกำลังพัฒนา เช่น จีน อินเดีย ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มที่เห็นได้ชัดในทั่วภูมิภาคคือ การเติบโตของแผนกำหนดเงินสมทบ โดยตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ฮ่องกง อินเดีย และไต้หวัน เริ่มใช้แผนกำหนดเงินสมทบในลักษณะที่เป็นการออมภาคบังคับกับกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย ส่วนประเทศไทยจะเริ่มใช้แผนการออมดังกล่าวในปี 2551 ในขณะที่จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เริ่มใช้ แผนกำหนดเงินสมทบแบบสมัครใจไปแล้ว ส่วนออสเตรเลียและสิงคโปร์ใช้แผนกำหนดเงินสมทบ ในลักษณะที่เป็นการออมภาคบังคับมานานแล้ว

สำหรับสินทรัพย์ที่เกิดจากกองทุนบำนาญของทั้งภูมิภาค จะมีอัตราการเติบโตรวมโดยเฉลี่ยต่อปีเพิ่มขึ้น 9.2% ทำให้มีสินทรัพย์ ภายใต้การจัดการเพิ่มขึ้นเป็น 3,116 ล้านยูโร หรือ 157,789.56 ล้านบาท

 

ที่มา : โพสต์ ทูเดย์

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

 * 

สำนักงานสอบบัญชี พี แอนด์ อี,สำนักงานบัญชี พี.เอ็ม.เอส.,คณะบุคคลที่ปรึกษา พี.เอ.ที.,บจ.สำนักงานบัญชีและธุรกิจ พี.เอ.แอล.

 
  
view