http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« January 2018»
SMTWTFS
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031   

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท19/01/2018
ผู้เข้าชม20,151,167
เปิดเพจ23,801,865

สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ แหล่งผลิตอาหารที่ 4 องศาเซลเซียส

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

วลัญช์ สุภากร



เมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐานไปจังหวัดเชียงใหม่ ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปเยี่ยมราษฎรบนดอยต่างๆ

  ทรงพบเห็นสภาพความแร้นแค้นและยากไร้ ของชาวเขาที่ดำรงชีพด้วยการปลูกฝิ่น ถางและเผาป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย ป่าต้นน้ำลำธารถูกทำลายเป็นจำนวนมาก สิ่งที่พระองค์ทรงพบเห็นในครั้งนั้นเป็นที่มาของการยกระดับคุณภาพชีวิตของ ชาวเขา เกษตรกรผู้ยากไร้ทั่วประเทศ ผู้ด้อยโอกาสในสังคม รวมทั้งปกป้องถนอมรักษาทรัพยากรธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของชาติ โดยการพระราชทานแนวพระราชดำริและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ตั้ง โครงการหลวง ขึ้นในปี พ.ศ. 2512 นับถึงปีนี้ได้สร้างคุณประโยชน์อเนกอนันต์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 40 ปี

 หนึ่งในกำลังหลักของโครงการหลวง คือ การทำงานของ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2522 บนพื้นที่ 62.5 ไร่ ณ บ้านขุนกลาง หมู่ 7 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ในอุทยานแห่งชาติอินทนนท์ ห่างจากยอดดอยสูงที่สุดของประเทศ 17 กิโลเมตร และห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ 90 กิโลเมตร

 งานหลักของ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ คือ ดำเนินงานด้านวิจัย ค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับพันธุ์พืช-ปศุสัตว์ วิธีการปลูก-การเลี้ยง ศัตรู และ โรค เพื่อให้ได้พันธุ์ที่มาตรฐานจริงๆ มีคุณภาพและปลอดภัยในการบริโภคทุกด้าน ก่อนนำพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์นั้นออกไปให้เกษตรกรและชาวเขาในโครงการเพาะ ปลูกและเลี้ยงต่อไป ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้โครงการหลวงประสบความสำเร็จในการสร้างคุณานุ ประโยชน์มาตลอดระยะเวลา 40 ปี ดังคำประทานสัมภาษณ์ของ ม.จ.ภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ให้กับคณะสื่อมวลชนที่มีโอกาสเข้าชมการดำเนินงานของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์เมื่อ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 ว่า “การบริหารโครงการหลวงให้ประสบผลสำเร็จ จะต้องทำงานวิจัยมากมาย โดยได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายแห่ง และขอให้มั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์โครงการหลวง เรามีเจ้าหน้าที่ตรวจผัก มีเครื่องตรวจสอบจับสารเคมีได้ทุกตัวในผัก เรามีหมอพืช เมื่อเกิดปัญหากับการปลูกผัก แทนที่ชาวบ้านจะฉีดยาเอง เรามีหมอพืชออกไปดูให้ ผักของเราจึงดี ไม่มีสารเคมี ผักให้รสชาติที่ดี รับประทานแล้วมีสุขภาพดี”

 มีผลผลิตโครงการหลวงหลายชนิดซึ่งเป็นผลจากการศึกษาวิจัยที่ 'สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์' ที่เรารู้จักและคุ้นเคย เช่นเดียวกับผลผลิตใหม่ๆ ที่ผ่านการวิจัยจนได้มาตรฐานเป็นที่แน่นอนในคุณภาพแล้ว เช่น เคป กู๊สเบอร์รี (Cape Gooseberry) มีการศึกษามาระยะหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ได้แนะนำสู่ท้องตลาด ผลไม้ชนิดนี้เป็นพืชตระกูลเดียวกับมะเขือเทศ ผลมีลักษณะทรงกลม สีเหลืองทอง มีกลีบเลี้ยงบอบบางห่อหุ้มเหมือนผลไม้ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ รสชาติหวานอมเปรี้ยว (ไม่จี๊ดจ๊าดเท่าสตรอว์เบอร์รี) กลิ่นหอม นิยมรับประทานสด หรือทำเป็นเครื่องดื่มปั่นเย็นผสมนมสดก็ให้ความสดชื่นอีกแบบ

 'เคป กู๊สเบอร์รี' เป็นพืชที่ทดลองและวิจัยการปลูกมาแล้ว 2-3 ปี สมชาย เขียวแดง ผู้อำนวยการ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ให้ข้อมูลและพบว่า แม้เป็นพืชเมืองหนาวแต่ถ้าอากาศหนาวเย็นเกินไปต้นจะไม่เจริญเติบโต แต่ก็ได้พัฒนาพันธุ์จนปลูกได้ตลอดปี เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยเบต้าแคโรทีนและวิตามินซีที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิ คุ้มกันโรค และยังมีโปตัสเซียมที่เป็นส่วนสำคัญในการควบคุมความดันโลหิต

 ผลไม้ยอดนิยมอีกชนิดหนึ่ง 'สตรอว์เบอร์รี' หลายคนอาจชอบสตรอว์เบอร์รีผลโต แต่นักเดินตลาดผลไม้บางคนอาจเคยเห็นสตรอว์เบอร์รีที่มีขนาดผลไม่ใหญ่เกิน กว่าหัวแม่มือกันบ้างแล้ว สมชาย เขียวแดง กล่าวว่า นี่คือ สตรอว์เบอร์รีป่า (Wild Strawberry) จากต่างประเทศที่นำเข้ามาปลูกในเมืองไทยกว่า 20 ปีแล้ว โครงการหลวงปลูกรักษาพันธุ์ไว้เรื่อยๆ เพิ่งเริ่มวิจัยจริงจังเมื่อสิบปีก่อน พบว่าเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก แต่ผลมีขนาดเล็กและเนื้อนิ่ม เดิมปลูกแปลงกับพื้นดิน แต่เนื่องจากผลมีขนาดเล็ก ทำให้ก้มเก็บผลลำบาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงรับสั่งให้ยกแปลงขึ้นสูง เมื่อเกษตรกรและชาวเขาเก็บผลจะได้ไม่เจ็บหลัง ปัจจุบันมีผลผลิตออกสู่ตลาดในราคากิโลกรัมละ 400 บาท

 ความหลากหลายของสตรอว์เบอร์รีโครงการหลวงยังมีอีกหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ต่างมีรสชาติและลักษณะผลต่างกันไป เช่น

 # สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 16  เป็นพันธุ์ที่หายากมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ที่เริ่มปลูกในประเทศไทยเป็นครั้งแรกที่ จังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2516 โดยตัวเลข 16 คือตัวเลขแทนปี พ.ศ. 2516 นั่นเอง
 # สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 20 กลิ่นหอม รสชาติหวาน ผลนิ่ม ขนส่งไกลๆ ไม่สะดวก
 # สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 50  ไม่ต้องการอากาศหนาวเย็นมากในการปลูก แต่รสชาติออกจะเปรี้ยวสักหน่อย
 # สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 60  ผลมีลักษณะเป็นทรงรูปหัวใจแบบสตรอว์เบอร์รีชัดเจน ผลแข็ง ต้นออกผลดี ผลเล็กกว่าพันธุ์ฯ 80 เล็กน้อย
 # สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 70 กลิ่นหอมแรง แต่ผลนิ่มไปสักหน่อย จึงไม่เหมาะสำหรับการขนส่งระยะไกล
 # สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 72 รสชาติหวาน หอม เนื้อนิ่ม
 # สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 กลิ่นหอมมาก เนื้อแข็ง ผลมีขนาดโตและมีลักษณะป้อม

 วิมาน ศรีเพ็ญ นักเกษตร สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ซึ่งรับผิดชอบดูแลการผลิตสตรอว์เบอร์รี กล่าวว่า สถานีเกษตรหลวงฯ ทำหน้าที่นำพันธุ์สตรอว์เบอร์รีต่างๆ มาวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพที่สุด เมื่อผลการวิจัยเสร็จสิ้นได้ผลสมบูรณ์ก็จะทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชานุญาตตั้งชื่อเป็น สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน โดยตัวเลขที่ปรากฏต่อท้ายชื่อพันธุ์เป็นตัวเลขที่มีความหมายเกี่ยวกับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่น สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 60 เป็นพันธุ์ที่ตั้งชื่อตามปีที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ในขณะที่ สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 70 และ 80 ตั้งชื่อพันธุ์ตามพระชนมายุของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และขณะนี้สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์กำลังศึกษาพัฒนาสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ เนียโฮ (Nyoho) ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว เนื้อนิ่ม ออกผลได้ตลอดปี

 สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทานที่มีปลูกที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ คือ พันธุ์พระราชทาน 60, 70 และ 80 ประชาชนซึ่งเดินทางไปเที่ยวดอยอินทนนท์สามารถหาซื้อสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทานดังกล่าวได้ที่ สโมสร ภายในสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ระหว่างเดือนธันวาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลของสตรอว์เบอร์รี ยกเว้นพันธุ์เนียโฮที่กำลังอยู่ระหว่างการวิจัย

 อีกหนึ่งผลผลิตโครงการหลวง ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของนักบริโภคเนื้อปลา คือ ปลาเทราต์สายรุ้ง (Rainbow Trout) ก็เป็นผลงานจากงานวิจัยที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ปลาชนิดนี้เป็นปลาน้ำจืดที่อาศัยอยู่ในลำธารตามธรรมชาติของทวีปอเมริกาเหนือ เนื้อปลามีรสชาติดี จึงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

 โดยธรรมชาติ ปลาเทราต์สายรุ้ง เป็นปลาที่มีชีวิตอยู่ได้ในน้ำที่ใสสะอาดเท่านั้น และเป็นน้ำที่มีอุณหภูมิระหว่าง 10-20 องศาเซลเซียส พื้นที่ในประเทศไทยที่จะเลี้ยงปลาชนิดนี้ได้ พบว่าอยู่บนยอดดอยทั่วไป ที่น้ำมีอุณหภูมิต่ำระหว่าง 15-20 องศาเซลเซียส ตลอดทั้งปี จากการสำรวจพบว่าระดับความสูงของพื้นที่ราว 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง จะมีสภาพเหมาะสมในการเลี้ยงปลาเทราต์สายรุ้ง เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากความเย็นของแหล่งน้ำตามธรรมชาติมาสร้างผลผลิตจาก การเลี้ยงปลา

 “น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาเทราต์สายรุ้งในบ่อต่างๆ ของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ เป็นน้ำที่ไหลมาจากน้ำตกสิริภูมิ มีฝายชลประทานส่งน้ำมาให้ เราต้องตรวจคุณภาพน้ำในบ่อทุกสามชั่วโมงและทำความสะอาดบ่อสัปดาห์ละหนึ่ง ครั้ง และสัปดาห์ละสองครั้งในฤดูฝน เนื่องจากขี้ของปลาชนิดนี้เป็นพิษต่อตัวของมันเอง และถ้าน้ำในบ่อไม่ไหล (ไม่เคลื่อนไหว) ภายในครึ่งชั่วโมง ปลาก็จะช็อก” นุพร ทองล้วน นักเกษตร มูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งรับผิดชอบการศึกษาวิจัยปลาเทราต์สายรุ้ง กล่าว

 งานวิจัยปลาเทราต์เป็นโครงการร่วมมือระหว่างกรมประมงและมูลนิธิโครงการหลวง ปลาเทราต์สายรุ้งที่โรงเพาะฟัก สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ กำลังเลี้ยงอยู่ในขณะนี้ มีสายพันธุ์หลักจากฟินแลนด์และเยอรมนี เริ่มจากการนำเข้าไข่ปลามาฟักเลี้ยงในปี พ.ศ. 2541 และเริ่มเพาะพันธุ์ได้เองโดยไม่ต้องนำเข้าไข่ปลาในปีรุ่งขึ้น ปัจจุบันมีบ่อเพาะ บ่อเลี้ยง บ่ออนุบาล รวม 20 บ่อ ดูแลโดยชาวเขาเผ่าม้ง 14 คน สามารถสร้างผลผลิตปลาเทราต์สายรุ้งจากดอยอินทนนท์ได้ 18-20 ตันต่อปี นำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย เช่น กริลล์แบบฝรั่ง และทำเป็น เมี่ยง แบบไทยๆ

 เนื้อปลาเทราต์สายรุ้งมีปริมาณกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Omega 3) ปริมาณสูง สารนี้สามารถลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด และประจุอิสระในกระแสโลหิต

 นอกจากผลผลิตที่เป็นเนื้อปลาซึ่งมีจำหน่ายทั้งแบบเนื้อปลาสดและเนื้อปลารมควัน สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ยังสามารถสร้างผลผลิตไข่ปลาจากปลาเทราต์สายรุ้งที่เรียกว่า เรด คาเวียร์ (Red Caviar) ออกจำหน่ายได้ด้วย
 นุพร ทองล้วน เล่าถึงการผลิต 'เรด คาเวียร์' ว่า ต้องเตรียมความพร้อมของแม่พันธุ์ปลาเป็นเวลาล่วงหน้า 2 ปี ด้วย

การให้อาหารผสมสาหร่ายสไปรูลิน่า เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ในเดือนธันวาคม-มกราคม ก็จะทำการสลบปลา (ไม่เป็นอันตรายต่อปลา) และคัดไข่ออกมาเข้าสู่ขั้นตอนการทำ 'เรด คาเวียร์' ตามสูตรของโครงการหลวงที่ใช้เวลาภายใน 1 ชั่วโมง

 สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ยังมีพื้นที่ส่วนหนึ่งที่ดำเนินการศึกษาวิจัย องุ่น สายพันธุ์อเมริกาและอิตาลี จำนวน 9 สายพันธุ์ ขณะนี้มีสามสายพันธุ์ที่นำผลผลิตออกจำหน่ายได้แล้ว คือ องุ่นแดงไร้เมล็ด รสชาติหวาน-กรอบ เป็นที่นิยม ราคากิโลกรัมละ 280 บาท องุ่นดำพันธุ์บิวตี้ ราคากิโลกรัมละ 260 บาท และ องุ่นเขียวเซนเทนเนียล รสฝาดนิดหนึ่งเพราะมีกรดแทนนิน แต่ช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ดี ปริญญา ณ น่าน นักเกษตร สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ กล่าวถึงผลผลิตองุ่นสดของโครงการหลวง และว่า ต้นองุ่นที่ปลูกบนพื้นที่ราบธรรมดา เมื่อปลูกได้ 8-9 ปี จำเป็นต้องตัดต้นทิ้งเพราะจะให้ผลที่มีคุณภาพต่ำ เนื่องจากรากมีน้ำขัง แต่การปลูกองุ่นบนพื้นที่สูง ต้นองุ่นสามารถให้ผลผลิตต่อเนื่องได้ถึง 40 ปี ประกอบกับการปลูกองุ่นในโรงเรือนยังสามารถป้องกันโรคที่จะเกิดกับองุ่นได้ อย่างดีอีกด้วย เนื่องจากโรงเรือนทำให้ใบองุ่นมีความสมบูรณ์จึงช่วยหาอาหารเลี้ยงลำต้นได้ดี ขณะนี้โครงการหลวงสามารถผลิตองุ่นสดออกสู่ท้องตลาดได้ปีละ 2,400 กิโลกรัม มีผลผลิตอยู่ในช่วงต้นเดือนมีนาคม-กลางเดือนเมษายน

 สำหรับผู้ต้องการอุดหนุนผลผลิตโครงการหลวง ซึ่งเท่ากับช่วยเหลือเกษตรกรไทยและชาวเขา ตลอดจนช่วยรักษาธรรมชาติของประเทศ บริษัท สยามพารากอน รีเทล จำกัด และผู้ให้การสนับสนุนทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ เมืองไทยประกันชีวิต, ธนาคารไทยพาณิชย์, ไทยเบฟเวอเรจ, โรงงานยาสูบ, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรุงเทพมหานคร, การบินไทย, โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น, บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาควันออก และ บริษัท Wish106 ร่วมกันจัดงาน 40 ปีโครงการหลวง 4 ทศวรรษ ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก ระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม นี้ เชิญร่วมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับที่สุดแห่งผลิตผลคุณภาพจากการพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขาอย่างยั่งยืน ผ่าน 8 พื้นที่กิจกรรมน่าสนใจภายในศูนย์การค้าสยามพารากอน คือ 38 ดอย 'ดี อร่อย' ร้อยตำรับ ครั้งแรกสำหรับการนำอาหาร 38 รายการ จาก 38 ดอย ในโครงการหลวงมาจัดจำหน่ายให้ชิม เช่น เมี่ยงปลาเทราต์จากดอยอินทนนท์ ยำใบเมี่ยงจากดอยตีนตก น้ำพริกคั่วทรายจากดอยหมอกจ๋าม เห็ดน้ำแดงจากดอยม่อนเงาะ ฯลฯ ที่บริเวณ พาร์ค พารากอน (Parc Paragon)

 กาด 'ดี อร่อย' เชิญเลือกซื้อผลิตผลโครงการหลวง เช่น ผักกาดหอมใบแดง มะเขือเทศ กะหล่ำปลีหัวใจ ฟักจานบินเหลือง บร็อกโคลินี (ปรับปรุงพันธุ์จากบร็อกโคลี) ผลไม้สด ปลาเทราต์สายรุ้ง กุ้งก้ามแดง ข้าวเกรียบแครอท แยมสตรอว์เบอร์รี บริเวณแฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1

 40 ปีน้ำพระทัยแผ่ไพศาล ตระการตากับภาพความยิ่งใหญ่สะท้อนน้ำพระราชหฤทัยและพระปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านการจำลองฝายประดับผักสดจากโครงการหลวง ชมพันธุ์สัตว์ต่างประเทศที่พัฒนาสายพันธุ์จนมีชื่อเสียง เช่น ไก่เบร็ซซ์จากฝรั่งเศส ไก่ฟ้าคอแหวนจากจีน บริเวณโบนานิคัล การ์เดน ชั้นเอ็ม

 น้อมใจภักดิ์ จงรักพระจักรี ร่วมซาบซึ้งในพระอัจฉริยภาพและพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับ โครงการหลวงผ่านจออินเตอร์แอคทีฟ พร้อมชมประวัติความเป็นมาโครงการหลวงตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ที่ ฮอลล์ ออฟ เฟม ชั้นเอ็ม

 เกริกไกรพระอัจฉริยภาพ ชื่นชมวิวัฒนาการงานวิจัยผลผลิตโครงการหลวงตลอด 40 ปี ผ่านต้นแบบจำลอง เช่น เห็ดหอม เห็ดนางรมหลวง เห็ดกระดุม ชมระบบการเพาะปลูก แบบ Hydrophonic และ ระบบ Pre Cool ที่รักษาความสดของผักได้นานกว่า 30 ให้ 'ดี อร่อย' ก่อนถึงมือผู้บริโภค ที่ ฮอลล์ ออฟ มิเรอร์ ชั้นเอ็ม

 กาดหัตถศิลป์ถิ่นล้านนา ชมการสาธิตและเลือกซื้อสินค้าหัตถกรรมศิลปวัฒนธรรมแบบล้านนาจากกลุ่มสล่า ล้านนา กลุ่มผู้อนุรักษ์ศิลปะล้านนาดั้งเดิม เช่น การเขียนภาพสีน้ำ การแกะสลักไม้ใหญ่ การทอผ้ากี่เอว การทำเครื่องเงินชาวเขา ที่บริเวณคาสเคด ชั้นเอ็ม

 'ดี อร่อย' รวมร้อยผลิตผลโครงการหลวง เชิญเลือกซื้อผลผลิตคุณภาพ สด ดี อร่อย จากโครงการหลวง เช่น ผักสด ผลไม้สด ผลิตภัณฑ์แปรรูป ที่กูร์เม่ต์มาร์เก็ต ดิ เอ็มโพเรี่ยม/พารากอน และ โฮม เฟรช มาร์ต เดอะมอลล์ ทุกสาขา

 ร่วมกัน 'ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก' และได้สุขภาพดีอีกด้วย

 

view

*

view