http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« March 2019»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท09/02/2019
ผู้เข้าชม20,890,519
เปิดเพจ24,837,850
Gold charts on InfoMine.com

ชงกฎหมายภาษีที่ดินเข้า ครม. ที่ดินไม่ทำประโยชน์โดนปรับ 2 เท่าทุก 3 ปี

จาก ประชาชาติธุรกิจ



คลังเดินหน้าชงร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินสิ่งก่อสร้างเข้า ครม.เดือนหน้า คาดรัฐจะมีรายได้เพิ่มปีละ 6 หมื่นล้าน พร้อมให้ อปท.เป็นผู้จัดเก็บภาษี เปิดโครงสร้างอัตราภาษีเก็บ 3 อัตรา ถ้าปล่อยที่ดินรกร้างเกิน 3 ปีเก็บเพิ่ม 2 เท่า ผลวิจัยที่ดินเขตบางรัก สัมพันธวงศ์ ปทุมวัน อู้ฟู่สุด

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทาง สศค.ได้ยกร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.… เสร็จเรียบร้อยแล้วและพร้อมที่จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือนสิงหาคมนี้ ตามนโยบายของนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทั้งนี้เพื่อนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นขั้นตอน ต่อไป หากกฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากสภาภายในปีนี้ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้จริงภายในปี 2554 ตามที่ระบุไว้ในบทเฉพาะกาล ข้อดีจะทำให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 6 หมื่นล้านบาท 
"ส่วน การดำเนินการในขณะนี้ทาง สศค.ได้จัดให้มีการเดินสายจัดงานสัมมนาให้ความรู้แก่นักธุรกิจและประชาชน ทั่วไปที่อยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ เกี่ยวกับการนำระบบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ที่รัฐบาลจะนำมา บังคับใช้ โดยเริ่มจากจังหวัดขอนแก่น, สุราษฎร์ธานีและที่เชียงใหม่ ที่จัดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ 13-15 ก.ค.ที่ผ่านมา ครั้งต่อไปก็จะจัดที่ชลบุรี กรุงเทพฯและอุบลราชธานี คล้ายๆ กับการทำประชาพิจารณ์ แต่เราจัดในรูปของงานสัมมนา"
นายสมชัยกล่าวต่อไป อีกว่า โครงสร้างของอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่จะมอบให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้จัดเก็บภาษีจากฐานของราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ประเมินโดยกรมธนา รักษ์ ซึ่งจะแตกต่างจากภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบันที่เก็บจากฐานของรายได้ในอัตรา 12.5% แต่ที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่เก็บเพราะไม่มีรายได้ ดังนั้นเมื่อมีการนำระบบภาษีที่ดินแบบใหม่มาใช้จะทำให้นักธุรกิจส่วนใหญ่ที่ นำที่ดินมาทำประโยชน์เสียภาษีลดลง ส่วนผู้ที่กักตุนที่ดินไว้เก็งกำไรจะเสียภาษีมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ปล่อยที่ดินให้รกร้างว่างเปล่าไม่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อระบบเศรษฐกิจจะมีการปรับอัตราเพิ่มขึ้นไปอีก 2 เท่าตัวทุกๆ 3 ปี ซึ่งจะเป็นแรงกดดันให้มีการนำที่ดินที่กักตุนไว้ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์มาก ยิ่งขึ้น
โครงสร้างของอัตราภาษีจะแบ่งออกเป็น 3 อัตรา ได้แก่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้งานในเชิงพาณิชย์จะเสียภาษีในอัตราไม่เกิน 0.5% ของมูลค่าทรัพย์สิน, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยเสียภาษีอัตราไม่เกิน 0.1% ของมูลค่าทรัพย์สิน และที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม เสียภาษีในอัตราไม่เกิน 0.05% ของมูลค่าทรัพย์สิน ส่วนที่ดินว่างเปล่าจัดเก็บในอัตรา 0.5% ของมูลค่าสินทรัพย์ ยกเว้นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นศาสนสถาน วัง ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ดินของทางราชการ เป็นต้น
รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะทำงานการกระจายรายได้ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยโครงการวิจัยเรื่อง นโยบายและมาตรการการคลัง เพื่อความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ พบว่า การถือครองที่ดินในเขตกรุงเทพฯชั้นในมีการกระจุกตัวมาก โดยเฉพาะบริเวณที่ถูกใช้ให้เป็นพื้นที่ทางการค้า อาทิ เยาวราช ปทุมวัน
จาก การเก็บข้อมูลในปี 2551 กรุงเทพฯมีขนาดพื้นที่สามารถถือครองได้ 927,074 ไร่ 1 งาน 18.6 ตารางวา จำนวนโฉนดที่ดินทั้งหมดในกรุงเทพฯ 1,915,388 แปลง ผู้ที่ถือครองที่ดินในกรุงเทพฯมีจำนวน 1,464,207 ราย โดยผู้ที่ถือครองที่ดินมากที่สุดในกรุงเทพฯ 14,776 ไร่ 1 งาน 39.7 ตารางวา ขณะที่ผู้ถือครองน้อยที่สุดในกรุงเทพฯ คือ 0.1 ตารางวา
ผลการวิจัยพบว่า การกระจายการถือครองที่ดินในเขตบางรัก สัมพันธวงศ์ และปทุมวัน ซึ่งเป็นเขตที่ราคาที่ดินสูงที่สุดในกรุงเทพฯ มีผู้ที่ถือครองที่ดินมากที่สุดในเขตบางรัก ถือครองที่ดิน 643 ไร่ 1 งาน 59 ตารางวา ในเขตสัมพันธวงศ์ 22 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวา และในเขตปทุมวันคือ 86 ไร่ 3 งาน 61.9 ตารางวา ทั้งนี้ การถือครองที่ดินเฉพาะประเภทบุคคลธรรมดา ผู้ที่ถือครองที่ดินมากที่สุดในกรุงเทพฯ คือ 2,036 ไร่ 2 งาน 57.3 ตารางวา
ในขณะที่การถือครองที่ดินในต่างจังหวัด เริ่มที่จะมีการกระจุกตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะ จ.ชลบุรี หรือ จ.ฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งได้ถูกพัฒนาให้เป็นย่านอุตสาหกรรม ซึ่งข้อมูลจากตำบลแห่งหนึ่งใน จ.ฉะเชิงเทรา ระบุสัดส่วนการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินว่าพื้นที่รวมผู้ถือครองจำนวน มากที่สุด 10 อันดับแรกอยู่ที่ 755.06 ไร่ และข้อมูลจากเทศบาลหนึ่งใน จ.ชลบุรี ผู้ถือครองที่ดินเนื้อที่มากที่สุด 19 อันดับแรกอยู่ที่ 2,008.66 ไร่
"การวิจัยของเราพบว่าที่ไหนที่พัฒนาเป็นเขตพาณิชย์การกระจุกตัวใน การถือครองที่ดินจะมีสูงมาก การขยายตัวของเมืองเร็วมาก ใน 10 ปีที่ผ่านมานี้จะเห็นว่าองค์การบริหารส่วนตำบล กลายเป็นเทศบาล เป็นเขตเมือง การกระจุกตัวที่ดินจึงเกิดขึ้น สอดคล้องกับที่ดินภาคการเกษตร ที่ชาวนาส่วนใหญ่เริ่มเข้าสู่วัยชรา อีก 10 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มว่าการกระจุกตัวของที่ดินจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นที่จะต้องมีภาษีที่ดิน โดยคาดว่าอีกไม่เกิน 12 ปี เราจะเข้าสู่สังคมชราภาพ ผู้เกษียณอายุจะมีตัวเลข 14 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ซึ่งขณะนี้เรามีตัวเลขอยู่ที่ 10 เปอร์เซ็นต์ ค่าใช้จ่ายคนแก่จะสูงมาก รัฐบาลต้องหารายได้มาดูแล เราจะหารายได้ที่ไหนมาใช้จ่ายเชิงสวัสดิการ"
อย่าง ไรก็ตาม ผลการวิจัยนี้ยังพบอีกว่าการกระจายการถือครองที่ดินของครัวเรือนที่ทำการ เกษตรในประเทศไทย พ.ศ.2549 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร้อยละ 40 ของครัวเรือนภาคการเกษตรไม่มีที่ดินเลย หรือถือครองที่ดินน้อยกว่า 10 ไร่ และส่วนใหญ่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์เพื่อการผลิตที่แท้จริง แต่เป็นการซื้อที่ดินของนายทุนเพื่อการเก็งกำไร
ดร.ณรงค์ให้ความเห็น ว่า กฎหมายฉบับนี้ในอนาคตที่จะผ่านการพิจารณาจากสภานั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เนื่องจากนักการเมืองในสภาเองก็เป็นผู้สะสมที่ดินรายใหญ่ "คุณต้องไม่ลืมว่านักการเมืองในสภาจำนวนหนึ่งมีที่ดินเยอะ หลายร้อยไร่ แล้วคนพวกนี้ก็หาประโยชน์จากเทศบาลตำบล คือการนับหนึ่งของความเป็นเมือง หลายๆ เขตถูกยกขึ้นมาเป็นเทศบาล ตำบล เพราะว่าความหนาแน่นของประชากรมีมากพอ ก็แปลว่าชุมชนการค้าก็เริ่มเกิดขึ้น ที่ดินก็เริ่มแพงขึ้น นักการเมืองก็เริ่มกักตุนแล้ว"
"ยกตัวอย่าง ที่ดินก่อนตัดถนนราคาแปลงละ 1 ล้านบาท พอมีถนนผ่านราคาขึ้นเป็น 5 ล้านบาท เจ้าของที่ดินไม่ทำอะไรเลย ดังนั้น 4 ล้านบาทที่เพิ่มขึ้นควรจะแบ่งกลับไปให้รัฐบ้าง เพราะการลงทุนทำถนนนี้มันเป็นการเอาภาษีชาวบ้านไปทำ เพราะฉะนั้น 4 ล้านบาทที่เพิ่มขึ้นโดยเจ้าของที่ไม่ได้ทำอะไรเลย ควรจะแบ่งกลับไปให้สังคม" ดร.ณรงค์กล่าว


คลังคาดร่างกม.ภาษีที่ดิน มีผลบังคับใช้ปี"53

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

คลังเดินหน้าประชาพิจารณ์ร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เตรียมชงเข้าครม.และสภาฯในสมัยประชุมนี้ คาดมีผล 1 ม.ค.ปี"53 ให้เวลาปรับตัว 2 ปี

นายสมชัย สัจจพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ขณะนี้ สศค.ได้จัดทำประชาพิจารณ์ไปตามพื้นที่ต่าง ๆ กระจายไปทั่วทุกภาคในหลายจังหวัด อาทิ สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ ขอนแก่น อุบลราชธานี เชียงใหม่ และสัปดาห์หน้าจะไปทำประชาพิจารณ์ที่จังหวัดชลบุรี โดยจะเน้นจัดทำในจังหวัดหัวเมืองขนาดใหญ่ ใช้เวลาประมาณ 6 วัน ในการจัดงานชี้แจงทำความเข้าใจให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) และประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของแต่ละจังหวัด  จากนั้นในครั้งสุดท้ายจะเชิญนักวิชาการ นักศึกษา สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปจัดเสวนา เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการจัดทำร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ทั้งนี้ จากการจัดประชาพิจารณ์แต่ละครั้งที่ผ่านมา ประชาชนให้การตอบรับค่อนข้างดีมาก และเข้าใจถึงการสนับสนุนให้ภาษีที่ดินฯ  เกิดขึ้น  โดยส่วนใหญ่จะมีคำถามว่า ประชาชนจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นหรือไม่ และต้องทำอย่างไรบ้างในการบริหารจัดการที่ดินของตนเอง  ผู้ที่มีที่ดินรกร้างว่างเปล่าจะเสียภาษีมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่  รัฐจะเริ่มเก็บภาษีเมื่อใด และอัตราเท่าใด  พ.ร.บ. ภาษีที่ดินฯ นั้น ดีจริงหรือไม่ เป็นต้น

"กระทรวงการคลังได้ชี้แจงถึงข้อดีและข้อเสียของ พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน ให้ประชาชนรับทราบว่า  ปัจจุบันนี้ ประชาชนทั่วประเทศกว่า 90%  ถือครองที่ดินโดยเฉลี่ยน้อยกว่า 1 ไร่ ขณะที่ประชาชนเพียง 10%  เท่านั้นถือครองที่ดินมากกว่า 100 ไร่ ขึ้นไป ถือว่าเป็นการกระจายการถือครองที่ดินโดยไม่ธรรม ยังมีความลักลั่นอยู่"

ทั้งนี้ หากรัฐบาลไม่มีกลไกมาแก้ปัญหา และในสัดส่วนของผู้มีรายได้สูงถือครองที่ดินร้อยละ 10 นี้ มีสัดส่วนถึงร้อยละ 75  ที่ถือครองที่ดินโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์แต่อย่างใด เป็นเพียงการซื้อที่ดินเปล่าทิ้งไว้ เพื่อเก็งกำไร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีระบบภาษีมาดูแลเรื่องการกระจายการถือครองที่ดิน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันนี้รายได้ของ  อปท. ที่จัดเก็บเอง มีเพียง 10%  เท่านั้น หรือประมาณ 20,000 ล้านบาท คือ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน กับภาษีบำรุงท้องที่ ส่วนอีก 90% มาจากการอุดหนุนของงบประมาณจากส่วนกลางของรัฐบาล เมื่อเทียบกับประเทศอื่น  อาทิ  นิวซีแลนด์ อปท.จัดเก็บรายได้เองได้ถึง 90%  ขณะที่มาเลเซีย จัดเก็บรายได้เอง 85% เมื่อ อปท. เป็นผู้จัดเก็บภาษีที่ดินเอง โดยไม่ต้องส่งเข้างบประมาณส่วนกลางและบริหารจัดการเงินดังกล่าวเพื่อใช้ พัฒนาพื้นที่ของตนเองได้ทันที ซึ่งจะทำให้มีความสามารถจัดเก็บจากปัจจุบันจาก 10% เพิ่มเป็น  70-80% ได้  รายได้เก็บภาษีจะเพิ่มจาก 20,000 ล้านบาทเป็น 40,000 ล้านบาทขึ้นไป ในช่วง 2 ปีแรก  และหากเก็บเต็มเพดานจะได้กว่า 90,000 ล้านบาท ทีเดียว

ดังนั้น  ร่างกฎหมายดังกล่าว ทำให้ อปท. จัดเก็บรายได้สัดส่วนที่สูงขึ้น จะทำให้ประชาชนสนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง การให้ความสำคัญในการเลือกตั้งตัวแทนเข้ามาบริหารท้องถิ่นของตนเองมากขึ้น กฎหมายดังกล่าวจะทำให้ทุกคนต้องเสียภาษีที่ดินเหมือนกันหมด โดยมีฐานภาษีที่มีอัตราต่างกันไปตามขนาดและมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ

ขณะที่อัตราภาษีนั้นจะกำหนดเพดานไว้ตามการใช้ที่ดิน คือ ในเชิงพาณิชย์จะกำหนดเพดานไว้ที่ 0.5% ของมูลค่า โดยจะมีคณะกรรมการกลางที่จะพิจารณาว่าจะจัดเก็บภาษีอัตราเท่าใด และจะปรับอัตราทุก ๆ  4 ปี เช่น เชิงพาณิชย์อาจคิด 0.2%  หากอยู่อาศัยด้วยตนเองคงต้องคิดภาษีน้อยกว่า 0.1%

สำหรับที่ดินทำการเกษตรกรรม จะกำหนดเพดานน้อยกว่า 0.05%  แต่ที่ดินรกร้างว่างเปล่า จะคิดแพงที่สุด และสูงกว่าอัตราในเชิงพาณิชย์ด้วย เช่น หากกำหนดอัตราภาษีในเชิงพาณิชย์ไว้ที่  0.4% ต้องเก็บภาษีที่ดินเปล่า 0.45-0.5% เป็นต้น และหากยังคงปล่อยที่รกร้างว่างเปล่าทิ้งไว้อีก 3 ปี จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว แต่จะไม่เกิน 2% ของมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

หากร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ แล้ว  กระทรวงการคลังกำหนดไว้ว่ากฎหมายภาษีที่ดินจะ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 53 เป็นต้นไป โดยยังคงมีช่วงเวลาให้ประชาชนปรับตัวก่อน 2 ปีแรก เพราะจะเริ่มมีผลบังคับจริงใช้ในปี 55 เป็นต้นไป แต่ช่วง 3 ปีแรก ที่เริ่มบังคับใช้นั้น จะให้ อปท. ทุกแห่ง ใช้กฎหมายดังกล่าวแบบขั้นบันได คือ ในปีแรกจะเก็บภาษีเพียง 50%  ปีที่ 2 จัดเก็บเพิ่มเป็น 75% และปีที่ 3 เป็นต้นไป จึงจะเก็บภาษีเต็ม 100% ซึ่งต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี อปท.ถึงจะได้เงินจากภาษีที่ดินแบบเต็มรูปแบบ

สำหรับคนจน จะไม่เก็บภาษีด้วยการกำหนดเกณฑ์ว่า จะต้องมีที่ดินถือครองเท่าใด  จึงจะไม่ต้องเสียภาษี แต่ขณะนี้ยังไม่สรุปตัวเลขดังกล่าว  แต่คนแก่นั้นไม่ยกเว้นให้ เพราะเกรงว่าอาจมีช่องโหว่ทางกฎหมายที่ลูกหลานจะให้เป็นชื่อของผู้สูงอายุ แทน เพื่อเลี่ยงไม่จ่ายภาษี ขณะที่พื้นที่เกษตรกรรมนั้นก็คิดอีกอัตราหนึ่ง และหากมีมูลค่าไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ก็ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ขณะที่ ผู้ที่มีที่ดินว่างเปล่าที่ซื้อเก็บไว้เพื่อเก็งกำไรนั้น หากเก็บไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์ในพื้นที่  80%  จะต้องเสียภาษีแพงมาก ช่วยลดปัญหาการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ลงได้  ซึ่งขณะนี้กรมธนารักษ์ กำลังจัดทำราคาประเมินที่ดิน ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงทุก 4 ปี โดยไทยมีที่ดินทั้งประเทศ 30 ล้านแปลง ขณะนี้ประเมินไปแล้ว 5 ล้านแปลง ยังเหลืออีก 25 ล้านแปลง ที่ต้องเร่งประเมินให้แล้วเสร็จก่อนปี 55

ส่วนกรมที่ดินต้องจัดทำแผนที่ดิจิตอลทั่วประเทศให้แล้วเสร็จ พร้อมทั้งราคาประเมินสิ่งปลูกสร้างรายแปลงทั่วประเทศ คาดว่าเมื่อจัดทำประชาพิจารณ์แล้ว จะให้ รมว.คลัง นำเสนอต่อที่ประชุม ครม.ในเดือน ส.ค.  จากนั้นในเดือน ต.ค.-พ.ย. เสนอเข้าสู่การพิจารณาในสภาฯ และเริ่มมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 53 เป็นต้นไป

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีแล้วว่า จะพยายามเสนอกฎหมายภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอให้สภาฯ พิจารณาให้ทันการประชุมสภาสมัยการประชุมนี้หลังจากได้ประชาพิจารณ์ที่ จังหวัดเชียงใหม่เรียบร้อยแล้ว เพราะจากการจัดงานดังกล่าวมาหลายพื้นที่ ประชาชนส่วนใหญ่ต่างเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว

view

*

view