สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

เที่ยวไทยครึกครื้นฯ ตอน สวัสดีแม่สะเรียง

จาก โพสต์ทูเดย์
รายงานโดย :นิธิ ถ้วมประถม:


สวัสดีครับ ท่านผู้อ่าน เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างนี้ การเมืองอย่างนี้ อย่าเก็บไปให้เครียดในหัวใจเลยนะครับ
หันมาเที่ยวกันดีกว่า อย่างน้อยๆ ก็ทำให้เราสบายใจขึ้นมาบ้าง ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ๆ ไปทานอาหารท้องถิ่น เก็บภาพสวยๆ มาใส่ไว้ในความทรงจำไว้เติมเต็มให้กับชีวิตที่ต้องดิ้นรนกันไป ช่วงนี้ผมได้รับคำถามของหลายต่อหลายคนว่า หนาวนี้ควรจะไปเที่ยวไหนดี มีที่เที่ยวใหม่ๆ อะไรน่าสนใจบ้าง ไปปายดีหรือเปล่า ไปปางอุ๋งดีมั้ย จะได้วางแผนท่องเที่ยวล่วงหน้าเสียหน่อย เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวที่พักจะเต็มเสียก่อน

ดีครับ ถือว่าดีเลย กับการเตรียมตัวเพื่อจะไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง เพื่อให้การเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนั้นเต็มไปด้วยความคุ้มค่า ก็แหม...กว่าเราจะได้ไปเที่ยวแต่ละที ต้องลางาน เก็บเงิน นัดเพื่อนฝูง จองห้องพัก จองตั๋วเครื่องบิน ตั๋วรถ ให้วุ่นวายไปหมด ดังนั้นไปแล้วต้องให้คุ้มครับ

จะว่าไปแล้ว ถามว่าหนาวนี้จะไปเที่ยวไหนดี ปายดีหรือเปล่า จะปายหรือม่ายปายดี ผมก็ต้องบอกว่า แล้วแต่ครับถ้ายังไม่เคยไป ก็ไปเสียหน่อย แต่หากเคยไปแล้ว อยากเที่ยวที่อื่นบ้าง เดี๋ยวผมจะแนะนำให้ ส่วนปางอุ๋งนั้น ถ้าไม่เคยไปต้องไป หรือถ้าไปแล้วอยากไปอีก ต้องเตรียมตัวหน่อย เพราะทราบมาว่าในปีนี้ทางปางอุ๋งเขาจัดระเบียบการเดินทางไปท่องเที่ยวที่ นั่นใหม่แล้ว

ไม่ว่านักท่องเที่ยวจะเข้าพัก หรือเที่ยวชมโครงการพระราชดำริปางตอง หรือปางอุ๋ง จะ ต้องติดต่อขอรับบัตรอนุญาตที่ศูนย์ศิลปาชีพ จ.แม่ฮ่องสอน (ในตัวเมือง) ก่อนเท่านั้น หาก ไม่มีบัตรอนุญาต จะไม่สามารถขึ้นไปยังปางอุ๋งได้ ส่วนใครอยากกิ๊บเก๋ นำเต็นท์ไปเอง ก็ต้องไปรับบัตรอนุญาตเพื่อใช้เป็นบัตรผ่านที่ศูนย์ศิลปาชีพ จ.แม่ฮ่องสอน ในตัวเมืองเหมือนกัน

แต่หากต้องการจองเกสต์เฮาส์ หรือเต็นท์ พักแรมของโครงการต้องไปชำระเงินที่ศูนย์ศิลปาชีพ จ.แม่ฮ่องสอน ในตัวเมือง พร้อมทั้ง รับบัตรอนุญาตเพื่อใช้เป็นบัตรผ่านทางเพื่อขึ้นไปยังปางอุ๋งเช่นกัน

หรือถ้าบ้านพักและเกสต์เฮาส์ริมทะเลสาบเต็ม ทางศูนย์จะจัดให้เข้าพักเกสต์เฮาส์ของชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านรวมไทยให้

หากไม่ได้พักแรมที่ปางอุ๋ง แต่ต้องการเข้าไปเที่ยวชมปางอุ๋งในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ ก็ต้องไปรับบัตรอนุญาตก่อน และจะไม่อนุญาตให้เข้าไปในหมู่บ้านรวมไทยก่อนเวลา 06.00 น. โดยติดต่อขอรับบัตรได้ที่ศูนย์ศิลปาชีพ จ.แม่ฮ่องสอน ก่อนเวลา 17.00 น.

กรณีจองเกสต์เฮาส์ไว้ แล้วไม่สามารถเข้าพักได้ในวันที่จอง ทางศูนย์จะไม่คืนเงิน แต่จะให้เลื่อนวันเข้าพักได้ (กรณีที่ห้องว่าง) ภายใน 3 เดือนครับ

โดยหากนักท่องเที่ยวคนใดไม่ได้พักที่นี่ ไม่สามารถขับรถขึ้นไปเที่ยวได้แล้ว จะต้องมาขึ้นรถสองแถวของชาวบ้าน ซึ่งจะจอดให้บริการอยู่ที่ทางขึ้นได้ครับ เพื่อเป็นการจำกัดจำนวนรถที่จะขึ้นไปเที่ยวที่ปางอุ๋ง

แต่หากพักที่ปางอุ๋งก็ไม่มีปัญหา ขับรถขึ้นไปได้เลย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะผมเคยไปที่นั่นมาแล้ว มีรถส่วนตัวขับขึ้นไปมากเหลือเกิน และขับขึ้นไปไม่เป็นเวลาเสียด้วย ดึกดื่น ก็ยังขับขึ้นไป แม้ว่าที่กางเต็นท์จะเต็มแล้ว ก็ยังขับขึ้นไปอีก เลยทำให้การจัดการในเรื่องของจำนวนรถและจำนวนคนที่จะขึ้นไปทำได้ค่อนข้างแย่ ในช่วง ปีหลังๆ

อย่างไรก็ลองติดต่อไปที่บ้านพักของโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) โทร. 053-692-056 ดูนะครับ ว่าต้องจองที่พักกันอย่างไร ถ้าเป็นผม ผมจองที่พักที่โครงการดีกว่าครับ ยังอยากไปนั่งอ่านหนังสือ ที่แพริมอ่างเก็บน้ำทั้งวันจริงๆ

ส่วนปายนั้นผมไม่ชอบแล้ว ความเป็นปายหายไปเยอะ ผมไม่ปายแล้ว แต่ยังมีอำเภอเล็กๆ อีกหนึ่งอำเภอ ที่มีเสน่ห์ไม่แพ้กับปาย แถมซ่อนตัวอยู่ริมแม่น้ำ เหมือนกับที่ปายเคยเป็นเหมือนกัน

ที่นั่นคือแม่สะเรียง อำเภอเล็กๆ ของ จ.แม่ฮ่องสอน ที่ใครต่อใครมองข้าม แต่ใครจะ คิดว่านี่คือเพชรอีกเม็ด ด้านการท่องเที่ยวที่กำลังรอให้นักท่องเที่ยวไปสัมผัส

จะว่าไปแล้ว การเดินทางไปแม่สะเรียงในครั้งนี้ เป็นการเดินทางที่อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวม่อนกิ่วลม แหล่งท่องเที่ยวที่แสนมีเสน่ห์อีกแห่งที่ควรจะไปกันในหนาวนี้มั้ย ซึ่งผมจะเขียนบอกในตอนต่อไป แต่ตอนนี้ คราวนี้ ขอพูดถึงแม่สะเรียงก่อนดีกว่า ว่ามีดีอย่างไร

เมืองนี้ไปไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถครับ เริ่มต้นจากกทม. มุ่งตรงไปลำปาง ตามเส้นทางพหลโยธิน เหมือนอย่างเคยๆ ไม่มีอะไรต้องน่าเป็นห่วง แต่ไปเลี้ยวขวาแยกที่จะไป อ.ฮอด อ.ลี้ อ.เถิน ขับตามทางไปเรื่อยๆ ครับ คดโค้งมีบ้างเป็นปกติที่ต้องขึ้นเหนือ แต่บอกได้เลยครับเส้นทางสวยมากกกกกกก ระยะทางจากกทม.-แม่สะเรียง 760 กิโลเมตรเท่านั้นครับ ชิลชิล

ผ่านสวนป่าสนของสถานีวนวัฒนวิจัยบ่อแก้ว ที่มีต้นสนสามใบปลูกเรียงรายไว้อย่างสวยงาม เป็นที่พักกลางทางที่สามารถเพิ่มรูปในเมโมรี การ์ด ให้กับกล้องของท่านได้อย่างแน่นอน และยิ่งหน้าหนาวท้องฟ้าสีฟ้าสด ยิ่งเหมาะแก่การ ถ่ายภาพจริงๆ ไม่ถ่ายภาพช่วงนี้แล้วจะไปถ่ายท้องฟ้าสวยๆ ได้ช่วงไหนครับ แวะได้เลยครับ ไม่ผิดหวังแน่นอน ที่สำคัญห้องน้ำห้องท่าสะดวก สะอาดใช้ได้

เส้นทางการเดินทางไปแม่สะเรียงนั้นถือว่าเป็นเส้นทางที่สวยงาม และขับสนุกเส้นทางหนึ่งสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวแบบขับรถเลยครับ แต่รถที่ใช้ต้องพร้อมหน่อย เพราะเส้นทางคดโค้ง และสูงชันในบางช่วง ขับไปเรื่อยๆ ออกจากกทม. เช้าหน่อย ถึงแม่สะเรียงก็ประมาณเย็นๆ ครับ ไม่ต้องรีบเร่งอะไร ปลอดภัยไว้ก่อน

การมาแม่สะเรียงของผมครั้งนี้ ถือว่าเป็นการมาแบบที่เรียกว่าแค่ทักทายเท่านั้น ยังไม่ได้เจาะลึกอะไรมากมาย เพราะเวลาที่มีจำกัดเหลือเกิน เป็นการแวะผ่าน ซึ่งทำให้ผมรู้ว่าผมต้องมาที่นี่อีกครั้ง เพราะเพียงแค่แวะพักแม่สะเรียง ก็เข้ามานั่งกลางใจผมเสียแล้ว

ที่นี่ยังคงเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีความสงบอยู่มากครับ ไม่ต้องหาแสงสีเสียงอย่างที่เมืองท่องเที่ยวอื่นๆ มี ที่นี่มีเพียงวิถีชีวิตของคนแม่สะเรียงเท่านั้น

ผมนั่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยวม ที่สายน้ำยังคงใสสะอาด อุณหภูมิของน้ำเย็นเจี๊ยบ ที่จะสร้างความกระชุ่มกระชวยให้กับทุกคนที่ลงไปแค่ยืนแช่ในสายน้ำแห่งนี้

ที่ อ.แม่สะเรียงนี้ น่าอิจฉาครับ เพราะมีแม่น้ำไหลผ่านถึง 3 สายด้วยกัน คือแม่น้ำยวม แม่น้ำแม่สะเรียง และแม่น้ำสาละวิน

ที่พักที่แม่สะเรียงนั้นมีเรียงรายอยู่ตามแม่น้ำครับ มีให้เลือกทั้งแบบเกสต์เฮาส์ โฮมสเตย์ หรือแม้กระทั่งโรงแรมระดับ 2-3 ดาว แต่ปริมาณที่พักมีไม่มากนัก ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังมีไม่มากนัก ซึ่งผมเองเห็นแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งนั้น นักท่องเที่ยวคนไทยน้อยเหลือเกิน

คืนนั้นผมนั่งทานอาหารที่ร้านอาหารของโรงแรม ที่มีนักท่องเที่ยวคนไทยเพียงโต๊ะเดียว ส่วนที่เหลือเป็นนักท่องเที่ยวหนุ่มสาวต่างชาติ ที่ขอความเป็นส่วนตัว ด้วยการไปนั่งทานอาหารที่โต๊ะในสวน อาบลมหนาวที่พัดมาอย่างไม่เกรงใจใคร พร้อมสั่งไวน์แดงมาชนแก้วแบบหัวแทบจะติดกัน ให้คนไทยแสลงใจ ด้วยความอิจฉาอยู่ตลอดเวลา

บรรยากาศที่นี่ บอกได้เลยครับว่า สงบจริงๆ เป็นความสงบแบบที่ถ้ามีหนังสือที่เราชอบมาสักเล่มละก็ สวรรค์อยู่ใกล้แค่เอื้อมจริงๆ

หลังจากทานอาหารเย็นเรียบร้อย ด้วยอาการกรึ่มๆ จะกลับไปห้องพักก็คงกะไรอยู่ ขอเดินเที่ยวเมืองแม่สะเรียงยามค่ำคืนเสียหน่อย

เหลือบมองนาฬิกาข้อมือดูแล้ว ก็ยังไม่ดึกมากนัก 3 ทุ่มพอดี เดินดับร้อนจากพิษแอลกอฮอล์ ก็คงดีไม่น้อย ว่าแล้วก็เดินออกจากห้องอาหารทันที สิ่งแรกที่สัมผัสได้ นอกจากอากาศที่เย็นวาบๆ แล้ว ก็คือความเงียบครับ มองไปตามท้องถนนมีแต่ไฟถนนที่เปิดสว่างอยู่ ส่วนร้านรวงริมทางทั้งหลายปิดเงียบหมดแล้ว เลยต้องขอมองนาฬิกาอีกครั้งว่า กี่โมง ก็ชัดเจนว่าแค่ 3 ทุ่ม

ที่นี่นอนไวจริงๆ!! ออกมาแล้ว ต้องเดินเผื่อว่าจะมีอะไรร้อนๆ มารองท้องเสียหน่อย ว่าแล้วก็เดินเรื่อยเปื่อยไปยังตลาดสด ที่เห็นอยู่เมื่อเย็น เดินไปถึงปรากฏว่ามืดสนิท ไร้สิ่งมีชีวิต ไม่น่าเชื่อครับไม่มีตลาดโต้รุ่งที่นี่ หรือว่าคนแม่สะเรียงจะกลัวอ้วน เลยไม่ทานอะไรกันตอนกลางคืน

ในเมื่อยังหาร้านอะไรไม่ได้ เดินดูเมืองเลยดีกว่า เงียบๆ ดี บ้านเรือนที่แม่สะเรียงยังเป็นบ้านในแบบชานเมืองทั่วไปครับ ความเป็นวิถีชาวบ้านยังมีอยู่สูง ชาวบ้านยังดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายไม่เร่งรีบ น่าอยู่จริงๆ

ผมเดินไปเดินมา จนไปถึงสี่แยกไฟแดงกลางเมือง ก็เห็นแล้วครับ

เห็นไฟสีเหลืองพร้อมควันฉุยๆ ลอยไปมา ก็เลยเดินรี่เข้าไปปรากฏว่าเป็นร้านชายสี่หมี่เกี๊ยว!!

เวรกรรม มาถึงนี่ยังเจอชายสี่หมี่เกี๊ยว มองซ้ายมองขวา ก็ไม่เห็นร้านรถเข็นอื่น ไม่มีครับ แถวนั้นมีร้านนี้ร้านเดียวเท่านั้น ไร้ซึ่งอาหารอื่น ผมเลยต้องขอบายดีกว่า

ตัดใจเดินเล่นต่อไปเรื่อยๆ หันหัวเลี้ยวไปตามถนนที่เป็นเส้นเลียบแม่น้ำ ถนนนี้จะเป็นถนนศูนย์รวมร้านอาหารประเภทผับเล็กๆ ไว้สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะเสียงเพลงที่ลอดออกมาเข้าหูผมนั้น เป็นเพลงแนวเร็กเก้ ที่ทำเอาขาผมขยับยุกยิกๆ ได้ไม่น้อย แต่ด้วย อายุอานามแล้ว เลยไม่ได้เข้าไปนั่งกินบรรยากาศในผับที่นี่

เดินเล่นไปเกือบชั่วโมง เมื่อยขา แต่ไม่มีเหงื่อด้วยอากาศที่เย็นสบาย ทำให้เดินสบายแต่เมื่อยแฮ่ะ คืนนี้นอนดีกว่า

ตอนเช้าตื่นมารีบออกมายืนที่หน้าต่าง ไม่น่าเชื่อครับ หมอกสีขาวโพลนเต็มไปหมด มองยังไงก็ไม่เห็นแม่น้ำ ทั้งๆ ที่โรงแรมที่พักอยู่ริมแม่น้ำแท้ๆ

อ้อ...ยืนนึกอยู่สักพักถึงรู้สาเหตุที่ผมไม่เห็นแม่น้ำ ก็ห้องพักของผมอยู่ฝั่งที่จอดรถริมถนนครับ เลยไม่ได้เห็นแม่น้ำกับเขาถ้าใครมาที่แม่สะเรียง เวลาจองห้องพักสอบถามกันให้ดีนะครับ ว่าขอห้องวิวแม่น้ำ อย่าพลาดเหมือนผมครับ แม่สะเรียงชมถนน

แต่เมื่อเห็นกับปริมาณหมอกที่ลอยอยู่อย่างอ้อยอิ่งเหนือหน้าต่าง ทำให้ต้องรีบล้างหน้า แปรงฟัน ถือกล้องกระโดดออกจากห้องทันที

แน่นอนครับ เป้าหมายผมต้องอยู่ที่ริมแม่น้ำยวมแน่นอน

ทันทีที่ก้าวออกจากโรงแรม ก็ต้องปะทะกับสายหมอกที่ลอยอยู่รอบตัว พร้อมกับอากาศที่ค่อนข้างจะเย็นอยู่ไม่น้อย

ผมเดินเรื่อยๆ ผ่านสวนเล็กๆ ของโรงแรม ก็มาถึงริมแม่น้ำยวม เดินลงบันไดไปสู่แม่น้ำ ตอนที่ผมไปนั้นน้ำยังไม่เต็มมากนัก น้ำยังน้อยแบบที่เราสามารถเดินเล่นได้ตามริมน้ำ ที่ยังไม่เต็มไปด้วยขยะ แต่เต็มไปด้วยก้อนหินก้อนสวยๆ ไม่เหมือนกับแม่น้ำปาย ที่ผมว่าไม่น่าลงไปสัมผัสเสียแล้ว ก็แหมขยะเยอะเหลือเกิน

เดินมองสายหมอกที่ลอยอยู่เหนือแม่น้ำ เพลินตาจริงๆ ครับ ไม่มีเสียงเรือ เสียงรถยนต์ หรือเสียงที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ มา รบกวนให้รำคาญใจ เสียงที่ได้ยินจะมีแต่เสียงน้ำไหล และเสียงนกร้องเท่านั้น

แล้วอย่างนี้จะไม่ให้หลงรักแม่สะเรียงได้อย่างไร

เดินถ่ายรูปได้สักพัก พอแดดเริ่มออก หมอกเริ่มหาย ท้องก็เริ่มหิว กลับโรงแรมดีกว่า อาหารเช้าร้อนๆ น่าจะช่วยให้บรรยากาศยามเช้าดีขึ้นมาอีกหน่อย

ไม่น่าเชื่อว่าระหว่างที่ทานอาหารเช้า ด้วยขนมปัง ไข่ดาว และข้าวต้มอุ่นๆ สายหมอกยังคงวนเวียนไหลอ้อยอิ่ง ละเลียดรอบตัวของผมอยู่ตลอดเวลา เจ๋งมากๆ ครับกับบรรยากาศแบบนี้ ไม่ต้องขึ้นดอยสูง ไม่ต้องไต่เขาให้เมื่อยขา ก็จิบชา กาแฟ ละเลียดสายหมอกได้ที่แม่สะเรียงนี้เอง

ทานอาหารเช้าเสร็จ มองนาฬิกาอีกครั้ง ยังแค่ 7 โมงเช้า แดดยังไม่ออกเท่าไหร่ หมอกยังเหลืออีกเพียบออกไปเดินเล่นในเมืองต่อดีกว่า

ออกจากโรงแรมเดินไปตามทางเดินเมื่อคืนเลยครับ แต่มาคราวนี้ไม่มืดและไม่เหงาแล้ว บรรยากาศที่นี่สงบดีจริงๆ ครับ ถ้ามีจักรยานสักคันละก็แจ่มมากทีเดียว

ผมเดินเล่นอาบสายหมอกไปเรื่อยๆ จนสองเท้าพาผมมาถึงวัดอุทยารมณ์ หรือวัดจองสูง ที่ต้องหยุดยืนมองด้วยความทึ่งในศิลปะการก่อสร้าง ที่วัดแห่งนี้รับศิลปะพม่ามาแบบเต็มๆ ซึ่งเมื่อดูจากประวัติของวัดแห่งนี้ก็เลยรู้ว่า วัดนี้เป็นวัดที่สร้างขึ้นโดยชนเผ่าไทยใหญ่ครับ ซึ่งก็แน่นอนว่าได้รับอิทธิพลจากพม่ามาไม่น้อย

ผมเดินเข้าไปภายในบริเวณวัด สงบมากๆ ครับ มีเณรเดินกวาดลานวัดอยู่หลายรูป เพื่อนๆ ในทริปไปสักการะ พระประธานในโบสถ์ แต่ผมขอเดินถ่ายรูปก่อนดีกว่า

น่าเสียดายที่ครั้งนี้ผมยังไม่มีโอกาสเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวแถวๆ นี้อย่างอุทยานแห่งชาติสาละวิน เพราะต้องเดินทางต่อไปม่อนกิ่วลม แหล่งท่องเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก ที่ว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งในครั้งหน้าเราจะไปเที่ยวม่อนกิ่วลมกันครับ

แต่อีกไม่นานผมจะพาท่านผู้อ่านเที่ยวแม่สะเรียงอีกครั้ง คราวนี้จะได้รู้กันไปเลยว่า แม่สะเรียงมีดีพอที่จะบอกว่า สวัสดีแม่สะเรียง บ๊ายบาย ปาย ได้หรือเปล่า ครับ

view