http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« March 2019»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท09/02/2019
ผู้เข้าชม20,883,490
เปิดเพจ24,830,623
Gold charts on InfoMine.com

นศ.วปอ.ชี้ชัด สื่อเครือมติชน เสนอข่าวบิดเบือนผลวิจัย ให้ร้าย ASTV

จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์
เรื่อง - จินดาวรรณ สิ่งคงสิน
ภาพ - กิตติ บุปผชาติ



เมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อ ‘ประชาชาติธุรกิจออนไลน์’ สื่อในเครือมติชน ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยเรื่อง “อิทธิพลของสื่อสาธารณะดิจิตอล ที่มีผลต่อพฤตกรรมการบริโภคข่าวสารด้านเมือง ศึกษาเฉพาะ ASTV ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” อันเป็นผลงานวิจัยของ นายวิทอง ตัณฑกุลนินาท กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ๊กเซลเล้นท์ กราฟฟิค จำกัด นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (ปรอ.) รุ่นที่ 21 ประจำปีการศึกษา พ.ศ.2551-2552 และเป็นงานวิจัยที่ได้รับรางวัลชม เชยจาก วปอ.โดยรายงานข่าวของ นสพ.ประชาชาติธุรกิจ ระบุว่า งานวิจัยชิ้นนี้ ชี้ว่า เอเอสทีวีได้สร้างความแตกแยกให้สังคมในทุกระดับ และเนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงาน หรือกฎหมายใดเข้ามาควบคุม ทำให้เอเอสทีวีมีอำนาจในการปลุกระดมมวลชน สร้างความคิดเห็นและความเชื่อ รวมทั้งการหล่อหลอมพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นไปตาม “ทฤษฎีเข็มฉีดยา” ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว
       
       รายงานข่าวที่ออกมาได้ก่อให้เกิดการถกเถียงกันในแวดวงสื่อสารมวลชน วิชาการ และการเมือง ว่า งานวิจัยชิ้นนี้ มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงไร และเหตุใดผลการวิจัยจึงสรุปออกมาเช่นนั้น ขณะที่กลุ่มผู้ชมเอเอสทีวีส่วนใหญ่ต่างก็รู้สึกว่าผลลัพธ์ของการวิจัยดัง กล่าว ขัดแย้งกับความเป็นจริง ขัดแย้งกับสิ่งที่พวกเขาได้สัมผัส และได้รับรู้
       
       ด้วยเหตุนี้
ASTVผู้จัดการ จึงถือโอกาสถามตรงกับเจ้าตัว ผู้ทำงานวิจัย “วิทอง ตัณฑกุลนินาท” เกี่ยวกับความเป็นมาของงานวิจัย และประเด็นปัญหา รวมถึงข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับผลการวิจัยว่าเป็นไปตามที่ปรากฏในข่าวที่นำเสนอโดยประชาชาติธุรกิจ ออนไลน์หรือไม่...?
       
       เลือกวิจัย ASTV เพราะความนิยมสูงสุด
       
       วิทอง ได้ชี้แจงถึงเหตุผลในการทำวิจัยเรื่องนี้ ว่า งานวิจัยชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักรรัฐร่วม เอกชน ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ในเชิงวิชาการ ซึ่งมีความแตกต่างการวิจัยของเอแบคโพลล์ หรือสวนดุสิตโพล ที่เป็นการสำรวจทัศนะของผู้คนที่มีต่อเรื่องต่างๆ ส่วนเหตุที่เขาเลือกทำวิจัยเรื่องอิทธิพลของเอเอสทีวีที่มีต่อพฤติกรรมของ ผู้รับข่าวสารด้านการเมือง ก็เพราะเห็นว่าเอเอสทีวีเป็นสื่อแนวใหม่ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในบรรดา เคเบิลทีวีและสื่อดิตอล อีกทั้งยังเป็นสื่อที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง
       
       “ผมเลือกทำวิจัยเรื่องเอเอสทีวี เพราะเป็นเรื่องที่คนทั้งประเทศและทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะเป็นสื่อรูปแบบใหม่ของไทย เป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และได้รับความนิยมสูงสุด คนทั่วไปก็อยากรู้ว่าทำไมเอเอสทีวีถึงมีอิทธิพลเช่นนั้น แต่ยังไม่เคยมีใครทำวิจัย หรือทำการศึกษาด้านวิชาการ ผมเลยตัดสินใจทำเรื่องนี้ด้วยพื้นฐานเชิงวิชาการ โดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดสีใด ไม่ว่าจะเป็น เหลือง แดง น้ำเงิน ผมทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ และทำด้วยพื้นฐานความเข้าใจจริงๆ ว่า สื่อนี้มีอิทธิพลอย่างไร แรกเริ่มจริงๆ ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำเฉพาะเอเอสทีวีนะ ผมจะทำวิจัยสื่อดิจิตอล ซึ่งเป็นเคเบิลทีวีทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ 50-60 สถานี แต่เวลามีจำกัด ก็เลยมาดูว่าในบรรดาสื่อดิจิตอลเนี่ยสื่อใดได้รับความสนใจมากที่สุด ก็เลือกสื่อนั้น นั่นก็คือ เอเอสทีวี ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งหัวข้อที่วิจัย ก็คือ อิทธิพลของเอเอสทีวีที่มีต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสารด้านการเมือง เพราะเห็นได้ชัดว่าเอเอสทีวีเป็นสื่อที่ทำให้เกิดความตื่นตัวทางการ เมืองอย่างมาก”
วิทอง กล่าวชี้แจงถึงจุดประสงค์ของการทำวิจัยชิ้นนี้
       
       สำหรับวิธีวิจัยนั้น วิทอง แจกแจงว่า ได้มีการแบ่งการทำวิจัยออกเป็น 2 ส่วน คือ เชิงลึก และเชิงปริมาณ โดยในส่วนของการทำวิจัยเชิงลึก วิทอง ได้สัมภาษณ์บุคคลชั้นนำที่เกี่ยวข้องกับแวดวงการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสื่อสารมวลชน จำนวน 20 คน ส่วนการทำวิจัยเชิงปริมาณ นั้น วิทอง ได้ว่าจ้างบริษัทวิจัยมืออาชีพในการออกแบบสอบถามและทำการสำรวจความคิดเห็น ของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 100 ตัวอย่าง โดยสำรวจเฉพาะผู้ที่ดูเอเอสทีวีเท่านั้น โดยได้แบ่งกลุ่มตัวอย่างตามพื้นที่ คือ กรุงเทพฯชั้นใน กรุงเทพฯชั้นกลาง และกรุงเทพฯชั้นนอก นอกจากนี้ ยังแบ่งกลุ่มตัวอย่างตามระดับการศึกษา คือ ต่ำกว่าปริญญาตรี ปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี อีกทั้งมีการแบ่งกลุ่มตัวอย่างตามระยะเวลาในการรับชมเอเอสทีวีอีกด้วย
       
       “ในส่วนของการวิจัยเชิงลึก ผมสัมภาษณ์บุคคลระดับหัวกะทิ ที่เกี่ยวข้องกับด้านการเมือง เช่น ตัวแทนพรรคการเมือง สมาชิกวุฒิสภา ศาลปกครอง ด้านสังคม เช่น ตำรวจ ทหาร สภาความมั่นคงแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน จิตแพทย์ ด้านเศรษฐกิจ ก็มีตัวแทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธนาคารขนาดใหญ่ของรัฐ และด้านสื่อ เช่น เอเอสทีวี สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 กรมประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) โดยเป็นการสัมภาษณ์เชิงเปิด แบบอัตนัย
       
       ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณนั้นเนื่องจากผมมีเวลาจำกัด ผมก็ไปดูว่าการวิจัยแบบไหนที่พอทำได้ในเชิงวิชาการและใช้เวลาน้อย ก็เลยเลือกการทำวิจัยที่มีความเชื่อมั่น 90% จากระดับความเชื่อมั่นที่มีอยู่ 2 ระดับ คือ 90% และ 95% โดยใช้ตัวอย่าง 100 ตัวอย่าง เพราะระดับความเชื่อมั่น 95 ต้องใช้ตัวอย่างถึง 500 ตัวอย่าง ซึ่งไม่น่าจะทำได้ทัน โดยผมศึกษาประชากรเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และเลือกสัมภาษณ์เฉพาะคนที่ดูเอเอสทีวีเท่านั้น ซึ่งการสัมภาษณ์เชิงปริมาณนั้น ผมให้บริษัททำวิจัยมืออาชีพเป็นคนทำวิจัยให้ เจ้าหน้าที่ทำวิจัยจบปริญญาโททุกคน เพราะผมต้องการให้ผลวิจัยที่ออกมามีความน่าเชื่อถือจริงๆ”
วิทองอธิบายถึงวิธีการทำวิจัยของเขา พร้อมระบุว่า เพื่องานวิจัยชิ้นนี้ตนเองได้ทุ่มเงินส่วนตัวนับแสนบาท
       
       ยืนยันไม่ได้ทำให้แตกแยก
       
       ประเด็นที่ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณาอย่างกว้างขวาง ก็คือ กรณีที่ประชาชาติธุรกิจออนไลน์พาดหัวตัวโตในข่าวงานวิจัยชิ้นนี้ว่า ผลวิจัยระบุว่า เอเอสทีวีสร้างความแตกแยกให้สังคม และมีอำนาจในการปลุกตาม
“ทฤษฎีเข็มฉีดยา” ซึ่ง วิทอง ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวว่า
       
       
“งาน วิจัยชิ้นนี้ไม่ได้สรุปอย่างนั้น และถ้าอ่านจากบทสรุปที่อยู่ในหน้าแรกของงานวิจัยเลย จะเห็นว่า ผลการวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า ... ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมและทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่รับชมข่าวสารด้านการเมืองจากเอเอส ทีวี ยังอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อสังคมและความมั่นคงของประเทศ นอกจากนั้น ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า ระยะเวลาการรับชมสื่อเอเอสทีวี ไม่มีความสัมพันธ์กับทัศนคติที่เกิดขึ้นหลังการรับชม ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีเข็มฉีดยา เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างยังใช้วิจารณญาณในการรับชม และรับชมสื่อจากหลายช่องทาง แต่ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับทัศนคติที่เกิดขึ้น ได้แก่ ระดับการศึกษา นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาจากภาพรวมของผลกระทบอันเกิดจากการนำเสนอข่าวสารด้านการเมืองของ เอเอสทีวี พบว่า ผลในเชิงบวก คือ ทำให้ประชาชนมีช่องทางการรับข่าวสารด้านการเมืองในเชิงลึก อันเป็นช่องทางหนึ่งในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลมากขึ้น
       
       จริงๆ แล้วผลวิจัยของผมมีทั้งผลกระทบในเชิงบวกและผลกระทบในเชิงลบ แต่นี่ นสพ.ประชาชาติ เอาเชิงลบมาอย่างเดียว อย่างผลกระทบในเชิงลบนั้น ผลวิจัยบอกว่า...มองในเชิงลบ ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีทั้งต่อสังคมในลักษณะที่สร้างความแตกแยก แต่ประชาชาติเขียนว่าก่อให้เกิดความแตกแยก ... อ้าว! คนละเรื่องหรือเปล่า และผมไม่ได้เขียนคำว่าร้ายแรงที่สุดเลย ผมเขียนว่า ผลกระทบในเชิงลบมีผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมในลักษณะของการสร้างความแตกแยก ต่อครอบครัว สังคม และประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มจะก่อให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น คือ แค่มีแนวโน้ม แต่ยังไม่เกิด คือ ไม่ได้หมายความว่า เอเอสทีวีทำให้เกิดความแตกแยก”
วิทอง กล่าวชี้แจงถึงความผิดพลาดอย่างร้ายแรงในการนำเสนอข่าวของ นสพ.ประชาชาติธุรกิจ
       
       ชี้ชัดเป็นช่องทางช่วยตรวจสอบรัฐ
       
       ขณะดียวกัน ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ผลวิจัยชี้ชัดว่าเหตุผลหลักที่กลุ่มตัวอย่างเลือกรับชมข่าวสารด้านการเมือง จากเอเอสทีวี เนื่องจากกลุ่มผู้สำรวจส่วนใหญ่ ร้อยละ 59 เห็นว่า เอเอสทีวีเป็นสื่อสาธารณะที่ไม่ถูกควบคุมและแทรกแซง โดยหน่วยงานภาครัฐ รองลงมา ร้อยละ 47 เห็นว่า สื่อเอเอสทีวีเป็นช่องทางหนึ่งในการตรวจสอบรัฐ ขณะที่ ร้อยละ 45 ดูเอเอสทีวีเพราะต้องการติดตามรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ร้อยละ 41 ดูเอเอสทีวีเพราะรู้สึกว่าสื่ออื่นๆ นำเสนอข่าวไม่เป็นกลางและไม่น่าเชื่อถือ
       
       
นอก จากนั้น กลุ่มตัวอย่างยังเห็นว่า เอเอสทีวีเป็นสื่อที่มีอิสระในการนำเสนอข่าวที่เป็นกลาง ตรงไปตรงมา และมีความน่าเชื่อถือในการนำเสนอมากกว่าฟรีทีวีทั่วไปอย่าง ช่อง 3, 5, 7, 9, 11 และ TPBS, เอเอสทีวีเป็นองค์กรผู้นำเสนอข่าวสารที่มีความอิสระ ไม่ได้เป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด, การนำเสนอข่าวสารด้านการเมืองของเอเอสทีวี ทำให้เกิดการปฏิรูปการเมืองใหม่ที่มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้ดีกว่าเดิม ทว่า ข้อมูลเชิงบวกต่อ ASTV ที่สรุปได้จากผลการวิจัยเหล่านี้กลับไม่ได้ถูกนำเสนอบนหน้าข่าวของประชาชาติ ธุรกิจออนไลน์แต่อย่างใด
       
       ทั้งนี้ ผลดังกล่าวนั้นสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคส่วนหนึ่งกำลังแสวงหาสื่อใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความอิสระในการนำเสนอข่าวสารโดยไม่ถูกแทรกแซง จากรัฐ อีกทั้งยังมีความต้องการสื่อที่สามารถเป็นตัวแทนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐ ได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะสื่อที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองความต้องการดัง กล่าวของเขาได้
       
       อย่างไรก็ดี ผลการวิจัยชี้ว่า นอกจากจะดูข่าวสารด้านการเมืองจากเอเอสทีวีแล้ว กลุ่มตัวอย่างยังรับข่าวสารด้านการเมืองจากสื่ออื่นๆ ด้วย โดยสื่อที่รับชมมากที่สุด ร้อยละ 70 ได้แก่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ทีวี โดยเฉพาะรายการคุยคุ้ยข่าว และสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 โดยเฉพาะรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ขณะที่สื่อซึ่งกลุ่มตัวอย่างติดตามข่าวสารด้านการเมืองในอันดับรองลงมา ได้แก่ หนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการ และหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ตามด้วยสื่อวิทยุ โดยเฉพาะสถานีวิทยุชุมชน FM 97.75
       
       ชี้ “สื่อเครือมติชน” บิดเบือนเลือกลงแค่บางตอน
       
       วิทอง แสดงความเห็นด้วยว่า สาเหตุที่ผลงานวิจัยของเขาที่ลงใน ประชาชาติธุรกิจออนไลน์เหมือนจะสรุปว่า เอเอสทีวีเป็นสื่อที่ก่อให้เกิดความแตกแยก และเป็นไปในลักษณะปลุกระดมมวลชน ตาม
“ทฤษฎีเข็มฉีดยา” ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อโดยการให้ข้อมูลซ้ำๆ และอาจส่งผลต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาวนั้น เป็นเพราะนสพ.ประชาชาติธุรกิจ หยิบเอาข้อความในบทนำและข้อมูลเพียงบางช่วงบางตอนมาตีพิมพ์ อีกทั้งยังมีการเรียบเรียงถ้อยคำใหม่ จึงทำให้บทสรุปที่ออกมาผิดเพี้ยนไป
       
       “ผลงานวิจัยที่ประชาชาติลงนั้น ผมไม่ได้เป็นคนให้ไปนะ คือ นักข่าวประชาชาติ เขามาขอเหมือนกัน แต่ผมบอกไปว่ายังให้ไม่ได้ เพราะงานวิจัยชิ้นนี้ผมส่งเข้าประกวดกับทางวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) และได้รับรางวัลชมเชย จึงถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วปอ.ผมจะให้ได้ก็ต่อเมื่อทาง วปอ.อนุญาตแล้ว ดังนั้น ก็ต้องไปขอกับทาง วปอ.ก่อน ซึ่งเท่าที่ทราบตอนลงในประชาชาติออนไลน์ เขาก็ไม่ได้ขอ วปอ.นะ เขาเพิ่งทำเรื่องขอไปเมื่อเร็วๆ นี้เอง แล้วตอนนั้นนักข่าวประชาชาติ ก็มาขอสัมภาษณ์ผมเหมือนกัน แต่ผมไม่ให้สัมภาษณ์ เพราะว่าต้องรอ วปอ.อนุญาตก่อน
       
       เพราะฉะนั้น ยืนยันได้ว่า ข้อมูลเหล่านี้มันไม่ได้มาจากผม ตอนเขาลงเนี่ยผมก็ไม่รู้ว่าเขาเอาข้อมูลมาจากไหน ผมเพิ่งเชิญนักข่าวประชาชาติมาสัมภาษณ์เมื่อไม่กี่วันมานี้ หลังจากที่เขาลงข่าวไปแล้ว ให้เขามาดูงานวิจัยเต็มๆ ของผม ผมเชื่อว่า ตอนที่เขาลงข่าวเขาก็น่าจะมีงานวิจัยฉบับเต็มของผมนะ แต่ไม่ได้ลงทั้งหมด คือ เขาลงไม่ครบ เขาอาจจะสรุปเอาเอง และมีการรีไรต์ข้อมูล ซึ่งอาจทำให้ความหมายคลาดเคลื่อนไป คือ ประชาชาติลงข้อมูลไม่ครบ เลยทำให้คนอ่านตีความหมายคลาดเคลื่อน”
วิทอง กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในการนำเสนอข่าว พร้อมกล่าวด้วยว่า
       
       บทสรุปที่ตนได้เขียนเอาไว้ในหน้าแรกนั้น ประชาชาติกลับไม่ได้เอาไปเขียนลงในข่าว โดยบทสรุปที่ถือว่าเป็นเนื้อใหญ่ใจความที่สำคัญที่สุดของงานวิจัย ระบุว่า
“จาก ผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างที่รับชมข่าวสารด้านการเมืองจากเอ เอสทีวียังอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อสังคมและความมั่นคงของประเทศ”
       

       “คนละเรื่องไหมครับ?” วิทอง กล่าวพร้อมน้ำเสียงแสดงความสงสัย พร้อมกล่าวต่อว่า ผลวิจัยยังชี้ด้วยว่า ทัศนคติที่เกิดขึ้นหลังจากรับชมไม่ได้เป็นไปตาม “ทฤษฎีเข็มฉีดยา” เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างใช้วิจารณญาณในการรับชม รับสื่อจากหลายช่องทาง แต่ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับทัศนคติที่เกิดขึ้นได้แก่ระดับการศึกษา
       
       ในตอนท้ายของการสัมภาษณ์ วิทอง กล่าวยืนยันด้วยว่า ภาพรวมของผลวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เอเอสทีวี เป็นสื่อที่ดี และงานวิจัยชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก หากมีการนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ เพื่อหาช่องทางในการเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเสนอข่าวของเอเอสทีวีต่อไป
       
       “ผมว่างานวิจัยชิ้นนี้ เอเอสทีวีได้ประโยชน์นะ เพราะผลวิจัยพิสูจน์ให้เห็นว่า คุณทำหน้าที่ได้ดีมาก ส่วนใหญ่ดี แต่ข้อเสียก็ต้องมี เพราะไม่มีอะไรที่ไม่มีข้อเสีย แต่ว่าบวกมากกว่าลบ”
วิทอง กล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม
       
       
* * * * * * * * * * *

view

*

view