สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

จบแล้วทักษิณ!

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

วีระศักดิ์ พงษ์อักษร

โดย : แกะรอยการเมือง:ฆฤณ weerasak@nationgroup.com


"การโฟนอิน ล่าสุด ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บริเวณการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ เขายายเที่ยงเมื่อค่ำวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา

เห็น ได้ชัดว่า พลังได้ถดถอยลงไปมาก ...เหมือนจะทราบดีว่าในเชิงพลังต่อรอง และพลังทุนนั้น ได้หดหายลงไปมาก ความพยายามประสานผลประโยชน์กับชนชั้นสูง แนวโน้มผลสำเร็จเหลือน้อยลงเรื่อยๆ"

หากเป็นภาวะปกติ ระดับมหาเศรษฐีของไทย เช่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แถมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง สองสมัย "ไม่ยาก" ที่จะประสานกับชนชั้นสูง และในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาหลายครั้ง แม้ผู้นำจะถูกรัฐประหาร ก็ยังได้รับการดูแลอย่างดี ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศ หรือต่างประเทศ

กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นความพิเศษและผิดปกติจากประวัติศาสตร์ !!!
  -คิดใหญ่เกินตัว
 -การไม่ยอมจำนน กับอำนาจดังเดิม
 -ผลประโยชน์ โยงใยกับคนรอบข้างจำนวนมาก
 -ปมยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท
 - และอื่นๆ อีกมากมาย

คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าวแล้ว ในวันที่ 26 ก.พ. นี้ เวลา 13.00 น.

สาระสำคัญคือการพิสูจน์เรื่องของการ "ซุกหุ้น"....ที่เมื่อสอบเชิงลึกโดยเฉพาะข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.ที่ ชี้แจงในฐานะพยาน เมื่อ ดีเอสไอ และ ก.ล.ต.พบหลักฐาน ว่า บริษัทวินมาร์คและแอมเพิลริชเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน มีความสัมพันธ์กับอีกสองบริษัทที่โผล่ขึ้นมาใหม่

กองทุน ซิเนตร้าทรัสต์ และบลูไดมอนด์ !!!

ซึ่งหากตรวจสอบเชิงลึกต่อไปอีก เราอาจจะพบว่า มีอีกหลายครั้ง ที่บริษัทต่างประเทศ "ฝรั่งหัวดำ" เข้าไปพัวพันกับการลงทุนใน ปตท.ตั้งแต่การเข้าซื้อหุ้น ไอพีโอ ในราคา 35 บาท ....รวมถึงเข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทชินคอร์ป ในช่วงที่ราคาร่วงไปถึง 8-9 บาท ก่อนที่ราคาจะขยับมาอย่างต่อเนื่อง และมีการขายออกในบางช่วง ...ก่อนที่จะขายล็อตใหญ่ให้ กองทุนเทมาเส็ก ในราคา 49 บาท

เพราะหากพิสูจน์ได้ว่าบริษัท "ฝรั่งหัวดำ" เกี่ยวโยงกับนักการเมืองจริง เท่ากับว่าเข้ามาซื้อหุ้นในราคาถูก เพื่อผ่องถ่ายเงินออกนอกประเทศ และได้สิทธิในการซื้อหุ้นราคาพาร์ ปตท.ในโควตาต่างชาติ โดยไม่ต้องเข้าแถวยืนรอซื้อหุ้นเช่นประชาชนทั่วไป

การแก้ไขสัญญา "มือถือ"....ผลประโยชน์ทับซ้อน ที่คลาสสิกที่สุด !!!

กรณีการแก้ไขสัญญาให้ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ที่บริษัท เอไอเอส จากอัตราก้าวหน้า 25% และต้องเพิ่มเป็น 30% ในอนาคต แก้ไขใหม่เป็นอัตราคงที่ 20% ตลอดอายุสัญญาสัมปทาน มีการคำนวณกันว่า รัฐสูญเสียผลประโยชน์หลักหมื่นล้านบาท ในทางกลับกันความสูญเสียของรัฐ กลับไปเพิ่มผลประโยชน์ให้กับเอกชน ในอัตราที่เท่ากัน

รวมถึง การแก้กฎหมายให้มีการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต เป็นการเอื้อบริษัทมือถือ แถมกีดกันผู้ประกอบการกิจการโทรคมนาคมรายใหม่อีกด้วย

ขณะที่อีกฝากหนึ่ง พบว่าขณะนี้ในระดับเจ้าหน้าที่ ไทยกับกัมพูชา กำลังทำงานกันอย่างหนัก ที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ กลับมาสู่ภาวะปกติ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้มาก เมื่อท่าทีฝ่ายกัมพูชา เริ่มอ่อนลง อาจจะเป็นไปได้ว่า ประเมินแล้วสถานการณ์วันนี้ หากยังกอดคอกับอดีตนายกฯ คงจะไม่รุ่งนัก

เพราะความพยายามของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ผ่านมา....จบแล้วครับ!!!

 

view