http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,120,227
เปิดเพจ23,734,601

อเมริกากับการรักษาวินัยทางการคลัง

อเมริกากับการรักษาวินัยทางการคลัง

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




เมื่อวันที่ 21 พ.ย.คณะกรรมการร่วมที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลสหรัฐเพื่อลดหนี้สาธารณะประกาศว่าคณะกรรมการฯ (ซึ่งสื่อตั้งชื่อว่า Super Committee)

ไม่สามารถตกลงกันได้ ทำให้การลดหนี้สาธารณะของสหรัฐต้องเข้าสู่กระบวนการตัดงบประมาณอัตโนมัติ (sequestration) เป็นเวลา 10 ปีเริ่มต้นในปี 2013 โดยจะตัดงบประมาณรวมทั้งสิ้น 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ การตัดงบประมาณดังกล่าวจะกระทบกระทรวงหลักๆ ทุกกระทรวงของสหรัฐ เช่น กระทรวงกลาโหมจะต้องตัดงบประมาณประมาณ 6 แสนล้านเหรียญ แม้แต่กระทรวงที่สำคัญๆ เช่น กระทรวงศึกษา กระทรวงเกษตรและกระทรวงสิ่งแวดล้อมก็จะถูกเฉือนงบประมาณลง 8% ต่อปี ที่ได้รับยกเว้นคืองบประกันสังคม งบช่วยเหลือทหารผ่านศึก เงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และงบรักษาพยาบาลสำหรับผู้มีรายได้น้อย (Medicaid) และผู้สูงอายุ (Medicare) ก็ยังถูกเฉือน 2%
 

งบประมาณที่ถูกตัดทอนลงนั้นแม้จะเริ่มในปี 2013 แต่ก็สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่นกรณีของกระทรวงกลาโหมนั้นทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่าโครงการต่างๆ ที่เป็นโครงการระยะยาว (รวมทั้งการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์) นั้นจะต้องถูกตัดทอนมากน้อยเพียงใด นอกจากนั้นก็ยังอาจทำให้กระทรวงกลาโหมต้องลดกองพลและ/หรือปิดฐานทัพบางแห่งก็ได้ ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจของมลรัฐต่างๆ ในหลายพื้นที่ ดังนั้นจึงกำลังมีความเคลื่อนไหวในหมู่ของผู้แทนราษฎรบางคนให้ออกกฎหมายยับยั้งการปรับลดงบประมาณดังกล่าว แต่การทำเช่นนั้นก็จะถูกต่อต้านได้ทั้งจากฝ่ายขวาที่ต้องการรักษาวินัยทางการคลังอย่างแท้จริงหรือจากประธานาธิบดีโอบามา ซึ่งมองว่าการที่คณะกรรมการร่วมไม่สามารถหาข้อยุติได้ก็เพราะพรรครีพับลิกันไม่มีความจริงใจในการยอมรับการขึ้นภาษีที่เก็บจากคนรวย จึงจะไม่ยอมให้ฝ่ายรีพับลิกันลดการสูญเสียงบประมาณของบางหน่วยงานเช่นกัน นอกจากนี้การแก้เงื่อนไขการลดงบประมาณให้เจือจางลงทำให้เสี่ยงที่จะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัทจัดอันดับ (Moody’s, S&P และ Fitch Rating) ซึ่งจะสะท้อนความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจและการรักษาวินัยทางการคลังของสหรัฐ
 

หากดูจากผลสำรวจความเห็นของประชาชนสหรัฐจะเห็นว่า ประชาชนแสดงความเหนื่อยหน่ายกับการเล่นการเมืองของนักการเมืองสหรัฐอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน กล่าวคือประชาชนเพียง 20% เท่านั้นที่ยังพึงพอใจกับการปฏิบัติหน้าที่ของนักการเมือง แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าการเมืองในสหรัฐจะมีแต่การต่อสู้เพื่อเอาแพ้เอาชนะกันอย่างไม่ลดละต่อไปอีก 1 ปีจนกว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรัฐสภาจะเสร็จสิ้นลงในต้นเดือนพ.ย.ปี 2012 ประเด็นคือประธานาธิบดีโอบามาไม่ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำให้ความนิยมตกต่ำลงเหลือ 40% และจากประสบการณ์ในอดีต ประธานาธิบดีที่เผชิญปัญหาการว่างงานสูงกว่า 8% (ปัจจุบันการว่างงานอยู่ที่ 9%) จะแพ้การเลือกตั้งเกือบทุกครั้ง ดังนั้นฝ่ายรีพับลิกัน ซึ่งมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้วจึงคาดหวังไว้สูงว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะสามารถรักษาฐานเสียงในสภาผู้แทนราษฎรเอาไว้ได้และน่าจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี ตลอดจนอาจจะได้เสียงข้างมากในวุฒิสภาอีกด้วย ในส่วนของเดโมแครตนั้นก็ต้องต่อสู้อย่างเต็มพิกัด โดยสร้างภาพว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่สะดุดตัวมาโดยตลอดนั้นเกิดจากจุดยืนของฝ่ายรีพับลิกันที่ต้องการปกป้องคนรวยและไม่ให้ความร่วมมือกับฝ่ายบริหารเพื่อลดความน่าเชื่อถือและความนิยมชมชอบในตัวประธานาธิบดีโอบามา
 

กล่าวโดยสรุปคือการเมืองของสหรัฐนั้นกำลังทำให้หลายคนหมดหวังในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของสหรัฐ เราเคยแต่มองสหรัฐว่าเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกๆ ด้าน แต่มาวันนี้เราเห็นการเมืองของสหรัฐตกอยู่ในวังวนของความขัดแย้งที่กำลังบั่นทอนอนาคตของเศรษฐกิจและยังมองไม่เห็นทางออกใน 1 ปีข้างหน้า โดยบางคนอาจคาดหวังว่าเมื่อผ่านการเลือกตั้งในปี 2012 แล้ว การเมืองจะสงบนิ่งและความแตกแยกต่างๆ ลดลง ทำให้การบริหารจัดการเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ แต่หากนักการเมืองกลุ่มเดิมได้รับเลือกตั้งกลับมาอีก ปัญหาความขัดแย้งก็อาจดำเนินไปเช่นเดิม คำถามที่ตามมาคือ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นหากปัญหายืดเยื้อต่อไป?
 

หากหันมาดูตัวเลขที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็จะต้องบอกว่าปัญหาของสหรัฐนั้นไม่ได้แตกต่างจากปัญหาหนี้สาธารณะของยุโรปมากนักดังที่นาย Barton Biggs ผู้บริหารกองทุนประกันความเสี่ยง (Hedge Fund) ที่เป็นที่รู้จักกันดีเคยกล่าวว่าสหรัฐก็กำลังเดินบนเส้นทางเดียวกันกับยุโรปในการเข้าไปสู่ปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะ กล่าวคือการตัดลดงบประมาณ 1.2 ล้านล้านที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2013 นั้นที่จริงแล้วเป็นการตัดงบประมาณที่ไม่เพียงพอ เพราะในปีงบประมาณ 2011 ที่เพิ่งผ่านไปนั้นรัฐบาลสหรัฐขาดดุลงบประมาณสูงถึง 1.3 ล้านล้านเหรียญ ดังนั้นที่จะตัดงบประมาณ 1.2 ล้านล้านเหรียญใน 10 ปีข้างหน้านั้นจะมีส่วนการแก้ปัญหาการขาดดุลเพียง 10% เท่านั้น
 

ที่สำคัญคือปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐมีหนี้สาธารณะรวมทั้งสิ้น 15 ล้านล้านเหรียญหรือเท่ากับจีดีพีของสหรัฐแล้ว แต่สถิติสหรัฐจะแจ้งว่ามีหนี้สาธารณะที่ถือโดยประชาชนเพียง 9 ล้านล้านเหรียญเพราะอีก 6 ล้านล้านเหรียญนั้นถือโดยกองทุนประกันสังคมเป็นหลัก อย่างไรก็ดีระบบรัฐสวัสดิการของสหรัฐ ประกอบกับการแก่ตัวลงของประชากรทำให้กองทุนประกันสังคมในอนาคตจะมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ดังนั้นกองทุนประกันสังคมจะต้องขายพันธบัตรทั้งหมดออกมาในระยะยาว หมายความว่าหากรัฐบาลสหรัฐยังขาดดุลงบประมาณต่อไปปีละ 1 ล้านล้านเหรียญและกองทุนประกันสังคมก็ต้องขายพันธบัตรออกมาเช่นกัน แล้วใครจะเป็นผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ? (กล่าวคือใครจะมาเป็นเจ้าหนี้ปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลสหรัฐ?)
 

หมายความว่าสหรัฐยังไม่ได้เริ่มแก้ปัญหาหนี้สาธารณะเลยและนับวันปัญหาก็มีแต่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น การขาดดุลงบประมาณปีละกว่า 1 ล้านล้านเหรียญนั้นหมายถึงการสร้างหนี้เพิ่มขึ้น (ให้กับลูกหลานของคนอเมริกัน) วันละ 3.56 ล้านเหรียญหรือ 148 ล้านเหรียญต่อชม. ซึ่งจะไม่สามารถทำไปได้นาน หากจะมองอีกด้านหนึ่งก็คือในช่วง 3 ปีที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐสร้างหนี้เท่ากับ 30% ของจีดีพีเพียงเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวไม่ถึง 2% ต่อปี แม้แต่ในปีนี้ที่เศรษฐกิจฟื้นตัว ก็ขยายตัวได้เพียง 2.5% เพื่อแลกกับการสร้างหนี้เพิ่มขึ้น 8% ของจีดีพี
 

คำถามที่ตามมาคือหากเศรษฐกิจสหรัฐมีปัจจัยพื้นฐานที่ย่ำแย่ดังกล่าวข้างต้นทำไมเศรษฐกิจสหรัฐจึงยัง “ดูดี” กว่าเศรษฐกิจยุโรปอย่างมาก ตรงนี้ผมขอตอบในเบื้องต้นว่ามีเหตุผลเฉพาะหน้า 2 เหตุผลคือ 1.เจ้าหนี้ของสหรัฐยินยอมให้รัฐบาลกู้เงินได้อย่างไม่อั้นที่อัตราดอกเบี้ยต่ำและ 2.ธนาคารกลางสหรัฐแสดงท่าทีว่าพร้อมจะพิมพ์เงินให้รัฐบาลสหรัฐใช้อย่างไม่มีขีดจำกัด ซึ่งประเด็นดังกล่าวตลอดจนการวิเคราะห์เปรียบเทียบสหรัฐกับยุโรปผมจะขอเขียนถึงในครั้งหน้าครับ
สำนักงานบัญชีและธุรกิจ พี.เอ.แอล.,สำนักงานสอบบัญชี พีแอนด์อี
ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,จดทะเบียนธุรกิจ,วางระบบบัญชี

Tags : อเมริกา การรักษาวินัยทางการคลัง

view

*

view