http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท07/12/2017
ผู้เข้าชม20,113,849
เปิดเพจ23,727,905

Venture Capital แหล่งทุนทางเลือกสู้น้ำท่วม

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
โดย : สรวิศ อิ่มบำรุง



Fundamentals เคยนำเสนอวิธีรับมือน้ำท่วมให้กับผู้คนทั่วไปกันแล้ว ลองมาดูว่าถ้าเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะมีวิธีรับมืออย่างไร
“มหาอุทกภัยปี 2554” ได้สร้างความเสียหายให้กับภาคธุรกิจของไทย โดยเฉพาะ “ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)” ของไทยที่อยู่ในเส้นทางผ่านของน้ำด้วยเช่นกัน
 ปัจจุบันธุรกิจในไทยส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจ SME ที่มีจำนวนประมาณ 2.92 ล้านราย ซึ่งส่วนใหญ่ธุรกิจ SME จะเก่งในเรื่องธุรกิจ แต่มักจะขาดแคลนในเรื่องของแหล่งเงินทุนหรือการบริหารจัดการด้านการเงิน
 เมื่อต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่หลายบริษัทก็ต้องประสบปัญหาทั้งภาระหนี้สินกับทางสถาบันการเงินทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ค่าแรงพนักงานที่ต้องจ่าย สินค้าคงคลังหรือเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม บางบริษัทถึงกับถอดใจต้องการจะเลิกกิจการไปเลยก็มี
 Fundamentals เคยนำเสนอ แนวทางสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในระดับบุคคลมาแล้ว วันนี้จะมาร่วมแชร์แนวทางในการแก้ไขปัญหาและต่อยอดธุรกิจสู่อนาคตให้กับธุรกิจ SME กัน
…………………….
 @ ทำหนังสือแจ้งสถาบันการเงินด่วน
  เกี่ยวกับเรื่องนี้ “สมภพ ศักดิ์พันธ์พนม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจ.แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (APM) แนะนำว่า กิจการที่ประสบภัยน้ำท่วมให้ทำหนังสือแจ้งไปยังสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้การค้าที่เกี่ยวข้องก่อนว่าธุรกิจของบริษัทได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เพื่อขอ “เลื่อนระยะเวลาจ่ายดอกเบี้ยออกไป 3 - 6 เดือน” ขอ “ยืดเวลาจ่ายเงินต้นไปอีก 1 ปี” ให้ขอไปก่อน แล้วพอน้ำลดค่อยหาโอกาสเข้าไปพูดคุยอีกครั้ง เพราะตอนนี้ธุรกิจจำเป็นต้อง “สำรองกระแสเงินสด (Cash Flow)” ไว้เพื่อดำเนินธุรกิจให้ได้อย่างน้อย “3 - 6 เดือน” สำคัญที่สุด ให้ขอไปก่อน หลังจากที่กลับสู่ภาวะปกติแล้วค่อยหาโอกาสเข้าไปพูดคุยกับสถาบันการเงินอีกครั้ง “อย่าเพิ่งจ่ายเงินธนาคาร” นี่ไม่ได้แนะนำให้เบี้ยวหนี้ แต่เพื่อให้ธุรกิจประเมินสภาพคล่องเพื่อให้เพียงพอสำหรับใช้ในธุรกิจก่อน ถ้าขาดสภาพคล่องขึ้นมาจะมีปัญหาในการดำเนินธุรกิจทันที การแจ้งไปนี้ก็แสดงว่ากิจการไม่มีเจตนาในการเบี้ยวหนี้ สถาบันการเงินเองก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาหนี้สงสัยจะสูญ (NPL) ด้วย และจะทำให้บรรยากาศการเจรจาในอนาคตดีขึ้นด้วย ในเบื้องต้นให้ส่งเป็นเอกสารไปก่อน เรียกว่าหยุดชำระหนี้หรือชะลอการจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ย เพื่อให้ธุรกิจตั้งหลักได้ให้ดีก่อนแล้วค่อยกลับไปเจรจากับทางสถาบันการเงินอีกครั้ง
"ในส่วนของหนี้เดิมอาจจะขอเจรจาขอผ่อนผัน ส่วนหนี้ใหม่ก็มาเริ่มต้นกันใหม่ แต่จุดด้อยของธุรกิจ SME ส่วน ใหญ่ ประมาณ 90% ไม่ได้ทำประกันเครื่องจักรเอาไว้ และในส่วนที่ทำประกันไว้กว่าจะเคลมได้เงินมาก็ต้องใช้เวลานาน 6 เดือน - 1 ปี การที่ธุรกิจต้องการแหล่งเงินทุนเพื่อนำมาใช้ในการกู้วิกฤติซ่อมเครื่องจักร นอกจากเงินทุนส่วนตัว อีกแหล่งเงินทุนที่น่าสนใจก็คือ กองทุนธุรกิจร่วมลงทุน (Venture Capital Fund : VC Fund) ที่สามารถจะช่วยได้ แต่ก็คงไม่ใช่ทุกกิจการที่ VC-Fund จะร่วมลงทุน  เพราะต้องเป็นบริษัทที่ดี มีศักยภาพในการเติบโต แม้ปัจจุบันจะขาดทุนก็ไม่เป็นไร ขอให้มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจเท่านั้นเอง"
@ VC-Fund แหล่งทุนทางเลือก
โดย “ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์” เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) บอกว่า VC-Fund เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญในการระดมทุนสำหรับธุรกิจ SME โดยเปิดโอกาสให้ผู้บริหารมืออาชีพได้เข้ามาร่วมลงทุนและให้คำแนะนำในการดำเนินธุรกิจเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวเข้ามาสู่รูปแบบของ “บริษัทมหาชน” ได้ดียิ่งขึ้น เพราะโดยปกติแหล่งเงินทุนของกิจการจะมาจาก 2 แหล่งใหญ่ๆ ที่สำคัญ คือ 1) “เงินกู้” ซึ่งมีภาระผูกพันต้องจ่าย “ดอกเบี้ย” และ “เงินต้น” และ 2) “เงินทุนของกิจการ” ซึ่งอาจจะมาจากเงินทุนของเจ้าของกิจการเอง หรือจะมาจาก “เงินทุนของบุคคลอื่น” ในรูปแบบของ VC-Fund ก็ได้ ซึ่งจะเข้ามาร่วมลงทุนถือหุ้นในธุรกิจ มาร่วมรับความเสี่ยงและมาช่วยผลักดันให้กิจการประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ เท่าที่ผ่านมาการพัฒนา VC-Fund ในประเทศไทยยังไม่ค่อยไปไหน และนี่ถือเป็นอีกหนึ่งแผนที่ถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาตลาดทุนไทยด้วย เพราะตลาดทุนไทยจะพัฒนาได้อย่างแข็งแกร่งนั้น ต้องเตรียมพร้อมทั้งทุนก่อนเข้าตลาดและทุนที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว
ปัจจุบันประเทศไทยมีธุรกิจ SME อยู่มากถึง 2 ล้านราย ขอแค่ 0.1% ที่สามารถยกระดับ เข้าถึงตลาดทุน หรือมาเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ  ก็จะมีบริษัทในตลาดทุนเพิ่มขึ้นถึง 2,000 บริษัท SME เหล่านี้ต้องได้รับโอกาสและไม่ว่าเขาอยู่ในภูมิภาคไหนของประเทศ ทางสำนักงาน ก.ล.ต. จะนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการระดมทุนไปถึงพวกเขาเหล่านั้น หนึ่งในนั้นก็คือ VC-Fund
“VC-Fund ถือเป็นโอกาสทั้งของภาคธุรกิจ SME ที่ต้องการแหล่งเงินทุนและกลุ่มผู้ลงทุนที่มีความรู้ ความสามารถสามารถจะยอมรับความเสี่ยงได้ มีเงินทุนเป็นกลุ่มลูกค้า High Net Worth ที่มีฐานะดีให้เข้ามาลงทุน โดยมุ่งเน้นเข้าไปลงทุนในกิจการที่มีโอกาสการเติบโตทางธุรกิจสูง ที่สำคัญมุมมองในการพิจารณาของ VC-Fund จะแตกต่างจากมุมมองของธนาคารพาณิชย์ในการพิจารณาสินเชื่อด้วย โดย VC-Fund จะมองถึงโอกาสในการเติบโตของธุรกิจ และมูลค่าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยอาจจะร่วมลงทุน 5-6 ปี เมื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว ก็จะถอนเงินลงทุน (Exit) ต่อไป”
เช่นเดียวกับ  “ชนิตร ชาญชัยณรงค์” ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มองว่า นอกจากแหล่งเงินทุนที่เป็นสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์แล้ว VC Fund ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะเป็นแหล่งเงินทุนให้กับบริษัทเหล่านี้ได้ ซึ่งภาครัฐของไทยเองยังไม่ได้หันมามองถึงช่องทางนี้เท่าไรนัก แต่ในส่วนของภาคเอกชนเองมีความพร้อมในช่องทางดังกล่าว เพียงแต่ธุรกิจที่มีความสนใจก็สามารถจะติดต่อมายัง “ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai)” เพื่อช่วยประสานให้กับ VC Fund เหล่านี้ เข้าไปเพื่อพูดคุยได้เช่นกัน
"ปัจจุบันช่องทาง VC-Fund ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะเป็นแหล่งเงินทุนให้กับบริษัทที่ประสบภัยน้ำท่วมได้ หากภาครัฐจะเป็นผู้นำในการนำ VC-Fund เหล่า นี้ ไปพบกับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินลงทุนก็จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ปัจจุบันภาคเอกชนเองก็มีความพร้อมอยู่แล้ว มีเงินลงทุนที่พร้อมจะเข้าไปลงทุนในกิจการที่มีศักยภาพในการเติบโตและอาจจะ ขาดแคลนเงินทุนทั้งเพื่อขยายกิจการ หรือเพื่อแก้ไขปัญหาของตัวเองก็ได้ หรือบริษัทไหนที่กำลังคิดจะปิดกิจการก็น่าจะติดต่อเข้ามาก่อนเผื่อจะมี VC-Fund ที่สนใจจะเข้าไปลงทุนในกิจการของท่านก็ได้"
@ ตั้งสติรับมือวิกฤติน้ำท่วม
 ด้าน “ชัยวัฒน์  เครือชะเอม” กรรมการ สมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ยอมรับว่า ในช่วงวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นการดำรงสภาพคล่องของธุรกิจคือ “หัวใจที่สำคัญที่สุด” แต่ที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือขวัญกำลังใจของผู้บริหารที่ต้องตั้งสติเพื่อที่จะตั้งหลักดูแลพนักงานในองค์กรให้อยู่รอด ตลอดจนผู้ร่วมค้า เจ้าหน้าที่การค้าและสถาบันการเงินให้ร่วมฝ่าวิกฤติในครั้งนี้ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งในสภาพวิกฤติเรื่องของกระแสเงินสดเพื่อดำเนินธุรกิจให้ได้ถือว่าสำคัญที่สุด และ VC-Fund ก็ ถือเป็นหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ผู้บริหารเองต้องมีความโปร่งใสจริงใจ เตรียมข้อมูลทางบัญชีและระบบควบคุมภายในเอาไว้ให้พร้อม ซึ่งจะช่วยให้ขั้นตอนในการเจรจาเร็วขึ้น
“บริษัทของตัวเองเคยประสบวิกฤติค่าเงินในช่วงปี 2540 ก็วิ่งหาเงินทุนจากทุกแหล่งเพื่อมาใช้เป็นสภาพคล่องให้ธุรกิจสามารถที่จะอยู่ได้ หนึ่งในนั้นก็คือ VC-Fund ที่ได้วิ่งเข้าไปหาเช่นกัน แต่การจะให้ VC-Fund เขามาร่วมลงทุนกับคุณด้วยนั้นระบบบัญชีของบริษัทต้องได้มาตรฐาน แนวทางในการดำเนินธุรกิจชัดเจน มีการบริหารจัดการที่ดี ผู้บริหารมีความจริงใจโปร่งใส ธุรกิจมีธรรมาภิบาล สามารถที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับ VC-Fund ได้ ไม่เช่นนั้นเขาก็ไม่มาร่วมลงทุนแน่นอน”
เช่นเดียวกับ “วีรพันธ์ พูลเกษ” กรรมการ สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน (TVCA) ที่มองว่า ช่วงวิกฤติสำคัญที่สุดคือเรื่องของการบริหารกระแสเงินสด บริษัทที่ประสบภัยน้ำท่วมควรจะเจรจาขอยืดหนี้กับทางสถาบันการเงินซึ่งเชื่อว่าทางสถาบันการเงินเองก็น่าจะผ่อนผันให้พอสมควร ดังนั้นในแง่ของ “หนี้เก่า” ไม่น่ามีปัญหา แต่ “เงินใหม่” ที่จะนำมาใช้อาจจะไม่ง่ายนัก ในส่วนของบริษัทที่เจอน้ำท่วมให้ถ่ายรูปทั้งก่อนที่จะจมน้ำ ช่วงจมน้ำ และช่วงหลังจากที่น้ำลดแล้ว เพื่อให้เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนหากสามารถทำได้แล้วรีบติดต่อบริษัทประกันเข้ามาโดยเร็วที่สุด และเป็นไปได้ก็อาจจะขอเจรจาให้บริษัทประกันจ่ายค่าเคลมมาให้ก่อนล่วงหน้าสัก 30% ของทุนประกันเพื่อเอามาใช้ก่อนก็ได้ ในระหว่างที่ทางบริษัทประกันอาจจะยังอยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายเพื่อที่บริษัทจะได้มีเงินบางส่วนเพื่อนำมาใช้ก่อนส่วนหนึ่งก็ยังดี
“แต่การเคลมกับประกันบางครั้งก็ไม่ง่ายและอาจใช้ระยะเวลานาน ดังนั้น VC-Fund ถือ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ โดยลักษณะจะเข้ามาร่วมลงทุนในกิจการ โดยเจ้าของกิจการอาจจะ “ต้องยอมลดสัดส่วนการถือหุ้นของตัวเองลง” มาบ้างเท่านั้นเอง”
@ SME ไทยต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่
 เกี่ยวกับเรื่องนี้ “โสภณ บุณยรัตพันธุ์” นายกสมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน (TVCA) บอกว่า ปัจจุบันในเอเชียมีการใช้แหล่งเงินทุนจาก VC-Fund และ “กองทุนนิติบุคคลเอกชน (Private Equity)” ไม่มากนักประมาณ 1.0% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในขณะที่ในยุโรปมีประมาณ 2.5% ของ GDP และในสหรัฐประมาณ 6.7% ของ GDP และในไทยเองก็ยังมีการใช้ช่องทางนี้ในการระดมทุนไม่มากนัก จึงเป็นโอกาสทั้งของ “ฝั่งผู้ลงทุน” อย่าง  VC-Fund และ “ฝั่งผู้ต้องการแหล่งเงินทุน” อย่างตัวผู้ประกอบกิจการเองด้วยเช่นกันในการใช้ช่องทางนี้ในการระดมทุน แต่ที่ในไทยไม่ค่อยจะได้รับความนิยมส่วนหนึ่งเป็นเพราะรูปแบบการทำธุรกิจแบบไทยจะมีความรู้สึกผูกพันใน “ความเป็นเจ้าของสูง” ธุรกิจที่สร้างมากับมือแล้วจะให้ผู้อื่นเข้ามาร่วมถือหุ้นก็ดูจะเป็นเรื่องที่ทำใจไม่ค่อยได้ แต่ถ้ามองในเชิงธุรกิจ VC-Fund เขาไม่ใช่มูลนิธิแต่เป็นนักลงทุน ที่จะนำเงินเข้ามาร่วมลงทุนในกิจการก็ต้องการผลตอบแทนเช่นเดียวกับเจ้าของกิจการเช่นกัน และเมื่อเขาเอาทุนเข้ามาให้คุณก็ต้องยอมสูญเสียสัดส่วนการถือหุ้นของตัวเองลงไปบ้าง
“VC-Fund เป็นรูปแบบหนึ่งของไพรเวทอิควิตี้ โดยปกติเขาไม่ได้ใส่เงินเข้ามาอย่างเดียว แต่จะมาให้คำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจเรียกว่าเข้ามาเป็นหุ้นส่วนที่จะเข้ามาร่วมรับความเสี่ยงไปพร้อมกับเจ้าของกิจการ ดังนั้นผลตอบแทนที่เขาคาดหวังก็ใกล้เคียงกับเจ้าของกิจการต้องการเช่นกัน เพราะ VC-Fund เมื่อเข้าไปลงทุนในกิจการเองก็มีความเสี่ยงและอัตราการประสบความสำเร็จก็ไม่มาก หากลงทุนไปใน 10 กิจการ อาจจะมีประสบความสำเร็จเพียง 2 โครงการ ดังนั้นผลตอบแทนของเขาก็ต้องชดเชยความเสี่ยงในเรื่องเหล่านี้เอาไว้ด้วย อย่างไรก็ตามการที่บริษัทมี VC-Fund เข้า มาร่วมลงทุน จะทำให้ภาพลักษณ์ของกิจการในสายตาของสถาบันการเงินดีขึ้นด้วย ซึ่งอาจจะทำให้บริษัทได้รับเงื่อนไขทางการเงินที่ดีกว่าเดิม เป็นต้น หากการเจรจาเพื่อลงทุนเรียบร้อย ก็ใช้เวลาในกระบวนการเฉลี่ยประมาณ 2 เดือน ก็แล้วเสร็จ”
@ เฉลี่ยถือหุ้นประมาณไม่เกิน 25%
 โดยสมภพ ยอมรับว่า เจ้าของกิจการ SME ของไทยค่อนข้างเป็นกังวลในเรื่องที่ตัวเองจะต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นลงตลอดจนกังวลว่า VC-Fund จะเข้ามาร่วมบริหารแล้วทำให้ไม่สะดวกในการบริหารเหมือนกับที่ตัวเองเป็นเจ้าของธุรกิจเพียงคนเดียว ซึ่งจากประสบการณ์แล้วพบว่า VC-Fund ส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในการเข้าไปลงทุนในกิจการจะเข้าไปลงทุนถือหุ้นในสัดส่วน “ไม่เกิน 25%” และเต็มที่จะ “ไม่เกิน 49%” เพราะจะกลายเป็นเจ้าของกิจการไปเอง ซึ่งสัดส่วนไม่เกิน 25% นี้ เป็นสัดส่วนที่เจ้าของกิจการเองยอมรับได้และยังรู้ว่าเขาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ ในแง่ของการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของ VC-Fund นี้ จะขึ้นกับสัดส่วนการเข้าไปถือหุ้นเป็นสำคัญถ้าถือมากก็จะเข้าไปดูแลในเรื่องของการบริหารจัดการมากขึ้นตามไปด้วย เพราะต้องไม่ลืมว่า VC-Fund เป้าหมายเขาคือการเข้ามาลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนเช่นกัน เมื่อลงทุนไประยะหนึ่งก็จะถอนเงินลงทุนออกไป (Exit) ซึ่งอาจจะเป็นการนำหุ้นของบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วค่อยขายหุ้นในตลาด หรือการขายหุ้นให้กับกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ หรือขายหุ้นให้กับเจ้าของเดิมประเด็นในเรื่องของการถอนเงินลงทุนของ VC-Fund จะต้องมีการพูดคุยตกลงกับเจ้าของกิจการไว้ตั้งแต่แรก แต่ส่วนใหญ่เป้าหมายจะเป็นการนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์มากกว่า
VC-Fund สามารถเข้าไปร่วมลงทุนในกิจการได้เกือบทุกประเภท เพียงแต่ต้องเป็นบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง มีระบบบัญชีที่ดี มีระบบควบคุมภายในที่ดี และมีผู้บริหารที่มีความโปร่งใส ตัวธุรกิจจะขาดทุนอยู่ก็ไม่เป็นไรขอให้เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตก็เพียงพอ หลายครั้ง VC-Fund เข้าไปลงทุนในบริษัทที่ขาดทุนอยู่ก็ไปช่วยเจรจาประนอมหนี้ให้ด้วย เพราะปกติแล้ว VC-Fund จะไม่ได้ใส่เข้ามาแค่เงินลงทุน แต่จะให้คำปรึกษาในเรื่องของธุรกิจด้วยเช่นกัน ทั้งนี้รูปแบบการเข้าไปร่วมลงทุนของ VC-Fund จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะ คือ 1) “strategic Partner” และ 2) “Financial Partner” ในส่วนที่กำลังพูดถึงจะเป็น Financial Partner เป็นหลัก
“ธุรกิจที่อยากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือธุรกิจที่มีความสามารถในการดำเนินธุรกิจแต่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถเข้าไปใช้เงินกู้จากสถาบันการเงินได้ หรือธุรกิจที่มีรอยแผลเป็นหนี้สงสัยจะสูญ (NPL) เคยเจ็บปวดมาแล้วและอยากจะเป็นไทอีกครั้ง ถือเป็น 3 กลุ่มธุรกิจที่สามารถจะใช้แหล่งเงินลงทุนทางเลือกจาก VC-Fund ได้ทั้งสิ้น และหากกังวลเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นของ VC-Fund อาจจะเข้าไปถือหุ้นบางส่วนก่อน เช่น 10% ส่วนที่เหลือให้เป็นเงินกู้ที่สามารถแปลงเป็นหุ้นได้ในอนาคต (Convertible) เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งตามที่กำหนดก็ค่อยแปลงหนี้เป็นทุน หากสัดส่วนการถือหุ้นเกิน 25% ส่วนที่เกินนั้นก็คืน VC-Fund ไปเป็นเงินพร้อมผลตอบแทนประมาณ 12% เป็นต้น ก็ถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถทำได้เช่นกัน”
@ สสว.พร้อมหนุน SME เติบโต
นอกจากจะมี VC-Fund ในภาคเอกชนแล้ว ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐเองอย่าง “สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)” เอง ก็พร้อมที่จะเข้าไปร่วมลงทุนในธุรกิจ SME ในลักษณะของ VC-Fund ด้วยเช่นกัน เพื่อให้ธุรกิจ SME สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โดยการร่วมลงทุนของ สสว. ไม่ได้เน้นกำไรเป็นหลัก  แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสให้กับธุรกิจที่มีนวัตกรรมของคนไทยได้มีโอกาสแจ้งเกิดและเป็นการส่งเสริม SME ที่มีศักยภาพให้เติบโตต่อไปในอนาคต เพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถเชิงการแข่งขันของประเทศ เนื่องจากธุรกิจ SME มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น การร่วมลงทุนของ สสว.จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของ SME ที่มีศักยภาพได้ เนื่องจากเป็นการร่วมลงทุนระยะปานกลางและระยะยาว เป็นการระดมเงินทุนที่ปราศจากภาระในการจ่ายดอกเบี้ยในระหว่างระยะเวลาการร่วมลงทุน  ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือหลักประกันใดๆ ในการระดมเงินทุน  ช่วยเสริมสร้างสถานภาพทางการเงินของ SME ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น จนสามารถพัฒนาตนเองเข้าระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ได้ในอนาคต
“โดยธุรกิจที่ สสว. เข้าร่วมลงทุนด้วยจะได้รับโอกาสในการเข้าถึงความช่วยเหลือ  การส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานจากหน่วยงานภาครัฐอย่างครอบคลุม  เช่น  การบริหารจัดการ  การตลาด  การผลิต การบัญชีและการเงิน  รวมถึงระบบพี่เลี้ยงและที่ปรึกษา  เพื่อให้คำแนะนำต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของ SME และจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ของกิจการนั้นๆ ให้เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เจ้าของกิจการมีโอกาสซื้อหุ้นคืนเมื่อการร่วมลงทุนบรรลุเป้าหมาย เพียงแต่ สสว. มีสิทธิกำกับดูแลการบริหารงานของกิจการตามสัญญาร่วมลงทุน และเจ้าของกิจการเดิมต้องรับผิดชอบต่อ สสว. ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาร่วมลงทุนได้เช่นกัน ธุรกิจใดที่สนใจติดต่อได้ที่ Call Center 1301 ”
 “กองทุนธุรกิจร่วมลงทุน (VC-Fund)” ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งเงินทุนทางเลือกที่สำคัญของธุรกิจในการสู้กับวิกฤติอุทกภัยในครั้งนี้ และยังสามารถเป็นแหล่งเงินทุนในการสร้างธุรกิจ SME ให้เติบโตในอนาคตได้อีกด้วย


สำนักงานบัญชีและธุรกิจ พี.เอ.แอล.,สำนักงานสอบบัญชี พีแอนด์อี
ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,จดทะเบียนธุรกิจ,วางระบบบัญชี

Tags : Venture Capital แหล่งทุนทางเลือก สู้น้ำท่วม

view

*

view