http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท20/10/2017
ผู้เข้าชม20,011,970
เปิดเพจ23,606,367

สถาบันทางกฎหมายกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

สถาบันทางกฎหมายกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางกฎหมายกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นประเด็นที่มีการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางทั้งในแง่กฎหมายกับการพัฒนา
และกฎหมายกับการเงิน มีงานศึกษาวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับประเด็นข้างต้นซึ่งส่วนใหญ่จะกล่าวถึงเหตุผลที่ทำให้ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นมีอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา โดยมีความเห็นร่วมกันประการหนึ่งว่าเหตุผลที่ทำให้รัฐใดๆ พัฒนาทางเศรษฐกิจได้คือการที่รัฐนั้นๆ จะต้องมีการจัดการสิทธิในทรัพย์สินหรือกรรมสิทธิ์ (Property rights) อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ให้เอกชนมีสิทธิในการแสวงหาส่วนต่างทางเศรษฐกิจจากการบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินของตนเอง โดยรัฐต้องไม่เข้าไปแทรกแซงโดยไม่จำเป็นและไม่นำเอาทรัพย์สินของเอกชนมาเป็นของรัฐ เพื่อเป็นหลักประกันว่าเอกชนจะสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 

การกำหนดแดนแห่งกรรมสิทธิ์ให้ชัดเจนจึงเป็นประเด็นสำคัญมากต่อพื้นฐานการพัฒนาประเทศ และเมื่อมีการกำหนดสิทธินั้นแล้ว รัฐยังต้องจัดให้มีระบบและสถาบันทางกฎหมายเพื่อให้เอกชนสามารถบังคับใช้สิทธิของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ด้วยเหตุนี้ ประเทศใดที่ปกครองด้วยหลักนิติธรรมหรือหลักนิติรัฐจึงมีอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าประเทศที่มีความหย่อนยานในหลักการดังกล่าว เพราะหลักนิติธรรมหรือหลักนิติรัฐ คือ สถาบันทางกฎหมายที่รองรับการบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินของเอกชนต่อการใช้อำนาจรัฐนั้นเองและต่อเอกชนอื่นด้วย
 

แต่การกำหนดกรรมสิทธิ์และการบริหารจัดการสิทธินั้นไม่ใช่ประเด็นที่ง่ายนัก ในโลกที่กลไกตลาดไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรัฐก็มีข้อจำกัดและความบกพร่องในเชิงสถาบันเช่นเดียวกับองค์กรเอกชนทั้งหลาย ในหลายๆ กรณี สถาบันทางกฎหมายที่มีการนำเข้าจากประเทศที่พัฒนาแล้วไปยังประเทศกำลังพัฒนาจึงไม่สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้เช่นเดียวกันกับประเทศผู้ส่งออกสถาบันทางกฎหมายเหล่านั้น ดังตัวอย่างของกระบวนการเปิดเสรีทางการค้าและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น
 

ระบบกรรมสิทธิ์เป็นพลวัตของสังคมและเศรษฐกิจ ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นตัวอย่างหนึ่งของการกำหนดสิทธิในทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมให้กับเจ้าของสิทธิเพื่อให้สามารถบริหารจัดการสิทธิของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากปราศจากการกำหนดสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว เอกชนย่อมมีความยากลำบากในการบังคับใช้สิทธิและแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการประดิษฐ์คิดค้นของตนเอง การกำหนดสิทธิในความรู้แก่ทรัพย์สินทางปัญญา (Propertization of knowledge) จึงก่อให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และนำมาซึ่งการพัฒนาของประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ
 

หรืออีกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในรัฐสมัยใหม่ คือการจัดสรรสิทธิในสิ่งแวดล้อมและสิทธิในชุมชน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และ 2550 ได้ทำการจัดสรรทรัพยากรหลายๆ อย่างในระบบเศรษฐกิจเสียใหม่ มีการกำหนดสิทธิในทรัพย์สินตามความหมายอย่างกว้างหลายๆ ประการให้กับเอกชน เช่น สิทธิของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของตนเอง เป็นต้น ซึ่งโดยนัยดังกล่าว หมายความว่าชุมชนย่อมมีสิทธิในอากาศบริสุทธิ์และปลอดมลภาวะจากโรงงานอุตสาหกรรม แต่ขณะเดียวกัน ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะก่อให้เกิดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการสิทธิที่มีความขัดแย้งกันในสาระสำคัญแห่งสิทธินั้นหากไม่สามารถหาดุลยภาพของการบังคับใช้สิทธิได้ย่อมนำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคมและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในที่สุด
 

การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพคือเครื่องมือที่จะสามารถบริหารจัดการความขัดแย้งแห่งสิทธิดังกล่าว โดยการบังคับใช้กฎหมายสามารถกระทำได้ 3 รูปแบบ กล่าวคือ การบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐ โดยเอกชน และโดยกลไกตลาด สังคมใดจะให้น้ำหนักกับวิธีการใดมากน้อยอย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมนั้นๆ หากการบังคับใช้กฎหมายโดยกลไกของรัฐล้มเหลวและไม่สามารถจัดการปัญหาความขัดแย้งของผลประโยชน์ได้ การส่งเสริมให้กลไกตลาดสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นประกอบกับกลไกการบริหารจัดการกฎหมายโดยเอกชน ก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อเป็นหลักประกันของการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพ
 

ดังนั้น หากพิจารณาจากปัจจัยภายในดังกล่าว จะเห็นว่ารัฐมีภารกิจในการจัดโครงสร้างสถาบันทางกฎหมายเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสามารถบังคับใช้สิทธิของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงอันเป็นหลักการส่วนหนึ่งของการกระจายอำนาจการปกครองตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตย ผู้เขียนเห็นว่า อาจถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะแสวงหาแนวทางใหม่ๆ และยอมรับในข้อจำกัดต่างๆ เพื่อเปิดทางไปสู่การพัฒนาสถาบันทางกฎหมายในรูปแบบอื่นๆ เพื่อให้เกิดการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินโดยเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การนำระบบการดำเนินคดีแบบกลุ่มหรือการกำหนดค่าทนายความตามผลแห่งคดีมาใช้ประกอบกัน รวมถึงการขยายกรอบการบังคับใช้มาตรการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษให้มากขึ้นด้วยนอกจากที่ใช้บังคับอยู่แล้วในคดีผู้บริโภคเท่านั้น โดยมาตรการดังกล่าวข้างต้นสามารถเป็นเครื่องมือของรัฐในการสนับสนุนให้เอกชนสามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้มากขึ้น
 

ในด้านปัจจัยภายนอก หากการเปิดเสรีทางการค้าในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนประสบความสำเร็จดังเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี พ.ศ. 2558 เมื่อระดับการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของทุนและแรงงานมีมากขึ้นย่อมก่อให้เกิดการขยายตัวของการค้าและการลงทุนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทด้านการค้าและการลงทุนก็ย่อมเป็นผลสืบเนื่องจากการพัฒนาดังกล่าวด้วยเช่นกัน สถาบันทางกฎหมายต่างๆ ของประเทศจะปรับตัวกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังจะเปลี่ยนไปอย่างไรล้วนส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและทิศทางการพัฒนาของประเทศทั้งสิ้น
 

ก่อนจบขอฝากประชาสัมพันธ์ เชิญร่วมงานกีฬามหาวิทยาลัยแห่งชาติครั้งที่ 39 ระหว่างวันที่ 1-8 พฤษภาคม 2555 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


สำนักงานบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : สถาบันทางกฎหมาย ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

view

*

view