http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,120,039
เปิดเพจ23,734,398

เศรษฐกิจไทยกับนโยบายการเงิน (1)

เศรษฐกิจไทยกับนโยบายการเงิน (1)

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




ผมขอพักเรื่องเศรษฐกิจยุโรปเอาไว้ก่อนแม้จะมีการมองกันว่าการประชุมผู้นำของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโรเมื่อ 29 มิถุนายน จะเป็นก้าวสำคัญ
ในการแก้ปัญหาอย่างถาวร แต่ผมเชื่อเหมือนกับหลายฝ่ายว่ายังจะมีปัญหาตามมาได้อีกมาก เรื่องนี้จึงจะยังยืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือนและยังไม่สามารถกล่าวได้ว่าจะมีการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วเพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงวิกฤติได้หรือไม่ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องติดตามต่อไป
 

ในครั้งนี้ผมอยากแสดงความเห็นเกี่ยวกับ พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยกับนโยบายการเงิน เพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่ครบรอบ 15 ปีของวิกฤติเศรษฐกิจที่ปะทุขึ้นหลังจากที่ ไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อ 2 กรกฎาคม 1997 ถือได้ว่าเป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักหน่วงและจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายการเงินของไทย หากมองย้อนหลังไปก็จะ สรุปได้ว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ยุคสากล คือ การบริหารแบบสากลตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาและในส่วนของนโยบายการเงินนั้นกฎหมายที่ตราขึ้นในช่วงทศวรรษ 50 สะท้อนให้เห็นว่าไทยใช้นโยบายการเงินแบบ exchange rate peg หรือการกำหนดค่าเงินบาทตายตัวเอาไว้กับเงินสกุลหลัก คือ เงินดอลลาร์ เช่น 20 บาท เท่ากับ 1 ดอลลาร์ ทำให้กฎหมายกำหนดให้ ธปท.ต้องมีทุนสำรอง (เงินดอลลาร์) เพียงพอที่จะหนุนธนบัตร (เงิน) ไทยที่พิมพ์ออกไปสู่ระบบเศรษฐกิจ เช่น หากมีธนบัตรหมุนเวียนอยู่ 200,000 ล้านบาท ก็จะต้องมีทุนสำรองหนุนหลังอย่างน้อย 10,000 ล้านดอลลาร์ เป็นต้น วิธีนี้เหมาะสมสำหรับประเทศเล็กที่กำลังพัฒนา เพราะหากแสดงออกให้เห็นได้ว่า ธปท. “เอาจริง” ในการผูกค่าเงินที่อัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว ความน่าเชื่อถือของเงินดอลลาร์และนโยบายการเงินของสหรัฐก็จะถูกแบ่งปันมายังเงินบาทและระบบการเงินของไทยด้วย ที่สำคัญ คือ จะเป็นเกราะไม่ให้ ธปท.ถูกรัฐบาลกดดันให้พิมพ์เงินให้รัฐบาลใช้ (อย่าลืมว่า สมัยก่อนรัฐบาลไทยส่วนใหญ่เป็นรัฐบาลทหารที่มีอำนาจเต็ม) โดยสามารถอ้างได้ว่าหากพิมพ์เงินบาทออกมามากเกินกว่าทุนสำรองที่มีอยู่ก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นได้
 

แต่นโยบายการเงินดังกล่าวก็มีข้อเสียเพราะเป็นการกำหนดเกือบตายตัวว่านโยบายการเงินสหรัฐไปทางใด นโยบายการเงินไทยก็ต้องไปตามนั้น แต่จากประสบการณ์ก็พบว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาอาจไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกับประเทศสหรัฐเสมอไป ที่สำคัญ คือ ในระยะยาวเงินเฟ้อของไทยกับสหรัฐจะต้องใกล้เคียงกัน แต่เมื่อเงินเฟ้อไทยสูงกว่าก็ทำให้เกิดปัญหาและต้องเกิดการลดค่าเงินบาทเมื่อเดือนพฤศจิกายน  1984 (ซึ่งทำให้เราเห็น ผบ.ทบ.ในขณะนั้นออกโทรทัศน์สั่งให้กลับการตัดสินใจลดค่าเงินบาท) ซึ่งหากพิจารณาในรายละเอียดก็จะเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนจากการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนตายตัว (peg) มาเป็นการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นขึ้นผ่านตะกร้าเงินสกุลหลัก
 

แต่ในทางปฏิบัตินั้นอัตราแลกเปลี่ยนก็ค่อนข้างจะมีเสถียรภาพมากอยู่ดี เพราะทางการมองว่าเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกและส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น ในช่วงปลายทศวรรษ 80 ก็ได้มีนโยบายที่จะเปิดเสรีทางการเงินเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเงินในภูมิภาค และเอกชนไทยสามารถระดมทุน (กู้เงิน) จากต่างประเทศเพื่อเร่งรัดการลงทุน ทั้งนี้ โดยต้องการให้ประเทศไทยถีบตัวหนีจากประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ที่กำลังพัฒนาตัวเองเข้าสู่อุตสาหกรรมเบา (สิ่งทอ ของเล่น รองเท้า ฯลฯ) กล่าวคือ ไทยต้องเร่งพัฒนาตัวเองไปสู่อุตสาหกรรมหนัก (ปิโตรเคมี รถยนต์ ฯลฯ) ซึ่งต้องใช้ทุนมากจึงควรเปิดเสรีทางการเงินให้สามารถกู้เงินจากต่างประเทศมาลงทุนเพิ่มขึ้น
 

การเปิดเสรีดังกล่าวมีส่วนในการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการ “กู้มาลงทุน” และส่งผลกระทบข้างเคียง ทำให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างแพร่หลายในต้นทศวรรษ 90 อย่างที่ทราบกันดี ซึ่ง ธปท.ก็ได้พยายามฉุดรั้งเอาไว้โดยการปรับเพิ่มดอกเบี้ยภายในประเทศ แต่มาตรการดังกล่าวนั้นเหมือน “ยิ่งว่ายิ่งยุ” เพราะเมื่อดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 14% ในขณะที่บริษัทไทยสามารถ “กู้นอก” ได้ที่ดอกเบี้ย 7% เกือบทุกบริษัทจึงกู้เงินจากต่างประเทศ ในช่วงนั้นนักธุรกิจจะเชื่อว่าอย่างไรจีดีพีก็จะต้องขยายตัว 7% ต่อปี (บวกเงินเฟ้ออีก 5% แปลว่ายอดขายน่าจะเพิ่มขึ้นปีละ 12%) และอัตราแลกเปลี่ยนก็น่าจะอยู่ที่ 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ (เพราะทางการยืนยันเช่นนั้นตลอดมา) จึงไม่มีความเสี่ยงหากจะกู้มากและกู้เป็นเงินดอลลาร์ ผลที่ตามมา คือ ประเทศไทยสร้างหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 1993-1996 และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (ใช้จ่ายเกินตัวจากการกู้) ประมาณ 8% ของจีดีพีในปี 1996 เมื่อทุนสำรองของประเทศมีน้อยกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ไทยก็ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือและถูกโจมตีค่าเงินบาท จนในที่สุด ต้องลอยตัวค่าเงินบาทและเชิญไอเอ็มเอฟเข้ามาช่วยบริหารเพราะทุนสำรองเกือบจะไม่เหลือแล้วในเดือนกรกฎาคม 1997
 

มีการพูดถึงบทเรียนจากวิกฤติ 1997 ว่า
 

1. เกิดจากการถูกโจมตีค่าเงินโดย George Soros
 

2. นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (pegged exchange rate) ไม่เหมาะสม
 

ซึ่งผมเห็นว่าเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง วิกฤติมิได้เกิดขึ้นจากการถูกโจมตีค่าเงิน แต่เกิดจากการดำเนินนโยบายและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคเอกชนที่ผิดพลาดเองเป็นหลัก การโจมตีค่าเงินอาจทำให้วิกฤติเกิดเร็วขึ้นและความเสียหายสูงมากขึ้น แต่มิใช่บ่อเกิดของวิกฤติอย่างแน่นอน เพราะไม่มีใครจะโจมตีค่าเงินที่เหมาะสมและประเทศที่มีสถานะทางการเศรษฐกิจที่มั่นคงได้
 

สำหรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาหลัก เพราะปัญหาหลัก คือ การที่ทางการไทยต้องการ 1. รักษาให้อัตราแลกเปลี่ยน “นิ่ง” (ทั้งๆ ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามตะกร้าเงิน หากทำก่อนที่จะสร้างหนี้ต่างประเทศเป็นจำนวนมาก) พร้อมกับการ 2. เปิดเสรีทางการเงินให้เงินทุนไหลเข้า-ออกได้อย่างเสรี และ 3. ยังคิดว่าสามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยในประเทศเพื่อควบคุมมิให้เศรษฐกิจร้อนแรงพร้อมกันไป ตรงนี้ทฤษฎีที่นำเสนอโดย Robert Mundell สรุปว่าทำไม่ได้ (เป็น impossible trinity) ทางที่ถูก คือ สามารถทำได้ 2 จาก 3 อย่างจะทำทั้ง 3 อย่างพร้อมกันไม่ได้ นโยบายที่ถูกต้องทางทฤษฎีมากกว่าในสถานการณ์ดังกล่าว คือ การรัดเข็มขัดทางการคลังเป็นหลักมิใช่การปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ในความเป็นจริงนั้นการบอกให้รัดเข็มขัดทางการคลังเป็นเรื่องยาก เพราะนักการเมืองย่อมไม่อยากลดการจ่ายหรือเพิ่มภาษี นอกจากนั้น ในสมัยนั้นหนี้สาธารณะก็ต่ำไม่ถึง 20% ของจีดีพี การเร่งรัดให้รัดเข็มขัดทางการคลังทางการคลังจึงไม่สามารถทำได้
 

แต่วิกฤติเศรษฐกิจไทยทำให้การใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมเสถียรภาพทางการเงินถูกมองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ประเทศไทยประสบวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1997 ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงนั้นเป็นผลมาจากข้อจำกัดของการบริหารนโยบายการเงิน โดยอาศัยอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือหลัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทราบกันมาก่อนหน้าแล้ว อย่างไรก็ดี ในช่วงดังกล่าว (ปี 1999-2000) การดำเนินนโยบายการเงินโดยการอาศัยดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือหลักที่เรียกกันว่า inflation targeting เป็นนโยบายการเงินที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะประสบความสำเร็จในบางประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ประมาณปี 1985 ทำให้ประเทศไทยก็ได้หันมาใช้นโยบายการเงินที่กำหนดเงินเฟ้อเป็นเป้าหมายมาจนทุกวันนี้
 

ในครั้งต่อไปผมจะพยายามประเมินความสำเร็จของนโยบายการเงินแบบ inflation targeting สำหรับประเทศไทยและแนวโน้มในอนาคตครับ


สำนักงานบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : เศรษฐกิจไทยกับนโยบายการเงิน (1)

view

*

view