http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« November 2017»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท17/11/2017
ผู้เข้าชม20,086,719
เปิดเพจ23,686,781

มหัศจรรย์เมืองไทย ตอนหายใจให้เต็มปอด ที่น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

จาก โพสต์ทูเดย์

โดย...นิธิ ท้วมประถม

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน กลับมาเจอกันอีกครั้งนะครับทุกวันเสาร์ที่ 3 ของเดือน เป็นอย่างไรกันบ้างครับช่วงนี้ ฝนฟ้าตกกันเป็นว่าเล่น ทำเอาพวกเราหนาวๆ ร้อนๆ กันอีกแล้วว่าปีนี้บ้านเราน้ำจะท่วมกันอีกหรือเปล่า เฮ้อ...เรื่องนี้ก็ต้องแล้วแต่เทวดาฟ้าดินและพระสยามเทวาธิราชแล้วละครับ ว่าท่านอยากให้ประเทศไทยเป็นอย่างไร ส่วนตัวผมนั้นปลงแล้วครับ ไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่แล้ว เอาแค่ว่าเตรียมบ้านให้พร้อมรับกับสถานการณ์ก็พอแล้วครับ ไม่เครียดล่ะ เพราะไม่รู้ว่าจะเครียดอะไร นี่เงินค่าช่วยเหลือบ้านน้ำท่วมหลังละ 2 หมื่นบาท ยังไม่ได้เลยครับ และก็เชื่อว่าคงล่าช้าตามเคย

แต่ทำยังไงได้ครับ หน่วยงานราชการก็ทำงานช้าอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่เห็นมีอะไรที่กระฉับกระเฉงสักอย่าง ก็ต้องทำใจกันไปครับ

อ้อ...อ้อ แต่มีอยู่อย่างที่ผมประทับใจกับการทำงานของราชการ นั่นก็คือการทำงานของ ท่านดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เดินหน้าบุกจับรีสอร์ตที่ อ.วังน้ำเขียว จ.ปราจีนบุรี รวมทั้งรีสอร์ตต่างๆ ทั่วประเทศที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวน ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายกย่องอย่างมากครับ นานๆ ทีจะได้เห็นเจ้าหน้าที่ทำตามหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาอย่างนี้

แต่ก็น่าเสียดายที่ท่านเหลืออายุการทำงานราชการอีกเพียง 1 เดือนเท่านั้น ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครมาสานต่องานที่ท่านทำเอาไว้หรือเปล่า เพราะเดี๋ยวนี้เราเห็นรีสอร์ตต่างๆ ผุดขึ้นอย่างกับดอกเห็ด เห็นรีสอร์ตมากกว่าผืนป่าเสียอีก ที่ดินที่ติดกับป่าอย่างเขาใหญ่ ผมว่าท่านผู้อ่านคงจะสงสัยเหมือนกับผมละครับว่า รีสอร์ตพวกนี้ได้โฉนดมาจากไหน เพราะได้เขามาเป็นลูกๆ เห็นแล้วก็ได้แต่สะท้อนใจว่าบ้านเราเมืองเรา“เงิน”ง้างได้ทุกอย่างจริงๆ

ผมเองอยากให้ทางกรมอุทยานฯ ออกมาประกาศเลยครับว่า มีรีสอร์ต มีโรงแรมใดบ้าง ที่เข้าข่ายบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนหรือที่ดินสาธารณะ แล้วรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวอย่าไปเที่ยวรีสอร์ตและโรงแรมนั้นๆ เพื่อไม่เป็นการสนับสนุนให้กลุ่มนายทุนมาหากินในลักษณะนี้อีก

ธรรมชาติ ระหว่างเส้นทาง

แต่ก็น่าเสียดายครับ เพราะหน่วยงานราชการของเราเองยังไม่เดินไปในทางเดียวกัน ล่าสุด สำนักพัฒนาการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ออกมาให้รางวัลสถานประกอบการท่องเที่ยวดีเด่นประจำ อ.วังน้ำเขียว กับ 18 รีสอร์ตในพื้นที่ดังกล่าว เชื่อมั้ยครับว่ามี 5 รีสอร์ต ที่ทางกรมอุทยานฯ ไปรื้อถอนเพราะบุกรุกพื้นที่ป่า

ดูกันเอาเองเลยครับว่าน่าสมเพชแค่ไหนกับการทำงานของหน่วยงานรัฐ อย่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มีหัวเรือใหญ่อย่าง ชุมพล ศิลปอาชา รับผิดชอบอยู่ ว่าทำเรื่องอย่างนี้ได้อย่างไร ไปแจกรางวัลผู้ประกอบการท่องเที่ยวดีเด่นให้กับรีสอร์ตที่บุกรุกป่า ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรครับ นอกจากบอกว่าสมเพชเหลือเกิน แล้วอย่างนี้ต่อไปเมืองไทยจะเหลือผืนป่าอีกสักเท่าไหร่กัน

กลับมาเรื่องเที่ยวๆ ของเราบ้างดีกว่า พูดถึงเรื่องป่าๆ เขาๆ มาก็มากแล้ว สัปดาห์นี้ก็จะขอพาท่านผู้อ่านไปเที่ยวน้ำตกกันเสียหน่อย ซึ่งน้ำตกแห่งนี้ผมไม่ได้ไปมาเป็นสิบปีแล้วครับ เคยไปสมัยเมื่อยังตะลุยหาเส้นทางขับออฟโรดทั่วไทยอยู่เลย แหม...ท่านผู้อ่านคงคิดว่าผมจะพาเที่ยวน้ำตกไหนไกลๆ ใช่มั้ยครับ ไม่ใช่เลย เพราะผมจะพาท่านผู้อ่านไปเที่ยวน้ำตกใกล้ๆ อย่างน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ที่ จ.กาญจนบุรี ครับ

ใช้เวลาเดินทางจาก กทม. ไม่เกิน 3 ชั่วโมงถึงตัวน้ำตกแล้วครับ แต่ตัวผมใช้เส้นทางแบบไม่ปกติก็เลยใช้เวลาเกือบทั้งวันกว่าจะถึงตัวน้ำตก แต่จะเป็นการเดินทางแบบไหนตามมากันเลยครับ ใช้เวลาไม่เกินสองวันครับ เอาไว้ท่านผู้อ่านใช้เป็นต้นแบบการเดินทางท่องเที่ยวในเส้นทางธรรมดาแต่ไม่ ธรรมดา เติมสีสันให้กับชีวิตได้เลย

เส้นทาง ขึ้นจากแพขนานยนต์

ผมออกจาก กทม. มุ่งหน้าไป จ.กาญจนบุรี แบบไปเรื่อยๆ ครับ โดยใช้เส้นทางตลิ่งชัน-บางบัวทอง-สุพรรณบุรีครับ ขอหนีถนนสายหลักที่จะไปเมืองกาญจน์อย่างถนนบรมราชชนนีก่อนครับ เพราะตอนนี้ทำถนนกันขนานใหญ่ รถติดเหลือเกิน หนีออกไปทางนี้ดีกว่า เข้าทางเส้นสุพรรณบุรีครับ เจอทางแยกไป อ.บางเลน ก็เลี้ยวซ้ายไปเลยครับ วิ่งไปให้สุดทาง แล้วเลี้ยวขวาไปสัก 50 เมตร จะเจอไฟแดง ให้เลี้ยวขวาตรงนี้เพื่อไป อ.พนมทวน ครับ คราวนี้ก็ขับไปตามทางเรื่อยๆ ไม่มีหลงแน่นอน มีป้ายทางหลวงขนาดใหญ่บอกตลอดครับว่า ไปกาญจนบุรี ขับไปครับ พอไปถึงแยกแก่งเสี้ยน หากเราเลี้ยวขวาจะเป็นทางบายพาส เลี่ยงเมืองกาญจน์ไปยัง อ.ไทรโยค อ.ศรีสวัสดิ์ เขื่อนศรีนครินทร์

หากออกจาก กทม.เช้าๆ ใช้เวลาเดินทางมาถึงตัวเมืองกาญจน์ไม่น่าจะเกิน 2 ชั่วโมงครึ่งครับ เอาขับแบบเรื่อยๆ นะครับ ไม่ต้องซิ่งอะไร ถนนกว้างๆ โล่งๆ ขับสบายเลย แต่หากมาเส้นทางนี้บอกไว้ก่อนครับ มีปั๊มน้ำมันบริการค่อนข้างน้อยครับ ทางที่ดีเข้าห้องน้ำห้องท่าให้เรียบร้อย แถวๆ เริ่มเข้าเส้นสุพรรณบุรีเลยดีกว่าครับ มีปั๊ม ปตท.ใหญ่ๆ สะอาดๆ ให้บริการอยู่แล้ว จะเข้าห้องน้ำ ซื้อขนม เตรียมเสบียง ก็ซื้อไว้เลยครับ จะได้ไม่ต้องมานั่งหน้าเครียดในรถทีหลัง

สนามหญ้าเขียวขจี ที่ลานกางเตนท์ น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

พอถึงแยกแก่งเสี้ยนแล้วจริงๆ ผมต้องเลี้ยวขวาครับ แต่ครั้งนี้ต้องตรงไปสะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งท่องเที่ยวประจำ จ.กาญจนบุรี ที่เราร่ำเรียนกันมาตั้งแต่เด็กๆ ครับ แล้วยังมีสุสานทหารพันธมิตร ซึ่งสะพานข้ามแม่น้ำแควเลยจากแยกแก่งเสี้ยนมาประมาณ1 กิโลเมตรเองครับ แล้วก็มีป้ายเบ้อเริ่มบอกให้เลี้ยวขวา ก็เลี้ยวไปได้เลยครับ แล้วสะพานข้ามแม่น้ำแควก็จะอยู่ตรงหน้าของท่าน หาที่จอดรถให้เรียบร้อยก็เดินเที่ยวได้เลย

ผมมาที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว ไม่ได้มาแวะเที่ยวนะครับ แต่มาทานอาหารที่นี่ ซึ่งส่วนตัวแล้วผมมองว่าร้านอาหารแถวริมสะพานข้ามแม่น้ำแควไม่น่าจะอร่อย เท่าไหร่ ไปหาร้านเล็กๆ บ้านๆ ทานดีกว่า ถึงใจกว่า แต่หากใครไม่รู้ไปทานที่ไหนก็พอไหวครับ อย่างผมแวะทานอาหารที่ร้านแพโฟลทติ้ง ร้านอาหารที่อยู่ติดสะพานเลยครับ ร้านนี้เขามีจัดบุฟเฟต์ให้นักท่องเที่ยวด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติแถบยุโรปเสียมาก เห็นมีไก่ย่าง ส้มตำ อยู่ในไลน์บุฟเฟต์ด้วย

ส่วนผมเดินเลยเข้ามาในส่วนของเรือนแพ อาหารที่อยากบอกว่าอร่อยคือแกงคั่วหอยขม ครับ อร่อยมากมายจริงๆ ผมซัดเสีย 2 ชามเลย ราดข้าวสวยร้อนๆ เพลินทีเดียว ผมว่าแกงคั่วหอยขมที่แหล่มๆ อีกที่ร้านอาหารที่อยู่ติดกับสนามบินเชียงใหม่ครับ รู้สึกจะอยู่ในพื้นที่ของวิทยุการบินนั่นแหละครับ หากใครมีโอกาสไปเชียงใหม่แวะไปได้เลย ถ้าไม่อร่อยเก็บใส่ถุงเอามาฝากผมได้เลย อิอิ

ออกจากร้านอาหารก็ตรงดิ่วไปที่ อ.ท่ากระดาน ครับ เพราะผมพักที่นั่น อ.ท่ากระดาน มีที่พักดีๆ หลายแห่งทีเดียว ก็อาศัยน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์นั่นแหละครับเป็นจุดขาย ซึ่งที่พักก็มีให้เลือกหลายระดับราคา จะเอาแบบรากหญ้า นอนแพไม้ แบบใกล้ชิดธรรมชาติ ฟังเสียงออดแอดๆ ของไม้กระดานในแพ ตัวโยกไปเยกมากับคลื่นที่พัดแพตลอดคืน พร้อมกับนับดาวบนท้องฟ้าได้กระจ่างตา เพราะในแพมีไฟแค่ครึ่งคืนก็ได้ หรือจะเลือกพักแพไฮโซที่มีทั้งแอร์ น้ำร้อน น้ำเย็น อินเทอร์เน็ต ทีวี ก็มีให้เลือกอีกเหมือนกัน แต่สนนราคาต่างกันหลายเท่าตัวทีเดียว

ขับรถต่อมาเรื่อยๆ ตามทางที่บอกว่าไปเขื่อนศรีนครินทร์ หรือ อ.ศรีสวัสดิ์ ก็ได้ครับ ไม่มีหลงอย่างแน่นอน ขับไปเรื่อยๆ อีกประมาณเกือบๆ80กิโลเมตรครับ ก็จะมาถึงเขื่อนศรีนครินทร์แล้ว แต่เรายังไม่ต้องแวะไปที่เขื่อนครับ เอาไว้ไปเที่ยวน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นก่อน แล้วค่อยแวะก็ไม่เสียหลาย หรือถ้าเราจะไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ทางนี้ก็ไปได้ครับ แต่ผมไม่ปายยยยย ไปทางอื่นดีกว่า

แพขนานยนต์

เราขับตรงขึ้นไปทาง อ.ท่ากระดาน ได้เลยครับ แต่เส้นทางช่วงนี้ระมัดระวังหน่อยก็ดี เพราะเป็นทางขึ้นลงเขาที่ค่อนข้างคดเคี้ยวเหมือนกัน ไม่ควรใช้ความเร็วสูงเท่าไหร่ ระวังไว้ก่อนเป็นการดี ช่วงนี้ที่เมืองกาญจน์ฝนตกตลอดครับแต่ตกไม่หนักมาก พรำๆ ถือว่าอากาศดีมากครับ ต้นไม้ใบหญ้าสองข้างทางเขียวชอุ่มชุ่มตาดีเหลือเกิน

ผมเองชอบเที่ยวป่าหน้าฝนครับ ดูชุ่มชื่นดี แต่ต้องเตรียมตัวให้มากกว่ามาช่วงหน้าหนาวหรือหน้าร้อนหน่อย ทั้งเสื้อผ้า อุปกรณ์ต่างๆ ขอกันน้ำไว้ก่อน

ขับไปตามทางหลักเรื่อยๆ ครับ ไม่ต้องเร็วมาก ซึมซับบรรยากาศรอบๆ ตัวไว้ ปรับระบบปรับอากาศในรถให้อากาศนอกรถเข้ามาในรถเสียหน่อย ได้กลิ่นฝน กลิ่นหญ้า เสียหน่อยก็ดีไม่น้อย แถมยังเป็นการรีเฟรชอากาศภายในห้องโดยสารรถอีกด้วย

ขับรถเพลินๆ พักเดียวก็ถึง อ.ท่ากระดาน แล้วครับ หากอยากนอนพักแพอย่างที่ผมบอกก็ตรงเข้าไปได้เลย ไปเก็บข้าวของสัมภาระ เล่นน้ำให้เพลินๆ กันก่อนก็ได้ นอนนับดาวสักคืนและวันรุ่งขึ้นแต่เช้าค่อยขับรถต่อไปยัง อ.ศรีสวัสดิ์ เพื่อที่เราจะไปยังน้ำตกห้วยขมิ้นแบบลุยๆ กันเสียหน่อย

ค่าบริการ

เพราะถ้าเราไปแบบธรรมดา คือไปทางเขื่อนศรีนครินทร์ ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร ตอนนี้ถนนดีหมดแล้วครับ ขับเลาะไร่ชาวบ้านไปเรื่อยๆ ก็ถึง แต่หากไปทาง อ.ศรีสวัสดิ์ แม้ว่าถนนจะดีแต่ต้องขึ้นแพขนานยนต์ข้ามเวิ้งน้ำถึงสองช่วงด้วยกัน ตื่นเต้นดีครับ แล้วก็เสียค่าข้ามแพรวมๆ แล้วประมาณ 300 บาทครับ ก็ถือซะว่านั่งเรือเที่ยวเขื่อนคุ้มจะตาย ไม่ต้องไปเช่าเรือหางยาวไปเที่ยว

เส้นทางนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบธรรมชาติและมีเวลาเดินทางหน่อยครับ ถ้ารีบขับรีบเที่ยวไม่ต้องมาทางนี้เลย เสียเวลา เราใช้เวลาขับรถและข้ามแพขนานยนต์สองช่วงก็ตกประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ นั่งชมวิวทิวทัศน์ของเขื่อนศรีนครินทร์ได้แบบชิล ชิล ได้เลย ผมชอบครับแบบนี้ไม่เร่งร้อนดี

หลังขึ้นจากแพขนานยนต์ช่วงที่สองแล้ว ก็ต้องขับรถเข้าไปที่ตัวน้ำตก ระยะทางกว่า 7 กิโลเมตร ซึ่งทางช่วงนี้ถ้าเป็นหน้าหนาวหรือหน้าร้อนรถเก๋งธรรมดาเข้าได้สบายครับ แต่หากเป็นหน้าฝนแนะนำว่าควรใช้รถกระบะน่าจะดีกว่า เพราะยังเป็นถนนดินลูกรังอัดแน่น แต่ก็มีหลุมบ่อตลอดเส้นทาง

เส้นทางอย่างนี้ ไหวมั้ย

หากเป็นรถเก๋งละก็ ไปทางเขื่อนศรีนครินทร์ ไปได้ทั้งปีครับ ทางดีเยี่ยม

กว่าที่ผมจะหยอดหลุมแต่ละหลุมผ่านเข้าไปถึงหน้าด่านเข้าน้ำตกห้วยแม่ ขมิ้นที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ได้ก็เสียเวลาไปพอสมควร มาถึงที่นี่หยุดพักรถเสียหน่อยครับ เข้าห้องน้ำห้องท่าให้เรียบร้อย ที่นี่สะอาดสะอ้านใช้ได้เลย

แต่ที่ผมชอบที่สุดไม่ใช่ห้องน้ำครับ แต่เป็นร้านอาหารที่อยู่บริเวณด่านของอุทยานฯ นี่ล่ะ มีอยู่ร้านเดียวครับ สั่งอาหารได้เลย ขอบอกว่าแกงป่าไก่บ้านแซ่บมากกกก... ต้องลองครับ อาหารพื้นบ้านของเมืองกาญจน์ต้องแกงป่า ร้านที่นี่ตำเครื่องแกงแบบสดๆ กันเลย ทำชามต่อชาม ใครชอบทานเผ็ดจัดไปเลย เต็มที่เลยครับ

ผมเองขนาดชอบทานเผ็ด ซดไป 2-3 ช้อน ปากยังบานเลยครับ ยังดีที่มีปลานิลเผาเกลือตัวเบ้อเริ่ม แล้วก็ไก่ย่าง พร้อมข้าวสวยร้อนๆ จานใหญ่มาช่วย ก็พอไหวครับ

แกงป่า ชามต้นเหตุ

ใครไปถึงที่นั่นแล้ว แนะนำให้ทานเลยครับ แกงป่าไก่บ้าน หรือจะเป็นแกงป่าปลากด ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด เพราะมั่นใจว่าเผ็ดทุกอย่าง

กว่าจะทานแกงหมด ท้องไส้แสบไปหมด ถึงเวลาคิดตังค์ ป้าเจ้าของร้านถามว่าทานได้หรือเปล่า แกงป่าเผ็ดไปไหม (แล้วทำไมไม่ถามก่อนทำหว่าว่าทานเผ็ดหรือเปล่า) พอตอบไปว่าเผ็ดครับ คุณป้าเลยลดราคาให้เหลือชามละ 80 บาท จากปกติคิดชามละ 100 บาท

โอ้ว...แสนจะใจดี แต่ 20 บาทที่ป้าลดไป ผมก็ต้องคืนกลับไปเป็นค่าเป๊ปซี่อยู่ดี เฮ้อ...เรียกว่าไม่รอดป้าครับ

แก้เผ็ด

ทานข้าวเรียบร้อย ขึ้นรถเปิดกระจกให้ลมพัดปากลดความแสบจากแกงป่าเสียหน่อย เพราะจากตรงนี้ขับรถไปไม่เกิน 5 นาที ก็ถึงลานจอดรถที่น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นแล้วครับ

แต่ก่อนถึงลานจอดรถ สายตาเหลือบไปเห็นบ้านพักของอุทยาน ชื่อ อุษาสวาท!!อุ แม่เจ้า แค่ชื่อก็น่านอนเสียแล้ว อิอิ

แถมตัวบ้านยังดูใหม่เสียด้วย ไม่น่ากลัวเหมือนบ้านพักอุทยานฯ รุ่นก่อน

เฮ้อ...ตัดใจจากบ้านพักชื่อแสนเร้าใจมาได้ก็ถึงลานจอดรถครับ ถัดจากลานจอดรถมีลานกว้างด้านหน้า หญ้าเขียวขจี ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับให้นักท่องเที่ยวกางเต็นท์ หากต้องการใกล้ชิดธรรมชาติแบบสุดๆ

น่าค้างคืน จริงๆ

พอลงจากรถเสียงน้ำตกก็เข้ามากระทบหูแล้วครับ ยิ่งกระตุ้นให้อยากเดินไปเห็นที่มาของเสียงแล้ว เดินตัดสนามหญ้าไปนิดเดียวก็ต้องยืนนิ่งกับภาพที่อยู่ตรงหน้า คือภาพชั้นน้ำตกที่สวยงามจริงๆ ครับ สายน้ำสีขาวไหลลดหลั่นลงมาเป็นชั้นๆ ท่ามกลางฝนพรำๆ เป็นบรรยากาศที่แสนสดชื่น

ตาก็มองน้ำตก จมูกก็หายใจเอาอากาศใสๆ สะอาดเข้าไปเต็มปอด ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่หน อากาศดีๆ อย่างนี้ หาไม่ได้แน่นอนในกรุงเทพฯ

ปรากฏว่าภาพชั้นน้ำตกที่ผมเห็นอยู่นั้นเป็นน้ำตกชั้นที่ 4 ของน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นครับ ซึ่งเราอยู่บริเวณช่วงกลางของน้ำตกแห่งนี้ครับ ก็ห้วยแม่ขมิ้นมีทั้งหมด 7 ชั้น ประกอบด้วย ชั้นที่ 1 ดงว่าน ชั้นที่ 2 ม่านขมิ้น ชั้นที่ 3 วังหน้าผา ชั้นที่ 4 ฉัตรแก้ว ชั้นที่ 5 ไหลจนหลง ชั้นที่ 6 ดงผีเสื้อ และชั้นที่ 7 ร่มเกล้า

มีจุดให้ถ่ายรูปด้วย

โดยต้นน้ำของน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นนั้นมาจากเทือกเขากะลา ซึ่งเป็นป่าดิบเขาแล้งทางทิศตะวันออกของอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ และสุดท้ายน้ำตกแม่ขมิ้นก็ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์

ต้องบอกว่า อุทยานฯ ที่นี่มีการจัดการด้านการท่องเที่ยวดีไม่น้อยครับ มีป้ายบอกด้วยว่า ที่นั่งถ่ายรูปเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มุมดีที่สุด แถมไม่ต้องไปบุกป่าฝ่าดงหามุมแปลกๆ แบบที่ต้องไปเหยียบย่ำต้นไม้รอบๆ น้ำตกให้เสียหาย

น้ำตกชั้นต่อๆ มา

พอถ่ายรูปจนพอใจแล้ว ผมคิดว่าจะเดินย้อนขึ้นไปชั้นที่ 7 หรือว่าเดินลงเขาไปชั้นที่ 3 2 1 ดี ในที่สุดก็ตัดสินใจเดินลงไปชั้น 3 ดีกว่าครับ มีสะพานไม้อย่างดี เป็นทางเดินลงไป ท่ามกลางต้นไม้หนาทึบตลอดข้างทาง

แต่ก็ต้องหงุดหงิดเมื่อเห็นพวกมือบอนมาแกะสลักชื่อตัวเองไว้บนต้นไผ่ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันเท่ตรงไหน ที่สลักชื่อตัวเองกับแฟนเอาไว้ให้คนอื่นเขาด่า เฮ้อ...ไอ้พวกสมองตื้น

มือบอนจริงๆ

เส้นทางเดินเที่ยวน้ำตกนี้สบายครับ เดินกันแบบเพลินๆ ใครอยากลงเล่นน้ำก็ลงได้เลยครับ มีเวิ้งน้ำตกให้เล่นตลอดทาง แถมช่วงนี้นักท่องเที่ยวน้อยเสียด้วย

น่าเสียดายที่เวลามีน้อย ทำให้ผมเดินไปถึงแค่ชั้นที่ 3 คือวังหน้าผาเท่านั้น ถ้าจะเดินสำรวจให้ครบ 7 ชั้น เห็นทีต้องนอนค้างที่นี่เสียแล้ววว

แต่อย่างน้อย ผมก็ยังหายใจได้เต็มปอดที่น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นแล้วละครับ

มหัศจรรย์จริงๆ เมืองไทย!!

 


สำนักงานบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : มหัศจรรย์เมืองไทย หายใจให้เต็มปอด น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

view

*

view