http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท07/12/2017
ผู้เข้าชม20,113,603
เปิดเพจ23,727,648

ปิดจ๊อบคอป.ผมรับผิดชอบปชช.

ปิดจ๊อบคอป.ผมรับผิดชอบปชช.

จาก โพสต์ทูเดย์

อนาคตผมไม่อยากทำนายนะ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เราประสบมามันควรได้คิดกัน ผมไม่อาจพูดได้ มันจะมีหรือไม่มี แต่เราต้องมีหวัง

โดย.... ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

"รายงาน คอป. 300 กว่าหน้า จะมีคนอ่านจบสักกี่คน เราเขียนให้อ่านนะ ไม่ใช่ให้ฉีกทิ้ง ก็ต้องอ่านทำความเข้าใจกัน แต่ผมเชื่อว่าสังคมไทยคนพูดมีเยอะ ประสาทการรับฟังเราบอด เพราะเราไม่ได้ใช้เหตุผลในการฟัง พอได้ยินปุ๊บ เราก็ออกไปเลย ถ้าเราฟัง ก็จะพูดด้วยเหตุผลมากขึ้น"
         
คณิต ณ นครประธาน คอป. ตอบคำถามอีกครั้งหลังแกนนำเสื้อแดงเรียงหน้ารุมโจมตีว่าผลสรุปของคอป. หรือคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติโดย เฉพาะรายงานผลสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความรุนแรงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 ไม่เป็นกลาง มุ่งให้ร้ายม็อบแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) และคนชุดดำ ก่อนจะยืนยันว่าไม่มีคนชุดดำแม้แต่คนเดียว ถ้ามีก็เป็นฝ่ายทหาร!!       

คณิต ณ นครประธาน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังกลับมาตั้งข้อสงสัยในตัว คณิตเหมือนช่วงที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน คอป.ใหม่ๆ ว่าใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้แกนนำนปช.และแกนนำพรรคเพื่อไทยได้ใช้คอป.เป็นเวทีปรองดอง และขอให้ คณิต เป็นพยานในชั้นศาล เพื่อปล่อยตัวแกนนำ นปช. จำเลยคดีก่อการร้ายที่ติดอยู่ในคุก
         
ขณะที่รัฐบาลยิ่ง ลักษณ์ แถลงนโยบายชัดเจน จะสนับสนุน คอป.ทุกเรื่องแต่เมื่อรายงานฉบับสมบูรณ์ปรากฏต่อสังคม ท่าทีรัฐบาลกลับเป็นคนละเรื่อง
         
คณิต เฉยๆ กับกระแสความไม่พอใจของฝ่ายเพื่อไทย เขาบอกว่า เคยถูกตรวจสอบหนักกว่านี้สมัยเป็นอัยการสูงสุดที่สั่งไม่ฟ้องคดี สปก.4-01 แต่กาลเวลาได้พิสูจน์การทำหน้าที่ ดังนั้นใครจะคัดค้าน ไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร
         
"คุณเดียร์ (ขัตติยา สวัสดิผล บุตรสาว เสธ.แดง)ก็เป็นลูกศิษย์ผม เขาเรียนนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ตอนคุณพ่อเขาเสีย ผมยังมีจดหมายไปถึงเขาเลย ผมก็เห็นใจ ผมไม่มีอะไรกับเขา ผมไปเจอเขาที่บางกอกโพสต์เขาก็ยังขอบคุณผมเลยที่แสดงความเสียใจ"
         
ประธาน คอป. บอกว่า หลังแถลงรายงาน ยังไม่มีใครทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือแกนนำ นปช.โทรมาพูดคุย ส่วนตัวก็เข้าไปดูในเว็บไซต์ เพื่อตรวจสอบใครพูดอะไรบ้าง แม้จะมีเสียงด่า ชม ก็เป็นเรื่องปกติแต่ขออย่าใช้ความรุนแรง
         
"นัก ข่าวควรไปถามหมอเหวง (โตจิราการ) ว่าฉีกเอกสารทำไม เท่ากับทำลายภาษีประชาชนนะ แต่ผมว่าการที่เขาด่า ชม ผม มันไม่ใช่เรื่องเสียหายแสดงว่าเขาสนใจผมนะ ตรวจสอบผม แต่ คอป.เราไม่ได้พูดข้างเดียว เราพูดหมด ทุกฝ่าย ภาครัฐ ทหาร เราไม่ได้ตำหนิใครฝ่ายเดียว
        
 "ถ้าอ่านให้ละเอียดจะรู้ว่า เราดูสาเหตุ ผู้เกี่ยวข้องทำไม อย่างไร และก็มีข้อเท็จจริงเท่าที่เห็น มันอาจมีอะไรไม่กระจ่าง หรือต้องทำต่อ มันก็เป็นเรื่องของคนอื่นแต่เราใช้เวลา 2 ปี ถือว่าทำได้สำเร็จในระดับที่สูงและค่อนข้างดี"
         
คณิต ยืนยันว่า งาน คอป.เป็นงานวิชาการ ไม่ได้ยกเมฆหรือใช้ความรู้สึก ทั้งยังได้รับความร่วมมือจากต่างประเทศหลายองค์กร ตอนแถลงข่าว เอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ ยังไปร่วมฟังด้วย ท่านช่วยเราส่งผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์มา แต่เราไม่ได้เอาเงินจากเขา
         
"ผมว่า คอป.เป็นกรรมการชุดเดียวและชุดแรกที่อดทนในการฟังที่สุด และเราไม่ได้ฟังเฉยๆ แต่กลับมาคิดเพื่อให้ประเทศเกิดความสงบและสร้างความเป็นธรรมเกิดขึ้นในสังคม เพราะมนุษย์มีความต้องการ 2 อย่าง 1.ความต้องการภายนอก เช่น ความมั่นคงในชีวิต หลังจากนั้นแล้ว สิ่งที่มนุษย์ต้องการคือความเป็นธรรม แม้คุณจะมีเงินมีทอง แต่ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม คุณก็ชีช้ำ ฉะนั้นรายงานของ คอป.คือ สร้างความเป็นธรรม"
         
คณิต ย้ำว่า ตลอดเวลาที่ทำงาน คอป. โดยใช้เวลา 2 ปีจนเสร็จภารกิจ เป็นการทำหน้าที่ที่รับผิดชอบต่อประชาชน ซึ่งต้องมีข้อเสนอต่อสังคมไทยและประชาคมโลก คอป.ไม่ได้รับผิดชอบต่อรัฐบาล ดังนั้นรายงานที่ออกมาจึงมีความเป็นกลางและทำเพื่อประโยชน์ของประเทศ
         
ขณะ เดียวกัน ช่วงเป็นประธาน คอป.บรรยากาศการเมืองค่อนข้างตึงเครียด โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่ง คอป.ก็มีส่วนคลี่คลายความขัดแย้       

"ในชีวิตผมไม่เคยทำเลยนะ จดหมายเปิดผนึก แต่ตอนมาอยู่ที่นี่ก็ได้ออกไปเพื่อแตะเบรกเพราะตอนนั้นสถานการณ์ทำท่าไม่ ค่อยดี กระทั่งผมนอนไม่หลับ รู้ไหมบางทีไปพักผ่อนต่างจังหวัด ไม่ได้นอนเฉยๆ นะ ผมนั่งคิดตลอด ผมห่วงเรื่องกฎหมายปรองดองแก้รัฐธรรมนูญ และที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย เราฟัง สถานการณ์มันไม่ค่อยจะดี แต่ คอป. ผม หรือใครคนใด ไม่สามารถทำอะไรได้มากมาย ถ้าเราไม่ช่วยกัน"
         
แม้ กระนั้น คณิต กล่าวขอบคุณรัฐบาลนี้ที่ไม่เคยเข้าไปยุ่งกับ คอป. ทำให้การทำงานเป็นอิสระ ส่วนข้อเสนอแนะของ คอป.เพื่อสร้างความปรองดองระยะสั้นระยะยาว เช่น ไม่ควรนิรโทษกรรม และถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญก็ควรทำความเข้าใจกับประชาชนให้ถ่องแท้ ทั้งหมดอยู่ที่ฝ่ายรัฐบาลนำไปปฏิบัติ
         
"ผมไม่ทราบท่านนายกฯ ได้เห็นรายงานหรือเปล่าเห็นแต่ท่านสัมภาษณ์ว่า ได้ให้คุณยงยุทธเอาไปดู"ประธาน คอป.หัวเราะ พลางว่า "ความจริงรัฐบาลไม่ต้องทำตามข้อเสนอ คอป.ครบทุกข้อหรอก แต่ถ้าทำได้มากเท่าไรก็ยิ่งดีกับประเทศ"
         
"นี่ไงยูเอ็นให้ รัฐบาลรับข้อเสนอ คอป.ไปดำเนินการต่างชาติเขาเห็นตรงนี้ เพราะถ้าเมืองไทยไม่สงบมันก็กระทบที่อื่นด้วย"คณิตเปิดข่าวหนังสือพิมพ์ภาษา อังกฤษให้ดู เพื่อยืนยันว่าข้อเสนอคอป.เริ่มมีเสียงตอบรับ
         
ความ ขัดแย้งในสังคมไทยจะคลี่คลายลงไหม?ประธานคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ ตอบเสียงเข้ม "อนาคตผมไม่อยากทำนายนะ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เราประสบมามันควรได้คิดกัน ผมไม่อาจพูดได้มันจะมีหรือไม่มี แต่เราต้องมีหวัง ผมเห็นทิศทาง เพราะเดี๋ยวนี้ทุกภาคส่วนตื่นตัวและเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องพัฒนา ประชาธิปไตยให้ได้ ผมยังหวังว่านอกจากรัฐบาลแล้ว ทุกภาคส่วนก็พยายามช่วยกันประคับประคอง"
         
เหตุที่ กระแสตื่นตัวดีขึ้นคณิตขยายความว่า เห็นจากภาคธุรกิจที่ออกมาต่อต้านการคอร์รัปชัน ซึ่งถ้าประชาชนตื่นตัวมาดูแลสังคมตรวจสอบซึ่งกันและกันมากขึ้น ฝ่ายการเมืองก็  ต้องระวังด้วย
        
 "ตอนคุณดุสิต (นนทะนาคร ประธานหอการค้าไทย ที่ต่อต้านคอร์รัปชัน) เสีย ผมก็ไปงานศพเขานะ ผมอยากเห็นเราสร้างมิติการตรวจสอบให้มาก เพราะวันนี้บ้านเราการโซเชียลแซงก์ชันมันน้อย ไม่แข็งแรงเหมือนต่างประเทศ"
         
คณิต เล่าประสบการณ์ว่า ครั้งหนึ่งไปประเทศญี่ปุ่น คนที่นั่นบอกว่า เหตุที่ประเทศเขาสามารถพัฒนาเศรษฐกิจและประชาธิปไตยได้ดีเพราะกระบวนการ ยุติธรรมเขาเข้มแข็ง ในญี่ปุ่นเขาลงโทษถึง 99% จนผู้นำที่ทุจริตต้องลาออก หรืออดีตผู้นำเกาหลีใต้ก็กระโดดหน้าผา
         
ตาย ถ้าประเทศไหนกระบวนการยุติธรรมเข้มแข็ง มันทำให้ทุกอย่างสงบได้ แล้วถ้าเรายังอยู่อย่างนี้ จะล้าหลังที่สุด โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมของไทยมีปัญหามาก ประสิทธิภาพแย่ คุกคามสิทธิ และมีราคาแพง
         
ความหวังของคณิต ที่อยากให้บ้านเมืองสงบ สังคมตื่นตัวกระบวนการยุติธรรมได้รับการปฏิรูป แม้วันนี้คอป.จะยุติภารกิจ อย่างสมบูรณ์ แต่เจ้าตัวบอกว่า ถ้ายังมีเรื่องใดที่คอป.จำเป็นต้องสานต่อ ก็สามารถทำได้ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ที่ยังเหลือวาระอีก 2 ปี
         
ถาม ไปว่า ถ้ามีใครมาเชิญเป็นประธานสอบเหตุการณ์ความรุนแรงอีกในอนาคต จะรับไหมเพราะเคยสอบเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทั้งพฤษภาทมิฬ 2553 และคดีฆ่าตัดตอนสงครามยาเสพติด? คณิต หัวเราะ "ผมไม่อยากเป็นเพราะประเทศไม่ควรเกิดเรื่องอย่างนี้แล้วอย่าไปคิดว่ามันจะมีเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น ผมคิดว่าบ้านเมืองครั้งนี้ต้องสงบ"
        

 "ผม คงเป็นคนมีกรรมที่ต้องมาทำงานที่มันยากๆ ทั้งสามเรื่องนี้ผมถือว่าทำงานตอบแทนแผ่นดิน ตั้งแต่ที่ผมเป็นนักเรียนทุนไปเรียน 6 ปีแต่ผมคงใช้หนี้แผ่นดินไม่หมดหรอกชีวิตนี้ อีกด้านผมก็เป็นคนมีบุญที่ได้ทำงานกับผู้ร่วมงานที่จิตใจดีทั้งสิ้น ทำงานก็ทุ่มเทโดยไม่มีอะไรตอบแทน อย่าง คอป.ผมประชุม เบี้ยประชุม 1,500 บาท เหมือนกับราชการ แต่ของคุณยงยุทธ วิชัยดิษฐ ที่เป็นประธาน ปคอป.ของภาครัฐ คุณรู้ไหมได้เท่าไร 1 หมื่นบาทนะ"
         
คณิต บอก ที่เขาโชคดีอีกอย่างคือ ครอบครัวที่เป็นกำลังใจให้ทุกสิ่ง
         
"ทั้งภรรยาและลูกผมไม่เคยมายุ่งกับผม มีแต่ให้กำลังใจ บางทีผู้ใหญ่มัน พ พ ม พังเพราะเมียทั้งนั้น (หัวเราะ) งานผมมันเลยสำเร็จนี่ไง"

 ยึดคน ระบบพัง

 

ฮือฮาหลังการแถลงผลสรุปของ คอป.สัปดาห์ก่อน คือ เนื้อหาจากสารประธานคอป. เล่มเล็กที่แจกจ่ายสื่อมวลชนเป็นบันทึกส่วนตัวของ คณิต ณ นคร 40 หน้า เล่าความรู้สึกนับแต่ได้รับแต่งตั้งให้เป็น กรรมการตรวจสอบเหตุการณ์ความรุนแรงพฤษภาทมิฬ2535 กระทั่งเป็นประธาน คอป. แต่ส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญ คือ ข้อวิจารณ์ปัญหาการหักดิบกฎหมายในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ตามด้วยข้อ
เสนอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเสียสละ ยุติบทบาททางการเมือง เพื่อให้บ้านเมืองสงบ
         
อดีต ของคณิตเคยร่วมงานกับ พ.ต.ท.ทักษิณครั้งเดียว หลังถูกเชิญไปให้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทยเมื่อ10 ปีก่อน แต่ไม่นานคณิตก็เป็นคนแรกที่ตีจากอย่างรวดเร็ว
         
คณิต บอกว่า ไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งส่วนตัวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และตั้งแต่ออกจากพรรคไทยรักไทยไม่เคยไปยุ่งด้วย และก็ไม่เคยมีการติดต่อกัน
         
"ตอน นั้นท่านมาเชิญผม และผมเป็นนักวิชาการ ผมร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ในช่วงปฏิรูปการเมือง ผมเข้าไปก็เป็นรองหัวหน้าพรรค แต่ดูแล้วมันไปไม่รอดแน่ ผมก็ถอยออกมาเท่านั้นเอง....ส่วนคุณยิ่งลักษณ์ ผมก็เคยพบกับท่านแค่ครั้ง เดียว ตอนเป็นนายกฯ คอป.พา โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ มาพบรัฐบาล เขาเป็นแขกของ คอป. ผมเลยต้องไป"
         
ย้อน กลับมาดูเนื้อหาเผ็ดร้อนที่คณิตเปรียบเทียบ ผลของคดีซุกหุ้นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ถูกกล่าวหา ก่อนเป็นนายกฯ กับผลคดีกบฏอันมี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จอมเผด็จการโลกเป็นจำเลย  คณิตเขียนเรื่อง"คดีกบฏ" ของฮิตเลอร์ไว้ว่า
         
"หากผู้พิพากษาใช้กฎหมายอย่าง ตรงไปตรงมา ไม่เลี่ยงบาลีแล้ว อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็จะถูกเนรเทศออกไปจากแผ่นดินเยอรมนีหลังจากพ้นโทษ ซึ่งจะทำให้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ไม่มีโอกาสที่จะฉีกรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นใหญ่ และเมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ไม่อาจฉีกรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นใหญ่ได้ สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็จะไม่เกิดขึ้น และเมื่อสงครามโลกครั้งที่2 ไม่เกิดขึ้นแล้ว ผู้คนก็จะไม่ล้มตายกันจำนวนมาก และที่สำคัญคนยิวก็จะไม่ถูกฆ่าทิ้งเป็นล้านๆ คน"

 ส่วน "คดีซุกหุ้น" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เขาวิพากษ์ไว้ดุเดือด
         
"หาก ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นทุกคนยึดหลักกฎหมายแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร ก็จะไม่มีโอกาสได้เป็นนายกฯ และโดยเฉพาะการฆ่าคนทิ้งเป็นพันๆ คนโดยอ้างเรื่องยาเสพติดก็คงจะไม่เกิดขึ้น รวมทั้งการตายที่กรือเซะและตากใบด้วย และการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่ชัดเจนจนเกิดทางตัน ทำท่าว่าจะเกิดการฆ่ากันอีกครั้งในประวัติศาสตร์ชาติไทยก็คงจะไม่เกิดขึ้น"

         
คณิต ยังวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญชุดที่พิจารณาคดีซุกหุ้น ว่ามีปัญหาเรื่องความเชื่อถือศรัทธา จากการพิจารณาคดีที่เคลือบแคลงนี้รวมทั้งรวบรวม "การหักดิบกฎหมาย" ที่ทำให้เกิดผลในทางลบ ในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ไว้รวม8 เรื่อง
         
1.พ.ต. ท.ทักษิณ หลุดพ้นคดีจนได้ขึ้นเป็นนายกฯ 2.มีการยุบหน่วยงานแก้ปัญหาภาคใต้พตท.43 และ ศอ.บต.ทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ลุกเป็นไฟ 3.มีการฆ่าคนตามนโยบายปราบปรามยาเสพติดให้โทษเป็นจำนวนพันๆ คน 4.มีการฆ่าคนจำนวนมากที่กรือเซะโดยฝ่ายรัฐ 5.การตายของผู้ชุมนุมที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส 6.มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจนเกิดทางตันและทำท่าว่าจะเกิดการฆ่ากันอีกครั้ง 7.เกิดระบบซีอีโอ ซึ่งเป็นการบริหารธุรกิจในระบบราชการไทย และ8.เกิดสัญญาณอันตรายที่กระทรวงกลาโหม
        
 ให้ความสำคัญกับ พ.ต.ท.ทักษิณ มากเกินไปไหม?คณิต ตอบ "เพราะบ้านเมืองเราไม่ยึดหลัก แต่ไปยึดคนอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู มันก็จบตอนนั้นจำได้ไหม เขาตั้งฉายา อัศวินควายดำเลยนะ ถ้าหลักมี มันไม่เกิดปัญหาตามมาหรอก"
         
คณิตอ่านสารตอนหนึ่งให้เราฟัง ตอนที่อ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของ จุมพล ณ สงขลาอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปี2547 ที่ตัดสินให้ พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นผิดในคดีซุกหุ้นว่า
         
"สาเหตุ ที่ผมตัดสินแบบนี้ ก็เพราะผมเห็นว่าประชาชนเขาพร้อมใจกันเทคะแนนเสียงให้ไทยรักไทย 11 ล้านเสียง นี่คือเสียงสวรรค์ที่ประชานพร้อมใจกันเลือกทักษิณให้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 10 กว่าคน จะมาไล่เขาลงจากตำแหน่งได้อย่างไรวันนั้นถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าทักษิณ ผิด ป่านนี้คุณรู้ไหมอะไรจะเกิดขึ้น ขนาดกล้านรงค์ยังต้องหลบออกประตูหลังศาลรัฐธรรมนูญ
   
...ถ้าศาลรัฐ ธรรมนูญไล่เขาออก ป่านนี้ศาลรัฐธรรมนูญถูกเผาไปตั้งแต่วันตัดสินคดีไปแล้ว ...ประชาธิปไตย คือ ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ เมื่อทักษิณได้เสียงส่วนใหญ่แล้ว ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 11 คน จะไปไล่เขา แบบนี้หรือคือประชาธิปไตย ปัญหาสำคัญของคดีซุกหุ้น คือมาตรา 295 ของรัฐธรรมนูญเขียนมาไม่ดีเอง ทำให้ทักษิณรอดมาได้ เมื่อกฎหมายเขียนไม่ดีก็เป็นการยกประโยชน์ให้จำเลย"
         
คณิตบอก "นี่เห็นไหม มันสะท้อนว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ยึดหลักเลย ถ้ากระบวนการยุติธรรมยึดหลักมันก็จบ ซึ่งญี่ปุ่นเขาถือมาก"
         
ข้อ เสนอส่วนตัวของคณิต 6 ข้อต่อการสร้างความปรองดอง หนึ่งในนั้นจึงเรียกร้องให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องทำเรื่องการหักดิบกฎหมายให้ มีความกระจ่างชัดโดยกระบวนการยุติธรรมของประเทศ เพื่อลบความเคลือบแคลงและสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมว่าพ.ต.ท.ทักษิณ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีความสุจริตในเรื่องดังกล่าว
         
ตอน หนึ่ง คณิตยังเล่าถึงกองทัพแดงในต่างประเทศ ซึ่งได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาเช่นกันว่า ทั้งในเยอรมนีและญี่ปุ่นต่างก็มีกองทัพแดงซึ่งก็สร้างความรุนแรงโดยมีวัตถุ ประสงค์ทางการเมืองเพื่อยึดอำนาจรัฐ
         
"นี่ผมสื่อเรื่องกองทัพแดงมาให้เห็นคิดกันหรือเปล่าล่ะ"คณิตทิ้งท้าย


ในวัดปทุวนารามมีชายชุดดำและอาวุธสงคราม รายงาน คอป.ที่คนเสื้อแดงไม่กล้าอ่าน

จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

ไม่ใชเรื่องเหนือความคาดหมายที่รายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหา ความจริงเพื่อความปรองกองแห่งชาติ หรือ คอป. จะถูกแกนนำ นปช.กลุ่มคนเสื้อแดง ทนายทักษิฯ นักวิชาการเด็กกาเหว่า และสื่อเครือมติชนวิพากษ์วิจารณ์ ไม่เห็นด้วย ถึงแม้ว่ารายงานของ คอป.นั้น มีข้อสรุปว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงของการชุมนุมเมื่อเดือนมีนาคม -พฤษภาคม 2553 มีสาเหตุทั้งจากกลุ่มชายชุดดำติดอาวุธสงคราม ที่ใช้ความรุนแรงต่อจ้าหน้าที่ประชาชน และทั้งจากความบกพร่องในปฏิบัติการคววบคุมฝูงชน ของ ศอฉ.ที่ใช่ทหารและอาวุธสงครามในการปฏิบัติการ

       
       แต่ นชป.คนเสื้อแดง นักวิชาการและข่าวสด มติชน ก็เลือกหยิบเฉพาะกรณีของชายชุดดำขึ้นมาโจมตี รายงาน คอป. ฉบับนี้ เพราะรายงานของคอป. ดังกล่าวขัดแย้งกับสิ่งที่คนเหล่านี้พยายามโกหกบิดเบือนให้สังคมเชื่อมาตลอด ว่า เหตุการณ์เมื่อเดือนมีนาคม – พฤษภาคมนั้น คือการที่ทหารฆ่าประชาชน
       
       คนเหล่านี้พยายามโกหกว่า ไม่มีชายชุดดำ มีแต่ทหารหน่วยซุ่มยิงบนตึกสูง ที่ใช้อาวุธสงครามยิงผู้ชุมนุม การที่จะให้พวกเขายอมรับรายงาน ของ คอป.จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะมันคือการตบหน้าตัวเอง ยอมรับว่าที่ผ่านมาสิ่งที่พูด รายงานข่าว และเขียน เป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น
       
       รายงานของ คอป.เรื่องเหตุการณ์ในวัดปทุมวนาราม ได้ทำลาย เรื่องโกหก กรณี 6 ศพในวัดปทุมวนาราม ที่โกหกว่า ในวัดปทุมวนาราม มีแต่ผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธที่หนีเข้าไปหลบ มีแต่หน่วยอาสาพยาบาลที่เข้าไปช่วยคนบาดเจ็บ แต่ถูกทหาร ยิงลงมาจากรางรถฟ้าบีทีเอส จนเสียชีวิต เพราะรายงานของ คอป.ได้นำเสนอข้อมูลที่สังคมไม่เคยรับรู้มาก่อนว่า ในวัดปทุมวนาราม ไม่ได้มีแต่หน่วยอาสาพยาบาล ไม่ได้มีแต่ผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ แต่มีชายชุดดำ มีการ์ด นปช.มีอาวุธสงครามจำนวนมาก
       
       บางส่วนของรายงานที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในวัดปทุมวนาราม ระบุว่า
       
       “ในวันที่ 19 พฤษภาคม หลังจากแกนนำ นปช.ประกาศยุติการชุมนุมในเวลาประมาณ 13.20 น.บริเวณเวทีแยกราชประสงค์เต็มไปด้วยความโกลาหล ทำให้ผู้ชุมนุมบางส่วนราว 4,000 คนได้ทยอยเข้าไปใช้พื้นที่ภายในวัดปทุมวนารามเป็นที่หลบภัย
       
       ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. ขณะเจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษเคลื่อนกำลังทางภาคพื้นดินจากแยกปทุมวันไปโรง หนังสยามเพื่อช่วยคุ้มกันและอำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงซึ่ง เพลิงกำลังไหม้โรงหนังสยาม เกิดการยิงปะทะกับคนชุดดำจำนวนสองคนบริเวณแยกเฉลิมเผ่า
       
       หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวจึงได้ถอยกลับไปวางกำลังที่สถานี รถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ ต่อมาเวลาประมาณ 17.30 น. จึงได้รับคำสั่งให้เคลื่อนกำลังมาบริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยามอีกครั้ง โดยมีกำลังเพิ่มเติมและได้เข้าควบคุมพื้นที่ชานชาลาทั้ง 2 ชั้นของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม
       
       ก่อนเวลาดังกล่าวอันเป็น เวลาประมาณ 15.30 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานนายหนึ่งได้เห็นการ์ดผู้ชุมนุมสองคนถือ วัตถุชนิดหนึ่งโดยมีผ้าพันไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นอาวุธปืนยาว เดินบนทางเท้าถนนอังรีดูนังต์ด้านกองพิสูจน์หลักฐาน เมื่อถึงแยกเฉลิมเผ่าได้เลี้ยวขวาไปทางกลุ่มผู้ชุมนุม และจากปากคำของนายตำรวจสันติบาลให้ข้อมูลว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่ตนนั่งรถยนต์ผ่านสยามสแควร์มาถนนอังรีดูนังต์ ขณะที่จะเข้าประตูสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรงข้ามกับร้านโคคาสุกี้ ได้ถูกคนร้ายยิงไล่หลังมาจากแยกเฉลิมเผ่า โดยพื้นที่ดังกล่าวกลุ่มผู้ชุมนุมได้ตั้งเครื่องกีดขวางถนนอังรีดูนังต์จาก ฝั่งร้านโคคาสุกี้ข้ามถนนไปยังหน้ากองบัญชาการสอบสวนกลาง
       
       ช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. มีเจ้าหน้าที่ทหาร 7 คน วางกำลังอยู่บนรางรถไฟฟ้าชั้น 1 ด้านหน้าวัดปทุมวนาราม และบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม 5 นาย ทุกนายถืออาวุธปืนเอ็ม 16 กระสุนจริง พบว่า เจ้าหน้าที่ทหารเล็งและยิงลงไปในทิศทางวัดปทุมวนาราม จากการตรวจพื้นที่ของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษบนรางรถไฟฟ้าชั้น 1 บริเวณเดียวกันพบปลอกกระสุนปืนขนาด .223 (5.56) จำนวน 2 ปลอกยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกันและพบกระสุนชนิดเดียวกันอีกหนึ่งนัด
       
       นอกจากนี้พระวัดปทุมวนารามชั้นผู้ใหญ่รูปหนึ่งแจ้งว่า เห็นเจ้าหน้าที่ทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าหลายคนและในช่วงค่ำได้ยินเสียงปืนดัง ขึ้นบริเวณหน้าวัดจำนวนมาก และยังแจ้งว่า มีการ์ดผู้ชุมนุม ประมาณ 7 คนขอเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในกุฏิและฝากถุงเงินถุงใหญ่ไว้ด้วย ซึ่งต่อมาได้มารับคืนไป
       
       พบรอยกระสุนจำนวนมากบนพื้นถนนบริเวณประตูทางออกและ ประตูทางเข้าวัด เสากั้น (รั้ว) ริมถนนพระราม 1 และด้านนอกของกำแพงวัดปทุมวนาราม โดยมีทิศทางการยิงมาจากรางรถไฟฟ้าด้านหน้าวัดปทุมวนาราม และรอยกระสุนบนผนังด้านหลังศาลาสินธุเสก โดยมีทิศทางการยิงมาจากบริเวณสะพานลอยตรงแยกเฉลิมเผ่า ซึ่งเป็นบริเวณที่มีเจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติการอยู่ โดยมีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บบริเวณ วัดปทุมวนาราม นอกจากนี้ยังพบกระจกอาคารภายในวัด และรถที่จอดภายในวัดได้รับความเสียหายจากกระสุนปืน
       
       เหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณวัดปทุมวนารามในวันที่ 19 พฤษภาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 คน โดยถูกยิงบริเวณหน้าประตูทางออกวัดปทุมวนาราม 1 คน คือนายอัฐชัย ชุมจันทร์ ที่เหลือถูกยิงภายในวัดปทุมวนาราม 5 คน ในจำนวนนี้ 2 คนเป็นอาสาสมัครหน่วยพยาบาลคือ นางสาวกมลเกด อัคฮาด และนายอัครเดช ขันแก้วโดยน่าจะถูกยิงบริเวณเต็นท์พยาบาลในวัด บริเวณประตูทางออกขณะเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และอีก 1 คน เป็นอาสาสมัครหน่วยกู้ภัยถูกยิงขณะเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ คือ นายมงคล เข็มทอง ทั้งหมดเสียชีวิตจากการถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูง
       
       จุดที่สันนิษฐานว่าผู้เสียชีวิตถูกยิงทั้งบริเวณประตูทางออกและด้าน หลังศาลาสินธุเศก เป็นจุดที่สามารถยิงจากบริเวณที่ทหารปรากฏตัวอยู่บนรางรถไฟฟ้าได้ แต่มีข้อสังเกตว่า ช่วงเวลาเกิดเหตุนั้นเป็น เวลาหลัง 18.00 น.และในจุดเกิดเหตุมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ทหารให้ข้อเท็จจริงว่ามีการยิงตอบโต้กันกับคนชุดดำในวัด
       
       เจ้าหน้าที่ทหารให้ข้อมูลว่า เวลาประมาณ 18.00 น. บริเวณแยกเฉลิมเผ่า พบคนชุดดำถือปืนเอ็ม 16 ยิงใส่เจ้าหน้าที่แล้ววิ่งไปทางวัดปทุมวนารามโดยวิ่งเลียบไปตามกำแพงวัด และปรากฏภาพวีดิโอบันทึกเหตุการณ์ขณะเจ้าหน้าที่ทหารเคลื่อนกำลังไปบนถนนพระ รามที่ 1 บริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยาม ฝั่งสยามเซ็นเตอร์ โดยในวีดิโอเจ้าหน้าที่ทหารพูดว่า พบผู้มีอาวุธอยู่บริเวณเสาตอม่อรถไฟฟ้า สั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารคุ้มกัน เจ้าหน้าที่ทหารบางคนยิง ปลย.และแก๊สน้ำตา และมีเสียงปืนดังอยู่กว่า 10 นาทีในภาพวีดิโอ
       
       นอกจากนี้ ยังพบรอยกระสุนปืนบนทางเดิน SkyWalk และตอม่อรถไฟฟ้าบีทีเอส ตรงแยกเฉลิมเผ่า ซึ่งเป็นบริเวณที่มีผู้พบเห็นว่ามีคนชุดดำอยู่ โดยมีทิศทางการยิงมาจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยาม ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ทหารอยู่ และพบร่องรอยกระสุนปืนที่สถานีรถไฟพ้า บีทีเอส สถานีสยาม ชั้นที่ 1 ที่มีเจ้าหน้าที่ทหารอยู่ ประมาณ 8 รอย โดยมีทิศทางการยิงมาจากด้านหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติบริเวณแยกเฉลิมเผ่าสด งว่ามีการยิงตอบโต้กันระหว่างเจ้าหน้าที่กับคนชุดดำจริง
       
       นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังแจ้งว่าในตอนเช้ามืดของวันที่ 20 พฤษภาคม ตนได้ไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุพบรอยเลือดของบุคคล 2 คน บริเวณแยกเฉลิมเผ่าถูกลากเป็นทางยาวไปตรงจุดก่อนถึงประตูทางเข้าของวัดปทุม วนาราม ซึ่งสอดคล้องกับการตรวจสอบจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ที่ตรวจพบรอยเลือดบริเวณ แยกเฉลิมเผ่าเช่นกัน
       
       ก่อนหน้าปฏิบัติการการกระชับพื้นที่ของ ศอฉ.ในวันที่ 19 พฤษภาคม มีผู้พบชายฉกรรจ์อยู่ในวัดปทุมวนารามและยังพบชายซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า เป็นหัวหน้าคนหนึ่งของการ์ด นปช. ในวัดด้วย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งที่ได้พบกับผู้สื่อข่าวสตรีชาวจีนจำนวน 3 คนที่ขอให้ตนช่วยพาออกมาจากวัดปทุมวนารามในวันที่ 18 พฤษภาคมว่า ที่ไม่ประสงค์จะอยู่ต่อไปในวัดปทุมวนารามเพราะกลัว เนื่องจากเห็นว่ามีอาวุธอยู่ในวัด
       
       วันที่ 20 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจที่เกิดเหตุพบปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก ใต้รถกอล์ฟภายในวัดจอดอยู่บริเวณศาลาสินธุเสกใกล้กำแพงหน้าวัด ตรวจสอบแล้วพบว่าปืนเอ็ม 16 กระบอกนี้เป็นปืนที่ผู้ชุมนุมยึดไปจากเจ้าหน้าที่ทหารบริเวณสามเหลี่ยมดิน แดงเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม
       
       ในวันที่ 21 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ทหารร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจค้นพื้นที่และอาคารภายใน วัดปทุมวนาราม พบปืนพกไทยประดิษฐ์ จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืน 7.62 มม. จำนวน 300 นัด แก๊สน้ำตา จำนวน 2 ลูก ประทัดยักษ์และระเบิดปิงปองจำนวนหนึ่ง[14]
       
       นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังตรวจพบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนหลาย รายการซุกซ่อนอยู่ภายในสวนป่า วัดปทุมวนาราม เช่น ปืนเอ็ม 16 จำนวนหนึ่งกระบอก กระสุนปืนขนาด 7.62 มม. จำนวน 278 นัด ระเบิดขว้างชนิดสังหารจำนวน 4 ลูก และกระสุนปืน .223 (5.56 มม.) จำนวน 212 นัด และกระสุนระเบิดเอ็ม 79 ขนาด 40 มม. จำนวน 4 นัด[15] โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตรวจพบอาวุธให้ข้อมูลว่าได้รับข้อมูลจากประชาชนคน หนึ่ง จึงเข้าไปตรวจค้นบริเวณสวนป่า พบอาวุธหลายรายการดังกล่าวข้างต้นและบัตรการ์ด นปช.หนึ่งใบโดยอาวุธและสิ่งของดังกล่าวถูกซุกซ่อนอยู่ใต้ฐานพระพุทธรูปขนาด ใหญ่ในสวนป่าภายในวัดปทุมวนาราม”
       
       ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมคนเสื้อแดงต้องฉีกรายงาน คอป.ทิ้ง ทั้งๆ ที่ คอป.ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลนี้


ชายชุด ด.พัน คำกอง กับ ผบ.เพนต์บอล

จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์
-ขณะที่แกนนำคนเสื้อแดงดาหน้าออกมาตอบโต้รายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) . ซึ่งมี “นายคณิต ณ นคร” เป็นประธาน ซึ่งยืนยันการดำรงอยู่ของชายชุดดำ

       
       ในทางตรงกันข้าม พวกเขากลับ “โห่ร้องดีใจ” กันทั้งแผ่นดินหลังจากที่ศาลอาญาอ่านคำสั่งในคดีหมายเลขทำที่ อช.2/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 และนางหนูชิด คำกอง ภรรยาผู้ตายร่วมกันยื่นคำร้องขอให้ศาลชันสูตรสาเหตุการตายของ “นายพัน คำกอง” คน ขับแท็กซี่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ซึ่งเสียชีวิตหน้าคอนโดมิเนียมใกล้สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ สถานีราชปรารภเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 โดยสรุปว่า นายพันเสียชีวิตจากการถูกกระสุนปืนกลเล็กขนาด .223 ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงครามขณะเจ้าพนักงานทหารกำลังปฏิบัติ หน้าที่รักษาความสงบปิดล้อมพื้นที่ควบคุมตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)
       
       ดังที่สหายปูน-ธิดาภรรยา นพ.เหวงให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า “ยินดีที่ศาลมีคำสั่ง ทำให้รู้สึกว่ายังมีความยุติธรรมอยู่ในเมืองไทย ซึ่งจะต้องทำให้ความจริงปรากฏและก็ไม่จำเป็นว่า ความจริงนั้นจะต้องถูกใจทุกคน ต้องการให้คดีเสื้อแดงคดีอื่นดำเนินไปตามที่ควรจะเป็น และถือว่า คำสั่งคดีที่ออกมานั้นจะเป็นบรรทัดฐานให้อีก 19 สำนวนกับผู้เสียชีวิตอีก 98 ศพ คดีอื่นๆ ด้วย”
       
       แน่นอน คำถามที่เกิดขึ้นมีอยู่ว่า ทำไมแกนนำคนเสื้อแดงถึงดีใจกันนักหนาต่อคำสั่งคดีที่ออกมาจากศาลอาญา ทั้งๆ ที่ถ้าจะว่าไปแล้ว คดีของนายพันแท็กซี่เสื้อแดง ศาลอาญามีแค่เพียงคำสั่งคดี มิได้มีคำพิพากษาตัดสินชี้ถูกชี้ผิด อย่างไร
       
       คำตอบก็คือ พวกเขาต้องการใช้คดีของนายพันแท็กซี่เสื้อแดงไปขยายผลและโฆษณาชวนเชื่อทาง การเมือง เพราะมีตราประทับจากศาลอันมีผลทางกฎหมาย ซึ่งก็สอดรับกับการที่สื่อมวลชนในสังกัดเจ้ามูลเมืองที่เลือกหยิบประเด็นดัง กล่าวมาพาดหัวตัวเบ้อเริ่ม
       
       หรือดังเช่นที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ให้ความเห็นชี้นำเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่า คำสั่งศาลดังกล่าวจะนำไปสู่สำนวนฆาตกรรม ก็คือ มาตรา 288-289 ในประมวลกฎหมายอาญา
       
       คำสรุปสั้นๆจากปากของ 'ธาริต เพ็งดิษฐ' ก็คือ"ทหารฆ่าประชาชน"โดยนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เป็นคนสั่งการ
       
       ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงกระบวนการของศาลในการพิสูจน์ความผิดในเรื่องวิสามัญฆาตกรรม
       
       ที่สำคัญคือแม้นายพันตายเพราะทหารยิงจริงๆ แต่ความจริงที่ต้องยอมรับเช่นกันก็คือ พื้นที่ที่รถตู้หมายเลขทะเบียน ฮค-8561 และนายพันเข้าไปนั้น คือพื้นที่ควบคุมตามคำสั่งของ ศอฉ. ซึ่งทั้งผู้ขับรถตู้และนายพันมิอาจปฏิเสธการรับรู้ได้ เนื่องจากได้มีการใช้เครื่องขยายเสียงประกาศแจ้งเตือนเอาไว้แล้ว โดยผู้ที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีก็คือ นายคมสันติ ทองมาก ผู้สื่อข่าวสำนักงานเนชั่นทีวี ซึ่งบันทึกภาพเหตุการณ์เอาไว้ และนายอเนก ชาติโกฎิ พนักงานคอนโดมิเนียมไอดีโอ ซึ่งนายพันมาขอพักอยู่ที่สำนักงานขายก่อนถูกลูกหลงเสียชีวิต
       
       แต่นั่นมิใช่สิ่งที่คนเสื้อแดงให้ความสนใจ เพราะสิ่งที่พวกเขาปรารถนามีเพียงแค่ นายพันเสียชีวิตจากการใช้อาวุธสงครามของทหารเพื่อเชื่อมโยงไปยังคดีความที่ เหลือด้วยการมั่วนิ่มสรุปว่า ทุกศพเสื้อแดงเสียชีวิตจากการใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่ทหาร โดยมีนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพเป็นผู้สั่งการ ซึ่งในยุคที่ระบอบทักษิณเป็นใหญ่ในแผ่นดิน พวกเขาย่อมเชื่อมั่นว่า พวกเขาจะได้รับชัยชนะ
       
       ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ นี่เป็น “เกมการเมือง” ที่จะทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากข้อหา “ก่อการร้าย” และ “พาคนไปตาย” ที่ถูกดองเอาไว้โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษในขณะนี้
       
       ขณะเดียวกันก็เป็นเกมการเมืองที่แกนนำคนเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทยจะใช้ 'เล่นงาน' คู่ปรับทางการเมืองคนสำคัญอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่สำคัญยังสามารถใช้เรื่องนี้เป็นข้อต่อรองในเรื่องการออก 'พ.ร.บ.ปรองดอง' ที่จะช่วยให้ 'นช.ทักษิณ ชินวัตร' เจ้าของพรรคตัวจริง ได้รับการนิรโทษกรรม พ้นผิดจากคดีคอร์รัปชั่นซึ่งมีโทษจำคุกถึง 2 ปี เพราะก่อนหน้านี้ประชาธิปัตย์เป็นตัวตั้งตัวนี้ในการขัดขวางการออกกฎหมาย ฉบับนี้อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
       
       เฉกเช่นเดียวกับ “ทหาร” ที่ผลของคดีจะเป็นเครื่องต่อรองทางการเมืองที่ทรงประสิทธิภาพ สามารถใช้ในการเจรจาแลกเปลี่ยนสารพัดข้อตกลงให้เป็นไปในทิศทางที่คนเสื้อแดง และรัฐบาลต้องการได้เป็นอย่างดี
       
       แน่นอน 'บี๊กตู่' พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ผู้ที่รับหน้าที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นแม้จะไม่โดน 'เล่นงาน' ตรงๆ เนื่องเพราะฝ่ายการเมืองยังเกรงบารมีผู้บัญชาการเหล่าทัพที่มีกำลังทหารและ รถถังอยู่ในมือ แต่บรรดาลูกน้องซึ่งเป็นนายทหารชั้นผู้น้อยที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในการเข้า ควบคุมสถานการณ์รุนแรงในช่วงชุมนุมเผาบ้านเผาเมือง ก็ถูกเรียกเค้นสอบกันหนาดำคร่ำเครียด ด้วยรัฐบาลที่มีเสื้อแดงหนุนหลังอย่าง รัฐบาลเพื่อไทยนั้นมีเป้าหมายปักธงชัดเจนว่าต้องการคำให้การที่ระบุว่า 'ทหารฆ่าประชาชน' เพราะผลของบริบทดังกล่าวจะนำไปสู่การเอาผิดกับนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพใน ฐานะ 'ผู้สั่งการ' ขณะเดียวกันก็เป็นการปรามกองทัพที่จะทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลภายใต้การนำ ของ 'น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร'
       
       ด้วยเหตุดังกล่าว จงอย่าแปลกใจว่าทำไมถึงไม่มีปฏิกิริยาจากทางขุนทหารบ้าง ทั้งๆ ที่ลูกน้องตนเองต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตไปไม่น้อย
       
       แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลของคดีที่ออกมาทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.อ.ประยุทธ์อดตั้งคำถามถึงความเป็นผู้นำกองทัพไม่ได้ว่า ทำไมถึงปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้
       
       “คำสั่งศาลนั้นทำให้ ศอฉ.หมดท่า ทำกองทัพพัง การที่ออกมารักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองกลับต้องตกเป็นคนผิด เพราะกองทัพไม่ปกป้องคนของตัวเอง ที่สำคัญต้องตั้งทนายเข้าไปถามค้านเพราะผลกระทบมันถึงกองทัพ ก่อนหน้านี้ผมเคยบอกแล้วว่าต้องตั้ง ฝ่ายเสื้อแดงเขามีทั้งอัยการ มีนายโชคชัย อ่างแก้ว เป็นทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมาเป็นทนายของผู้ร้องร่วมในครั้งนี้ แต่กองทัพไม่มีใครเลย คงอาจไปถามผู้พิพากษาว่าตั้งได้หรือไม่ ตั้งไม่ได้ก็ไม่ตั้ง แต่ในทางอาญานั้นอะไรที่กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้เราทำได้ และผู้พิพากษาแต่ละคนก็เห็นไม่ตรงกัน ฉะนั้นฟังแค่คนใดคนหนึ่งไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ก็ไปหลงคารม ร.ต.อ.เฉลิม ว่าจะไต่สวนเพียงแค่ตายเพราะเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ไม่ลงลึกว่าใครทำ แต่ ร.ต.อ.เฉลิมไปคุมทนายและอัยการได้หรือ เรื่องนี้ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณเรียกพยานมาสอบเยอะมาก ถือว่าเป็นกำลังหลักในการชนะครั้งนี้เลย”
       
       “ถ้าทหารมีทนายเข้าไปซักค้าน ข้อมูลตรงนี้จะเปลี่ยนเป็นว่านายพัน คำกอง เข้าร่วมชุมนุม ไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องแบบนี้ แต่นี่ทหารไม่มีสิทธิพูด ไม่มีใครทำลายน้ำหนักพยานเลย พวกพูดโกหกมันก็พูดตามสบาย สร้างเรื่อง เยอะแยะ ไปหมด แล้วทีนี้ทหารจะอ้างว่าทำตามหน้าที่ไม่ได้เลย เพราะเป็นการยิงผู้บริสุทธิ์ “พอถึงขั้นนี้ต้องมีการหาตัวผู้ต้องหา ซึ่งนายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพจะรอด เพราะจากคำสั่งให้ปฏิบัติจากเบาไปหาหนัก และไม่ได้สั่งให้ยิงพวกมุงดู แต่ที่ไม่รอดคือทหาร เพราะทำเกินกว่าเหตุ มันก็จะไล่ความผิดมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ผู้สั่งการตรงนั้นมาจนถึงคนปฏิบัติการ ครั้งนี้ทหารถูกหลอก กลายเป็นแพะ แล้วผลพิสูจน์อีก 35 ศพที่จะตามมาก็จะออกมาแนวเดียวกับคดีนี้”นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยให้ความเห็นถึงสิ่งที่แกนนำคนเสื้อ แดงกำลังตั้งธงและขีดเส้นชี้นำคดีให้ไปในทิศทางนั้น
       
       อย่างไรก็ตาม ถ้าหากถามว่า ทำไมผลสรุปของคดีจึงออกมาเป็นเช่นนี้ ก็คงต้องตอบว่า เป็นเพราะ 2 พระหน่อที่ชื่อนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ซึ่งถึงนาทีนี้หนุ่มหน้ามนคนหน้าหล่ออย่างอภิสิทธิ์ และนักการเมืองเก๋าเกมอย่างสุเทพ จะสำนึกได้ว่าการชะล่าใจ 'ปล่อยเสือเข้าถ้ำ ปล่อยตะกวดเข้าพง' นั้นนำมาซึ่งความวิบัติทั้งต่อตนเองและต่อพรรคมากน้อยขนาดไหน แต่ก็ดูจะสายไปเสียแล้ว หากวันนั้นรัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่เดินเข้าสู่ 'เกมปรองดอง' เพราะต้องการขยายฐานเสียงเอาใจคนเสื้อแดงที่เป็นรากหญ้าในแถบภาคอีสานซึ่ง เป็นพื้นที่ที่เป็น 'จุดอ่อน' ของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่แอบซูเอี๋ยให้มีการปล่อยตัวผู้ก่อการร้าย ระดับแกนนำ นปช. ที่ปลุกปั่นสั่งการให้คนเสื้อแดงใช้ความรุนแรงป่าเถื่อนทำร้ายเจ้าหน้าที่ และลุกฮือเผาขึ้นมาบ้านเผาเมือง
       
       หากวันนั้นรัฐบาลประชาธิปัตย์เร่งรัดดำเนินคดีกับกลุ่มชายชุดดำที่ ลอบสังหารนายทหารขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะคดีที่อุกอาจและสะเทือนใจเช่นกรณีสังหาร 'พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม' อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ หากวันนั้นรัฐบาลประชาธิปัตย์ดำเนินทุกอย่างไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ก็คงไม่มีวันนี้ วันที่ 'นายอภิสิทธิ์' และ 'นายสุเทพ' ต้องกลับกลายมาเป็น 'ผู้ต้องหา' ที่ถูกเรียกสอบเสียเอง
       
       ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์นั้น ก็ไม่แน่นักว่าจะรอดพ้นจากชะตากรรมเช่นนั้น เพราะแม้ขณะนี้รัฐบาลเพื่อไทยจะยังหวั่นเกรงบารมีของ 'บิ๊กตู่'ในฐานะผู้นำเหล่าทัพ ที่สามารถตบเท้าปฏิวัติยึดอำนาจได้ทุกเวลา แต่วันใดที่ลงจากเก้าอี้ ผบ.ทบ.ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกพรรคเพื่อไทย 'เอาคืน' ด้วยข้อหาเดียวกับนายอภิสิทธิ์ เพราะแน่นอนว่าการเล่นงานนายทหารที่เป็นปฏิปักษ์กับคนเสื้อแดงอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมสามารถเรียกคะแนนนิยมและความศรัทธาจากคนเสื้อแดงที่ถูกล้างสมองว่า 'ทหารฆ่าประชาชน' ได้อย่างล้นหลาม เพราะนี่คือผลงานที่พรรคเพื่อไทยจะทำเพื่อเอาใจและ 'ล้างแค้น' ให้คนเสื้อแดง
       
       การที่ พล.อ.ประยุทธ์ยังคง 'ลอยตัว' นิ่งเฉยปล่อยให้พรรคเพื่อไทยและดีเอสไอเล่นงานนายทหารที่ลงไปปฏิบัติการ กระชับพื้นที่ด้วยข้อหา 'ฆ่าประชาชน' โดยมิได้มีการปกป้องลูกน้องในสังกัด การที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เร่งรัดให้มีการติดตามดำเนินคดีกับ 'ชายชุดดำ' ที่สังหาร พล.อ.ร่มเกล้า และนายทหารที่เข้าไปควบคุมสถานการณ์ อย่างเหี้ยมโหด ย่อมเป็นการทำลายขวัญกำลังใจของนายทหารซึ่งเป็นฝ่ายปฏิบัติทุกนาย
       
       เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ปล่อยให้ทหารที่ต้องเสียงภัยเจ็บจริงตายจริง ลูกเมียของเขาในฐานะผู้สูญเสีย ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อเพียงลำพัง ปล่อยให้เสียงเพรียกขอความเป็นธรรมของภรรยานายทหารผู้เสียชีวิตจางหายไปใน สายลม ขณะที่ พล.ต.ประยุทธ์เอาเวลาไปวางท่าสุดเท่ห์ถือปืนเพนต์บอล ถามว่าต่อไปนายทหารคนไหนจะมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทำงานให้ท่าน ?
       
       หรือว่า จริงๆ แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ดีแต่พูด คำรามจนคอแห้งและเก่งกล้าสามารถเพียงแค่ยิงปืนเพนต์บอลที่อยู่ในโลกแห่งความฝันเท่านั้น
       
       ถึงวันนี้คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากมีคำถามสุดท้ายที่ส่งตรงไปถึง อดีตผู้มีอำนาจใน ศอฉ.ทั้ง 3 คน อย่างนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ พล.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า “ไหวป่ะ”


“ชายชุดดำ”ความจริงจาก คอป. ที่กำลังไล่ล่า “คนเสื้อแดง”

จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์
-เป็น อารมณ์และปฏิกิริยาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทีเดียวสำหรับคนเสื้อแดงต่อ 2 เหตุการณ์สำคัญในคดีเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 2553

       
       เพราะในขณะที่พวกเขา “โห่ร้องดีใจ” กันทั้งแผ่นดินหลังจากที่ศาลอาญาอ่านคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ อช.2/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 และนางหนูชิด คำกอง ภรรยาผู้ตายร่วมกันยื่นคำร้องขอให้ศาลชันสูตรสาเหตุการตายของ “นายพัน คำกอง” คน ขับแท็กซี่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ซึ่งเสียชีวิตหน้าคอนโดมิเนียมใกล้สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ สถานีราชปรารภเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 โดยสรุปว่า นายพันเสียชีวิตจากการถูกกระสุนปืนกลเล็กขนาด .223 ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงครามขณะเจ้าพนักงานทหารกำลังปฏิบัติ หน้าที่รักษาความสงบปิดล้อมพื้นที่ควบคุมตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)
       
       แต่ฉับพลันทันทีที่ในวันเดียวกัน คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) . ซึ่งมี “นายคณิต ณ นคร” เป็นประธาน เปิดเผยรายงานฉบับสมบูรณ์เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในการชุมนุมของคนเสื้อแดง ด้วยการยืนยันถึงการมีตัวตนของ “ชายชุดดำ” ซึ่ง ใช้อาวุธสงครามโจมตีเจ้าหน้าที่ทั้งก่อนและหลังวันที่ 10 เมษายน 2553 โดยปรากฏหลักฐานมีผู้เสียชีวิตเพราะชายชุดดำ 9 คน แยกเป็นทหาร 6 คน ตำรวจ 2 คนและกลุ่มคนรักษ์สีลม 1 คน อารมณ์ของคนเสื้อแดงก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
       
       แกนนำคนเสื้อแดงไล่ตั้งแต่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นางธิดา ถาวรเศรษฐ นพ.เหวง โตจิราการ ฯลฯ รวมถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ต่างดาหน้ากันออกมาโจมตีรายงานของ คอป.กันยกใหญ่ แถมกล้าพูดอย่างไม่อายฟ้าดินว่า ไม่เคยสัมผัสและไม่เคยรับทราบเรื่องการดำรงอยู่ของชายชุดดำอีกต่างหาก
       
       นี่คือ “เหรียญสองด้าน” แห่งความอัปยศที่ชัดเจนยิ่งของคนเสื้อแดง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ถ้าหากสิ่งใดก็ตามที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา คนเสื้อแดงก็จะแห่แหนออกมาสรรเสริญเยินยอกันอย่างเอิกเกริก แต่ถ้าหากข้อมูลใด คำพิพากษาใดมีผลในทางลบต่อคนเสื้อแดง พวกเขาก็จะแห่แหนออกมาโจมตีด้วยชุดข้อมูลเดิมๆ เรื่อง 2 มาตรฐาน รับงานใครมา ฯลฯ
       
       กระนั้นก็ดี สิ่งที่สังคมจะต้องทำความเข้าใจร่วมกันก็คือ ไม่ว่าแกนนำคนเสื้อแดงจะบิดเบือนข้อเท็จจริงประการใด แต่ความจริงก็ย่อมเป็นความจริงวันยังค่ำ และการดำรงอยู่ของชายชุดดำก็เป็นความจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ ซึ่งบทพิสูจน์ที่ชัดเจนไม่ได้มีเฉพาะแค่สิ่งที่ปรากฏในรายงานของ คอป.เท่านั้นหากแต่สื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศต่างก็มีภาพยืนยันการใช้ อาวุธสงครามของชายชุดดำชัดเจน
       
       “สรุปว่ามีการปฏิบัติการของกลุ่มชายชุดดำจริง และมีการใช้อาวุธสงครามโจมตีเจ้าหน้าที่อยู่ ประกอบการก่อวินาศกรรมทั้งก่อนและระหว่างการชุมนุมในหลายสิบจุด ถึงบัดนี้ยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ นอกจากคนร้ายที่ยิงเข้าไปในกระทรวงกลาโหม ปัญหาคือคนชุดดำที่มีอาวุธสงครามโจมตีเจ้าหน้าที่มีความเกี่ยวพันกับใคร พบว่ามีความใกล้ชิดกับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล คืออยู่ในกลุ่ม ไปไหนด้วยกัน และการปฏิบัติการของคนชุดดำในบางเหตุการณ์ได้รับความร่วมมือและสนับสนุน รวมทั้งรู้เห็นเป็นใจจากการ์ด นปช. แต่คนชุดดำจะมีความสัมพันธ์หรือใกล้ชิดกับแกนนำ นปช. หรือไม่ ไม่มีพยานหลักฐานที่โยงไปถึงขนาดนั้น แต่ในหลายเหตุการณ์อยู่ในพื้นที่ควบคุมโดยการ์ด นปช. ซึ่งเป็นข้อมูลที่เราได้รับ ซึ่งสรุปได้ยากว่าจำนวนคนชุดดำมีเท่าไหร่ แล้วเป็นใคร”
       
       นั่นคือบทสรุปที่ออกมาจากปากของ นายสมชาย หอมละออ คณะอนุกรรมการ คอป.ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2555 ณ โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน รัชดา
       
       นอกจากนี้ ในรายงานของคอป.ก็ระบุไว้ชัดเจนว่า ในเวลาประมาณ 19.00 น. ก่อนที่เจ้าหน้าที่ทหารจะถูกโจมตีด้วยระเบิด มีผู้พบเห็นรถตู้สีขาวขนคนชุดดำสองสามคนพร้อมอาวุธสงครามมาส่งลงบริเวณวง เวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยด้านร้านหนังสือเมืองโบราณและร้านเมธาวาลัย (ศรแดง) โดยมีการ์ด นปช. คอยห้อมล้อมเดินไปทางร้านแมคโดนัลด์ หัวมุมถนนดินสอติดกับโรงเรียนสตรีวิทยา เข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุม โดยการ์ด นปช. ห้ามมิให้ใครถ่ายรูป และมีผู้ชุมนุมบางคนพูดว่า “ส่งคนมาช่วยแล้ว” แต่ถูกการ์ด นปช. ห้ามไม่ให้พูด ยังปรากฏภาพรถตู้สีขาวในกล้องวงจรปิดบริเวณวงเวียนสี่กั๊กพระยาศรี 2 ครั้ง ระบุเวลา 20.19 น. และอีกครั้งในเวลา 21.01 น. และยังปรากฏภาพคนชุดดาถือเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ยืนอยู่ข้างรถตู้สีขาวจอดอยู่ในบริเวณที่มีผู้ชุมนุมอยู่แต่ไม่สามารถยืนยัน แหล่งที่มาของภาพได้ เจ้าหน้าที่ทหารคนหนึ่งให้ข้อมูลว่า หลังเหตุการณ์ความรุนแรง มีรถตู้สีขาวซึ่งมีกลุ่ม คนชุดดา มีอาวุธสงครามโดยสารมาด้วยขับผ่านมาที่บริเวณหน้าวัดตรีทศเทพ คนในรถโผล่หน้าออกมาเยาะเย้ยทหารที่ได้รับบาดเจ็บ โดยเจ้าหน้าที่ทหารคนหนึ่งยืนยันว่าเห็นชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธสองสามคนนั่ง อยู่ในรถคันดังกล่าว
       
       นอกจากนี้ หากย้อนกลับไปในช่วงเผาบ้านเผาเมือง ก็จะปรากฏหลักฐานที่ยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวได้เป็นอย่างดี โดยหลักฐานชิ้นแรกเป็นภาพจากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ที่ปรากฏ “ไอ้โม่ง” ถือปืนไรเฟิล ที่พยายามไล่ล่าเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งเข้าไปควบคุมสถานการณ์ในคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา
       
       ที่สำคัญคือ นิวยอร์กไทมส์ระบุชัดเจนว่า ไอ้โม่งรายดังกล่าวเป็น “การ์ดของนปช.”
       
       นอกจากนี้ เว็บไซต์ดังกล่าวยังรายงานด้วยว่า หลังจากความพยายามในการปราบปรามกลุ่มเสื้อแดงล้มเหลว เจ้าหน้าที่ทหารต่างต้องวิ่งหนีโดยใช้เกราะพลาสติกกำบัง เมื่อถูกกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งไม่พอใจ วิ่งไล่ล่าอย่างชุลมุน ขณะที่รถพยาบาลแล่นเข้าไปรับผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้ชุมนุมต่างร้องตะโกนว่า “มีฮีโร่อีกคนแล้ว”
       
       ประหนึ่งว่า ดีใจกับการเสียชีวิตของกลุ่มคนเสื้อแดง
       
       นอกจากนิวยอร์กไทมส์แล้ว สำนักข่าวรอยเตอร์ก็รายงานข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันว่า แหล่งข่าวทางทหารยืนยันว่าคนเสื้อแดงได้รับอาวุธและการสนับสนุนจากฝ่ายทหาร เกเรกลุ่มหนึ่ง ในจำนวนนั้นมีทั้งเจ้าหน้าที่ปลดเกษียณและพันธมิตรของ นช.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
       
       สำนักข่าวระดับโลกแห่งนี้รายงานด้วยว่าภาพข่าวสถานีโทรทัศน์แสดงให้ เห็นว่ามีผู้ประท้วงบางส่วนถือปืนไรเฟิลและปืนกล ขณะที่ทหารถูกเล่นงานด้วยระเบิดเอ็ม79 ส่วนภาพถ่ายหลายภาพก็ปรากฏให้เห็นว่ามีมือปืนซุ่มยิงลงมาจากอาคารหลังหนึ่ง
       
       นอกจากนั้น ยังปรากฏภาพอีกหลายภาพที่ยืนว่า กองกำลังชุดดำกับกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นกลุ่มเดียวกัน เช่น ภาพชายฉกรรจ์สวมหมวกไหมพรมคลุมศีรษะ สวมกางเกงทหารลายพราง สวมเสื้อกั๊กคล้ายเสื้อกันกระสุน และที่แขนขวาผูกผ้าแดงเป็นสัญลักษณ์ ยืนกำบังตัวอยู่หลังรถตู้โตโยต้าสีขาว มือถืออาวุธปืนสำหรับยิงระเบิดเอ็ม 79 ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับกลุ่มคนเสื้อแดง โดยภาพดังกล่าวมีทั้งกำลังยิง และบรรจุกระสุน เพื่อยิงใหม่อีกครั้ง
       
       ทั้งนี้ เป็นน่าสังเกตว่า กลุ่มกองกำลังใส่ชุดสีดำนั้น สามารถนำรถตู้พร้อมอาวุธเข้ามาในพื้นที่ของกลุ่มคนเสื้อแดงได้และไม่ถูกขัด ขวางจากการ์ดคนเสื้อแดง อีกทั้งยังสามารถขนอาวุธและใช้อาวุธสงครามในพื้นที่ของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ได้โดยที่ไม่มีการขัดขวาง ไม่มีการห้ามปรามจาก และไม่มีการจับกุม
       
       นอกจากนี้ ความจริงประการหนึ่งที่สังคมต้องยอมรับกันคือ ถ้าหากความตายของกลุ่มคนเสื้อแดงเกิดจากฝีมือทหารแล้ว คนที่เสียชีวิตย่อมไม่ใช่ “พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม” รองเสนาธิการ พล.ร.2 รอ. (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) และพลทหารอีก 4 คนคือ พลทหารอนุพงศ์ หอมมาลี พลทหารอนุพงษ์ เมืองรำพัน พลทหารภูริวัฒน์ ประพันธ์และพลทหารสิงหา อ่อนทรง
       
       ความจริงประการหนึ่งที่สังคมต้องยอมรับกันคือ ถ้าหากความตายของกลุ่มคนเสื้อแดงเกิดจากฝีมือทหารแล้ว ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสย่อมไม่ใช่ “พล.ต.วลิต โรจนภักดี” ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) ซึ่งได้รับบาดเจ็บขาด้านซ้ายหัก 3 ท่อน
       
       นี่ไม่นับรวมถึงพ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ยศและตำแหน่งงในขณะนั้น) ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดสมอง
       
       “มันเป็นสงครามกลางเมืองที่ผมไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทย และไม่เคยคิดว่าตัวผมจะต้องมาพบเจอ ทหารไม่เคยคิดจะยิงประชาชน ไม่ทำร้ายประชาชน แต่ทหารเราถูกทำร้ายก่อน ถูกยิงระเบิด ถูกยิง เราก็ทำแค่ยิงป้องกันตัว ถ้าทหารเราคิดจะทำประชาชนก็คงจะยิง แล้วก็คงตายกันมากกว่านี้ แต่ทหารเราไม่ทำ เราต้องยอม” พ.ท.นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ (ม.พัน.3 รอ.) เกียกกาย ซึ่งถูกสะเก็ดระเบิดเอ็ม 79 ที่ขาทั้งสองข้างให้ข้อมูล
       
       ทั้งนี้ สำนักข่าวเอเอฟพีที่ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่ถูกโพสต์ขึ้นบนยูทูป มีความยาวทั้งสิ้น 53 วินาที ซึ่งในช่วงระหว่างวินาทีที่ 8 ถึง วินาทีที่ 12 ได้จับภาพนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาซึ่งยืนอยู่บนรถกำลังยิงปืนพกสั้นขึ้น ฟ้า ตามขั้นตอนการปฏิบัติการสลายการชุมนุมที่ ศอฉ.ประกาศออกมา อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่นายทหารคนดังกล่าวยิงปืนขึ้นฟ้านั้นได้ปรากฏจุดเลเซอร์สีเขียวและ สีแดงขึ้นบริเวณส่วนศีรษะของทหารคนดังกล่าว คล้ายกับเป็นเลเซอร์ระบุเป้าในการโจมตีโดยกลุ่มผู้ก่อการร้าย ขณะที่อีกไม่กี่อึดใจต่อมาก็เกิดประกายไฟและเสียงระเบิดขึ้นตามมาในหมู่เจ้า หน้าที่ทหาร และก่อให้เกิดความโกลาหลขึ้นตามมา
       
       นี่คือความจริงที่แกนนำคนเสื้อแดงไม่ยอมรับ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาคงลืมไปว่า แม้คอป.ตั้งขึ้นโดยรัฐบาลที่แล้ว แต่ก็เป็นคณะกรรมการอิสระคณะเดียวที่รัฐบาลชุดนี้รับรองไว้ในการแถลงนโยบาย สำคัญต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2555 ซึ่งเหตุผลก็ไม่ใช่อะไรอื่นไกล เพราะผลสรุปของรายงานคือการยืนยันการมีอยู่ของชายชุดดำ ซึ่งไม่ตรงกับที่พวกเขาต้องการนั่นเอง

ภาพถ่ายการ์ดนปช.ที่สวมเสื้อสีดำและสวมหมวกไอ้โม่งสีดำถืออาวุธสงครามที่เว็บไซต์ “นิวยอร์กไทม์ส” นำมาเผยแพร่

ชาย ฉกรรจ์สวมหมวกไหมพรมคลุมศีรษะ สวมกางเกงทหารลายพราง สวมเสื้อกั๊กคล้ายเสื้อกันกระสุน และที่แขนขวาผูกผ้าแดงเป็นสัญลักษณ์ ยืนกำบังตัวอยู่หลังรถตู้โตโยต้าสีขาว มือถืออาวุธปืนสำหรับยิงระเบิดเอ็ม 79 ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับกลุ่มคนเสื้อแดง โดยภาพดังกล่าวมีทั้งกำลังยิง และบรรจุกระสุน เพื่อยิงใหม่อีกครั้ง

ภาพ จุดเลเซอร์สีเขียว-แดง บริเวณศีรษะของนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาที่สื่อต่างประเทศนำมาเผยแพร่ ที่การชี้เป้าและล็อกเป้าให้ลงมือสังหาร

ทหารที่ถูกทำร้ายร่างกายจากกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งสะเทือนใจผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

ภาพหนึ่งในทีมซุ่มยิงของกลุ่มก่อการร้ายที่ NBT เคยนำเสนอ

ภาพ คนชุดดำบริเวณหน้าร้านเบอร์เกอร์คิงส์ กำลังยิงปืนไปในทิศทางถนนตะนาวซึ่งมีเจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติการอยู่ โดยผู้เชี่ยวชาญอิสระนิติวิทยาศาสตร์ด้านอาวุธและกระสุนปืนให้ความเห็นว่า เป็น ปลย.๑


เสธ.แดง ผู้นำชายชุดดำ ความจริงที่ “น้องเดียร์” ต้องยอมรับ

จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์
-ฉากดราม่าที่ “น้องเดียร์” น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ลูกสาวเสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ ออก มาจวกรายงานผลศึกษาของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการ ปรองดองแห่งชาติ (คอป. ) โดยบีบน้ำตาหาว่าเป็นการแต่งนิทานใส่ร้ายคุณพ่อที่เสียชีวิตไปแล้วว่าเกี่ยว ข้องกับชายชุดดำและความรุนแรง พร้อมกับฉีกทิ้งรายงานแสดงถึงการไม่ยอมรับผลศึกษาของ คอป. เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในฐานะของลูกซึ่งไม่อยากให้ใครประณามผู้เป็นพ่อ

       
       แต่ความจริงก็คือความจริงวันยังค่ำ ไม่ว่าน้องเดียร์จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม เพราะผล ศึกษา ของ คอป.ได้ชี้ชัดถึงความเกี่ยวข้องของเสธ.แดง กับการปรากฏกายของชายชุดดำที่ออกปฏิบัติการพร้อมด้วยอาวุธสงคราม สร้างความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ชุมนุม รวมถึงนักสังเกตการณ์ก็ไม่เว้น
       
       ตั้งแต่มีชีวิตอยู่ เสธ.แดง จัดอยู่ในข่ายลูกผู้ชายตัวจริง ไม่มีกระมิดกระเมี้ยนเป็นอีแอบเอาตัวรอดเหมือนนายทหารใหญ่บางคน ดังนั้น ใครๆ ก็รู้ว่า เสธ.แดง ฝึกกองกำลัง "นักรบพระเจ้าตาก" เพื่อให้ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยแก่การชุมนุม โดยจัดตั้งมาตั้งแต่หลังเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อเดือนเมษาฯ 2552
       
       เสธ.แดง ภาคภูมิใจในการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ ดังคำปราศรัยเมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2553 ณ เวทีการชุมนุมของ นปช. ที่เขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ว่า “....ขณะนี้บู๊กับบุ๋นมันมาชนกัน หมายความว่า การที่ต่อสู้วันนั้น (เม.ย. 2552) เราไม่ได้มีการต่อสู้ด้วยแก้วสามประการ คือ พรรคแนวร่วม และกองกาลังติดอาวุธ เพราะว่าเราสู้กันคือการอหิงสา แต่พอคุมไม่อยู่ มันดิ้นไปเป็นจลาจล...ถึงเวลามาสุดท้าย เกิดกองกาลังติดอาวุธขึ้นมา มันครบแก้วสามประการ มันพร้อมรบแล้ว”
       
       ในการชุมนุมทางการเมืองระหว่างเดือน เม.ย. - พ.ค. 2553 จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เสธ.แดง ปรากฏตัวพร้อมกับชายชุดดำ ซึ่งนำมาสู่ความรุนแรงและความสูญเสีย ดังเช่นรายงานความรุนแรงบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ที่ คอป. ระบุว่า "พบ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ปรากฏตัวอยู่บริเวณเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าฝั่งธนบุรี เมื่อเวลาประมาณ 16.40 น. (วันที่ 10 เม.ย. 2552) พร้อมกับนายยศวริศ ชูกล่อม ซึ่งเป็นช่วงเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมยึดอาวุธเจ้าหน้าที่ไปจำนวนมาก และมีการปรากฏตัวของกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่เรียกว่า “คนชุดดำ” ใช้อาวุธสงครามโจมตีเจ้าหน้าที่ทหาร"
       
       คอป. ยังชี้ให้เห็นถึงการปรากฏตัวของชายชุดดำในเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณสี่แยก คอกวัว และหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ในวันเดียวกันนี้ ว่า "พบการปรากฏตัวของคนชุดดำพร้อมอาวุธสงคราม 5 คน อยู่ในที่ชุมนุม ในจำนวนนี้มีผู้ใกล้ชิดกับ พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ. แดง) ด้วย
       
       คอป. ได้ขมวดปมให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง เสธ.แดง - ชายชุดดำ กับความรุนแรงแบบชัดๆ อีกครั้งว่า "ช่วงเย็นก่อนเหตุการณ์ปะทะหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา มีผู้พบ พล.ต. ขัตติยะ ที่หน้าร้านแมคโดนัลด์ วงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และเวลาประมาณ 22.00น.หลังการปะทะ มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศ พบ พล.ต. ขัตติยะ นั่งรถตู้โฟล์คสวาเกนสีน้ำเงินมาลงที่ หน้าร้านแมคโดนัลด์ และเดินเข้าไปในถนนดินสอ
       
       "ในวันที่ 11 เมษายน ในช่วงเย็นถึงค่ำ พล.ต.ขัตติยะ ได้ไปสารวจสถานที่เกิดเหตุที่บริเวณสี่แยกคอกวัวและหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา โดยมีนายเมธี อมรวุฒิกุล ร่วมเดินตรวจด้วย โดย พล.ต.ขัตติยะ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ โดยมีการกล่างถึงกองกำลังไม่ทราบฝ่ายหรือนักรบโรนินว่าเป็นผู้ยิงตอบโต้เจ้า หน้าที่ทหาร"
       
       ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ หากนำคำพูดของเสธ.แดงที่กล่าวว่า “บังเอิญลูกระเบิดเอ็ม 79 ลูกแรกที่ยิงเข้าไปตกตรงเต็นท์ทหารข้างโรงเรียนสตรีวิทยา ที่ใช้เป็นกองบัญชาการรบครั้งนี้ ทำให้โดน พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ร.2 รอ.) ซึ่งเป็นแม่ทัพในการทำศึกครั้งนี้บาดเจ็บสาหัส และโดนนายทหารชั้นสัญญาบัตรหลายคนก็บาดเจ็บ ทำให้การศึกครั้งนี้ไม่มีคนสั่ง ไม่มีแม่ทัพ ไม่มีคนบัญชา ทำให้ทหารปราชัยถอยออกไป” ก็จะยิ่งเห็นการปะติดปะต่อที่ชัดเจนขึ้น
       
       เพราะข้อมูลจากปากเสธ.แดงทำให้เห็นว่า กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มคนเสื้อแดงล่วงรู้ข้อมูลของทหารโดยละเอียด รู้แม้กระทั่งว่า เต็นท์ทหารข้างโรงเรียนสตรีวิทยาเป็นกองบัญชาการ ดังนั้น เอ็ม79 ลูกแรกที่ถูกยิงออกมาจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหากแต่เป็นเจตนาที่จะยิงเพื่อ เด็ดหัวขุนทหารโดยตรง แถมภาพที่ปรากฏออกมาตามสื่อต่างๆ ก็มีความชัดเจนว่า ก่อนเกิดความรุนแรงได้ปรากฏ “เลเซอร์” ล็อกเป้าทั้งสีเขียวและสีแดงบริเวณศีรษะของนายทหารเพื่อชี้จุดให้ลงมือ
       
       รายงานของ คอป. ยังระบุว่า เสธ.แดง ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างมากในการชุมนุมของ นปช.แม้ นปช.จะเคยประกาศว่า เสธ.แดง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ นปช. แต่แกนนำ นปช.บางคนและการ์ด นปช.บางส่วนยังมีความใกล้ชิดกับเสธ.แดง โดย เสธ.แดง ได้พูดต่อสาธารณะและให้สัมภาษณ์สื่อหลายครั้งเกี่ยวกับคนชุดดำหรือนักรบโรนิ นทั้งในสื่อหลักและสื่อที่สนับสนุน นปช.
       
       อีกทั้งยังพบว่า เสธ.แดง สามารถเข้า-ออกและเคลื่อนไหวในพื้นที่ชุมนุมได้อย่างเสรี เดินตรวจแนวกีดขวางของ นปช.ที่ทำไว้รอบพื้นที่ชุมนุมทั้งสี่แยกราชประสงค์ ศาลาแดง และแยกเฉลิมเผ่า นอกจากนั้นผู้ใช้อาวุธบางคนยังให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่าเป็นผู้ใช้ อาวุธสงครามและมีความเกี่ยวพันกับเสธ.แดง แต่กลับคำให้การในชั้นศาลว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด
       
       เสธ.แดง ได้จัดตั้งและฝึก "นักรบพระเจ้าตาก" หลังจากเหตุการณ์ "เมษาฯเลือด" เมื่อปี 2552 ที่ผู้ชุมนุมถูกปราบปราม มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหายจำนวนมาก ซึ่งเสธ.แดง เชื่อว่า ต้องมีกองกำลังติดอาวุธจึงจะสามารถเอาชนะรัฐบาลได้ แต่ข้อเสนอของเสธ.แดง ไม่เป็นที่ยอมรับของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และแกนนำ นปช.ส่วนใหญ่
       
       \
       ก่อนหน้าที่ เสธ.แดง จะถูกยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2553 เขาได้ให้สัมภาษณ์ว่า กลางดึกคืนวันที่ 9 พ.ค. 2554 พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โทรศัพท์ถึงตน สั่งการให้จัดตั้งแกนนำชุด 2 ประกอบด้วย นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายสุพร อัตถาวงศ์ นายขวัญชัย ไพรพนา และ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ขึ้นมาแทน โดยระบุว่าให้คนที่ไม่คิดต่อสู้ต่อให้กลับบ้านไป
       
       "มีข้อสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองและด้านความมั่นคงและนาย ทหารชั้นผู้ใหญ่นายหนึ่ง เห็นว่าการเสียชีวิตของ พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล มีความเป็นไปได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการปิดล้อมและกระชับพื้นที่ ชุมนุม"
       
       ทันทีหลังจาก พล.ต. ขัตติยะ ถูกยิง มีผู้สื่อข่าวชาวต่างประเทศ พบเห็นชาย 3 คน คนหนึ่งถืออาวุธสงคราม อีก 2 คนไปหยิบอาวุธปืนสงครามจากถุงดำซึ่งอยู่ในเต็นท์บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรี ย์รัชกาลที่ 6 โดยคนหนึ่งได้ใช้อาวุธปืนสงครามดังกล่าวยิงไปทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ต่อมาภายหลังมีผู้ต้องหารายหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแล้วให้การรับ สารภาพในชั้นสอบสวนว่าเป็นคนสนิทของ พล.ต. ขัตติยะ และเมื่อ พล.ต. ขัตติยะ ถูกยิง ตนเป็นผู้ใช้อาวุธปืนทราโว ยิงไปที่โรงแรมดุสิตธานี
       
       ทั้งก่อนและหลัง เสธ.แดง ถูกยิง คอป. ได้รายงานไว้ในผลศึกษาว่าพบปฏิบัติการของชายชุดดำในพื้นที่ชุมนุมอีกหลายจุด รวมทั้งวัดปทุมวนาราม ที่ถูกประกาศให้เป็นเขตอภัยทานด้วย โดยหลังจากเสธ.แดง ถูกยิง เหตุการณ์ได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น มีเสียงคล้ายระเบิดและเสียงปืนดังขึ้นหลายครั้ง
       
       เหตุรุนแรงยังกระจายวงกว้างออกไปจากพื้นที่ชุมนุมที่สี่แยกราช ประสงค์ บริเวณถนนวิทยุ ถนนพระราม 4 - บ่อนไก่ ถนนราชปรารภ - สามเหลี่ยมดินแดง ฯลฯ ในช่วงปิดล้อมพื้นที่ระหว่างวันที่ 14 - 18 พ.ค. 2553 และในช่วงที่มีการสลายการชุมนุมและเหตุการณ์เผาเมืองหลังจากนั้น โดยมีการปะทะอย่างต่อเนื่องระหว่างเจ้าหน้าที่ ผู้ชุมนุม และคนชุดดำซึ่งใช้อาวุธสงครามและระเบิดโจมตีเจ้าหน้าที่ กระทั่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
       
       เมื่อความจริงจาก คอป. เป็นเช่นนี้ น้องเดียร์ จะเสียน้ำตาเพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากใคร เล่า ??


สำนักงานบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ปิดจ๊อบ คอป. ผมรับผิดชอบ ปชช.

view

*

view