http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,119,498
เปิดเพจ23,733,849

เงินหยวนแห่ไหลออก ลางร้ายจีนซบยาว

จาก โพสต์ทูเดย์

โลก...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

กลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณร้ายต่อเนื่องเพิ่มเติมรับคำเตือนของจอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีนักลงทุน เจ้าของฉายาพ่อมดทางการเงิน ซึ่งกล่าวในที่ประชุมสมาคมเศรษฐกิจธุรกิจแห่งชาติของสหรัฐ ณ มหานครนิวยอร์ก ว่า เศรษฐกิจของจีนขณะนี้กำลังชะลอตัวลง เนื่องจากภาคครัวเรือนลดการใช้จ่าย เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อล่าสุดที่เพิ่มขึ้นช้าลง ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนกำลังอยู่ในภาวะซบเซา

สำหรับลางร้ายที่เสริมเข้ามาก็คือกระแสเงินหยวนไหลออกนอกประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ในสังกัดหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล ได้อาศัยข้อมูลการค้า ปริมาณการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และข้อมูลทางสถิติตัวอื่นๆ ประกอบกัน พบว่า ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2554-ก.ย. 2555 มีปริมาณเงินไหลออกจากจีนทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมายและชนิดที่จุดประสงค์ของ การเคลื่อนย้ายเงินยังคลุมเครือแล้วประมาณ 2.25 แสนล้านหยวน (ราว 1.13 ล้านล้านบาท) หรือเทียบเท่าได้กับ 3% ของปริมาณผลผลิตทางเศรษฐกิจทั้งหมดของประเทศจีนเมื่อปีที่แล้ว

ตัวเลขข้างต้นกลายเป็นหลักฐานยืนยันเพิ่มเติมในสิ่งที่บรรดานักวิเคราะห์ เริ่มหวาดวิตกกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันของพญามังกรแห่งเอเชีย โดย ไมเคิล เพตทิส ศาสตราจารย์ด้านการเงินประจำมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และอดีตนักลงทุนตลาดหลักทรัพย์ประจำละตินอเมริกา แสดงความเห็นว่า สภาวะที่มีแต่เงินไหลออกไม่ใช่สัญญาณที่ดีแม้แต่น้อย

“เมื่อบรรดานักธุรกิจในประเทศคิดว่า การเก็บเงินที่หามาได้ไว้นอกประเทศดีกว่า แม้แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจทั่วโลกตกอยู่ในภาวะซบเซาหนัก ย่อมเป็นลางร้ายสำหรับเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ อย่างเห็นได้ชัด” เพตทิส อธิบาย

สาเหตุเพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นข้อจำกัดสำหรับรัฐบาลจีนในการ ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศจีนชะลอความร้อนแรงอย่าง เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบัน กระทั่งเวิลด์แบงก์และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ต่างพร้อมใจกันปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปีนี้ลงมาอยู่ ที่ 7.7% และ 7.8% จากเดิมที่ 8.1% และ 8.2% ตามลำดับ

ต้องยอมรับว่า หลายปีที่ผ่านมาความเฟื่องฟูของเศรษฐกิจจีนได้รับอานิสงส์มหาศาลจากปริมาณ เงินมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าประเทศอันเป็นผลพวงจากการส่งออกและการลงทุนต่าง ชาติ โดยรายได้ในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐเมื่อแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินหยวนผ่าน ธนาคารกลางของประเทศจีนแล้ว ส่งผลให้มีเงินหยวนแพร่กระจายอยู่ในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

 

และการที่มีเงินหยวนปริมาณมากวนเวียนอยู่ในระบบ ได้ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ภายในประเทศมีสภาพคล่องพอจะเกื้อหนุนการขยายตัวเติบโตของบรรดาธุรกิจกิจการ ต่างๆ เพิ่มเติมมากขึ้นผ่านการปล่อยกู้

อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ข้างต้นจะกลับตาลปัตรทันทีที่เกิดกระแสเงินไหลออกนอกประเทศชนิด ห้ามไม่หยุดฉุดไม่อยู่ เนื่องจากเงินที่หมุนเวียนอยู่ภายในประเทศจะเหลือน้อยจนมีไม่เพียงพอที่จะ ให้ใช้เป็นทุนหนุนการเติบโตของประเทศนั้นๆ

บรรดานักเศรษฐศาสตร์ซึ่งตามติดความเคลื่อนไหวของจีนมาอย่างต่อเนื่องระบุ ตรงกันว่า กระแสเงินทุนไหลออกของจีนเริ่มมีมากขึ้นในช่วงกลางปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดกระแสความวิตกอย่างรุนแรง ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงอย่างมากจนสกัดการแข็งค่าของเงิน หยวน ดันหุ้นในตลาดดิ่งลง และทำราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศหมดเสน่ห์ดึงดูดนักลงทุน

ข้อสังเกตดังกล่าวสอดคล้องกับแถลงการณ์ของคณะบริหารอัตราแลกเปลี่ยนต่าง ชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารกลางจีน ที่ระบุว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ จีนเกิดภาวะเงินทุนไหลออกจำนวนหนึ่ง แต่เงินเหล่านั้นล้วนเป็นไปเพื่อนำไปลงทุนขยายกิจการเพิ่มเติมในต่างประเทศ ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่น่าสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของ ประเทศจีนโดยรวม

ทว่า นักวิเคราะห์และนักลงทุนกลับทำใจพยักหน้าเห็นด้วยไปกับเหตุผลจากเจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางจีนไม่ได้

เหตุผลเพราะเงินที่ไหลออกไปนั้น เกือบทั้งหมดล้วนไหลไปกับการใช้จ่ายส่วนตัวไม่ใช่การลงทุนในกิจการแต่อย่าง ใด ไล่เรียงตั้งแต่ค่าเล่าเรียนลูกหลาน ค่าซื้อสินค้าแบรนด์หรู หรือค่าคอนโดมิเนียมติดชายหาดในเกาะไซปรัส

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า แม้จะใช้ข้ออ้างข้างต้นเป็นเหตุผลในการนำเงินจำนวนมหาศาลออกนอกประเทศ แต่หากสืบลึกลงรายละเอียดจริงๆ แล้ว เงินส่วนใหญ่ที่ไหลออกไปกลับมากเกินกว่าค่าใช้จ่ายที่กล่าวอ้างเหล่านั้น ทั้งสิ้น

เรียกได้ว่า วัตถุประสงค์ของการนำเงินออกนอกประเทศค่อนข้างจะกำกวมคลุมเครือ จนบางครั้งก็เข้าข่ายละเมิดฝ่าฝืนกฎหมาย โดยรัฐบาลจีนกำหนดให้บุคคลธรรมดานำเงินสดออกนอกประเทศได้ไม่เกินปีละ 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 1.5 ล้านบาท)

ขณะที่เหตุผลประการต่อมาที่ทำให้เงินหยวนในประเทศลดน้อยลง สืบเนื่องมาจากการที่บรรดาผู้ประกอบการส่งออกของจีนส่วนหนึ่งเริ่มเก็บราย ได้ที่หามาได้ในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐมากขึ้น แทนที่จะแลกกลับเปลี่ยนให้เป็นสกุลเงินหยวน

ทั้งนี้ เมื่อเงินจำนวนมากแห่ไหลออกอย่างต่อเนื่อง แถมยังไม่มีการไหลเข้ามาเพิ่มเติม ปัญหาหนักจึงตกอยู่กับเหล่าธนาคารพาณิชย์สัญชาติจีนทั้งหลาย

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ เมื่อเงินเหลืออยู่ในประเทศน้อย ธนาคารจีนเหล่านั้นย่อมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะขอเก็บเงินที่มีอยู่ไว้กับ ตัวให้มากที่สุด โดยเลือกปล่อยกู้น้อยลงจนเห็นได้ชัดในช่วงปีนี้ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังจะกลายเป็นแรงกดดันทางอ้อมให้ธนาคารกลางจีนยื่นมือ เข้าแทรกแซงค่าเงินหยวนเพื่อปรับให้แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินตรา ต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้นักลงทุนหันมาถือเงินภายในประเทศมากขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์กล่าวตรงกันว่า สถานการณ์ที่เงินจะแห่ไหลออกนอกประเทศจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชน ตลอดจนนักลงทุนและเจ้าของกิจการเชื่อว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังเดินหน้าถดถอยและซบเซา

เมื่อเกิดวิกฤตการเงินในเอเชียปี 2541 หรือที่เรียกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง อินโดนีเซียต้องเผชิญกับเงินไหลออกนอกประเทศกว่า 23% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจประจำปีของทั้งประเทศ ขณะที่จีนเองก็เคยเผชิญหน้ากับสภาวะกระแสเงินไหลออกนอกประเทศมาแล้วในช่วง เกิดวิกฤตการเงิน โดยเงินหยวนไหลออกนอกประเทศสูงถึง 1.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.3 ล้านล้านบาท) แค่เฉพาะช่วงตั้งแต่เดือน มี.ค. 2551–มี.ค. 2552 ซึ่งในครั้งนั้นส่งผลให้จีนต้องงัดยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการทุ่มงบประมาณลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม จีนในขณะนี้ไม่อยู่ในสภาพที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิมที่จะเดินหน้าตัดถนน สร้างสะพาน หรือเร่งการบริโภคภายในประเทศได้อีกต่อไป ขณะที่การงัดสารพัดมาตรการกระตุ้นสภาพคล่องภายในประเทศขึ้นมาใช้ในระยะเวลา ที่ห่างกันไม่ถึงเดือน ด้วยการให้ธนาคารกลางจีนอัดฉีดเงินเข้าระบบไปสองรอบ มูลค่ารวมกว่า 5.55 แสนล้านหยวนในโครงการซื้อคืนพันธบัตร ก็ไม่ใช่เครื่องรับประกันสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

เบิร์ต โดห์แมน ประธานและผู้ก่อตั้งกลุ่มโดห์แมน แคปปิตอล โฮลดิงส์ แสดงทัศนะผ่านนิตยสารทางการเงินชั้นนำอย่างฟอร์บส์ไว้อย่างชัดเจนว่า จีนขณะนี้คงไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปาก ว่าจะจัดการหลีกเลี่ยงสภาวะเศรษฐกิจถดถอยภายในประเทศได้อีกต่อไป

และถึงเวลาที่จีนจะต้องยอมรับได้แล้วว่า เศรษฐกิจของตนเองปราศจากการเติบโตที่จะหวังพึ่งพาได้มานานแล้ว


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : เงินหยวน ไหลออก ลางร้าย จีนซบยาว

view

*

view