http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,119,282
เปิดเพจ23,733,611

ทุนร้อนไหลท่วมเอเชีย ระวังฟองสบู่-เงินแข็งค่า

จาก โพสต์ทูเดย์

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

นอกเหนือจากที่เอเชียจะต้องพะวงกับภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ไม่ แน่นอน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สามเสาหลักเศรษฐกิจโลกยังคงจมอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่ ทั้งยุโรป สหรัฐ และจีน จนทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ต้องออกมาตัดลดคาดการณ์การเติบโตจีดีพีในปีนี้ลงเมื่อไม่นานมานี้ จากเดิม 3.5% เหลือแค่ 3.3% ซึ่งถือเป็นตัวเลขการเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552

ทว่าอีกหนึ่งปัญหาที่น่าหวาดหวั่นไม่แพ้กันนั่นคือ ปัญหาฟองสบู่ในสินทรัพย์ต่างๆ ค่าเงินที่แข็งค่ามากเกินไป รวมไปถึงภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากการที่เงินทุนในโลกตะวันตกแห่ไหลทะลัก เข้ามาในภูมิภาคอย่างหนักในระยะนี้

ดังเห็นได้จาก ในวันนี้ปริมาณยอดเงินทุนจากโลกตะวันตกไหลเข้ามายังตลาดพันธบัตรรัฐบาล อินโดนีเซียเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งพุ่งสูงขึ้นไปมากถึง 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.9 หมื่นล้านบาท) ขณะที่ 1 เดือนก่อนหน้านั้นยังอยู่ที่ 540 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.62 หมื่นล้านบาท) เท่านั้นเอง ขณะที่ในฝั่งของเกาหลีใต้มียอดเงินทุนไหลเข้าสุทธิในเดือน ก.ย.มากถึง 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.2 หมื่นล้านบาท) สวนทางกับยอดเงินทุนไหลเข้าในช่วง 1 เดือนก่อนหน้านั้นที่ 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.2 หมื่นล้านบาท)

แน่นอนว่า ภาวะกระแสการหลั่งไหลของเงินทุนจากโลกตะวันตกดังกล่าวยังทำให้ตลาดหุ้นและ ราคาสินทรัพย์ในประเทศต่างๆ ในเอเชียปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่าผิดสังเกต อาทิ ตลาดหุ้นในไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 28% ในปีนี้ ขณะที่ฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น 24% อินเดียเพิ่มขึ้น 23% ส่วนตลาดหุ้นฮั่งเส็งของฮ่องกงเมื่อวันจันทร์ที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา ก็พุ่งทำสถิติสูงสุดในรอบ 14 เดือน

ไม่เพียงเท่านั้น ผลพวงจากการเข้ามาเก็งกำไรของเงินทุนจากตะวันตกไม่เพียงแต่จะส่งผลทำให้ อัตราแลกเปลี่ยนและการซื้อขายในตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้ฮ่องกงและสิงคโปร์ ซึ่งมีนโยบายเปิดรับในการลงทุนอย่างเปิดกว้างได้รับผลกระทบทำให้เกิดภาวะฟอง สบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ไปด้วย

“ราคาบ้านในฮ่องกงปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ หรือเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าในช่วงระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น” จอห์น ถัง เลขาธิการด้านการเงินของทางการฮ่องกง กล่าวกับหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล

เหล่านักวิเคราะห์ต่างเห็นตรงกันว่า ปัญหาทั้งหมดเป็นผลโดยตรงมาจากการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินของเหล่า ประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อออกมากระตุ้นภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) รอบที่ 3 หรือการเข้าซื้อคืนพันธบัตรโดยไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดในวงเงินเดือนละ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) พร้อมทั้งประกาศชัดว่าจะกดอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำ 0-0.25% เอาไว้จนถึงกลางปี 2558 ทำให้นักลงทุนในตะวันตกพากันขนเงินมาลงทุนเพื่อเก็งกำไรในเอเชียขนานใหญ่

เนื่องจากในมุมมองของนักลงทุนเหล่านี้มองว่า การย้ายเงินลงทุนเข้ามาในเอเชียให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งเป็นผลโดยตรงมาจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันสูงมากระหว่าง ตะวันตกกับประเทศต่างๆ ในเอเชีย โดยขณะที่สหรัฐอยู่ที่ 0-0.25% ยูโรโซนที่ 0.75% อินโดนีเซียกลับอยู่ที่ 5.75% ฟิลิปปินส์ที่ 5.9% ไทยที่ 2.75% เกาหลีใต้ที่ 2.75%

“อัตราดอกเบี้ยในประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มที่จะต่ำอยู่เช่นนี้ต่อไปอีก นาน ซ้ำยังจะลดต่ำลงไปกว่าเดิมอีก ดังนั้นนี่จึงเป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนหันมาสนใจในการลงทุนในเอเชียมากขึ้น เพราะให้ผลตอบแทน สูงกว่า” วาสุ มีนอน รองประธานฝ่ายบริหารความมั่งคั่งของธนาคารโอซีบีซี กล่าวให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี

ทั้งนี้ กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ต่างกำลังเผชิญภาวะเงินทุนไหลทะลักเข้าท่วมแล้ว นับตั้งแต่เฟดได้ประกาศใช้มาตรการคิวอี 3 เมื่อช่วงกลางเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงอัตราการขยายตัวและพื้นฐานของเศรษฐกิจในเอเชียที่ยังคงแข็งแกร่ง และยังสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างร้อนแรง ยืนยันได้จากยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ในอินโดนีเซีย ช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เพิ่มสูงขึ้นถึง 22% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็นมูลค่า 5,900 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.77 แสนล้านบาท)

ขณะที่ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) คาดว่า เอเชียทั้งทวีปโดยเฉลี่ยแล้วจะขยายตัวได้มากถึง 7.2% ในปีนี้ ส่วนทางด้านธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) คาดการณ์เอเชียว่าจะขยายตัวได้มากถึง 6.1% และ 6.7% ในปีหน้า

“การใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงินในโลกพัฒนาแล้ว กำลังเป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลให้เขตเศรษฐกิจเกิดใหม่มีความร้อนแรงมากเกินไป และเสี่ยงจะเกิดภาวะฟองสบู่สินทรัพย์มากขึ้นด้วย” คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟกล่าวในที่ประชุมประจำปีไอเอ็มเอฟที่กรุงโตเกียว เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมกับเสริมว่า นโยบายทางการเงินในลักษณะดังกล่าวกำลังจะทำให้ศักยภาพของประเทศเศรษฐกิจเกิด ใหม่เกิดภาวะตึงตัวมากขึ้น และไม่อาจจะลดแรงกระแทกจากการไหลเข้าของทุนขนาดใหญ่

จากปัญหาที่เกิดขึ้น จึงไม่แปลกใจนักที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ในเอเชียจะหันมาออกนโยบายเพื่อรับมือกับภาวะเงินทุนไหลทะลักเข้าท่วมและการ เก็งกำไรดังกล่าว เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาประเทศต่างๆ ในเอเชียต่างเคยมีบทเรียนจากการได้รับผลกระทบของการใช้มาตรการคิวอีมาแล้ว ถึง 2 ครั้ง ทั้งในปี 2552 และปี 2553 ที่ทำให้ค่าเงินของประเทศต่างๆ ในเอเชียล้วนแข็งค่าขึ้นมาแล้วกระทบภาคการส่งออกไปตามๆ กัน

เห็นได้ชัดจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศผ่อนคลายหลักเกณฑ์การออกไปลงทุนในตลาดตราสารและอนุพันธ์ในต่าง ประเทศได้สะดวกมากขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พร้อมแย้มอีกว่าในปีหน้าอาจเปิดทางให้บุคคลทั่วไปสามารถนำเงินไปลงทุนยัง ต่างประเทศได้อีกด้วย ซึ่งจุดประสงค์ทั้งหมดนี้ก็เพื่อกระตุ้นการไหลออกของเงินทุนภายในให้ออกไปลง ทุนยังต่างประเทศมากขึ้น และเป็นการช่วยรักษาสมดุลภาวะการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศที่มากเกิน ไปในปัจจุบัน จนทำให้อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินในประเทศต่อเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น 2.7% นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

ขณะที่ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน ธนาคารกลางฮ่องกง (เอชเคเอ็มเอ) ก็ได้ประกาศเข้าแทรกแซงค่าเงินเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2553 เพื่อปกป้องไม่ให้ค่าเงินเหรียญฮ่องกงแข็งค่ามากเกินไปเมื่อเทียบกับเงิน เหรียญสหรัฐ โดยได้เทขายเงินเหรียญฮ่องกงวงเงิน 6.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 189 ล้านบาท) ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 19 ต.ค. หลังจากที่เงินเหรียญฮ่องกงได้แข็งค่าขึ้นแตะระดับ 7.75 เหรียญฮ่องกงต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นเพดานต่ำสุดในอัตราแลกเปลี่ยนที่ฮ่องกงผูกค่าเงินไว้กับสกุลเงิน เหรียญสหรัฐ

ด้านสิงคโปร์และฮ่องกงที่ประสบกับปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่ราคาบ้านในปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นถึง 56% โดยเทียบจากช่วงไตรมาส 2 ของปี 2552 ก็ได้ออกมาตรการกำกับการปล่อยสินเชื่อบ้านให้มีความเข้มงวดมากขึ้น เพื่อสกัดกั้นปัญหาราคาบ้านที่ร้อนแรงมากเกินไป และอาจจะนำไปสู่ปัญหาฟองสบู่ได้

ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้รัฐบาลต่างๆ ต้องหันมารักษาเสถียรภาพของค่าเงินไม่ให้แข็งค่ามากเกินไปก็เพราะว่า หากปล่อยให้ปัญหายังคงดำเนินต่อไปจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของ ประเทศต่างๆ ให้มีต้นทุนในการส่งออกไปขายยังต่างประเทศแพงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอเชียนั้นขึ้นชื่อในเรื่องการพึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากภาคการส่งออกเป็นหลักอยู่แล้ว เช่น ไทย ที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของจีดีพี ทั้งประเทศ

นอกจากนี้ ตามที่กล่าวไปในข้างต้นแล้วก็คือปัญหาฟองสบู่ รวมไปถึงเงินเฟ้อ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่รัฐบาลในประเทศต่างๆ ต้องการเร่งแก้ไข เนื่องจากกำลังกลายเป็นปัจจัยกดดันให้ประชาชนในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสิงคโปร์และฮ่องกงไม่พอใจและออกมาเดินขบวนประท้วงรัฐบาลอยู่ใน ปัจจุบัน

“อัตราเงินเฟ้อจะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปีหน้า เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคยังดีอยู่ รวมไปถึงอัตราค่าจ้างและราคาสินค้าต่างๆ ก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้นปัญหาเงินเฟ้อจึงกลายเป็นปัญหาอันดับ 1 ที่ภูมิภาคเอเชียต้องเผชิญ” เฟรเดอริก นูแมน หัวหน้านักวิจัยทางเศรษฐกิจของธนาคารเอชเอสบีซี กล่าว พร้อมย้ำว่า ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อมากกว่าประเทศอื่นๆ

ฉะนั้นต่อจากนี้ไป ปัญหาของเกือบทุกประเทศในเอเชียจึงไม่ใช่เพียงแต่จะต้องกังวลกับการชะลอตัว และกลัวว่าการเติบโตของจีดีพีจะทำไม่ได้ตามเป้าเท่านั้น เพราะอีกปัญหาหนึ่งที่กำลังเป็นปัญหาใหม่โผล่ขึ้นมาให้แก้ไขก็คือ ฟองสบู่เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อ

จากนี้ไปจึงนับเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายของเอเชียเป็นอย่างยิ่งในการเตรียม ความพร้อมรับมือ เพราะหากไม่เตรียมตัวให้พร้อม ทุกอย่างอาจสายเกินแก้ไข


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ทุนร้อนไหล ท่วมเอเชีย ระวังฟองสบู่ เงินแข็งค่า

view

*

view