http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

Games

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก
Gold charts on InfoMine.com

สมยศ ซัด ชัจจ์ ส่อซุกเมีย-เงินปล่อยกู้ 232 ล้าน ชงประธาน ป.ป.ช.สอบแจ้งเท็จ?

สมยศ”ซัด“ชัจจ์”ส่อซุกเมีย-เงินปล่อยกู้ 232 ล้าน ชงประธาน ป.ป.ช.สอบแจ้งเท็จ?

จากสำนักข่าวอิสรา

เปิดคำร้อง“สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง”รอง ผบ.ตร.ซัด“ชัจจ์ กุลดิลก”ส่อซุกเมีย-ไม่แจ้งเงินปล่อยกู้ 232 ล้าน ชงข้อมูลประธาน ป.ป.ช.สอบแจ้งบัญชีฯเท็จ?

     ความขัดแย้งระหว่าง พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก กับ นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน และ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ปัจจุบัน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.) ไม่ได้ปรากฏเฉพาะกรณีนางวิมลรัตน์ กุลดิลก  ยื่นฟ้องนายสุริยา พล.ต.ท.สมยศ กับพวกรวม 10 คนเป็นจำเลยต่อศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2553 เพื่อขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นมูลค่า 101,996,000 บาท (คดีหมายเลขดำที่ 830/2553) โดยอ้างว่าหุ้นจำนวนดังกล่าวเป็นหุ้นที่นายสุริยาโอนชำระหนี้บางส่วนให้นาง วิมลรัตน์จากจำนวนหนี้ทั้งหมด 232 ล้านบาท แต่ต่อมาหุ้นกลับถูกโอนไปอยู่ในชื่อ พล.ต.ท.สมยศและบุคคลอื่น  

     (อ่านประกอบ ผ่าปมขัดแย้งคดีโอนหุ้น 101 ล้าน “ชัจจ์-สุริยา-สมยศ” เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด? http://www.isranews.org/investigate/item/18016-ชัจจ์-สุริยา-สมยศ.html)  

     หากยังมีกรณี พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้ยื่นเรื่องต่อประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 19  พฤษภาคม 2554 ให้ตรวจสอบการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของ  พล.ต.ท.ชัจจ์ ตอนรับตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยุครัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ปี 2551 ว่าจงใจปกปิดบัญชีฯหรือไม่ใน 3  กรณี  

     1.ไม่แจ้งว่ามีเงินกู้ให้ยืมแก่นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน จำนวน  232 ล้านบาท    

     2.แจ้งในบัญชีทรัพย์สินว่ามีสถานภาพ“หย่า” แต่ กลับเบิกความในศาลแพ่งว่าเป็นสามีนางวิมลรัตน์  

     3.ไม่แจ้งว่ามีรายได้ค่าที่ปรึกษาบริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด  

     สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org เรียบเรียงคำร้องเรียนของพล.ต.ท.สมยศ (ยศขณะนั้น) ต่อประธานกรรมการ ป.ป.ช. ในแต่ละประเด็นดังนี้  

กรณีไม่แจ้งว่ามีเงินกู้ให้ยืมแก่นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน จำนวน 232 ล้าน    

     หนังสือร้องเรียนระบุว่า สืบเนื่องจากกรณีที่นางวิมลรัตน์ กุลดิลก ภรรยาของ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน ที่ 1 กับพวกรวม 10 คน เป็นจำเลยต่อศาลแพ่ง โดยยืนยันในคำฟ้องว่านางวิมลรัตน์ เป็นเจ้าหนี้ นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน จำเลยที่ 1 ซึ่งมีมูลหนี้จากกู้เงินที่มีสัญญากู้และไม่มีสัญญากู้ รวมตลอดถึงหนี้ที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนเช็ค และการซื้อเครื่องประดับเพชรพลอยจากนางวิมลรัตน์ คิดถึงเดือนพฤศจิกายน 2551 จำนวนรวมกัน 232 ล้านบาท ซึ่ง พล.ต.ท.ชัจจ์  ได้เชิญนายสุริยา มาทำการตกลงในรายละเอียดการชำระหนี้และเงื่อนไขการชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้ กับนางวิมลรัตน์ ตามสำเนาคำฟ้องและหนังสือรับสภาพหนี้ 

     ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2554 นางวิมลรัตน์ ได้เบิกความยืนยันต่อศาลแพ่งว่า เป็นเจ้าหนี้นายสุริยา  ในมูลหนี้คิดถึงเดือนพฤศจิกายน 2551 เป็นจำนวนเงินรวมกันทั้งสิ้น 232 ล้านบาท โดยที่ พล.ต.ท.ชัจจ์   ทราบเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี เพราะเป็นผู้เชิญนายสุริยาให้มาร่วมตกลงในรายละเอียดการชำระหนี้และเงื่อนไข การชำระหนี้   ณ ที่บ้านของ พล.ต.ท.ชัจจ์  และนางวิมลรัตน์   ยิ่งไปกว่านั้น นางวิมลรัตน์ยังเบิกความยืนยันต่อศาลตอนตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านอีกด้วยว่า เงินส่วนหนึ่งที่นำมาให้นายสุริยา กู้ยืมนั้น เป็นเงินของ พล.ต.ท.ชัจจ์     

     โดยที่ในช่วงเวลาดังกล่าว พล.ต.ท.ชัจจ์  เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 และพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551

     ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 259 วรรค 1 ประกอบมาตรา 260 บัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทุกครั้งที่เข้ารับตำแหน่ง โดยให้ยื่นภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันเข้ารับตำแหน่ง , ภายใน 30 วัน นับแต่พ้นจากตำแหน่ง และภายใน 30 วัน นับแต่วันที่พ้นตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลา 1 ปี

     ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทนายจำเลยที่ 2  (นายธรรมนูญ ทองลือ จำเลยที่ 2)ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งออกหมายเรียกบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและ หนี้สินของ พล.ต.ท.ชัจจ์  ที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อตรวจสอบว่า พล.ต.ท.ชัจจ์ ได้ระบุว่าตนเองและภรรยาเป็นเจ้าหนี้นายสุริยาไว้ในบัญชีฯตามจำนวนหนี้  232 ล้านบาท ตามที่นางวิมลรัตน์ฟ้องและนำสืบต่อศาลหรือไม่  

     ทั้งนี้ เพื่อนำมาประกอบการถามค้าน พล.ต.ท.ชัจจ์  แต่ปรากฏว่าเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งบัญชีฯของ พล.ต.ท.ชัจจ์  มาศาลแล้ว  ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า  พล.ต.ท.ชัจจ์ ไม่ได้ระบุถึงยอดหนี้ 232 ล้านในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน   

     ประกอบกับทนายจำเลยที่ 2 ได้ถามค้าน นางวิมลรัตน์  เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2554 เกี่ยวกับเรื่องเงินกู้ในส่วนที่ นางวิมลรัตน์   และพล.ต.ท.ชัจจ์ นำมาให้นายสุริยา   กู้นั้น พล.ต.ท.ชัจจ์ ได้ระบุไว้ในบัญชีฯ ที่ได้ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.  หรือไม่ นางวิมลรัตน์  ตอบว่า  “ไม่ทราบ”

     จากคำถามของทนายจำเลยที่ 2 ที่ได้ถามค้าน นางวิมลรัตน์  ดังกล่าวในวันรุ่งขึ้น (วันที่ 11 มีนาคม 2554) ซึ่งเป็นวัดนัดที่ พล.ต.ท.ชัจจ์ จะต้องมาเบิกความต่อศาล พล.ต.ท.ชัจจ์ กลับไม่ยอมมาให้การที่ศาล โดยทนายของนางวิมลรัตน์   อ้างว่า พล.ต.ท.ชัจจ์ ติดภารกิจไม่อาจมาเบิกความต่อศาลได้ในวันนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นทนายความของ นางวิมลรัตน์   ก็แถลงยืนยันต่อศาลแล้วว่า จะนำตัว พล.ต.ท.ชัจจ์ มาเบิกความเป็นพยานต่อศาลแพ่งในวันที่ 11 มีนาคม 2554 และได้ส่งคำเบิกความเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาลแล้วต่อมาในที่สุดทนายความของ นางวิมลรัตน์ ก็แถลงตัดพยานไม่นำ พล.ต.ท.ชัจจ์ มาสืบ  

     กรณีดังกล่าวจึงเป็นข้อพิรุธที่เห็นได้ชัดว่า พล.ต.ท.ชัจจ์ ไม่กล้ามาเบิกความต่อศาล เพราะเกรงว่าทนายจำเลยที่ 2 จะต้องถามค้านเกี่ยวกับเรื่องหนี้เงินกู้ที่ พล.ต.ท.ชัจจ์ และภรรยา นำเงินของตนเองไปให้ นายสุริยากู้  

     จากคำรับของนางวิมลรัตน์ตามคำฟ้อง และคำเบิกความของนางวิมลรัตน์รวมตลอดถึงคำเบิกความและข้อพิรุธของ พล.ต.ท.ชัจจ์ ดังกล่าว  จึงรับฟังได้ว่า นางวิมลรัตน์เป็นเจ้าหนี้นายสุริยาเป็นจำนวนเงิน 232 ล้านบาทซึ่งเป็นจำนวนยอดหนี้ที่สูงมาก อีกทั้งเงินที่นำมาให้นายสุริยากู้บางส่วนนั้น ก็เป็นเงินของ พล.ต.ท.ชัจจ์ ดังนั้น พล.ต.ท.ชัจจ์ จึงเป็นเจ้าหนี้เงินกู้นายสุริยาด้วยเช่นกัน

     พล.ต.ท.ชัจจ์ ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ตามที่มีอยู่จริงในวันที่ยื่นบัญชีดังกล่าว ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 259 ประกอบ มาตรา 260 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พุทธศักราช 2542 มาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 34  

     ดังนั้นเมื่อ นางวิมลรัตน์  ยืนยันตามคำฟ้องและเบิกความต่อศาลแพ่งว่า นางวิมลรัตน์   และพล.ต.ท.ชัจจ์ เป็นเจ้าหนี้ นายสุริยา คิดถึงเดือน พฤศจิกายน 2551 เป็นจำนวนยอดหนี้รวมกันสูงถึง 232 ล้านบาท อีกทั้งเงินที่นำมาให้นายสุริยา   กู้บางส่วนนั้น ก็เป็นเงินของ พล.ต.ท.ชัจจ์ ดังนั้น พล.ต.ท.ชัจจ์ ในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้ของ นายสุริยา  ด้วยเช่นกัน จึงมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินแสดงรายการว่า พล.ต.ท.ชัจจ์ และนางวิมลรัตน์   เป็นเจ้าหนี้ นายสุริยา  จำนวน 232 ล้านบาท ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.รวม 3 ครั้ง ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550   

     แต่จากหลักฐานบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.ท.ชัจจ์ ที่ศาลแพ่งได้มีคำสั่งเรียกมาจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.  นั้นข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า พล.ต.ท.ชัจจ์ไม่ได้แจ้งแสดงถึงยอดหนี้จำนวนดังกล่าวต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.  ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 259 ประกอบ มาตรา 260

กรณีแจ้งสถานภาพ“หย่า”แต่เบิกความในศาลแพ่งว่าเป็นสามีนางวิมลรัตน์  

     คำร้องระบุว่า แม้ว่า พล.ต.ท. ชัจจ์จะยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป.ป.ช.ระบุ สถานภาพ “หย่า” ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางพิจารณาของศาลแพ่งและปรากฏต่อสังคมทั่วไปว่า พล.ต.ท.ชัจจ์ ยังคงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภรรยากับนางวิมลรัตน์ตลอดมา กล่าวคือ  

     พล.ต.ท.ชัจจ์ ระบุในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินว่ามีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 463/83 ถนนลูกหลวง แขวงสี่แยกมหานาค เขตดุสิต กทม. ซึ่งเป็นบ้านเลขที่เดียวกับ นางวิมลรัตน์  ระบุในคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำเลขที่ 332/2554 ที่ได้ยื่นต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2554 ว่ามีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 463/83 ถนนลูกหลวง แขวงสี่แยกมหานาค เขตดุสิต กทม.จึงแสดงให้เห็นได้โดยชัดเจนว่า บุคคลทั้งสองยังคงอยู่ร่วมกินกันฉันสามีภรรยา ณ ภูมิลำเนาตามบ้านเลขที่หลังดังกล่าว

     นอกจากนี้ในการที่นางวิมลรัตน์  และ พล.ต.ท.ชัจจ์ ทำคำเบิกความเป็นลายลักษณ์อักษรเสนอต่อศาลแพ่งตลอดถึงคำร้องทุกข์กล่าวโทษ ของนางวิมลรัตน์ที่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน และยืนยันต่อพนักงานสอบสวนว่า บุคคลทั้งสองเป็นสามีภรรยากันโดยไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าได้หย่าขาดจากการ เป็นสามีภรรยากันแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามบุคคลทั้งสองยังยืนยันถึงสถานภาพในความเป็นสามีภรรยาของ บุคคลทั้งสองในคำเบิกความที่ได้ยื่นต่อศาลแพ่ง ด้วยข้อความเป็นจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่า 20 แห่ง และในคำร้องทุกข์กล่าวโทษ นางวิมลรัตน์  ต่อพนักงานสอบสวน ไม่น้อยกว่า 10 แห่ง

     ยิ่งไปกว่านั้น บุคคลทั้งสองยังเบิกความต่อศาลแพ่งถึงพฤติการณ์ในการให้นายสุริยากู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นการแสดงถึงการทำมาหากินร่วมกันอีกด้วยว่า บุคคลทั้งสองได้ร่วมกันนำเงินมาให้นายสุริยากู้และได้ร่วมกันทำบันทึกยอมรับ สภาพหนี้ของนายสุริยาดังที่ได้กราบเรียนมาแล้วข้างต้น นอกจากนี้ พล.ต.ท.ชัจจ์ยังได้แสดงออกต่อสาธารณะชนว่านางวิมลรัตน์เป็นภรรยาของตนด้วย การนำนางวิมลรัตน์ออกงานสังคมร่วมกันโดยตลอดมา ดังปรากฏตามภาพถ่ายสิ่งที่ส่งมาด้วย อีกทั้งจวบจนปัจจุบัน นางวิมลรัตน์ก็ยังคงใช้นามสกุล “กุลดิลก” ของพลต.ท.ชัจจ์  กุลดิลก โดยตลอดมา

     พฤติการณ์ทั้งหมดจึงแสดงให้เห็นว่าบุคคลทั้งสองยังคงอยู่กินร่วมกันฉันสามี ภรรยา ดังนั้น แม้ว่าบุคคลทั้งสองจะได้หย่าขาดจากกันตามที่ พล.ต.ท.ชัจจ์กล่าวอ้างก็ตามแต่เมื่อบุคคลทั้งสองยังอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา พล.ต.ท.ชัจจ์จึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและ หนี้สินของตนเอง คู่สมรส ตามที่มีอยู่จริงในวันที่ยื่นบัญชีดังกล่าว ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 259 ประกอบ มาตรา 260 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พุทธศักราช 2542 มาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 34 เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกหลายคนที่อยู่กินร่วมกันฉันสามี ภรรยาโดยไม่จดทะเบียนสมรส ก็ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของคู่สมรส (ที่หย่าขาดจากกันแล้ว) ต่อ ป.ป.ช. ด้วยเช่นกัน

     จากเหตุผลดังกล่าวมาแล้วทั้งหมด การหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยาของ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก และนางวิมลรัตน์ กุลดิลก จึงเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อปิดบังอำพรางถึงสถานภาพที่แท้จริงของตนเพื่อ ประโยชน์ในการการปกปิดจำนวนทรัพย์สินที่แท้จริงของตนด้วยความจงใจไม่ยื่น บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง และ/หรือจงใจปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เท่านั้น

กรณีไม่แจ้งว่ามีรายได้เป็นที่ปรึกษาบริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด  

     คำร้องเรียนระบุอีกว่า ข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกด้วยว่า พล.ต.ท.ชัจจ์ มีรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาของบริษัท เวิลด์แก๊ส(ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2552 เป็นจำนวนสูงถึง 733,333 บาท  แต่ พล.ต.ท.ชัจจ์ ก็ไม่ได้ระบุแจ้งในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อเดือนกรกฎาคม 2552 ว่ามีรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาในบริษัทดังกล่าวด้วยแต่อย่างใด

     ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินคดีกับ พล.ต.ท.ชัจจ์ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 263 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 32 ประกอบมาตรา 34 และมาตรา 119  

     สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของ พล.ต.ท.ชัจจ์ที่ยื่นต่อคณะกรรมการป.ป.ช.ตอนรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม วันที่ 9 สิงหาคม 2554 (หลังถูก พล.ต.ท.สมยศ ยื่นร้องต่อป.ป.ช.วันที่ 19  พฤษภาคม 2554) ระบุสถานภาพ“หย่า”ด้วยเหมือนกัน


แลกคนละหมัด!เมีย“ชัจจ์”เล่านาที“สมยศ”พาตำรวจ 30 คนบุกยึด“เวิลด์แก๊ส”

วันพฤหัสบดีที่ 06 ธันวาคม 2012 เวลา 20:00 น. เขียนโดย isranews

แลกคนละหมัด เปิดหนังสือเมีย“ชัจจ์”ร้อง รก.ผบ.ตร.อ้าง“สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง”พาตำรวจ 30 คนบุกยึดหุ้น บ.เวิลด์แก๊ส 2 ครั้ง เรียกสามีเจรจาหลายหน ก่อนฝ่ายหลังร้องป.ป.ช. 


    ก่อน ที่ นางวิมลรัตน์ กุลดิลก จะยื่นฟ้อง นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ปัจจุบัน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.) กับพวกรวม 10 คนเป็นจำเลยต่อศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2553 เพื่อขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นมูลค่า 101,996,000 บาท (คดีหมายเลขดำที่ 830/2553)

    (อ่านประกอบ ผ่าปมขัดแย้งคดีโอนหุ้น 101 ล้าน “ชัจจ์-สุริยา-สมยศ” เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด? http://www.isranews.org/investigate/item/18016-ชัจจ์-สุริยา-สมยศ.html)

     และก่อนที่ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ยื่นเรื่องต่อประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ให้ตรวจสอบการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของ พล.ต.ท.ชัจจ์ ตอนรับตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปี 2551 ว่าจงใจปกปิดบัญชีฯหรือไม่ กรณีไม่แจ้งว่ามีเงินกู้ให้ยืมแก่นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน จำนวน 232 ล้านบาท 

     (อ่านประกอบ “สมยศ”ซัด“ชัจจ์”ส่อซุกเมีย-เงินปล่อยกู้ 232 ล้าน ชงประธาน ป.ป.ช.สอบแจ้งเท็จ? http://www.isranews.org/investigate/item/18059-“สมยศ”ซัด“ชัจจ์”ส่อซุกเมีย-เงินปล่อยกู้-232-ล้าน-ชงประธาน-ป-ป-ช-สอบแจ้งเท็จ.html)

     ความขัดแย้งปรากฏอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ปี 2552 เมื่อนางวิมลรัตน์ กุลดิลก ได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีอาญานายธรรมนูญ ทองลือ กับพวก ต่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2552 

     ทั้งนี้ นายธรรมนูญ ทองลือ คือตัวแทนของนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน และเป็นคนที่โอนหุ้น บริษัท แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด มูลค่า 101.9 ล้านบาทมาให้ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง และถูกนางวิมลรัตน์ฟ้องเป็นจำเลยที่ (คดีหมายเลขดำที่ 830/2553)

     แม้ว่านางวิมลรัตน์ยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษนายธรรมนูญ ทองลือ แต่ทว่าเนื้อหาของหนังสือฉบับดังกล่าวได้พาดพิง พล.ต.ท.สมยศ เป็นหลัก เรียบเรียงเนื้อหาบางส่วนได้ดังนี้ 

     เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2552 พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้นำตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาลประเวศ และตำรวจจากกองปราบปรามประมาณ 30-40 นาย เข้าไปที่บริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่ง และผู้ติดตามอีกสองคนเข้าไปในห้องประชุมคณะกรรมการของบริษัท ซึ่งในขณะนั้นมีการประชุมคณะกรรมการของบริษัทอื่นอยู่ คือ บริษัท แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด เพื่อให้กรรมการที่เข้าประชุมเลือกกรรมการใหม่เข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการ จากการที่กรรมการเก่าได้ลาออก

     โดยในวันดังกล่าวในที่ประชุมกรรมการ กรรมการท่านหนึ่งโดยนายทนงศักดิ์ ศรีทองคำ ซึ่งนั่งเป็นประธานในที่ประชุมได้เสนอชื่อนายพิศาล พุ่มพันธ์ม่วง เข้ามาเป็นกรรมการใหม่ของบริษัท นายโดนัล เนียน แม็คเบน จำต้องลงมติตามที่ประธานที่ประชุมเสนอมา และได้มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน โดยโอนหุ้นที่ถูกอายัดโดย ก.ล.ต.ซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้ถูกอายัดคือ นายธรรมนูญ ทองลือ เป็น พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 ลงนามโดยกรรมการของบริษัท แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด คือนายทนงศักดิ์ ศรีทองคำ และนายพิศาล พุ่มพันธุ์ม่วง พร้อมประทับตราสำคัญของบริษัท

      ในขณะที่นายธรรมนูญ ทองลือ ถือครองหุ้น และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเป็น พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นผู้ถือหุ้น และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทในปัจจุบันที่มีการโอนหุ้นบางส่วนจาก พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นบุคคลภายนอก โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย โดยเฉพาะนายทนงศักดิ์ ศรีทองคำ เป็นผู้ถูกกล่าวหาและถูกคำสั่งอายัดทรัพย์สินของ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นคำสั่งเดียวกันพร้อมกับนายธรรมนูญ ทองลือ แต่ก็ยังบังอาจลงนามทั้งที่รู้ว่าหุ้นเป็นทรัพย์สินที่ถูกอายัดอยู่ นำความไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนผู้ถือหุ้นดังกล่าว 

      หนังสือร้องทุกข์ระบุอีกว่า และเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้นำตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาลประเวศจำนวนกว่า 10 นายเข้าไปในบริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อจะยึดการบริหารของบริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด ข้าพเจ้าทราบเรื่องจึงแจ้งให้สามีของข้าพเจ้าคือ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ให้ทราบ และ พล.ต.ท.ชัจจ์ได้เข้าไปเจรจากับ พล.ต.ท.สมยศ ที่บริษัทฯ ซึ่งต่อมาได้มีการดำเนินการทางศาล โดยนายโดนัล เอียน แม็คเบน ฟ้องร้องในคดีละเมิด และร้องขอไต่สวนฉุกเฉินต่อศาลเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว โดยศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวบางส่วนเหตุการณ์จึงได้ยุติไปพักหนึ่ง

      ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการเจรจาสามฝ่ายระหว่าง พล.ต.ท.ชัจจ์ สามีซึ่งเป็นตัวแทนของข้าพเจ้า พล.ต.ท.สมยศ และนายโดนัล เอียน แม็คเบน แต่ก็ไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ ซึ่งนายโดนัล เอียน แม็คเบน ก็ได้ใช้สิทธิดำเนินการทางศาลอีกหลายกรณี ในส่วนเรื่องการฟ้องร้องขอให้เพิกถอนมติการประชุมผู้ถือหุ้น บริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด

      และฟ้องร้องขอให้เพิกถอนมติการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด เพราะมีผู้ถือหุ้นที่เขาประชุมไม่ชอบด้วยกฎหมายและลงมติโดยในครั้งล่าสุด วันที่ 2 ธันวาคม 2552 ได้มีตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาลประเวศพร้อมกรรมการชุดใหม่รวม 4 ท่านซึ่งมาจากการประชุมผู้ถือหุ้นที่มีผู้ถือหุ้นไม่ชอบด้วยกฎหมายดำเนินการ จัดการประชุมซึ่งมี พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นประธานในที่ประชุมผู้ถือหุ้น และได้ดำเนินการนำความไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด

      อันทำให้มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการชุดเดิมเป็นชุดใหม่ตามจุดมุ่งหมายที่จะยึด บริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด (โดยกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทฯคือหม่อมหลวงชัยภัทร ชยางกูร ได้ดำเนินการฟ้องร้องเพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ทางสำนักงานทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กลับรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงในขณะที่ขั้นตอนการฟ้องเพิกถอนอยู่ระหว่างไต่ สวนของศาล)

      และกรรมการชุดใหม่ได้ดำเนินการจัดประชุมคณะกรรมการพร้อมทั้งมีมติประกาศแต่ง ตั้ง พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นประธานที่ปรึกษาบริษัท และมีมติพร้อมประกาศไล่กรรมการชุดเก่าซึ่งมีตำแหน่งบริหารและผู้บริหารของ บริษัทออกทั้งหมด รวมทั้งมีคำสั่งไม่ให้ผู้บริหารชุดเดิมเข้าไปภายในบริษัทฯ 

      หนังสือระบุอีกว่า

     “ตามที่ข้าพเจ้าได้เรียนชี้แจงต่อท่านจเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาแล้วในข้างต้น ข้าพเจ้าเชื่อโดยสุจริตว่าหุ้นของบริษัทแอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด ในจำนวนดังกล่าวที่ข้าพเจ้าได้รับโอนมาและถือครองมาโดยถูกต้อตามกฎหมาย และปัจจุบันเป็นหุ้นที่มีมูลค่าสูงมาก บัดนี้ได้มีการทุจริตโดยมิชอบ ได้มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงโดยโอนหุ้นจำนวนดังกล่าวไปยัง พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ซึ่งมีนายทนงศักดิ์ ศรีทองคำ และนายพิศาล พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นผู้ลงนามในเอกสาร เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าได้รับความเสียหาย ข้าพเจ้าจึงต้องมาร้องทุกข์ให้เจาพนักงานตำรวจดำเนินคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยว ข้องในการกระทำทุจริตในกรณีนี้ให้ถึงที่สุด” 

     ใน ตอนท้ายหนังสือฉบับดังกล่าวอ้างว่า เนื่องจาก พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งระดับสูงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและให้ความ จริงปรากฏ

    “ข้าพเจ้าจึงขอความกรุณาจากท่านขอให้ท่านมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าพนักงานตำรวจ ที่มีตำแหน่งผู้บังคับบัญชาระดับสูงกว่า พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเกี่ยวข้องในการกระทำในกรณีนี้ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีนี้ต่อไป”

    จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและมีคำสั่งให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องเป็นการด่วน 

    อย่างไรก็ตามหลังนางวิมลรัตน์ร้องทุกข์กล่าวโทษวันที่ 28 ธ.ค.2552 

    วันที่ 30 ธ.ค.2552 พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ สั่งให้ ผบช.กมค. ทำความเห็นเสนอด่วน 

    วันที่ 4 ม.ค.2553 พล.ต.ท.เจตน์ มงคลหัตถี สั่งให้ผู้บังคับการกองคดีพิจารณามีความเห็นเสนอด่วน

    หลัง จากนั้นเรื่องก็เงียบหาย กระทั่งนางวิมลรัตน์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง นายสุริยากับพวก เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2553 ซึ่งมี พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นจำเลยที่ 3 กระทั่งพล.ต.ท.สมยศก็ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.ท.ชัจจ์ 

    และนายถาวร เสนเนียม ส.ส.ประชาธิปัตย์ ได้หยิบมากรณีการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.ท.ชัจจ์ เมื่อหลายเดือนพฤศจิกายน 2555


เปิดตัวร้านเครื่องเพชรเมีย“ชัจจ์ กุลดิลก”แหล่งช้อปฯ“สุริยา”แจ้งมีรายได้ 2 ล้าน

วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม 2012 เวลา 20:00 น. เขียนโดย isranews

บุกพิสูจน์“เพอร์เฟค ไดมอนด์”ร้านเครื่องเพชรเมีย“ชัจจ์ กุลดิลก”แหล่งช้อปปิ้ง“สุริยา ลาภวิสุทธิสิน”ที่มาปมเงินกู้ยืม 232 ล้าน แจ้งมีรายได้ปีละ 1-2 ล้าน ปิดกิจการแล้ว 

 

     กรณี นางวิมลรัตน์ กุลดิลก ได้บรรยายในคำฟ้องแพ่งนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน กับพวกรวม 10 คน(ให้เพิกถอนการโอนหุ้นระหว่าง พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วงกับพวกมูลค่า 101 ล้านบาท) ระบุว่านางวิมลรัตน์เป็นเจ้าของร้านขายเครื่องเพชร “เพอร์เฟค ไดมอนด์”ตั้งอยู่ที่ห้างสรรสินค้าเอสพานาด

     โดยนายสุริยาได้นำเช็คมาแลกเงินสดและมาซื้อเครื่องเพชรจากร้าน“เพอร์เฟค ไดมอนด์”หลายครั้งแต่จำไม่ได้ว่ากี่ครั้ง รวมเงิน 232 ล้านบาทแต่นายสุริยาไม่ยอมชดใช้หนี้จนนำมาสู่การฟ้องคดีและร้องเรียนของทั้ง สองฝ่าย 

     สำนักข่าวอิศรา(www.isranews.org) ตรวจสอบพบว่า ร้านเพชร “เพอร์เฟค ไดมอนด์” จดทะเบียนวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ชื่อ บริษัท เพอร์เฟค ไดมอนด์ (นันทิดา) จำกัด ทุนปัจจุบัน 10 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 99 ชั้น 2 ห้อง 216 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 

     จาก การลงพื้นที่ตรวจสอบ ตามที่อยู่คือเลขที่ 99 ห้อง 216 ชั้น 2 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กทม. พบว่าร้านดังกล่าวตั้งอยู่ในห้างเอสพลานาด ชั้น 2 หน้าร้านระบุป้ายชื่อ “Perfect Diamond by Nuntida” แต่ได้ปิดให้บริการแล้ว

     ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ติดต่อสอบถามไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ทางบริษัท เพอร์เฟค ไดมอนด์ จำกัด ระบุในเว็บไซต์ ปรากฎเป็นผู้หญิงรับสาย

     เมื่อถามว่าร้านเพอร์เฟค ไดมอนด์ เป็นของนางวิมลรัตน์ใช่หรือไม่? ปลายสายระบุว่า ใช่

     เมื่อถามว่าขณะที่ร้านเพอร์เฟค ไดมอนด์ ปิดทำการแล้วหรือ? หญิงสาวคนดังกล่าวระบุว่า ที่ห้างเอสพลานาดไม่ได้เปิดให้บริการแล้ว และกำลังจะแจ้งดำเนิการปิด

     เมื่อถามต่อว่าขณะนี้เปลี่ยนไปประกอบกิจการอะไร? หญิงสาวคนเดิมระบุว่า ตอนนี้เปิดให้บริการสำนักงานบัญชี รับเกี่ยวกับทำประกันสังคม แทนลูกค้า

     จากการตรวจสอบข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า บริษัท เพอร์เฟค ไดมอนด์ จำกัด แจ้งผลประกอบการปี 2554 มีรายได้ 36,000 บาท ขาดทุนสุทธิ 157,129 บาท สินทรัพย์ 9,439,565.25 บาท หนี้สิน 12,412 บาท ไม่มีข้อมูลปี 2553 

     ปี 2552 มีรายได้ 660,585 บาท กำไรสุทธิ 218,910 บาท 

     ปี 2551 รายได้ 2,051,865 บาท กำไรสุทธิ 101,481 บาท 

     ปี 2550 รายได้ 1,358,188 บาท กำไรสุทธิ 135,863 บาท 

     ปี 2549 รายได้ 1,455,500 บาท กำไรสุทธิ 45,538 บาท 

     น่าสังเกตว่า นางวิมลรัตน์อ้างว่าระหว่างปี 2549-2551 นายสุริยา (นำเช็คมาแลกเงินสดและมาซื้อเครื่องเพชร) ติดหนี้สินจำนวน 232 ล้านบาท แต่ทว่า บริษัท เพอร์เฟค ไดมอนด์ จำกัด แจ้งว่ามีรายได้ประมาณ 1.4-2 ล้านบาท 

    คำถาม คือ เงินจำนวนหลายร้อยล้านบาท ล่องหนหายไปไหน?


“ชัจจ์”โชว์ทรัพย์สิน“เมีย”รวยพันล้าน เก็บเงินสดในบ้าน 150 ล้าน

วันเสาร์ที่ 08 ธันวาคม 2012 เวลา 20:00 น. เขียนโดย isranews

“ชัจจ์ กุลดิลก”พลิกโชว์ทรัพย์สินเมียในบัญชีฯป.ป.ช.รวยพันล้าน ก่อนหน้าแจ้ง“หย่า” เครื่องเพชร เงินสดในบ้าน 150 ล้าน ลูกหนี้เช็คอื้อ คดีฟ้อง“สุริยา-สมยศ”588 ล้านด้วย แจงอาจได้รับเมื่อคดีถึงที่สุด

     ตอน รับตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย วันที่ 2 สิงหาคม 2554 และรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม วันที่ 9 สิงหาคม 2554 พล.ต.ท. ชัจจ์ กุลดิลก แจ้งสถานภาพ“หย่า”

     แต่ทว่าในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตอนพ้นตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ครบ 1 ปี วันที่ 24 สิงหาคม 2555 (พล.ต.ท.ชัจจ์ลาออกจาก ส.ส.เพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรี) แจ้งสถานภาพ“สมรส”กับ นางวิมลรัตน์ กุลดิลก

     สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า นางวิมลรัตน์มีทรัพย์สิน 1,047,682,605.01 บาท รายการที่น่าสนใจ อาทิ แจ้งว่ามีเงินสด 150 ล้านบาท ที่ดิน72,500,000 บาท ทรัพย์สินอื่น797,900,000 บาท  

     ทั้งนี้ รายการทรัพย์สินอื่น 9 รายการ มูลค่า 797,900,000 บาท ได้แก่ 

     1.คำพิพากษาศาลแพ่งคดี บ.ยูไนเต็ด คดียังไม่สิ้นสุด 35,000,000 บาท 

     2.ดำเนินคดีอาญา พ.ร.บ.เช็ค (นายสุริยาฯ) 3 ฉบับ คดียังไม่สิ้นสุด 108,000,000 บาท 

     3.ดำเนินคดีอาญา พ.ร.บ.เช็ค (นายพรชัยฯ) 2 ฉบับ คดียังไม่สิ้นสุด 14,000,000 บาท

     4.ดำเนินคดีอาญา พ.ร.บ.เช็ค (นายสมพงษ์) 1 ฉบับ คดียังไม่สิ้นสุด 40,000,000 บาท

     5.เงินวางประกันศาล 1 คดี ปี 2555 150,000 บาท 

     6.เงินวางประกันศาล 1 คดี ปี 2555 150,000 บาท

     7.ขอรับชำระหนี้การฟื้นฟูกิจการ คดียังไม่สิ้นสุด 12,600,000 บาท 

     8.คำพิพากษาศาลแพ่งคดี พล.ต.ท.สมยศ กับพวก คดียังไม่สิ้นสุด 408,000,000 บาท 

     9.อัญมณีและเครื่องประดับ 87 รายการมูลค่า 180,000,000 บาท 

     พล.ต.ท.ชัจจ์ได้หมายเหตุในบัญชีฯว่ารายการ 1-8 คดียังไม่สิ้นสุด แต่เป็นทรัพย์สินที่อาจได้รับเมื่อคดีถึงที่สุด

     ขณะที่ตัวพล.ต.ท.ชัจจ์ แจ้งว่ามีทรัพย์สิน 195,478,927.61 บาท

     น่า สังเกตว่าทรัพย์สินของ พล.ต.ท.ชัจจ์ มีจำนวนเดียวกับตอนรับตำแหน่ง ส.ส.วันที่ 2 ส.ค.2554 ต่างกันตรงครั้งนี้ยอดหนี้สินจำนวน 21,217,196.08 บาท (สถาบันการเงิน) หายไป


รักๆ เลิกๆ ของท่านรมต.“ชัจจ์-สันติ-เผดิมชัย”กับเมียคนเดียวกัน

วันอาทิตย์ที่ 09 ธันวาคม 2012 เวลา 20:00 น. เขียนโดย isranews

แกะรอยรักพิศวงของท่านรัฐมนตรี จาก ชัจจ์ กุลดิลก -สันติ พร้อมพัฒน์ - เผดิมชัย สะสมทรัพย์ เดี๋ยวหย่า เดี๋ยวจดทะเบียนสมรส กับภรรยาคนเดียวกัน

  

    พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก มิใช่เป็นรัฐมนตรีคนแรกที่แจ้งสถานภาพ “หย่า”แล้ว“สมรส”กับภรรยา หากพลิกข้อมูลก่อนหน้านี้จนถึงปัจจุบันก็จะพบว่ารัฐมนตรีอย่างน้อย 2 คนมีลักษณะเช่นนี้ คือ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงา

     ทั้งนี้ ตอนรับตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม วันที่ 11 ตุลาคม 2540 (ยื่นบัญชีฯ 24 พฤศจิกายน 2541) นายสันติยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งสถานะ “สมรส” กับ นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ด้วยทรัพย์สินทั้งสิ้น 407,649,484.19 บาท รวมหนี้สิน 110,000,000 บาท มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 297,649,484.19 บาท

    วันที่ 22 มกราคม 2551 ตอนรับตำแหน่ง ส.ส. สัดส่วนพรรคพลังประชาชน แจ้งว่า “หย่า” และจำนวนทรัพย์สินลดลงเรื่อยๆ

    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ตอนรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช แจ้งว่า “หย่า”

    วันที่ 25 กันยายน 2551 ตอนรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แจ้งว่า “หย่า”

    วันที่ 22 ธันวาคม 2551 ตอนพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แจ้งว่า “สมรส”กับ นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ส.ส.เพชรบูรณ์

    วันที่ 22 ธันวาคม 2552 ตอนพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ครบ 1 ปี แจ้งว่า “สมรส”กับ นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์

    วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ตอนพ้นตำแหน่ง ส.ส. แจ้งว่า “สมรส” กับ นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์

    ล่าสุด วันที่ 10 สิงหาคม 2554 ตอนรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ แจ้งสถานะ “สมรส” กับนางวันเพ็ญ

    น่าสังเกตว่า ในช่วงนายสันติแจ้งสถานภาพ “หย่า”ขาดกับภรรยา เป็นช่วงที่มี “หนี้สิน”จำนวนมาก

    ขณะที่นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ตอนรับตำแหน่ง ส.ส.นครปฐม วันที่ 22 มกราคม 2551 แจ้งสถานะ“สมรส”กับ นางอุไรวรรณ สะสมทรัพย์

    วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ตอนพ้นตำแหน่ง ส.ส. แจ้งสถานภาพ “หย่า”ขาดกับภรรยา

    วันที่ 2 สิงหาคม 2554 ตอนรับตำแหน่ง ส.ส. นครปฐม พรรคเพื่อไทย แจ้งสถานภาพ “หย่า”ขาดกับภรรยา

    วันที่ 10 สิงหาคม 2554 ตอนรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แจ้งสถานภาพ “หย่า”ขาดกับภรรยา

    วันที่ 9 พฤษภาคม 2555 ตอนพ้นตำแหน่ง ส.ส. ครบ 1 ปี แจ้งสถานภาพ “สมรส”กับ นางอุไรวรรณ สะสมทรัพย์

    เห็นได้ว่าแจ้งว่า “สมรส”แล้วแจ้ง“หย่า”แล้วมา“สมรส”

    สำหรับ“สถานภาพ”ของ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ตอนเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐบาลสมัครปี 2551 แจ้งสถานภาพ“หย่า”(ตามคำร้องของ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ที่ร้องต่อ ประธาน ป.ป.ช.วันที่ 19 พฤษภาคม 2554)

    วันที่ 2 สิงหาคม 2554 ตอนรับตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แจ้งสถานภาพ “หย่า”

    วันที่ 9 สิงหาคม 2554 ตอนรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แจ้งสถานภาพ“หย่า”

    แต่ ทว่าในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป.ป.ช. ตอนพ้นตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ครบ 1 ปี วันที่ 24 สิงหาคม 2555 แจ้งสถานภาพ “สมรส”กับ นางวิมลรัตน์ กุลดิลก

    สรุปได้ว่า รักๆ เลิกๆ พิศวง อลวน?


“ชัจจ์ กุลดิลก-เมีย”โอนหุ้นให้ลูก 34.5 ล้านก่อนยื่นบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช.

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม 2012 เวลา 20:00 น. เขียนโดย isranews

“ชัจจ์ กุลดิลก-เมีย”โอนหุ้นร้านขายเครื่องเพชร-แมนชั่น มูลค่า 34.5 ล้านให้ลูก ก่อนยื่นบัญชีทรัพย์สิน ต่อ ป.ป.ช. 17 วัน 

     พล.ต.ท. ชัจจ์ กุลดิลก และ นางวิมลรัตน์ กุลดิลก ได้โอนหุ้นให้บุตรชายและบุตรสาวรวมมูลค่า 34.5ล้านบาทก่อน พล.ต.ท.ชัจจ์จะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. และ กรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ประมาณ 16 วัน

 

    สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า ก่อนหน้านี้พล.ต.ท.ชัจจ์ และ นางวิมลรัตน์ กุลดิลก เป็นเจ้าของธุรกิจอย่างน้อย 2 แห่ง คือ บริษัท เพอร์เฟค ไดมอนด์ (นันทิดา) จำกัด และ บริษัท วี.เค.อพาร์ทเมนท์ จำกัด

    จากการตรวจสอบข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า บริษัท เพอร์เฟค ไดมอนด์ (นันทิดา) จำกัด จดทะเบียนวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ทุนปัจจุบัน 10 ล้านบาท ประกอบธุรกิจร้านขายเครื่องเพชร (อยู่ในห้างเอสพานาด) ที่ตั้งเลขที่ 99 ชั้น 2 ห้อง 216 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ในช่วงก่อตั้งถึงก่อนวันที่ 24 ส.ค.2554 นางวิมลรัตน์ กุลดิลก ถือหุ้นใหญ่ 94,000 หุ้น พร้อมบุตร 3 คน คือ ร.ต.ท.ยศพงษ์ กุลดิลก นายทรงพันธุ์ กุลดิลก น.ส.นันทิดา กุลดิลก และบุคคลอื่น คือ น.ส.นิณณยา เกียรติดิลก นางดรุณี เลิศเสาวภาคย์ นางพรทิพย์ เลิศเสาวภาคย์ คนละ 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท

     เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2554 นางวิมลรัตน์ กุลดิลก ได้โอนหุ้นทั้งหมดไปให้บุตร 3 คนคือ ร.ต.ท.ยศพงษ์ กุลดิลก จำนวน 30,000 หุ้น นายทรงพันธุ์ กุลดิลก จำนวน 30,000 หุ้น และน.ส.นันทิดา กุลดิลก จำนวน 34,000 หุ้น ทำให้บุตรทั้ง 3 คนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

    บริษัท วี.เค.อพาร์ทเมนท์ จำกัด (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท วีเคแมนชั่น จำกัด) จดทะเบียนวันที่ 26 ธันวาคม 2549 ทุน 40 ล้านบาท ประกอบธุรกิจหอพักให้เช่า ที่ตั้งเลขที่ 566/1,566/2 ซอยรามคำแหง 39 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร นางวิมลรัตน์ กุลดิลก ถือหุ้นใหญ่ 25,000 หุ้น พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก 100 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท (ดูตาราง)

    วันที่ 24 ส.ค.2554 นางวิมลรัตน์ และ พล.ต.ท.ชัจจ์ ได้โอนหุ้นที่ถือครองทั้งหมดให้ น.ส.นันทิดา กุลดิลก บุตรสาวคนสุดท้อง จำนวน 25,100 หุ้น ทำให้น.ส.นันทิดา เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จนถึงปัจจุบัน

    รวมการโอนหุ้นของนางวิมลรัตน์ และ พล.ต.ท.ชัจจ์ 2 บริษัท จำนวน 119,110 หุ้น มูลค่า 34.5 ล้านบาท

    จากการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินพบว่า พล.ต.ท.ชัจจ์ ได้นำส่งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินกรณีรับตำแหน่ง ส.ส.วันที่ 2 ส.ค.2554 ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2554 (วันที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ประทับตรารับบัญชีฯ) และนำส่งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินกรณีรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคมวันที่ 9 ส.ค.2554 ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2554 (วันที่ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ประทับตรารับบัญชี) มีการโอนหุ้นให้บุตรวันที่ 24 สิงหาคม 2554 เท่ากับบุคคลทั้งสองโอนหุ้นก่อนยื่นบัญชีฯกรณีรับตำแหน่ง ส.ส.และรัฐมนตรีประมาณ 17-20 วัน

    อีกทั้งน่าสังเกตว่าการยื่นบัญชีฯของ พล.ต.ท.ชัจจ์ 2 ครั้งดังกล่าวระบุสถานภาพ“หย่า” และไม่ได้แสดงรายการทรัพย์สินของนางวิมลรัตน์ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.

    เพิ่งมายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินระบุว่ามีคู่สมรสคือของนางวิมลเมื่อตอน พ้นตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ครบ 1 ปี วันที่ 24 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา

 


“เมียชัจจ์”ร่วมหุ้นเจ้าของคลังน้ำมัน-บ่อนดังเขมรตั้งบริษัทซื้อที่ดินภูเก็ต 265 ล้าน

วันพุธที่ 12 ธันวาคม 2012 เวลา 20:00 น. เขียนโดย isranew

พบ“เมียชัจจ์ กุลดิลก”ร่วมหุ้นเจ้าของบ.ค้าน้ำมัน-บ่อนดังกัมพูชา 6 คนซื้อที่ดิน จ.ภูเก็ต 3 แปลง 265 ล้าน ตั้งบริษัทสวมภายหลัง  1 ปีไม่ประกอบการ 

 

      นอกจาก บริษัท เพอร์เฟค ไดมอนด์ (นันทิดา) จำกัด  และ บริษัท วี.เค.อพาร์ทเมนท์ จำกัด ที่พล.ต.ท.ชัจจ์ และ นางวิมลรัตน์ กุลดิลก  เป็นเจ้าของและได้โอนหุ้นให้ลูก 3 คน มีอีก 1 บริษัทที่นางวิมลรัตน์จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับการซื้อที่ดินใน จ.ภูเก็ต 

     สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org  ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2553 นางวิมลรัตน์ กุลดิลก ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท อุทัยคำ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 265 ล้านบาท ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ใช้บ้านเลขที่ 566/1 ซอยรามคำแหง 39 (เทพลีลา 1) แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานครเป็นที่ตั้งสำนักงาน  นางวิมลรัตน์เป็นผู้ก่อการ/กรรมการผู้ขอจดทะเบียน 

     ทั้งนี้ ในรายงานการประชุมตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2553 นางวิมลรัตน์ในฐานะประธานที่ประชุมระบุว่า “ใน การเตรียมการเรื่องจัดตั้งบริษัทนี้ได้มีการซื้อที่ดินจำนวน 3 แปลง มีโฉนดที่ดินเลขที่ 8953  28526 และ 8547 ในราคา 265 ล้านบาท (สองร้อยหกสิบห้าล้านบาทถ้วน)ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลราไวย์ อำเภอ เมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต โดยใช้เงินผู้เริ่มก่อการรวม 6 คนเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อและให้ผู้เข้าร่วมก่อตั้งจำนวน 6 คนถือสิทธิไว้แทนจึงให้ที่ประชุมให้สัตยาบัน”

     ผู้ถือหุ้นบริษัท อุทัยคำ จำกัด  มี  6 คน คือ 

     1.นางวิมลรัตน์ กุลดิลก  ที่อยู่เลขที่ 463/83 ถนนลูกหลวง แขวงสี่แยกมหานาค เขตดุสิต กรุงเทพฯ จำนวน  106,000 หุ้น 

     2.นายสุรศักดิ์ สุขเจริญไกรศรี  ที่อยู่เลขที่ 3/25 ถนนสุขุมวิท 71 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ  จำนวน 53,000 หุ้น

     3.นายสมชาย ฉายศิริไพบูลย์  ที่อยู่เลขที่ 108 ซอยแพร่งสวรรคพศาสตร์ แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กรุงเทพฯ  จำนวน 53,000   หุ้น 

     4.นายสุรัตน์ ปัทมปาณีวงศ์  ที่อยู่เลขที่ 218/22 ถนนเทพกระษัตริย์  ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต จำนวน  26,500 หุ้น   

     5.น.ส.สิริกาญจน์ มีเกิด  ที่อยู่เลขที่  23/7 ถนนศักติเดช ต.ตลาดเหนือ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต  จำนวน 18,550 หุ้น 

     6.นางสุพร เลวิจันทร์  ที่อยู่เลขที่ 5/41 ถนนหาดป่าตอง ต.หาดป่าตอง อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต  จำนวน 7,950 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท 

     บริษัท อุทัยคำ จำกัด แจ้งข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่า  ปี 2554 ไม่มีรายได้  มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 321,000  บาท 

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนายสุรศักดิ์ สุขเจริญไกรศรี   เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548  (คดีหมายเลขแดงที่ 5007/2547  ศาลล้มละลายกลาง  ธนาคารกรุงเทพเป็นเจ้าหนี้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2548 เล่ม 122 ตอนที่ 25ง หน้า 101 

     ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์มติชนออนไลน์ วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 21:50:45 น.รายงานว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์เด็ดขาด “สมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี”เจ้าของบ่อนพนันชื่อดังในกัมพูชา”สตาร์เวกัส”-บริษัทค้า น้ำมันคอสโมออยล์ทุนจดทะเบียน 400 ล้าน กองทุนรวมโกลบอลไทยเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง เผยมีบริษัทในเครือข่ายเพียบ (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1220105081

     ส่วน นายสมชาย ฉายศิริไพบูลย์  เคยเป็นผู้ถือหุ้น บริษัท เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ  SECC

     


บริษัทที่สามโผล่!“เมียชัจจ์”โอนหุ้นซื้อที่ดินให้ลูกสาว 106 ล้าน

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม 2012 เวลา 20:00 น. เขียนโดย isranews

บริษัทที่สามโผล่“เมียชัจจ์ กุลดิลก”โอนหุ้นซื้อที่ดิน จ.ภูเก็ตให้ลูกสาว 106 ล้าน ก่อนหน้านี้โอน 2 แห่ง พบคนเดียวถือครอง 4 บริษัทรวด 135.6 ล้าน จากสินทรัพย์รวม 156.4 ล้าน 

     มิ ใช่เพียงบริษัท เพอร์เฟค ไดมอนด์ (นันทิดา) จำกัด และ บริษัท วี.เค.อพาร์ทเมนท์ จำกัด ที่พล.ต.ท.ชัจจ์ และ นางวิมลรัตน์ กุลดิลก เป็นเจ้าของและได้โอนหุ้นให้บุตร 3 คน หากแต่ บริษัท อุทัยคำ จำกัด (บริษัทที่สาม)ที่นางวิมลรัตน์จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับการซื้อที่ดินใน จ.ภูเก็ต

     ล่าสุดได้ผ่องถ่ายการถือครองหุ้นให้บุตรด้วยเหมือนกัน

     สำนักข่าวอิศรา www.isranrews.org ตรวจสอบพบว่า ภายหลังจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท อุทัยคำ จำกัด เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2553 ด้วยทุนจดทะเบียน 265 ล้านบาท ร่วมกับพรรคพวก 6 คนเฉพาะนางวิมลรัตน์ถือหุ้นส่วน 106,000,000 หุ้น มูลค่า 106 ล้านบาท โดยมีนางวิมลรัตน์ เป็นกรรมการ

     ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2554 (ส่งรายชื่อผู้ถือหุ้นชุดใหม่ต่อสำนักข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าวันที่ 18 ตุลาคม 2554) นางวิมลรัตน์ได้โอนหุ้นจำนวนดังกล่าวไปให้ น.ส.นันทิดา กุลดิลก บุตรสาวคนสุดท้อง (อายุ 28 ปี) ทำให้น.ส.นันทิดาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และเป็นกรรมการบริษัท อุทัยคำ จำกัด (ดูตาราง1)

     จาก การตรวจสอบพบว่า นอกจาก 3 บริษัทข้างต้นแล้ว น.ส.นันทิดายังเป็นเจ้าของธุรกิจอีก 1 แห่ง คือ บริษัท เคเทอร์ลิเชียส จำกัด จดทะเบียนวันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 ประกอบธุรกิจร้านขายอาหาร ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 299 ถนนประเสริฐมนูกิจ แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร น.ส.นันทิดา ถือหุ้น 9,500 หุ้น นายเทพฤทธิ์ ไรวินท์ 400 หุ้น และนางอนงค์พร เธียรชีวะ 100 หุ้น จากทั้งหมด 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท

     ผู้สื่อข่าวรวบรวมการถือครองหุ้นของบุตรทั้ง 3 คนของ พล.ต.ท.ชัจจ์ และนางวิมลรัตน์ จำนวน 4 บริษัท คือบริษัท เพอร์เฟค ไดมอนด์ (นันทิดา) จำกัด บริษัท วี.เค.อพาร์ทเมนท์ จำกัด บริษัท อุทัยคำ จำกัด และบริษัท เคเทอร์ลิเชียส จำกัด พบว่า

     น.ส.นันทิดา กุลดิลก ถือครองหุ้นทั้งสิ้น 4 บริษัทรวม 175,700 หุ้น มูลค่า 135,650,000 บาท ได้แก่ บริษัท เพอร์เฟค ไดมอนด์ (นันทิดา) จำกัด 35,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท บริษัท วี.เค.อพาร์ทเมนท์ จำกัด 25,200 หุ้น หุ้นละ 1,000 บาท บริษัท อุทัยคำ จำกัด 106,000 หุ้น หุ้นละ 1,000 บาท บริษัท เคเทอร์ลิเชียส จำกัด 9,500 หุ้น หุ้นละ 100 บาท ในจำนวนนี้เป็นหุ้นที่ได้รับโอนจากนางวิมลรัตน์และพล.ต.ท.ชัจจ์ จำนวน 3 บริษัท รวม 165,000 หุ้น มูลค่า 134,500,000 บาท

     ร.ต.ท.ยศพงษ์ กุลดิลก ถือ ครองหุ้น 2 บริษัท คือ บริษัท เพอร์เฟค ไดมอนด์ (นันทิดา) จำกัด จำนวน 31,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท และบริษัท วี.เค.อพาร์ทเมนท์ จำกัด จำนวน 14,500 หุ้น หุ้นละ 1,000 บาท รวม 17,600,000 บาท ในจำนวนนี้ได้รับโอนจากนางวิมลรัตน์ 3 ล้านบาท (บริษัท เพอร์เฟค ไดมอนด์ ฯ จำนวน 30,000 หุ้น

     นายทรงพันธุ์ กุลดิลก ถือ ครองหุ้น 2 บริษัท คือ บริษัท เพอร์เฟค ไดมอนด์ (นันทิดา) จำกัด จำนวน 31,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท และ บริษัท วี.เค.อพาร์ทเมนท์ จำกัด จำนวน 100 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท รวม 3,200,000 บาท ในจำนวนนี้ได้รับโอนจากนางวิมลรัตน์ 3 ล้านบาท (บริษัท เพอร์เฟค ไดมอนด์ ฯ จำนวน 30,000 หุ้น)

     เบ็ดเสร็จบุตรทั้งสามคนได้รับโอนหุ้นทั้งสิ้น 140.5 ล้านบาท จากหุ้นที่บุตรทั้ง 3 คนเป็นเจ้าของ 4 บริษัท มูลค่า 156.4 ล้านบาท (ดูตาราง2)

     ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.ชัจจ์ แจ้งต่อ ป.ป.ช.ว่ามีบุตรทั้งสิ้น 7 คน เป็นบุตรในสมรส 4 คน บุตรนอกสมรส 2 คน บุตรบุญธรรม 1 คน น.ส.จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เป็นบุตรสาวคนโตที่เกิดกับพล.ต.ท.ชัจจ์ กับ นางศิริกัลยา ทับทิมโต


แง้มดู‘เครื่องเพชร’180 ล้านเมีย“ชัจจ์ กุลดิลก”โชว์ 87 ภาพไม่บอกราคา

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม 2012 เวลา 20:00 น. เขียนโดย isranews

แง้มกรุสมบัติดู‘เครื่องเพชร’ 180 ล้าน“วิมลรัตน์”เมีย“ชัจจ์ กุลดิลก” 87 ภาพแต่ไร้ราคากำกับ อ้างมีจำนวนมาก 

พล.ต.ท. ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตอนพ้นจากตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ครบ 1 ปี วันที่ 24 สิงหาคม 2555 (พล.ต.ท.ชัจจ์ลาออกจาก ส.ส.เพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรี)  ว่านางวิมลรัตน์ กุลดิลก มีอัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่า 180 ล้านบาท ทว่ามิได้ระบุรายละเอียดว่าทรัพย์สินดังกล่าวต่อ ป.ป.ช. 

สำนักข่าว อิศรา www.isranews.org ตรวจสอบรายการถือครองอัญมณีและเครื่องประดับตามที่ระบุในบัญชีฯพบว่า พล.ต.ท.ชัจจ์ได้แสดงเป็นรูปภาพสีจำนวน 87 ภาพแต่ไม่มีราคากำกับมูลค่าอัญมณีและเครื่องประดับว่าแต่ละชิ้นว่าราคา เท่าไร  ระบุเพียง วัน เดือน ปี ที่ได้มาคือ พ.ศ.2530 ถึง พ.ศ. 2555 โดยระบุว่ามีจำนวนมาก และขอแสดงเป็นรูปภาพสีจำนวน 87 ภาพ ทั้งนี้ อัญมณีและ เครื่องประดับดังกล่าว อาทิ สร้อย แหวน จี้ เพชร กำไร ฯลฯ


เปิดรายชื่อผู้ถือหุ้น“แอสเซ็ท มิลเลี่ยน”ชนวนแตกหัก“ชัจจ์-สมยศ-สุริยา”

วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2012 เวลา 20:00 น. เขียนโดย isranews

เปิด รายชื่อผู้ถือหุ้น “แอสเซ็ท มิลเลี่ยน” ชนวนเพื่อนรักหักเหลี่ยม จาก“ธรรมนูญ ทองลือ”โอนให้“สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” ไร้ชื่อ“สุริยา-เมียชัจจ์ กุลดิลก”

      บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัท แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด ชนวนความขัดแย้งระหว่าง พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก กับ นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน และ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ที่นำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตั้งแต่ปี 2551 - 2554 ไม่ปรากฏชื่อนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน และนางวิมลรัตน์ กุลดิลก ภรรยา พล.ต.ท.ชัจจ์ ถือหุ้น

      ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า บริษัท แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด จดทะเบียนวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550 ทุน 1 ล้านบาท วันที่ 21 มกราคม 2551 เพิ่มเป็น 200 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 1 อาคารอีสท์ วอเตอร์ ชั้น 16 ชั้น 16 ซอยวิภาวดีรังสิต 5 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 

    21 มกราคม 2551 มีผู้ถือหุ้น จำนวน 7 คน นายธรรมนูญ ทองลือ ถือหุ้นใหญ่ 19,999,940 หุ้นมูลค่า หุ้นละ 10 บาท (ดูตาราง) 

    12 กุมภาพันธ์ 2551 มีผู้ถือหุ้นจำนวน 7 คน นายธรรมนูญ ทองลือ ถือหุ้นใหญ่แต่ลดสัดส่วนเหลือ 10,199,600 หุ้น รองลงมา นายโดนัล เอียน แม็คเบน สัญชาติออสเตรเลีย 5,800,000 หุ้น นายมัลคอม เลสลี เอ็ดเวร์ด สัญชาติออสเตรเลีย 4,000,000 หุ้น

    31 กรกฎคม 2552 มีผู้ถือหุ้น จำนวน 7 คน นายธรรมนูญ ทองลือ ได้โอนหุ้นที่ถือครองจำนวน 10,199,600 หุ้นให้ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง (วันลงทะเบียนผู้ถือหุ้น 11/03/2552)

    ทั้งนี้ นายพิศาล พุ่มพันธุ์ม่วง และนายทนงศักดิ์ ศรีทองคำ กรรมการบริษัท แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด ได้แจ้งในหนังสือนำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 ว่า 

    “อนึ่งบริษัทไม่ได้นำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นภายในระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากเจ้าหน้าที่บริษัทปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน” 

    20 ส.ค.2552 มีผู้ถือหุ้นเพิ่มจำนวนเป็น 13 คน พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้โอนหุ้นจำนวน 12,000 หุ้น ให้ นายพิศาล พุ่มพันธุ์ม่วง นายสง่า รัตนชาติชูชัย นายอดุลย์ บุญรอด พ.ต.ท.ธีระ ทองระยับ พ.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง นายธีรชัย ลีนะบรรจง คนละ 2,000 หุ้น ขณะที่ นายโดนัล เอียน แม็คเบน นายมัลคอม เลสลี เอ็ดเวร์ด และบุคคลอื่นอีก 4 คนยังถือครองจำนวนเท่าเดิม 

    1 เม.ย. 2554 มีผู้ถือหุ้นลดเหลือ 10 คน 1.พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง 2.นายพิศาล พุ่มพันธุ์ม่วง 3.นายสง่า รัตนชาติชูชัย 4. นายอดุลย์ บุญรอด 5.พ.ต.ท.ธีระ ทองระยับ ใพ.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง 7.นายธีรชัย ลีนะบรรจง 8.นายโดนัล เอียน แม็คเบน 9.นายมัลคอม เลสลี เอ็ดเวร์ด ถือหุ้นจำนวนเท่าเดิม และผู้ถือหุ้นรายใหม่ คนที่ 10.นายชาญชัย ศุภดิลกลักษณ์ จำนวน 400 หุ้น (แทนนายมานพ อ่วมทับ นายนิมิตร์ อนันชัยพัทธนา นายวิเชิญ ผลจันทร์ และนายพงษ์สิทธิ์ ผิวใบคำ) กระทั่งจนถึงปัจจุบัน 30 เม.ย.2555 

    ก่อนหน้านี้นางวิมลรัตน์ และพล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ให้การต่อศาลแพ่งในคดีฟ้องนายธรรมนูญ ทองลือ กับพวก 10 คนให้เพิกถอนการโอนหุ้นบริษัท แอทเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด มูลค่า 101,996,000 บาท (คดีหมายเลขดำที่ 830/2553) ระบุว่า นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน เป็นหนี้นางวิมลรัตน์และ พล.ต.ท.ชัจจ์ รวม 232 ล้านบาท แต่นายสุริยาไม่มีเงินชำระหนี้ จึงนำหุ้น บริษัท แอสเซท มิลเลี่ยน จำกัด จำนวน 10,199,600 หุ้น มูลค่า หุ้นละ 10 บาท ซึ่งนายสุริยาให้นายธรรมนูญ ทองลือ เป็นตัวแทนถือไว้แทน และนายสุริยาได้ให้นายธรรมนูญทำหนังสือโอนหุ้นจำนวนดังกล่าวให้นายสุวิทย์ สัจจวิทย์ ตัวแทนอีกคนหนึ่ง เพื่อมาชำระหนี้บางส่วนแก่นางวิมลรัตน์และพล.ต.ท.ชัจจ์ 

    ต่อมานายสุริยาได้หลบหนี้คดีไปต่างประเทศ และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินผู้ที่ถูกกล่าวโทษกรณีทุจริต ยักยอกเงินและทรัพย์สิน บมจ.ปิคนิค โดยมีผู้เกี่ยวข้องคือ บริษัท แอสเซท มิลเลี่ยน จำกัด (ผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ปิคนิค) นายทนงศักดิ์ ศรีทองคำ และนายธรรมนูญ ทองลือ ทำให้นางวิมลรัตน์ไม่สามารถจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นจากนาย ธรรมนูญ ทองลือ มาเป็นชื่อของนางวิมลรัตน์ได้

    นางวิมลให้การอีกว่า ระหว่างที่มีการเจรจาตกลงกัน วันที่ 31 กรกฎาคม 2552 นายพิศาล พุ่มพันธุ์ม่วง และ นายทนงศักดิ์ ศรีทองคำ เข้ามาเป็นกรรมการบริษัท บริษัท แอสเซท มิลเลี่ยน จำกัด ได้ร่วมกันเปลี่ยนแปลงแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น จาก นายธรรมนูญ ทองลือ มาเป็นชื่อ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง โดยอ้างว่า พล.ต.ท.สมยศได้รับโอนหุ้นมาจาก นายธรรมนูญ ทองลือ และลงทะเบียนผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2552 

    นาง วิมลรัตน์อ้างอีกว่าหุ้นที่มีชื่อ พล.ต.ท.สมยศ เป็นหุ้นจำนวนเดียวกับที่นางวิมลรัตน์ได้รับโอนมาจากนายสุริยาที่ให้นาย ธรรมนูญถือครองแทนไว้ พล.ต.ท.สมยศไม่มีเคยมีกรรมสิทธิ์ในหุ้นจำนวนดังกล่าว น่าเชื่อว่า เอกสารการโอนหุ้นน่าจะทำขึ้นภายหลัง

    ขณะนี้ทั้งสองฝ่าย อยู่ระหว่างพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาล


โชว์ใบสมรส“ชัจจ์-เมีย”จดทะเบียนหลังโอนหุ้น 106 ล้าน ให้ลูก 10 วัน

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2012 เวลา 20:00 น. เขียนโดย isranews

รัฐมนตรี“ชัจจ์-เมีย”โชว์จดทะเบียนสมรส หลังโอนหุ้นให้ลูกมูลค่า 106 ล้าน 10 วัน เสร็จยื่นบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช. 

 

     การ จดทะเบียนสมรสของ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิกล กับ นางวิมลรัตน์ เลิศเสาวภาคย์ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2554 เกิดขึ้นหลังจากที่มีการโอนหุ้นให้บุตรสาวแล้ว 10 วัน 

   ทั้งนี้ ในการยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตอนพ้นตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ครบ 1 ปี วันที่ 24 สิงหาคม 2555 พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิกล ระบุว่าสถานภาพ “สมรส”กับ นางวิมลรัตน์ กุลดิลก และได้แสดงหลักฐาน “ใบสำคัญการสมรส” ในบัญชีรายการทรัพย์สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ด้วย ซึ่งเอกสารดังกล่าวระบุว่า

     “ใบ สำคัญการสมรส แสดงว่า พ.ต.อ.ชัจจ์ กุลดิลก กับ นางวิมลรัตน์ เลิศเสาวภาคย์ ได้จดทะเบียนสมรส ณ สำนักงานทะเบียนเขตวังทองหลาง จังหวัดกรุงเทพมหานคร เลขทะเบียนที่ ๖/๗๐ เมื่อวันที่ ๑๗ เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๔

     อย่าง ไรก็ตาม น่าสังเกตว่าการจดทะเบียนสมรสของพล.ต.ท.ชัจจ์ (ใบสำคัญจดทะเบียนระบุยศ พันตำรวจเอก) กับนางวิมลรัตน์ เกิดขึ้นภายหลังนางวิมลรัตน์ ได้จดทะเบียนโอนหุ้นธุรกิจให้แก่บุตรเรียบร้อยแล้ว กล่าวคือ

     1.เกิดขึ้นภายหลังจากได้โอนหุ้นบริษัท อุทัยคำ จำกัด มูลค่า 106 ล้านบาท ให้น.ส.นันทิดา กุลดิลก บุตรสาว ประมาณ 10 วัน (โอนหุ้นวันที่ 6 ต.ค.2554)

     2.เกิดขึ้นภายหลังจากได้โอนหุ้น บริษัท เพอร์เฟค ไดมอนด์ (นันทิดา) จำกัด มูลค่า 9,400,000 บาท และ บริษัท วี.เค.อพาร์ทเมนท์ จำกัด มูลค่า 25 ล้านบาท ให้ ร.ต.ท. ยศพงษ์ (ปัจจุบันพ.ต.ต.) กุลดิลก นายทรงพันธุ์ กุลดิลก (ปัจจุบัน ร.ต.อ.ทรงพันธุ์) และน.ส.นันทิดา กุลดิลก เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554

     และน่าสังเกตอีกว่า การจดทะเบียนสมรสเกิดขึ้นหลังจาก พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ยศและตำแหน่งขณะนั้น)ได้ยื่นเรื่องต่อประธานกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ให้ตรวจสอบการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของ พล.ต.ท.ชัจจ์ ตอนรับตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยุครัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ปี 2551 ว่าจงใจปกปิดบัญชีฯหรือไม่

    เนื่องจาก พล.ต.ท.ชัจจ์แจ้งในบัญชีทรัพย์สินว่ามีสถานภาพ“หย่า” แต่กลับเบิกความในศาลแพ่งว่าเป็น “สามี” นางวิมลรัตน์ กุลดิลก (คดีที่นางวิมลรัตน์ฟ้องนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน กับพวก 10 คน เป็นจำเลยให้เพิกถอนการโอนหุ้น บริษัท แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด)

     ก่อน หน้านี้ พล.ต.ท.ชัจจ์ ได้ระบุในบัญชีรายการทรัพย์สินแจ้งสถานภาพ“หย่า” อย่างน้อย 2 ครั้ง (เฉพาะกรณีที่ ป.ป.ช.ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน) คือ ตอนรับตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย วันที่ 2 สิงหาคม 2554 รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และวันที่ 9 สิงหาคม 2554


กลุ่ม พล.ต.อ.สมยศฟ้องอาญา“เมียชัจจ์-พวก”2 คดีรวด ซัดปลอมใบโอนหุ้น 101 ล้าน

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2012 เวลา 20:00 น. เขียนโดย isranews

ปมชิง“แอสเซ็ท มิลเลี่ยน”บาน กลุ่ม พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผบ.ตร.ฟ้องอาญา“เมียชัจจ์-พวก”2 คดีรวด ซัดปลอมใบโอนหุ้น 101 ล้าน 

     ความ ขัดแย้งกรณีการแย่งชิงกรรมสิทธิ์หุ้น บริษัท แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ 99.91%ในบริษัท เวิลด์แก๊ส) จำนวน 10,199,600 หุ้น มูลค่า 101,996,000 บาท ระหว่าง นางวิมลรัตน์ กุลดิลก ภรรยา พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยื่นฟ้อง นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน นายธรรมนูญ ทองลือ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ปัจจุบัน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.) กับพวกรวม 10 คนเป็นจำเลยต่อศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2553 เพื่อขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นจำนวนดังกล่าว (คดีหมายเลขดำที่ 830/2553) 

     (อ่านประกอบ ผ่าปมขัดแย้งคดีโอนหุ้น 101 ล้าน “ชัจจ์-สุริยา-สมยศ” เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด? http://www.isranews.org/investigate/item/18016-ชัจจ์-สุริยา-สมยศ.html) 

     ล่าสุดทางฝ่าย บริษัท แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด (ปัจจุบันมี พล.ต.อ.สมยศ ถือหุ้นใหญ่) และนายธรรมนูญ ทองลือ ได้ยื่นฟ้องนางวิมลรัตน์ กับพวกในข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอมเป็นคดีอาญา 2 คดีรวด 

     สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่าคดีแรก เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2554 บริษัท แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด โดยนายพิศาล พุ่มพันธุ์ม่วง และนายสง่า รัตนชาติชูชัย กรรมการผู้มีอำนาจ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องศาลอาญา นายโดนัล เอียน แมคเบน เป็นจำเลยที่ 1 นายสนทยา น้อยเจริญ ที่ 2 นางวิมลรัตน์ กุลดิลก หรือ เลิศเสาวภาคย์ ที่ 3 ในข้อหาความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม (คดีหมายเลขดำที่ 4223/2554) คดีนี้โจทก์ได้ยื่นแก้ไขคำฟ้องวันที่ 10 ตุลาคม 2554

     คำฟ้องระบุว่า ระหว่างวันที่ 10 ตุลาคม 2551- 24 มีนาคม 2554 จำเลยได้ร่วมกันและสนับสนุนกันจัดทำสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของ บริษัท แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด โดยมีข้อความว่า วันที่ 10 ตุลาคม 2551 นายธรรมนูญ ทองลือ ได้โอนหุ้นหมายเลข 00000001 ถึง 10199600 จำนวน 10,199,600 หุ้น ให้แก่นางวิมลรัตน์ กุลดิลก จำเลยที่3 ซึ่งข้อความในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นดังกล่าวเป็นความเท็จ เพราะจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่า นางวิมลรัตน์ไม่ใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริง เพราะนายธรรมนูญ เจ้าของหุ้นที่แท้จริงได้โอนหุ้นดังกล่าวให้แก่ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2552 จำเลยที่สามจึงไม่ใช่เจ้าของหุ้นดังกล่าว

     การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการร่วมกันปลอมเอกสารอันเป็นเอกสารสิทธิอันเป็น เท็จเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และได้ใช้เอกสารดังกล่าวแสดงเป็นพยานหลักฐานประกอบในการพิจารณาคดีต่อศาล แพ่ง ในคดีหมายเลขดำที่ 830/2553 ระหว่างนางวิมลรัตน์ กุลดิลก กับนายสุริยา ลาภวิสุทธิสินกับพวก รวม 10 คน เป็นจำเลย การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสามในการใช้เอกสารอันเป็นเท็จน่าจะเกิดความ เสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่น หรือประชาชน 

     คดีสอง วันที่ 17 ตุลาคม 2554 นายธรรมนูญ ทองลือ ได้ยื่นฟ้อง นายสุวิทย์ สัจจวิทย์ เป็นจำเลยที่ 1 นางวิมลรัตน์ กุลดิลก หรือ เลิศเสาวภาคย์ เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ (คดีหมายเลขดำที่ อ.1599/2554) ในข้อหาปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม 

     คำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2551 จำเลยที่ 1 ได้จัดทำเอกสารใบโอนหุ้นอันเป็นเท็จโดยระบุว่าโจทก์ของโอนหุ้นของโจทก์ใน บริษัท แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด หมายเลข 00000001 ถึง 10199600 จำนวน 10,199,600 หุ้น ให้แก่ นายสุวิทย์ สัจจวิทย์ จำเลยที่ 1 โดยนายสุวิทย์ ผู้รับโอนได้ชำระค่าหุ้นดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงโจทก์ไม่ได้ไม่เคยทำใบโอนหุ้นและก็ไม่เคยได้รับเงินค่า หุ้นจากนายสุวิทย์แต่อย่างใด 

     อีกทั้ง นายสุวิทย์และนางวิมลรัตน์ได้ร่วมกันใช้ใบโอนหุ้นดังกล่าวแสดงเป็นพยานหลัก ฐานประกอบในการพิจารณาคดีต่อศาลแพ่งในคดีที่นางวิมลรัตน์ กุลดิลก ฟ้อง นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน กับพวก รวม 10 คน เป็นจำเลย การกระทำของนายสุวิทย์และนางวิมลรัตน์จึงเป็นการใช้หรืออ้างเอกสารอันเป็น เท็จอันน่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่น หรือประชาชน 

    (อ่านประกอบ เปิดรายชื่อผู้ถือหุ้น“แอสเซ็ท มิลเลี่ยน”ชนวนแตกหัก“ชัจจ์-สมยศ-สุริยา” http://www.isranews.org/investigate/item/18258-three-man.html

     ผ่าปมขัดแย้งคดีโอนหุ้น 101 ล้าน “ชัจจ์-สุริยา-สมยศ” เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด? http://www.isranews.org/investigate/item/18016-ชัจจ์-สุริยา-สมยศ.html)

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นางวิมลรัตน์ ยื่นฟ้อง นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน นายธรรมนูญ ทองลือ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง กับพวกรวม 10 คน เพื่อขอให้เพิกถอนการโอนหุ้น บริษัท แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด (คดีหมายเลขดำที่ 830/2553) 

    ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 พล.ต.ท.สมยศได้ยื่นเรื่องต่อประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของ พล.ต.ท.ชัจจ์ ตอนรับตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปี 2551 ว่าจงใจปกปิดบัญชีฯหรือไม่

    อ่านประกอบ “สมยศ”ซัด“ชัจจ์”ส่อซุกเมีย-เงินปล่อยกู้ 232 ล้าน ชงประธาน ป.ป.ช.สอบแจ้งเท็จ? http://www.isranews.org/investigate/item/18059-“สมยศ”ซัด“ชัจจ์”ส่อซุกเมีย-เงินปล่อยกู้-232-ล้าน-ชงประธาน-ป-ป-ช-สอบแจ้งเท็จ.html

     แลกคนละหมัด!เมีย“ชัจจ์”เล่านาที“สมยศ”พาตำรวจ 30 คนบุกยึด“เวิลด์แก๊ส” http://www.isranews.org/investigate/item/18073-แลกคนละหมัด-เล่านาที.html


เปิดโฉมลูกหนี้“เมียชัจจ์”ก๊วนปั่นหุ้น“เสี่ยสมพงษ์”จ่ายเช็คเด้ง 40 ล้าน

วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม 2012 เวลา 20:00 น. เขียนโดย isranews

เปิดโฉม 3 ลูกหนี้“วิมลรัตน์”เมียชัจจ์ กุลดิลก รมช.มหาดไทย โยงก๊วนปั่นหุ้น เสี่ยนำเข้ารถหรู “สมพงษ์ วิทยารักษ์สรรค์” จ่ายเช็คเด้ง 40 ล้าน

         กรณี พล.ต.ท ชัจจ์ กุลดิลก ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลังพ้นจากตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยครบ 1 ปี วันที่ 24 ส.ค. 55 โดยระบุว่านางวิมลรัตน์ กุลดิลก ภรรยา มีทรัพย์สินอื่น 9 รายการ มูลค่า 797,900,000 บาท (จากทรัพย์สิน 1,047,682,605.01 บาท) ในจำนวนนี้ 3 รายการระบุว่า 

     ดำเนินคดีอาญา พ.ร.บ.เช็ค (นายสุริยาฯ) 3 ฉบับ คดียังไม่สิ้นสุด 108,000,000 บาท 

     ดำเนินคดีอาญา พ.ร.บ.เช็ค (นายพรชัยฯ) 2 ฉบับ คดียังไม่สิ้นสุด 14,000,000 บาท

     ดำเนินคดีอาญา พ.ร.บ.เช็ค (นายสมพงษ์) 1 ฉบับ คดียังไม่สิ้นสุด 40,000,000 บาท 

    โดยระบุว่าเป็นทรัพย์สินที่อาจได้รับเมื่อคดีถึงที่สุด

    ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา(www.isranews.org) ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของ พล.ต.ท.ชัจจ์ พบว่า 

    1.การดำเนินคดีอาญานายสุริยาฯนั้น คือ นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน อดีตเจ้าของ บมจ.ปิคนิค โดยได้แนบหลักฐานบัญชีของกลางคดีอาญาของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบางซื่อ ที่นางวิมลรัตน์ได้แจ้งความดำเนินคดีอาญากับนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน ในข้อหาออกเช็คชำระคืนเงินกู้ยืมและค่าเพชร จำนวน 3 ฉบับ

    ได้แก่ เช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักงานพหลโยธิน ฉบับเลขที่ 4427209 ฉบับเลขที่ 4427210 และฉบับเลขที่ 4427211 สั่งจ่ายเงินฉบับละ 43,000,000 บาท 40,000,000 บาท และ 25,000,000 บาท ลงวันที่ 28 พ.ย. 51 วันที่ 28 ธ.ค. 51 และวันที่ 28 ม.ค. 2552 ตามลำดับ

    แต่ธนาคารปฏิเสธการชำระเงิน (เช็คเด้ง) พร้อมระบุหลักฐานใบคืนเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 29 ม.ค. 52 ทั้ง 3 ฉบับ และหนังสือรับสภาพหนี้ที่นายสุริยา ทำขึ้น ลงวันที่ 9 ต.ค. 51 ทั้ง 3 ฉบับเช่นกัน

 

 

  2.การดำเนินคดีกับนายสมพงษ์ฯ นั้น คือ เป็นการดำเนินคดีอาญา กับ นายสมพงษ์ วิทยารักษ์สรรค์ โดยแนบหลักฐานบัญชีของกลางคดีอาญาของพนักงานสอบสวนสถานีนครบาลห้วยขวางซึ่ง นางวิมลรัตน์แจ้งความดำเนินคดีกับนายสมพงษ์ที่ออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำนวน 1 ฉบับ เลขที่ 6442881 มูลค่า 40,000,000 บาท ลงวันที่ 10 พ.ย. 51 แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน (เช็คเด้ง) 

    3.ดำเนินคดีอาญา พ.ร.บ.เช็ค นายพรชัย (ไม่ทราบนามสกุล) นั้น จำนวน 1 ฉบับ มูลค่า 14,000,000 บาท และคดียังไม่สิ้นสุด แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการแจ้งความเหมือน 2 กรณีแรก แต่ได้แนบหลักฐานสัญญากู้ยืมเงินระหว่างนายไชยรัตน์ มโนมัยวิบูลย์ ในฐานะผู้กู้ กับ นางวิมลรัตน์ กุลดิลก ในฐานะผู้ให้กู้ โดยสัญญาดังกล่าว ทำในวันที่ 28 ก.ย. /ถ54 ที่บ้านเลขที่ 584/14 ถ.ประชาอุทิศ แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กทม. ตามที่อยู่ที่นางวิมลรัตน์ ระบุไว้ 

    รายละเอียดระบุว่า นายไชยรัตน์ กู้เงิน นางวิมลรัตน์ จำนวน 14,000,000 บาท และได้รับเงินดังกล่าวแล้วตามที่ทำสัญญา และนายไชยรัตน์ ยินยอมชำระดอกเบี้ยให้กู้ในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน นับตั้งแต่วันทำสัญญาถึงวันที่ชำระเสร็จสิ้น รวมเป็นเงิน 420,000 บาท โดยสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 8754603 ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 26 ต.ค. 54

    และ พล.ต.ท.ชัจจ์ได้แนบหลักสำเนาเช็คที่นายไชยรัตน์ ได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 2 ฉบับ ฉบับละ 7,000,000 บาท โดยสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 8754601 และ 8754602ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 18 ต.ค. 54 และ 26 ต.ค. 54 ตามลำดับ แสดงต่อ ป.ป.ช.ด้วย 

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมพงษ์ วิทยารักษ์สรรค์ เป็นเจ้าของธุรกิจนำเข้ารถยนต์ต่างประเทศ ในชื่อ บริษัท เอส.อี.ซี.ออโต้ เซ็นเตอร์ จำกัด และ บริษัท พหลโยธิน พาร์ท แอนด์ เซอร์วิส จำกัด และถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษ ร่วมกับนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน ในการสร้างราคาหุ้นบริษัท เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ SECC ในช่วงปลายปี 2551


“ชัจจ์”ไม่แจง"ปม“เงินให้กู้ 232 ล้าน-หย่าเมีย–โอนหุ้นให้ลูก”

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม 2012 เวลา 20:00 น. เขียนโดย isranews

“ชัจจ์” ไม่แจงข้อเท็จจริงปมแจ้งบัญชีทรัพย์สิน “เงินกู้ 232 ล้าน-หย่าเมีย –โอนหุ้นให้ลูก” เลขานุการส่วนตัวรับเรื่องไว้ระบุจะติดต่อกลับมา-แต่เงียบหาย 


      จาก กรณีสำนักข่าวอิศรา (www.isnews.org) ตรวจสอบพบข้อสังเกตเกี่ยวกับการแจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ในการเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการไม่แจ้งเงินปล่อยกู้ 232 ล้าน การโอนหุ้นให้บุตรชายและบุตรสาวรวมมูลค่า 34.5ล้านบาทก่อน เข้ารับตำแหน่ง ส.ส. และ กรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม การแจ้งสถานภาพ “หย่า”แล้ว“สมรส”กับ นางวิมลรัตน์ กุลดิลก และข้อมูลการทำธุรกิจต่างๆ ของ นางวิมลรัตน์ กุลดิล

 

      ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2555 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้พยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ พล.ต.ท.ชัจจ์ เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆ แต่ไม่สามารถติดต่อได้

     โดยเบื้องต้น ได้ติดต่อไปทางโทรศัพท์ส่วนตัว พล.ต.ท.ชัจจ์ แต่ผู้รับสายแจ้งว่าเป็น ผู้ติดตาม พร้อมแจ้งให้ประสานไปยังเลขานุการส่วนตัว พล.ต.ท.ชัจจ์ เพื่อแจ้งเรื่องการขอสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการอีกครั้ง 

     เมื่อผู้สื่อข่าวติดต่อไปยังเลขานุส่วนตัว พล.ต.ท.ชัจจ์ ได้รับแจ้งว่า จะเรียนข้อมูลให้ พล.ต.ท.ชัชจ์ ทราบก่อน จากนั้นจะติดต่อกลับมา เพื่อยืนยันผลการนัดสัมภาษณ์อีกครั้ง 

     ต่อมาในช่วงบ่ายผู้สื่อข่าว ได้ติดต่อกลับไปยังเลขานุการส่วนตัว พล.ต.ท.ชัจจ์ เพื่อฟังผลการนัดหมายอีกครั้ง ได้รับแจ้งว่า จะเช็คข้อมูลและติดต่อกลับมาอีกครั้ง 

     แต่รอจนถึงช่วงหัวค่ำวันที่ 13 ธันวาคม 2555 ผู้สื่อข่าวไม่ได้รับการติดต่อกลับมาแต่อย่างใด 

     อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยืนยันกับสำนักข่าว www.isranews.org ว่า ได้รับเรื่องและได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักตรวจสอบทรัพย์สินตรวจสอบข้อ เท็จจริง กรณีพล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ยื่นเรื่องต่อประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ว่าถูกต้องหรือไม่แล้ว

     ทั้งนี้ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้ยื่นเรื่องต่อประธานกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ให้ตรวจสอบการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของ พล.ต.ท.ชัจจ์ ตอนรับตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยุครัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ปี 2551 ว่าจงใจปกปิดบัญชีฯหรือไม่ใน 3 กรณี

     1.ไม่แจ้งว่ามีเงินกู้ให้ยืมแก่นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน จำนวน 232 ล้านบาท

     2.แจ้งในบัญชีทรัพย์สินว่ามีสถานภาพ“หย่า” แต่ กลับเบิกความในศาลแพ่งว่าเป็นสามีนางวิมลรัตน์

     3.ไม่แจ้งว่ามีรายได้ค่าที่ปรึกษาบริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : สมยศ ชัจจ์ ส่อซุกเมีย เงินปล่อยกู้ ประธาน ป.ป.ช. สอบแจ้งเท็จ

view

*

view