หน้าแรก  วิสัยทัศน์/พันธกิจ  บริการของเรา  LINK 4 A/C  DOWNLOAD  ติดต่อเรา 
« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

เมนู

วิสัยทัศน์ / นโยบาย

ตรวจสอบบัญชี

บริการจัดทำบัญชี

ที่ปรึกษาบัญชี / ภาษี

วางระบบบัญชี

จดทะเบียนธุรกิจ

สมุดเยี่ยม

ติดต่อเรา

 

บทความที่น่าสนใจ

.......... บทความ 108 ..........

 
สมัครงาน

เจ้าหน้าที่บัญชี

ผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชี

พนักงานขาย

 

ระบบสมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 14/11/2007
ปรับปรุง 20/10/2017
สถิติผู้เข้าชม 20,001,327
Page Views 23,573,777
 

ฐานข้อมูลรัฐ

thaiworm33
ulanla

ศาลชี้หลักฐานไม่ชัดเจน บุญมี ตายจากกระสุนปืนฝ่ายใด

ศาลชี้หลักฐานไม่ชัดเจน “บุญมี” ตายจากกระสุนปืนฝ่ายใด

จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

ศาลอาญากรุงเทพใต้ ระบุหลักฐานไม่ชัดเจน “บุญมี เริ่มสุข” เหยื่อเสื้อแดงชุมนุม ตายจากการถูกกระสุนปืนของฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหาร หรือฝ่าย นปช. ขณะยิงปะทะกันที่ย่านบ่อนไก่ ช่วงเหตุการณ์ชุมนุมเผาเมืองปี 53
       
       วันนี้ (16 ม.ค. ) ที่ห้องพิจารณาคดี 402 ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดอ่านคำสั่งชันสูตรพลิกศพคดีหมายเลขดำที่ ช.7/2555 ที่อัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนชันสูตรศพนายบุญมี เริ่มสุข อายุ 71 ปี ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตย่านบ่อนไก่ ถ.พระราม 4 ในเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติการคำสั่งศูนย์อำนวย การแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2553 เพื่อมีคำสั่งว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน เมื่อใด สาเหตุและพฤติกรรมการตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150
       
       ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ระหว่างวัน ที่ 12 มี.ค. - 19 พ.ค. 2553 มีการชุมนุมทางการเมืองกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เพื่อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่นายกรัฐมนตรีปฏิเสธคำร้อง กลุ่ม นปช.จึงมีการชุมนุมอย่างต่อเนื่องและขยายพื้นที่ชุมนุมไปยังสี่แยกราช ประสงค์ ถ.เพลินจิต ถ.พระราม 1 และ ถ.พระราม 4 ต่อมาในวันที่ 7 เม.ย. 2553 รัฐบาลพิจารณาเห็นว่าการชุมนุมทางการเมืองดังกล่าวก่อให้เกิดความไม่สงบ เรียบร้อยภายในประเทศ จึงออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานครและอีกหลาย พื้นที่ และนายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งพิเศษที่ 1/2553 จัดตั้ง ศอฉ. โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการ มีข้าราชการทหาร ตำรวจ และพลเรือนเป็นผู้ช่วย และคำสั่งที่พิเศษ 2/2553 แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงานหัวหน้าผู้รับผิดชอบและพนักงานเจ้าหน้าที่โดย เป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจและได้มีการออกข้อกำหนดโดย ประกาศของ ศอฉ. ห้ามกระทำการต่างๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติหน้าที่แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้
       
       ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2553 ศอฉ.มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งมีอาวุธประจำกาย ได้แก่ ปืนกลเล็ก M16, M653 และปืนลูกซอง เข้าทำการผลักดันกลุ่ม นปช.เพื่อขอคืนพื้นที่ตามแนวถนนพระราม 4 กระทั่งเวลา 14.00-15.00 น.ของวันดังกล่าว ระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติหน้าที่เพื่อขอคืนพื้นที่บริเวณสะพาน ไทย-เบลเยียม ถ.พระราม 4 จากกลุ่ม นปช.ได้ใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมจึงเกิดการปะทะกับกลุ่ม ผู้ชุมนุมซึ่งพยายามยึดพื้นที่บริเวณใต้สะพานไทย-เบลเยียม โดยกลุ่มผู้ชุมนุมมีการใช้อาวุธปืน ประทัดยักษ์ หนังสติ๊ก และตะไล ยิงเข้าใส่เจ้าหน้าที่ทหาร
       
       ต่อมาภายหลังเหตุการณ์ชุมนุมสิ้นสุดลงมีการตรวจสอบไปยังโรงพยาบาล ต่างๆ เกี่ยวกับผู้ได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย เนื่องจากเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่ม นปช. พบว่าในวันที่ 14 พ.ค. 2553 ผู้ตายซึ่งไม่ใช่ผู้ชุมนุมถูกยิงบริเวณหน้าท้องได้รับบาดเจ็บสาหัส และถูกส่งไปรักษาที่ รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ จากนั้นได้ย้ายมารักษาที่ รพ.ตำรวจแล้วเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2553 โดยแพทย์มีความเห็นว่าสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ภายหลังถูกยิงเข้าที่ช่องท้อง
       
       ประเด็นมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า เหตุและพฤติกรรมการตายของผู้ตายเป็นอย่างไร เห็นว่าผู้ร้องมีพยานซึ่งเป็นช่างภาพสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งกำลังปฏิบัติ หน้าที่ถ่ายภาพการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับผู้ชุมนุม นปช. ยืนยันว่าเห็นการยิงตอบโต้กันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.กับเจ้าหน้าที่ทหารเป็นเหตุให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต บริเวณหน้าสถานีบริการปั๊มน้ำมัน ปตท. และผู้ชุมนุม นปช.มีการใช้พลุและอาวุธปืนยิงตอบโต้เข้าใส่เจ้าหน้าที่ทหาร เห็นว่าพยานเป็นคนกลางไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด เชื่อว่าพยานเบิกความตามความจริงที่เห็นมา เมื่อรับฟังประกอบความเห็นกับพยานผู้ตรวจสถานที่เกิดเหตุและทำรายงานการตรวจ สถานที่เกิดเหตุระบุว่า มีรอยกระสุนปืนมีทิศทางการยิงมาจาก ถ.พระราม 4 ฝั่งแยกวิทยุมุ่งหน้าใต้ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ด่านบ่อนไก่) ซึ่งเป็นฝั่งของเจ้าหน้าที่ทหารและมีรอยกระสุนที่ถูกยิงมาจากฝั่งใต้ทางด่วน ด่านบ่อนไก่มุ่งหน้าแยกวิทยุซึ่งเป็นฝั่งของกลุ่ม นปช. จึงรับฟังได้ว่ามีคนในกลุ่ม นปช.และฝ่ายเจ้าพนักงานใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้กัน ส่วนที่พยานของฝ่ายผู้ชุมนุมกลุ่ม นปช.และพนักงานสอบสวนเบิกความว่า ผู้ตายถูกยิงขณะยืนอยู่ที่หน้าปั๊มน้ำมัน ปตท. ถ.พระราม 4 แต่กลับปรากฏจากรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุว่าหน้าปั๊มน้ำมัน ปตท.เป็นจุดที่บุคคลอื่นถูกยิงไม่ใช้จุดที่ผู้ตายถูกยิง และเมื่อตรวจสอบภาพเคลื่อนไหวจากแผ่นบันทึกภาพ ซึ่งได้บันทึกการสัมภาษณ์ผู้ตายก่อนเสียชีวิตก็ไม่ได้ระบุว่าตนเองถูกยิงที่ หน้าปั๊มน้ำมัน ปตท. และยังได้ความจากพยานผู้ตรวจอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนว่า หากจะระบุวิถีกระสุนที่ยิงถูกผู้ตายตามหลักวิชาการจะต้องดูตำแหน่งที่ผู้ตาย ยืน ลักษณะท่าทาง และการเคลื่อนไหวของผู้ตายขณะถูกยิง ซึ่งในขณะนั้นก็ไม่มีผู้ใดเห็นว่าผู้ตายยืนอยู่ในลักษณะใด แม้ในเอกสารการถอดคำสัมภาษณ์ผู้ตายจะอ้างว่าผู้ตายได้พูดว่า “ถูกยิงจากฝั่งทหาร” แต่เมื่อพิจารณาตรวจสอบจากภาพเคลื่อนไหว แผ่นบันทึกภาพ ก็ไม่ปรากฏว่ามีเสียงพูดของผู้ตายด้วยถ้อยคำดังกล่าว โดยมีเพียงลักษณะของการขยับปากพูดเท่านั้น ซึ่งไม่แน่ชัดว่าลักษณะการขยับปากดังกล่าวเป็นไปตามเอกสารการถอดคำให้ สัมภาษณ์หรือไม่ แม้พนักงานสอบสวนเบิกความว่าหัวกระสุนที่ได้จากตัวผู้ตายเป็นขนาด .223 (5.56 มม.) ที่ใช้กับปืนเล็กกล M16 ซึ่งใช้ในราชการทหาร แต่ก็ได้ความจากเจ้าหน้าที่ทหารว่าถูกยิงด้วยหัวกระสุนจริง ซึ่งใช้กับอาวุธปืนอาก้า หรืออาวุธปืนเล็กกล M16 เช่นเดียวกัน ซึ่งพยานผู้ตรวจอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนก็เบิกความว่า ลูกกระสุนปืนของกลางในตัวผู้ตายมีลักษณะคล้ายลูกกระสุนปืนที่ยิงถูกเจ้า หน้าที่ทหาร จึงเชื่อว่านอกจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหารจะใช้อาวุธปืนขนาด .223 (5.56 มม.) แล้ว ยังมีบุคคลซึ่งมีอาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่ม นปช. และใช้กระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มม.) ยิงตอบโต้เจ้าหน้าที่ทหารเช่นกัน
       
       ส่วนผลการตรวจพิสูจน์ของพยานผู้เชี่ยวชาญที่ระบุว่า กระสุนปืน .223 (5.56 มม.) ของกลาง ไม่ได้ยิงออกมาจากอาวุธปืนเล็กกล M16 จำนวน 40 กระบอกของเจ้าหน้าที่ทหาร แม้พยานผู้เชี่ยวชาญเบิกความว่าอาวุธปืนของกลางสามารถเปลี่ยนลำกล้องได้ แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่า ก่อนเจ้าหน้าที่ทหารจะส่งอาวุธปืนของกลางมาตรวจพิสูจน์ได้มีการเปลี่ยนลำ กล้องปืนใหม่แต่อย่างใด จากข้อเท็จจริงดังกล่าวที่ได้วินิจฉัยมานั้น จึงฟังได้ว่าผู้ตายถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด . 223 (5.56 มม.) โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้ตายถูกยิงจากฝ่ายใดและใครเป็นผู้กระทำ
       
       จึงมีคำสั่งว่า ผู้ตายคือนายบุญมี เริ่มสุข ถึงแก่ความตายที่ รพ.ตำรวจ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2553 เหตุและพฤติการณ์แห่งการตาย สืบเนื่องจากติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมกับประวัติถูกยิงที่ช่องท้องด้วย กระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มม.) ขณะอยู่ที่บริเวณ ถ.พระราม 4 (บ่อนไก่) เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการฟังคำสั่งวันนี้มีนางนันทพร เริ่มสุข อายุ 68 ปี ภรรยาของนายบุญมี, นางณัฐภัสสร เติมวิจิตร อายุ 46 ปี, นางวรรณศิริ สารการ อายุ 42 ปี และน.ส.พรพิมล เริ่มสุข อายุ 39 ปี บุตรสาวมาร่วมฟังการพิจารณาด้วย
       
       ภายหลังนางณัฐภัสสรกล่าวว่า ศาลมีคำสั่งโดยไม่ระบุว่าบิดาถูกฝ่ายใดยิงเสียชีวิต ซึ่งรับไม่ได้จึงจะต้องขอคิดดูก่อนว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่จะต้องสานต่อคดีอย่างแน่นอน ที่คำสั่งระบุว่าไม่ใช่เกิดจากฝีมือของเจ้าหน้าทหาร อ้างว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธ แต่ผู้ชุมนุมอยู่ไกลถึงบ่อนไก่คงไม่สามารถยิงได้ ยอมรับว่ารู้สึกเซ็ง รับไม่ได้ แต่ก็จะสู้
       
       ด้านณัฐพล ปัญญาสุข ทนายความญาติผู้ตายกล่าวว่า พยานที่นำเข้าไต่สวนในคดีนี้ก็เป็นพยานชุดเดียวกับนายชาติชาย ชาเหลา ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งระบุว่าถูกยิงเสียชีวิตโดยกระสุนมาจากฝั่งของ เจ้าหน้าที่ ทั้งพยานฝ่ายตรวจพิสูจน์และตรวจที่เกิดเหตุก็ชุดเดียวกัน อย่างไรก็ตามเป็นดุลยพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งคดีอย่างไร หลังจากนี้พนักงานอัยการจะส่งคำสั่งดังกล่าวไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดี เอสไอเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก่อนจะสรุปสำนวนต่อไป


'ถาวร'ชี้คดี'ลุงบุญมี'ดีเอสไอทำตามใบสั่ง

"ถาวร"ชี้คำสั่งศาลคดี"ลุงบุญมี"สะท้อน ดีเอสไอทำตามใบสั่งการเมือง หวังผลเอาผิด"อภิสิทธิ์-สุเทพ"

“ถาวร”ชี้คำสั่งศาลคดี”ลุงบุญมี”สะท้อน ดีเอสไอทำตามใบสั่งการเมือง หวังผลเอาผิด”มาร์-สุเทพ”

สำนักข่าวเนชั่น โดย ประภาศรี โอสถานนท์

นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลาในฐานะที่ปรึกษาคณะทำงานฝ่ายกฏหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคำสั่งของศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ชี้ว่า นายบุญมี เริ่มสุข อายุ 71 ปี ที่เสียชีวิตบริเวณสี่แยกบ่อนไก่ ในช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดย ถูกยิงที่บริเวณช่องท้องด้วยกระสุนปืนขนาด.223(5.56มม.)และแพทย์ลงความเห็นติดเชื้อในกระแสเลือด ไม่ได้เสียชีวิตจากกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า กระสุนปืนที่โดนผู้ตายมีขนาด .223 ที่เป็นกระสุนที่อยู่ในความครอบครองของเจ้าหน้าที่แต่ผู้ชุมนุมก็มีกลุ่มติดอาวุธที่ใช้กระสุนชนิดเดียวกันยิงใส่ทหารด้วย

จึงไม่สามารถระบุยืนยันได้ว่าการตายดังกล่าว เป็นกระสุนที่มาจากฝ่ายใด ดังนั้นการที่นายธาริตยัดเยียดข้อกล่าวให้นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ จะยืนยันได้อย่างไรว่านายพัน คำกร ตายเพราะกระสุนจากเจ้าหน้าที่รัฐจนกระทั่งมาเอาผิดกับคนทั้งสอง จะชี้ให้เห็นว่ากลุ่มนปช.มีผู้ติดอาวุธแฝงอยู่ ขณะเดียวกันในคำสั่งศาลคดีนายพันเองศาลก็ระบุชัดว่า เป็นผู้เดินออกมาดูเหตุการณ์ และสิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นประโยชน์ต่อความยุติธรรมที่จะชี้ให้เห็นว่าดีเอสไอ พยายามยัดเยียดว่าทหารเป็นผู้ยิงนั้น ไม่เป็นความจริง ซึ่งพรรคเห็นว่า เมื่อความจริงปรากฏต่อสาธารชน จะทำให้ความยุติธรรมกลับคืนมา ดีใจที่ทหารได้รับความเป็นธรรมจากคำวินิจฉัยนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมา ดีเอสไอสรุปตามใบสั่งทางการเมืองเพื่อเบรกเกมเอาผิดกับนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพให้ได้


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ศาลชี้ หลักฐานไม่ชัดเจน บุญมี ตาย จากกระสุนปืน

 * 

สำนักงานสอบบัญชี พี แอนด์ อี,สำนักงานบัญชี พี.เอ็ม.เอส.,คณะบุคคลที่ปรึกษา พี.เอ.ที.,บจ.สำนักงานบัญชีและธุรกิจ พี.เอ.แอล.

 
  
view