http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,120,912
เปิดเพจ23,735,298

หลักที่คนไม่ทำตาม

หลักที่คนไม่ทำตาม

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




วอร์เรน บัฟเฟตต์เคยพูดหลักการของเขาไว้ว่า "มีคนเอาไปกล่าวอ้างมากมาย แต่น้อยคนที่จะทำตาม" คงเป็นเรื่องดูดี ดูเท่

สำหรับคนที่อ้างคำพูดของบัฟเฟตต์ แต่ลึกๆ แล้ว เขาคงไม่เชื่อหลักการของบัฟเฟตต์ จะทำกำไรได้ดีเท่ากับแนวคิดและวิธีการของเขาเอง เขาอาจเชื่อสิ่งที่บัฟเฟตต์ทำ ว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับบัฟเฟตต์ หรือเป็นสิ่งที่ดีในตลาดหุ้นอย่างตลาดหุ้นนิวยอร์ค หรืออาจเป็นสิ่งที่ดีสำหรับนักลงทุนบางคน ที่มีเงินมากมหาศาลอย่างบัฟเฟตต์ แต่ไม่ใช่สำหรับเขาที่มีพอร์ตเล็กนิดเดียว หรือในตลาดหุ้นไทยที่บริษัทส่วนมากเป็นบริษัทขนาดเล็ก และถ้าเป็นบริษัทใหญ่คุณภาพไม่โดดเด่นเหมือนอย่างในอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เขาก็ไม่ทำตามสิ่งที่บัฟเฟตต์สอนในหลายเรื่อง

ว่าที่จริงในหลายหลักการที่บัฟเฟตต์พูดถึง เขากลับทำตรงกันข้าม ข้ออ้างของเขา คือ วิธีการลงทุนที่ดีที่สุด คือวิธีที่ถูกกับ "จริต" หรือสไตล์ หรือความชำนาญของตัวเอง "อย่าไปตีกอล์ฟตามวงของไทเกอร์วู้ด แต่ตีตามวงสวิงเหมาะกับร่างกายหรือความสามารถของตนเอง" เขาอาจพูดแบบนี้ ผมคงไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์ว่านั่นเป็นความคิดถูกหรือไม่ แต่อยากจะลองลิสต์ดูรายการที่ VI ไทยจำนวนไม่น้อยคิดและทำที่ดูเหมือนจะไม่ใช่แนวคิดของบัฟเฟตต์เลย

เรื่องแรกคือบัฟเฟตต์บอกว่า การซื้อหุ้นของบริษัทดีเยี่ยมในราคายุติธรรม ดีกว่าการซื้อหุ้นของบริษัทธรรมดาราคาถูกมาก แต่ VI น้อยคนที่จะซื้อหุ้นของบริษัทดีมาก เพราะเขามักคิดว่า "แพง" เสมอ เมื่อเทียบกับอีกบริษัทหนึ่ง ที่กำลังมองอยู่ที่มีราคา "ถูกมาก" หลายคนอาจคิดหรือบอกว่า เขาคิดว่าการซื้อบริษัทที่ดีมาก บางทีอาจให้ผลตอบแทนที่ใช้ได้อยู่ แต่เมื่อเทียบกับบริษัทที่ "ถูกมาก" แล้ว ก็ให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่า ขณะที่ความเสี่ยงที่ราคาจะตกลงมามากกว่าเพราะราคา"สูง" สำหรับเขาแล้ว การซื้อบริษัทระดับรองลงมา ที่มีราคาหุ้นต่ำกว่ามากจึงคุ้มค่ากว่า

เรื่องที่สองคือ ระยะเวลาลงทุนในหุ้นแต่ละตัว เรื่องนี้บัฟเฟตต์พูดไว้มากในหลายๆ โอกาส เริ่มตั้งแต่การโค้ดคำพูดของ ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์ ที่ว่า ถ้าคุณซื้อหุ้นดีเยี่ยมในราคายุติธรรมได้แล้ว เวลาจะขายหุ้นคือ "ไม่มีวันขาย" หรือถือตลอดไป หรืออีกครั้งหนึ่งบัฟเฟตต์ได้พูดถึงพฤติกรรมการซื้อขายหุ้นของคนในตลาดหลักทรัพย์ว่า “นานมาแล้ว เซอร์ไอแซ็ค นิวตัน ได้ค้นพบทฤษฎีของการเคลื่อนไหวของวัตถุสามข้อซึ่งเป็นงานของอัจฉริยะ แต่ความเป็นอัจฉริยะของเขานั้นไม่ได้ส่งมาถึงเรื่องการลงทุน เขาขาดทุนอย่างหนักจากเหตุการณ์ฟองสบู่เซ้าธ์ซี ซึ่งทำให้เขาออกมาพูดว่า ‘ผมสามารถคำนวณการเคลื่อนไหวของดวงดาวแต่ไม่สามารถวัดความบ้าคลั่งของมนุษย์’ ถ้าเซอร์ไอแซ็คนิวตันไม่ชอกช้ำจากการสูญเสียครั้งนั้นเกินไป เขาคงสามารถค้นพบกฎข้อที่สี่ของการเคลื่อนไหวนั่นคือ ‘สำหรับนักลงทุนโดยรวมแล้ว ผลตอบแทนจะลดลงเมื่อการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น’ ”

VI ไทยส่วนใหญ่ที่ผมเห็นนั้น ลงทุนในหุ้นแต่ละตัวค่อนข้างสั้นมาก น่าจะไม่เกิน 3-4 เดือน คนที่ลงทุนยาวหน่อยก็อาจจะถึงปี แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่เกินปีหรือสองปี จริงอยู่ นี่ก็อาจจะยาวแล้วเมื่อเทียบกับนักเล่นหุ้นทั่วไปที่อาจจะเล่นกันเป็นรายวัน แต่ถ้าจะบอกว่ามันเป็นการลงทุนที่เน้นในเรื่องของพื้นฐานหรือผลประกอบระยะยาวของธุรกิจตามหลักการแบบ VI แล้ว ผมคิดว่าไม่ใช่ มันอาจจะเป็นเพียงการ “เล่นเก็งกำไรจากผลประกอบการระยะสั้น” มากกว่า

เรื่องที่สามคือ เรื่องของหุ้น Turnaround หรือหุ้นที่กำลัง “ฟื้นตัว” ซึ่งก็เป็นกลุ่มหุ้นที่กำลังร้อนแรงมากในช่วงนี้ เนื่องจากมันเป็นกลุ่มหุ้นที่มีราคากระโดดขึ้นไปมหาศาลเป็นหลายเท่าตัวในเวลาอันสั้น บางตัวขึ้นไปถึง 10 เท่าภายในเวลาปีเดียวก็มี บัฟเฟตต์พูดสั้น ๆ ว่า “Turnarounds seldom turnaround” แปลว่าหุ้น “ฟื้นตัว” นั้น น้อยครั้งที่จะ “ฟื้น” ถ้าจะขยายความก็คือ หุ้นกลุ่มนี้มักจะ “ตาย” มากกว่ารอด

แต่สำหรับ VI ไทย โดยเฉพาะในช่วงนี้ หุ้น “ฟื้นตัว” มีเพียบ แทบจะพูดกันว่าตัวไหนจะ “ฟื้นตัว” รายต่อไป ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมาอย่างโดดเด่นตัวแล้วตัวเล่าพร้อม ๆ กับกำไรของบริษัทที่กำลังกลับมา ไม่ว่าจะมาจาก “กิจการใหม่” หรือการ “ปรับโครงสร้างการเงินใหม่” เป็นตัวยืนยันว่ามันกำลัง “ฟื้น” เพราะฉะนั้น ราคาจะต้องวิ่งแรง ดังนั้น การเข้าไปซื้อลงทุนก่อนก็จะทำเงินได้มหาศาล “หลายๆ เด้ง” ดังนั้น หุ้นก็วิ่งขึ้นไปไม่ว่าความจริงของธุรกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าจะพูดแบบคมๆ แบบ “วัดรอยบัฟเฟตต์” เราก็อาจจะพูดว่าในตลาดหุ้นไทยนั้น “Turnarounds always turnaround” แปลว่า “หุ้นฟื้นตัวนั้น ยังไงก็ต้องฟื้น” ถ้ามีคนเชื่อและทำให้มันฟื้น

เรื่องที่สี่ที่น่าจะเป็นเรื่องสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ ในการลงทุนนั้น สิ่งหนึ่งที่บัฟเฟตต์พูดตลอดก็คือเรื่องความซื่อสัตย์ของผู้บริหาร เขาบอกว่า “ครั้งหนึ่งมีคนบางคนพูดว่าในการจ้างคนมาทำงานนั้น คุณมองหาคุณสมบัติสามประการคือ ความซื่อสัตย์ ความฉลาดเฉลียว และความขยันหมั่นเพียร และถ้าเขาไม่มีคุณสมบัติข้อแรก คุณสมบัติอีกสองข้อจะฆ่าคุณ ลองคิดดู มันเป็นเรื่องจริง ถ้าคุณจ้างคนที่ไม่มีคุณสมบัติข้อแรก คุณก็อยากที่จะให้เขาโง่และขี้เกียจ” เขายังเคยบอกว่าเขาไม่ต้องการลงทุนกับคนที่ไม่ซื่อสัตย์และไม่เคยประสบความสำเร็จในการลงทุนกับผู้บริหารที่ไว้ใจไม่ได้และมีประวัติที่น่าสงสัย

สำหรับ VI ไทยนั้น ผมคิดว่าส่วนใหญ่ก็น่าจะยึดกับหลักการนี้ อย่างน้อยเวลาพูด แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าเวลาเจอกับหุ้นที่ผู้บริหารอาจจะมี “ประวัติ” ที่ดูเหมือนว่าจะไม่ใคร่ “โปร่งใส” แต่เวลานี้หุ้นดูเหมือนว่ามีราคาถูกมากหรือหุ้นอาจจะกำลัง “ฟื้นตัว” เขาจะยังสามารถยึดอยู่กับหลักการ “ไม่เกี่ยวข้อง” ได้หรือเปล่า VI หลายคนอาจจะเปลี่ยนใจหรือไม่ก็อาจจะอ้างว่าพฤติกรรมที่ถูกกล่าวขวัญอาจจะไม่ชัดเจน บางทีก็อาจจะดูว่าผู้บริหารอื่นก็ทำกัน มากบ้างน้อยบ้างเป็นเรื่อง “ปกติ”

ที่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ต่อให้ไม่น่าไว้วางใจยังไงก็ตาม กำไรหรือผลประกอบการที่กำลังเกิดขึ้นนั้น มันก็อาจจะคุ้มค่าอยู่ดี กล่าวโดยสรุปก็คือ เขาพร้อมจะ “หรี่ตาข้างหนึ่ง” และเข้าไปลงทุนซื้อหุ้นที่ผู้บริหารอาจจะออก “สีเทา” เพราะเขาคิดว่า โอกาสทำเงินนั้นสูงลิ่ว ว่าที่จริงการที่ผู้บริหารเป็นแบบนี้ ในใจเขากลับคิดว่าจะทำให้ราคาหุ้นมักจะวิ่งได้แรง และเร็วยิ่งกว่าที่ผู้บริหารยึดแต่ธรรมาภิบาลเป็นไหน ๆ เพราะผู้บริหารที่ขาดธรรมาภิบาลนั้น มักจะเข้ามาร่วม “เล่นหุ้น” ด้วย

ทั้งหมดเป็นบางส่วนของคำพูดหรือหลักการที่คนชอบพูด แต่ไม่ใคร่จะปฏิบัติโดยอ้างเหตุยกเว้นและความไม่เหมาะสมกับสภาพและสถานการณ์ของตลาด การที่คนปฏิบัติในทางตรงข้ามนั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีเหตุผล ตรงกันข้าม เขาอาจจะมีประสบการณ์ที่ดี จากการทำแบบนั้น พูดง่ายๆ สามารถทำกำไรได้มากกว่าจากการทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่บัฟเฟตต์สอน อย่างไรก็ตาม ข้อเตือนใจของผมคือ ผลการลงทุนที่ดีในช่วงเวลาหนึ่งนั้น อาจจะไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ว่าหลักการถูกต้อง มันต้องอาศัยเวลาที่ยาวนาน หลักการของบัฟเฟตต์หรือของ “เซียน” ระดับโลกนั้น ส่วนใหญ่ถูกทดสอบมายาวนานว่าได้ผลดีและผมเชื่อว่าไม่ใคร่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หรือตลาดแต่ละแห่ง


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : หลักที่คนไม่ทำตาม

view

*

view