หน้าแรก  วิสัยทัศน์/พันธกิจ  บริการของเรา  LINK 4 A/C  DOWNLOAD  ติดต่อเรา 
« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

เมนู

วิสัยทัศน์ / นโยบาย

ตรวจสอบบัญชี

บริการจัดทำบัญชี

ที่ปรึกษาบัญชี / ภาษี

วางระบบบัญชี

จดทะเบียนธุรกิจ

สมุดเยี่ยม

ติดต่อเรา

 

บทความที่น่าสนใจ

.......... บทความ 108 ..........

 
สมัครงาน

เจ้าหน้าที่บัญชี

ผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชี

พนักงานขาย

 

ระบบสมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 14/11/2007
ปรับปรุง 20/10/2017
สถิติผู้เข้าชม 20,001,315
Page Views 23,573,742
 

ฐานข้อมูลรัฐ

thaiworm33
ulanla

นักวิชาการหวั่นค่าเงินแข็ง25-26บ./ดอลล์ใน2ปี

นักวิชาการหวั่นค่าเงินแข็ง25-26บ./ดอลล์ใน2ปี

จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

ASTVผู้จัดการรายวัน - นักวิชาการชี้โอกาสค่าเงินบาทแข็งแตะ 25-26 บาท/ดอลลาร์ใน 2ปี เผยสถานการณ์ค่าเงินบาทขณะนี้มีความคล้ายคลึงช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 เตือนแบงก์ชาติหาทางรับมือโดยเฉพาะหนี้ภาคครัวเรือนที่พุ่งขึ้น กับดักประชานิยม ฟองสบู่ในอสังหาฯและตลาดหุ้น
       
       นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ กล่าวในงานซีพีเสวนา "บาทแข็ง : ผลกระทบ-ทางออก" ว่า ขณะนี้สถานการณ์ค่าเงินบาทมีความคล้ายคลึงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งใน ปี 2540 ที่ตลาดหุ้นไทยมีความร้อนแรง ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ใกล้ๆ 1,600 จุด มูลค่าตลาด( Market Cap.) เกิน100% ของ GDP อัตราการขยายตัว ทางเศรษฐกิจของประเทศอยู่ที่ 6.4% มีการไหลเข้าของเงินทุน ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าสูงสุดในรอบ 28 เดือนที่ 29.51 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และมองว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปอีก ซึ่งมีโอกาสที่ค่าเงินบาทจะแข็งค่ากลับไปอยู่ที่ 25-26 บาท/ดอลลาร์เหมือนช่วงก่อนวิกฤติปี 2540 ได้ภายใน 2 ปีข้างหน้า
       
       สาเหตุที่เงินบาทแข็งค่า เกิดจากตัวแปรในประเทศคือ ผู้ส่งออกเทขายดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งนโยบาย QE ของหลายประเทศ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่น และ ประเทศไทยปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ดี อัตราเงินเฟ้อต่ำ การว่างงานต่ำ อีกทั้งประเทศไทยยังเกาะกระแส AEC ได้ดีกว่าที่อื่น ทำให้ประเทศไทยจะกลายเป็นประตูสู่อาเซียนของกลุ่มประเทศภูมิภาคลุ่มน้ำ โขง(CLMV) ทำให้เงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
       
       ดังนั้น แบงก์ชาติ ต้องนำบทเรียนในช่วงก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งเป็นตัวตั้ง โดยเห็นว่าการลดดอกเบี้ยนโยบาย ( R/P ) ไม่น่าจะเป็นทางออก และไม่ได้ช่วยชะลอการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ ตรงกันข้ามการลดดอกเบี้ยจะเป็นการเร่งภาวะฟองสบู่ในเมืองไทยให้เกิดเร็วขึ้น อีกทั้งแบงก์ชาติ ไม่ควรฝืนกลไกลตลาด เพราะการเข้าแทรกแซงยิ่งขาดทุน และกระสุนแบงก์ชาติก็มีจำกัด
       
       สิ่งที่แบงก์ชาติต้องดำเนินการ เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตเหมือนปี 2540 คือ 1.หนี้ภาคครัวเรือน ซึ่งปี 2555 หนี้ภาคครัวเรือนขยายตัวกว่า 20% 2. รัฐบาลต้องบริหารนโยบายประชานิยมให้ดี ระวังอย่าให้ติดกับดักประชานิยม โดยนโยบายใดที่ก่อให้เกิดภาระก็ควรทบทวนยกเลิกไป และ3.ระวังฟองสบู่ในตลาดหุ้น ภาคอสังหาริมทรัพย์ และการบริโภค
       
       นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (สายธุรกิจข้าวและอาหาร) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า ในสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้จะส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรกไทย รวมถึงผู้ส่งออกข้าวที่ได้รับผลกระทบ 2 ด้าน ทั้งจากนโยบายรับจำนำข้าวที่ทำให้ราคาข้าวสูงกว่าราคาตลาดโลก และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ขายข้าวได้เงินบาทน้อยลง โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุก 1 บาท จะกระทบต่อมูลค่าการส่งออกข้าวลดลง 10%
       
       ในปีนี้เชื่อว่าปริมาณการส่งออกข้าวของไทยจะดีกว่าปีก่อนอยู่ที่ 7-7.5 ล้านตัน กลับขึ้นมาอยู่อันดับ 2 รองจากอินเดีย ที่คาดว่าจะส่งออกข้าว 10 ล้านตันในปีนี้ โดยเดือนม.ค.นี้ ไทยมีการส่งออกข้าวถึง 5.7 แสนตัน เพิ่มขึ้น 23% เนื่องจากรัฐบาลระบายข้าวในสต็อกในราคาที่ต่ำ
       
       โดยสิ่งที่อยากให้รัฐปรับปรุงนโยบายจำนำข้าว คือ ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี การอุดรูรั่วไหล พร้อมทั้งการสต็อกข้าวต้องมีการแบ่งเกรดคุณภาพข้าวให้ชัดเจน หลังจากขณะนี้เริ่มพบปัญหาประเทศผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิลดลงหันไปซื้อที่ เวียดนามและกัมพูชาแทน โดยให้เหตุผลว่าคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยด้อยลง อีกทั้งการระบายข้าวต้องมีความโปร่งใสด้วย
       
       อย่างไรก็ตาม หากค่าเงินแข็งค่ามาอยู่ที่ 27-28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรคงต้องกลับมาทบทวนแผนการค้าใหม่ เพราะราคาสินค้าเกษตรของไทยแข่งขันกับประเทศคู่แข่งไม่ได้ เพราะปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากเมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศคู่ แข่งที่อ่อนค่าลง


คาดบาททะยานแข็งค่าต่อ-มีสิทธิ์แตะ29-หนุนคงดบ.

จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

       ผู้บริหารกรุงศรีฯประเมินเงินบาทหลุดต่ำกว่า 29.50 ในเร็ววันนี้ เหตุทิศทางเงินไหลเข้ายังมีต่อเนื่อง และหากมีโอกาสแตะ 29.00 บาทได้ภายในสิ้นปีนี้ ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดทรงตัวที่ 2.75% ระบุการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยมีผลต่อค่าเงินน้อย
       
       นายตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านบริหารการเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)(BAY) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหลักมาจากเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ หลังจากที่คาดการณ์ว่าสหรัฐฯจะยังใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงินอยู่ รวมถึงเศรษฐกิจไทยปีนี้มีอัตราการเติบโตที่ดี และดุลการชำระเงินของไทยเกินดุลในระดับที่สูง ทำให้คาดการณ์ว่าเงินบาทจะยังแข็งค่าอยู่
       
       "บาทใกล้จะแตะที่ระดับ 29.50 ซึ่งเป็นไลน์ที่หลายๆคนจับตามอง แต่ก็เชื่อว่าอีกไม่กี่วันก็คงหลุด เพราะแบงก์ชาติเองก็คงอยากจะใช้การบริหารอัตราแลกเปลี่ยนอย่างยืดหยุ่น สอดคล้องกับดีมานต์และซัพพลายมากกว่าที่จะยันไว้ที่ระดับใดระดับหนึ่ง และแนวต้านต่อไปก็อยู่ที่ 29.30 แล้วก็ 29.00 บาท ซึ่้งจุดนี้น่าจะได้เห็นในปีนี้ ในส่วนของธนาคารคาดว่าค่าเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 29.50 บาท แต่ช่วง High กับ Low ก็อาจจะได้เห็น 29 บาท หรือ 30 บาทต้นๆ ขึ้นอยู่กับว่าช่วงไหนจะเข้าซื้อหรือขายทำกำไร ทั้งในส่วนของค่าเงินและตลาดหุ้น"
       
       ทั้งนี้ นับแต่ปลายปีก่อนมาถึง 15 มี.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้วประมาณ 3.27% ซึ่งนับว่าสูงกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียน อาทิ ฟิลิปปินส์ที่แข็งค่าขึ้น 1.25% จีน 0.35% เป็นต้น ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบในด้านลบได้แก่ ผู้ส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตร อาหาร บริการ ซึ่งมียอดส่งออกสูงๆ ดังนั้น จึงขอแนะนำให้ผู้ส่งออกโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีให้ปิดความเสี่ยง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งโดยทั่วไปธนาคารจะแนะนำให้ซื้อสัญญาอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าในสัดส่วน ประมาณ 50%
       
       หนุนคงดอกเบี้ย2.75%
       
       ด้านทิศทางอัตราดอกเบี้ยนั้น ธนาคารคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับ 2.75% เนื่องจากปัจจัยที่จะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ปรับ
       เพิ่มอัตราดอกเบี้ย อาทิ เงินเฟ้อก็ยังมีน้ำหนักไม่สูงนัก ขณะที่ปัจจัยที่จะทำให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย อาทิ ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจก็ยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอเช่นกัน
       
       "ในประเด็นของการลดดอกเบี้ยเพื่อลดแรงกดดันค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น นั้น อาจจะเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักไม่มากนัก เพราะจากการสำรวจปัจจัย
       ที่ส่งผลต่อการแข็งค่าของเงินบาทแล้ว พบว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมีความสัมพันธ์กับค่าเงินบาทเพียง 3%เท่านั้น ขณะที่ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อค่าเงินบาทมากสุด 18%ได้แก่ ความกังวลของนักลงทุน รวมถึงการคาดการณ์การแข็งค่าของเงินบาท 15% แนวโน้มเศรษฐกิจไทย 11% และแนวโน้มความผันผวนของค่าเงินบาท 10%"
       
       บาทปิดตลาด29.52-29.54
       
       สำหรับค่าเงินบาทวานนี้ปิดตลาดที่ระดับ 29.52-29.54 บาทต่อดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าจากช่วงเช้าที่ระดับ 29.58-29.60 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งสอดคล้องกับเคลื่อนไหวตามค่าเงินภูมิภาค โดยระหว่างวันเงินบาทอ่อนค่าสุดที่ระดับ 29.61 บาทต่อดอลลาร์ และแข็งค่าสุดที่ระดับ 29.52 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้คาดว่าอยู่ในกรอบระหว่าง 29.45-29.60 บาทต่อดอลลาร์


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : นักวิชาการ หวั่น ค่าเงินแข็งนักวิชาการ หวั่น ค่าเงินแข็ง

 * 

สำนักงานสอบบัญชี พี แอนด์ อี,สำนักงานบัญชี พี.เอ็ม.เอส.,คณะบุคคลที่ปรึกษา พี.เอ.ที.,บจ.สำนักงานบัญชีและธุรกิจ พี.เอ.แอล.

 
  
view