http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,118,993
เปิดเพจ23,733,310

เรื่องค่าเงินบาทอีกครั้ง

เรื่องค่าเงินบาทอีกครั้ง

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




ตั้งแต่ต้นปีนี้เงินบาทแข็งค่าไปแล้ว 6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์และ 25% เมื่อเทียบกับเงินเยน ทำให้ผู้ส่งออกแสดงความไม่พอใจมากขึ้น

และแม้จะมีผลดีต่อการลดเงินเฟ้อและต่อผู้บริโภคของไทยโดยเฉพาะที่มีศักยภาพที่จะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่ผมเห็นว่าอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้ เพราะการส่งออกนั้นคิดเป็นสัดส่วนสูงเกือบ 70% ของจีดีพี กล่าวคือผมเห็นว่าการบริหารจัดการนโยบายการเงินของไทย (ซึ่งน่ามุ่งหวังที่จะจัดการกับการแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็ว) นั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายเศรษฐกิจไทยและต้องรีบบริหารจัดการมากกว่าความเป็นห่วงว่าอีก 7-8 ปีข้างหน้ารัฐบาลอาจจะกู้เงิน 2 ล้านล้านบาททำให้หนี้สาธารณะเพิ่ม เพราะกระบวนการทำโครงการขนาดใหญ่ของไทยนั้นมักจะมีปัญหาความล่าช้าและมีกระบวนการมากมาย ความเสี่ยงจึงน่าจะเกิดจากการทำโครงการได้ล่าช้ากว่าแผนการที่วางเอาไว้มากกว่า

ผู้ที่มีอำนาจบริหารจัดการนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนตามกฎหมายคือคณะกรรมการนโยบายการเงิน 7 คนซึ่งมีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นประธานและมีรองผู้ว่าการ ธปท. 1 คนเป็นรองประธาน รองผู้ว่าการ ธปท. 1 คนเป็นกรรมการ บวกกับผู้ทรงคุณวุฒิ (ซึ่งคณะกรรมการ ธปท. แต่งตั้ง) อีก 4 คน กล่าวคือมีกรรมการที่เป็นเจ้าหน้าที่ ธปท. 3 คน และ “คนนอก” 4 คน แต่ในทางปฏิบัตินั้น ธปท. เป็นเลขานุการของคณะกรรมการและเป็นผู้ที่ให้ข้อมูลทั้งหมดกับกรรมการ ดังนั้น ธปท. จึงน่าจะเป็นผู้กำหนดทิศทางและนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศไทย ทั้งนี้ ในเว็บไซต์ของ ธปท. ก็แจ้งไว้อย่างชัดเจนว่า ธปท. ใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวโดยมีการบริหารจัดการ (managed-float exchange rate regime) ตั้งแต่ปี 2000 ซึ่ง ธปท.ขยายความว่าเป็นการปล่อยให้ค่าเงินบาทปรับตัวไปตามกลไกตลาด ซึ่งสะท้อนอุปสงค์และอุปทานของเงินบาทในตลาดค้าเงินระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ธปท. จะไม่กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเป้าหมายและพร้อมจะเข้าแทรกแซงค่าเงินในกรณีที่อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนเกินกว่าปกติ (excess volatility) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากความผันผวนดังกล่าวเกิดจากการเก็งกำไรและเกินกว่าที่เศรษฐกิจจะรับได้ โดยจะรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศซึ่งวัดจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่งสำคัญ (โดยกำหนดน้ำหนักอัตราแลกเปลี่ยนตามความสำคัญทางการค้า) ซึ่งศัพท์ในเชิงวิชาการเรียกว่า Nominal Effective Exchange Rate (NEER) โดย NEER นี้จะวัดความสามารถในการแข่งขันได้ดีกว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับดอลลาร์เพราะประเทศไทยส่งออกไปสหรัฐเพียง 10% ของการส่งออกทั้งหมด เป็นต้น แต่ในอดีตนั้นจะเห็นได้ว่า NEER กับอัตราแลกเปลี่ยนบาท-ดอลลาร์นั้นปรับตัวใกล้เคียงกันมาก จึงพอจะพูดได้ว่าบาท-ดอลลาร์สะท้อนความสามารถในการแข่งขันของไทยได้พอใช้ แต่ในระยะหลังนี้เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างมากและรวดเร็ว ทำให้ไทยอาจจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันมากกว่าการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเปรียบเทียบกับดอลลาร์ (ประเทศญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกของไทยที่สำคัญใกล้เคียงกับตลาดสหรัฐ)

สรุปได้ว่านโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของไทยคือ

1. ปล่อยให้ค่าเงินปรับตัวตามกลไกตลาด (อุปสงค์-อุปทาน)

2. บางครั้งอัตราแลกเปลี่ยนอาจผันผวนมากและค่าเงินอาจไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเพราะอาจมีการเก็งกำไรในบางโอกาส

3. ในกรณีดังกล่าว ธปท. พร้อมจะเข้าไปแทรกแซงเพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาท ทั้งนี้ โดยจะรักษาความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยวัดโดย NEER

4. ในระยะหลังนี้ ธปท. ประกาศให้ทราบว่าทางการไทยพร้อมจะมีมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุน (capital control) หากเห็นว่ามีความจำเป็น

สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือสภาวะแวดล้อมทางการเงินของโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ โดยปกติธนาคารกลางของประเทศที่พัฒนาแล้วมีหมวก 2 ใบ คือใบแรกเป็นธนาคารกลางที่ดูแลผลประโยชน์ของประเทศตัวเอง กับหมวกใบที่สองคือการควบคุมปริมาณเงินของตนเองซึ่งเป็นเงินสกุลหลักของโลกให้มีเพียงพอไม่มากไปและไม่น้อยไปเพื่อส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกอย่างมีเสถียรภาพ พูดง่ายๆ คือธนาคารกลางสหรัฐ ยุโรป อังกฤษและญี่ปุ่นจะต้องดูแลเสถียรภาพทางการเงินของโลกพร้อมกันไปด้วย แต่ในความเป็นจริงในวันที่ธนาคารกลางของประเทศดังกล่าวมุ่งเน้นแต่จะช่วยให้เศรษฐกิจของตัวเองรอดพ้นจากความตกต่ำ ก็ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของเศรษฐกิจโลกโดยรวมแต่อย่างใด (เว้นแต่จะบอกว่าหากประเทศเขาไม่รอด เศรษฐกิจโลกก็จะไม่รอดไปด้วย)

กล่าวคือประเทศสหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรปและอังกฤษกำลังตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ เช่น สหรัฐพิมพ์เงินใหม่เดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์หรือปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ที่มีอยู่ในระบบทั้งหมดเพียง 800,000 ล้านดอลลาร์ กลางปี 2008 นอกจากนั้นเงินที่พิมพ์ออกมายังนำไปซื้อพันธบัตรทั้งระยะสั้นและระยะยาว กล่าวคือธนาคารกลางหลักของโลกได้กดดอกเบี้ยระยะสั้นลงเหลือใกล้ศูนย์และกำลังกดดอกเบี้ยทั้งสั้นและยาวลงไปต่ำผิดปกติคือบิดเบือนโครงสร้างดอกเบี้ยทั้งหมดและยืนยันว่าความบิดเบือนเช่นนี้จะดำเนินต่อไปอีก 1-2 ปีหรือนานจนกว่าเศรษฐกิจของเขาจะฟื้นตัว ข้อสรุปคือดอกเบี้ยของโลกทั้งระยะสั้นและระยะยาวมิได้ถูกกำหนดโดยกลไกตลาดแล้ว และจะส่งสัญญาณที่คลาดเคลื่อนจากปัจจัยพื้นฐานไปอีกนาน

แต่ในสภาวการณ์ดังกล่าว ธปท. กำลังดำเนินนโยบายการเงินแบบปกติและปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนปรับตัวไปตามกลไกตลาดหรือกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งกลไกตลาดปกตินั้นมีปัจจัยสำคัญคือ อุปทาน (supply) ต้องมีต้นทุนการผลิต เช่น หากผลิตนาฬิกาจำนวนมากขึ้นต้นทุนของการผลิตต่อหน่วยจะต้องเพิ่มขึ้น แต่การผลิต (พิมพ์) เงินดอลลาร์ เยน ยูโรและปอนด์นั้น เกือบจะไม่มีต้นทุนการผลิต ดังนั้น เมื่อธนาคารกลางตั้งใจจะพิมพ์เงินอย่างไม่มีข้อจำกัด ก็แปลว่าค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักดังกล่าวจะคำนวณจากปัจจัยพื้นฐานได้ยาก เพราะเป็นเรื่องของการเร่งพิมพ์เงินออกมา มิได้ผูกโยงกับปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจโลกมากนัก แปลว่ามีความเสี่ยงว่าจะมีสภาพคล่องในโลกสูงมากที่จะผลักดันเงินบาทให้แข็งค่าได้อย่างต่อเนื่อง

หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal รายงานเมื่อ 22 เมษายนว่าบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นกำลังเดือดร้อนที่ค่าเงินเยนตกต่ำลง ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาล 10 ปีให้ดอกเบี้ยต่ำเพียง 0.6% ต่อปี ทำให้อาจเพิ่มการซื้อพันธบัตรต่างประเทศมากขึ้น ทั้งนี้บริษัทประกันเหล่านี้มีเงินลงทุนทั้งสิ้น 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ (332 ล้านล้านเยน) หากมีการโยกเงินดังกล่าวไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพียง 3-4% ก็จะเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนได้โดยง่าย

ประเด็นสุดท้ายที่ยังมีการถกเถียงกันคือดอกเบี้ยมีความสำคัญต่อการไหลเข้าของเงินทุนมากหรือน้อย ธปท. มองว่าส่วนต่างดอกเบี้ยไม่มีผลมากนัก ปัจจัยพื้นฐานที่ดีของไทยมีผลมากกว่า (ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ย) แต่ผมขอมองต่างมุมโดยมีข้อสังเกต 2 ข้อคือ

1. หากเรายอมรับว่าระดับดอกเบี้ยมีความสำคัญในการชี้นำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (ธปท. จึงใช้เป็นเครื่องมือหลักในการควบคุมเสถียรภาพของเศรษฐกิจ) ส่วนต่างของดอกเบี้ยก็น่าจะมีความสำคัญเช่นกัน

2. ตัวเลขล่าสุดต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิประมาณ 20,000 ล้านบาทจากต้นปี (โดยรวมการออกหุ้นใหม่ด้วย) แต่ต่างชาติถือพันธบัตรไทยเพิ่มขึ้น 150,000 ล้านบาท (จาก 700,000 ล้านตอนต้นปีมาเป็น 850,000 ล้านบาทตอนกลางเดือนเมษายน) การลงทุนในตลาดหุ้นนั้นจะเน้นปัจจัยพื้นฐานของประเทศเป็นหลัก (เพราะจะส่งผลให้กำไรบริษัทมากขึ้น) แต่การลงทุนในพันธบัตรนั้นจะเน้นผลตอบแทนจากดอกเบี้ย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าต่างชาติเลือกเพิ่มการลงทุนในพันธบัตรมากกว่าหุ้น 8 เท่าครับ


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ค่าเงินบาท อีกครั้ง

view

*

view