http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,118,743
เปิดเพจ23,733,058

คำต่อคำ ประสาร แจงกมธ.กู้2ล้านล้าน

คำต่อคำ"ประสาร"แจงกมธ.กู้2ล้านล้าน

จาก โพสต์ทูเดย์

คำต่อคำ "ประสาร ไตรรัตน์วรกุล" ผู้ว่าฯธปท.เข้าชี้แจงต่อ กรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท

หมายเหตุนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ให้ อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ของประเทศพ.ศ. ....หรือ พ.ร.บ.การกู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ที่มีนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีเนื้อหาที่กรรมาธิการของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านซักถาม และคำตอบจากผู้ว่าการ ธปท.ที่น่าสนใจดังนี้

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ถาม – การกู้เงินในระยะเวลา 7ปี เฉลี่ยปีละ 3แสนล้านบาท ซึ่งจะมีการเริ่มกู้จริงในปลายปี 2556 ตามที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)บอกว่าไม่กระทบการจัดงบประมาณสมดุลตามแผนที่วางไว้นั้น ในมุมมองของธปท.ประเมินผลกระทบในเรื่องนี้อย่างไร รัฐบาลจะจัดสมดุลงบประมาณได้จริงหรือไม่

นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ถาม – การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทจะกระทบต่อสภาพคล่องในระบบหรือไม่ ถ้าสภาพคล่องเปลี่ยนแปลงจะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอย่างไร สมมติฐานภาระดอกเบี้ยของสบน.ที่ 5% ต่อปีจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะในอดีตถ้าเศรษฐกิจมีการขยายตัว(จีดีพี)ดีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อาจจะ เพิ่มเป็น 8% หรือ9% หรือ 10% ก็ได้  มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่การขาดทุนของธปท.จะเพิ่มมากไปถึง 1 ล้านล้านบาท

นายประสาร ตอบ - การดูแลสภาพคล่องของธปท. ตามหลักจะดูแลปริมาณเงินให้สมดุลกับเศรษฐกิจจริง เพราะถ้าปล่อยให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มมากเกินไป เงินเฟ้อหรือราคาอาจจะเปลี่ยนแปลง สินค้าจะเพิ่มขึ้น ธปท.จึงต้องดูแลให้เหมาะสม ในทางกลับกันถ้าสภาพคล่องขาดธปท.ก็จะคลายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งธปท.จะทำแบบตั้งรับ คือ ให้น้ำหรือปริมาณเงินในระบบเอ่อล้นขอบสระ ไม่ใช่ตั้งเครื่องสูบน้ำดูด เพราะธปท.ไม่ใช่ภาคธุรกิจเอกชนหรือธนาคารพาณิชย์ที่ต้องหากำไรเป็นหลัก

ธปท.จะรอจนสิ้นวันธนาคารปิด ดูว่ามีเงินเหลือหรือล้นมาจากขอบสระหรือไม่ แล้วค่อยดูดซับสภาพคล่องเฉพาะส่วนที่ล้นออกจากขอบสระเท่านั้น โดยการออกพันธบัตร ธปท.มาดูดซับระยะ 7 วัน 3 เดือน ฯลฯ เพื่อไม่ให้สภาพคล่องมีมากเกินไปจนเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ปัจจุบันธปท.ก็ดูดซับไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อรักษาสมดุล

ถ้ามีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น มีการลงทุนจริง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่อซื้อสินค้าในประเทศ หรือซื้อสินค้าจากต่างประเทศที่ต้องนำเข้า ก็มีส่วนช่วยในการดูแลปริมาณสภาพคล่องในระบบเช่นกัน ยิ่งในช่วงที่ปริมาณเงินไหลเข้ามามากการลงทุนจะช่วยสร้างสมดุลเงินไหลเข้า ได้

แต่กิจกรรมที่พูดถึงนี้ คือ การลงทุนการซื้อไป ต้องเป็นไปเพื่อก่อให้เกิดผลิตผล ซึ่งการกู้เงินเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของ ประเทศเป็นเรื่องที่ดี ในหลักการนี้ธปท.เห็นด้วย แต่การใช้การใช้เงินลงทุนให้มีประสิทธิภาพก็ต้องดูให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในที่นี้ ในระยะ 10 -50 ปี สมมติฐานดอกเบี้ยที่ 5% จะเป็นไปได้หรือไม่นั้น คงไม่มีใครทายได้แม่นยำ แต่ถ้าจะดูพอเป็นแนวทางก็พอดูได้ ซึ่งถามว่าดอกเบี้ยที่สมมุติฐาน 5% หากดูจากอัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว 48 ปี ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทประกันชีวิตเป็นผู้ลงทุนนั้น มีอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนอยู่ที่ 4.27% ถ้าวันนี้ซื้อพันธบัตรล็อคดอกเบี้ยผลตอบแทนยาวไว้ 48 ปี ก็จะได้ดอกเบี้ยที่ 4.27%

ฉะนั้น การใช้สมมติฐานดอกเบี้ย 5% ก็พอคิดได้ มีที่มาที่ไป ถ้าถามว่าพอใช้ระยะเวลากู้ 50 ปี ดอกเบี้ยนี้จะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ต้องยอมรับว่ามีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ทั้งสูงขึ้นและต่ำลง เพราะหากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจเปลี่ยนไปกลัวว่าเงินเฟ้อใน อนาคตจะสูงขึ้นได้อีก เขาก็อาจจะไม่พอใจดอกเบี้ยที่ 4.27% ก็ได้  เพราการซื้อลงทุนยาว 48% เหมือนซื้อสัญญาล่วงหน้าจากความเชื่อมั่น แต่ถ้าไม่เชื่อมั่นมันย่อมเปลี่ยนแปลงได้

การที่นักลงทุนจะมองดอกเบี้ยไปในทางสูงขึ้น คือ มองเศรษฐกิจโตดีตามคาด เศรษฐกิจมีวินัยทางการเงิน ก็มีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะสูงเกิน 5% ได้อย่างมากกมาย หรือถ้าตลาดการเงินมีสัญญาณมากระทบนักลงทุนขาดความน่าเชื่อถือในเศรษฐกิจและ การคาดการณ์เงินเฟ้อข้างหน้าว่าอาจจะไม่อยู่ในระดับที่คาด ดอกเบี้ยก็อาจจะกระโดดจาก 4.27% ได้เช่นกัน แต่ขอเรียนว่าภาวะการเงินในปัจจุบันมีความเชื่อมั่นสูงและตราบใดที่นักลงทุน มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ โครงสร้างเศรษฐกิจ และภาวะเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยระยะยาวก็อาจจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

ส่วนดอกเบี้ยนโยบาย 1 วันเป็นดอกเบี้ยระยะสั้น ที่ส่งสัญญาณต่อตลาดการเงิน แต่ดอกเบี้ยไว้กู้ลงทุนจะเป็นการดอกเบี้ยระยะยาว ซึ่งการลดดอดเบี้ยระยะสั้นไม่ได้แปลว่าดอกเบี้ยระยะยาวจะลดลง ถ้าคำอธิบายไม่ดี เช่น ถ้าเศรษฐกิจร้อนแรงไปลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ถามว่าว่าดอกเบี้ยระยะยาวจะลงไหม มันน่าจะขึ้นมากกว่า ฉะนั้น สิ่งสำคัญเราต้องรักษาความเชื่อมั่นให้ได้เพราะเป็นสิ่งที่นักลงทุนมองและ ให้ความสำคัญ

นายเจือ ราชสีห์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ถาม - ถ้าเป็นสถาบันการเงินการจะให้กู้โครงการนี้หรือไม่ ดูจากอะไรเป็นสำคัญ และโครงการ 2 ล้านล้านบาท ที่จะเอาไปลงทุนเช่นนี้ ถือว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือน่าจะให้กู้หรือไม่ 

นายประสาร ตอบ - การให้กู้เงินสิ่งสำคัญที่สถาบันการเงินจะเลือก คือ เลือกเงื่อนไขที่ดีที่สุด ให้ได้เงินคืนและได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ อย่าไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาเงินทุนไหลเข้ามาในไทยเยอะ ถ้าเอาเงินนี้มาใช้ก็น่าจะช่วยแบ่งเบาภาระการดูแลสภาพคล่องของธปท.ได้ด้วย แต่การจะเอามากู้ลงทุนหรือไม่ คงต้องดูต้นทุนการกู้ที่เหมาะสมด้วย แต่สำหรับผมการจะกู้มาลงทุนหรือไม่ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ประโยชน์และ ประสิทธิภาพที่จะได้จากการลงทุนที่จะมาเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิผลของประเทศ การยกระดับการแข่งขันของประเทศมากกว่า

ทั้งนี้ ในปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจโลกมีหลายดุลยภาพ พอแบ่งได้ 3 ดุลยภาพ คือ 1.กลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวในระดับที่ดี เช่น ไทย  จีน ที่ยังสามารถเติบโตได้ 2.กลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่เติบโต 0% เช่น ยุโรป และ3.กลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว อย่างสหรัฐ และญี่ปุ่น ที่โตระดับ 1-2% ในภาวะนี้ที่โลกมีดุลยภาพที่แตกต่างกัน

ไทยก็อยู่ในกลุ่มแรกทำให้มีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลมาไม่น้อย การจะทำให้เงินทุนไหลเข้ามาน้อยลง การจะให้ดอกเบี้ยรับภาระตรงนี้อาจจะไม่ได้ผล การรับมือควรมีการผสมผสานหลายเครื่องมือ  ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงการคลังและธปท.ไม่ได้เห็นแตกต่างกัน เพียงแต่การให้น้ำหนักในแต่ละเครื่องมือ อาจจะแตกต่างกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั่วโลก

ในภาวะนี้จะใช้ดอกเบี้ยหรือมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าเป็นเครื่องมือใน การดูแลให้เกิดสมดุลเงินทุนไหลเข้าออกไม่ให้กระทบอัตราแลกเปลี่ยนั้น ต้องดูให้เกิดความสมดุล เพราะโลกแยกเป็น 3 ดุลภาพ และดอกเบี้ยถูกใช้ให้รับภาระกิจสำคัญในการดูแลดุลยภาพในประเทศ การจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่านั้น อย่าลืมว่า แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่จะสามารถใช้ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายได้

แต่ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยมีภาระหนักที่จะต้องดูแลเศรษฐกิจในประเทศ และถือเป็นความยากลำบากของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ที่ปัจจุบันต้องพยายามรักษาดุลยภาพในประเทศ ขณะเดียวกันเงินทุนไหลเข้าก็ถูกมองให้เป็นภาระหนักของดอกเบี้ยด้วย เพราะต้องไปดูแลเงินทุนไหลเข้าด้วย

อย่างไรก็ตาม เงินทุนเคลื่อนย้ายต้องดูจากหลายปัจจัย  ดอกเบี้ยก็เป็นตัวหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน แต่มองว่าเรื่องการเข้ามาเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนคิดเป็นเปอร์เช็นต์ผลตอบ แทนเทียบกับดอกเบี้ยแล้วสูงกว่ามาก 

ส่วนการกู้มาลงทุน 2 ล้านล้านบาทควรกู้ในประเทศหรือต่างประเทศนั้น อาจจะไม่แตกต่าง เพราะดอกเบี้ยในประเทศไม่ได้ต่างจากดอกเบี้ยในต่างปนะเทศมากนัก หากต้องบวกการซื้อสัญญาความเสี่ยงล่วงหน้าจากอัตราแลกเปลี่ยนจากความผันผวน ของเศรษฐกิจโลกเข้าไปด้วย เหมือนที่ธุกิจขนาดใหญ่ยอมซื้อป้องกันความเสี่ยงการไปลงทุนในธุรกิจขนาดใหญ่ ในสิงคโปร์เป็นต้น ซึ่งคิดว่าการกู้ต้นทุนที่เหมาะสม สบน.น่าจะดูต้นทุนและทางเลือกที่เหมาะสมอยู่แล้ว

นายสมชัย จิตสุชน ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึงสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)  ถาม – การกู้เงินตามพ.ร.บ.ดังกล่าวนี้จะมีผลต่อสภาพคล่องในระบบและอัตราดอกเบี้ย อย่างไร และ การเข้าสู่สมดุลตามแผนที่สบน.ชี้แจงนั้น จะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะภาระดอกเบี้ยจากการกู้อาจจะเพิ่มขึ้นได้

นายประสาร ตอบ - สำหรับการกู้เงินจำนวนมากจะเป็นภาระกับงบประมาณประจำหรือไม่ ทำให้การจัดงบเข้าสู่สมดุลไม่ทำงบขาดดุลได้หรือไม่นั้น ถ้ามีการกู้และใช้งบประจำก็ยังทำได้ตามแผน แต่ถ้าไม่ได้ตามที่คาดก็อาจจะเกิดการผิดคาดได้ ส่วนจะเกิดการเบียดแย่งสภาพคล่องเงินกู้ระหว่างรัฐกับเอกชนหรือไม่นั้น ธปท.ยังไม่ได้ดูละเอียดต้องขอไปดูในรายละเอียดก่อน

สำหรับระดับหนี้สาธารณะ ถ้าดูจากแผนการลงทุนที่จะกู้เงินเฉลี่ยปีละ 3 แสนล้านบาท ในระยะเวลาประมาณ 7 ปี ตามที่ สบน.บอก ขณะนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่ากังวลอะไร แต่ถ้าเรามีรายจ่ายอื่นในอนาคตที่ไม่ปรากฏหรือที่เรียกการคลังแอบแฝง เช่น การประกันสุขภาพถ้วนหน้าในวันข้างหน้าอาจจะต้องจัดงบเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประ สิทิภาพการรักษาในส่วนนี้ หรือการที่ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งส่วนนี้อาจจะมีงบประมาณชดเชยให้ ซึ่งตัวเลขระดับหนี้อาจจะเปลี่ยนได้ ขณะที่ผลการจัดเก็บงบประมาณก็เปลี่ยนได้ ซึ่งปัญหานี้เคยทำให้บางประเทศมีภาวะคาดไม่ถึงมาแล้วก็มี เช่น สหรัฐที่เดิมมีหนี้สาธารณะเพียง 46% ของจีดีพี แต่มีปัญหาเลเมนบาร์เทอร์หนี้พุ่งเป็นเกิน 80%กว่า จนต้องมีเครื่องมือการเงินพิเศษมาใช้ถึงทุกวันนี้

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถาม – หลังจากมีเงินทุนไหลเข้าจำนวนมากแล้ว มีโอกาสหรือไม่ ที่เงินทุนต่างชาติจะไหลออก และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันที่จะพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตของ ประเทศควรลงทุนในด้านใด และธปท.คิดว่าการลงทุนจะช่วยมีผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศปีนี้อย่างไร

นายประสาร ตอบ - เงินทุนมีโอกาสเคลื่อนย้ายได้เสมอ เป็นไปตามความเชื่อมั่น ตราบใดที่นักลงทุนยังเชื่อมั่นเงินทุนอาจจะยังไม่เคลื่อนย้ายแก ส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการพัฒนาประเทศมีการลงทุนดีๆในหลายด้สย ธปท.อาจจะมีความรู้จำกัด แต่ทุกอย่างที่เพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการพัฒนาประเทศถือเป็นเรื่องที่ดี เช่น การพัฒนาการศึกษา ระบบขนส่ง ฯลฯ

ส่วนผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศอาจจะยังไม่เห็นในปีนี้ เพราะโครงการน่าจะเริ่มได้ประมาณปลายปี และในปี 2557 ตามที่สบน.บอก เพราะยังอยู่ในช่วงเริ่มดำเนินการ

นายชัย ชิดชอบ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ถาม - ปัจจุบันเงินสำรองประเทศมีจำนวนเท่าไร เพียงพอหรือไม่ ธปท.สามารถอนุมัติเบิกจ่ายได้เท่าไหร่ และมีกฎหมายให้นำเงินสำรองฯออกมาใช้ลงทุนทำถนนพัฒนาประเทศได้หรือไม่ และเงินคงคลังของหลวงตามหาบัวฯปัจจุบันมีเท่าไหร่

นายประสาร ตอบ - สำหรับเงินสำรองฯปัจจุบันไม่รวมภาระซื้อล่วงหน้ามีประมาณ 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และทองคำในทุนสำรองมีประมาณ 150 ตัน และทองคำของหลวงตามีประมาณ 13 ตัน การรักษาทุนสำรองประเทศมีการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ และถือในสกุลหลัก6 สกุล เพื่อจากเดิมที่ถือ 4 สกุล คือ เงินเหรียญสหรัฐ ยูโร ปอนด์ และเยน และเพิ่มมาถือดอลลาร์ออสเตรีย และดอลลาร์แคนนาดาด้วย เพราะ 4 สกุลหลักที่ถืออยู่เดิมผลตอบแทนต่ำ  ลงทุนปัจจุบันได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ประมาณ 3%  

ส่วนเงินสำรองจะเอามาใช้ได้หรือไม่นั้น ถ้ามีเงินมาแลกก็เอาไปใช้ได้ เพราะสินทรัพย์ที่ธปท.ถืออยู่เป็นสินทรัพย์ต่างประเทศ ปัจจุบันมีกรรมสิทธ์ที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนในหุ้น พันธบัตร หรือลงทุนโดยตรงรวมทั้งหมดที่แลกเป็นเงินบาทเข้ามามีประมาณ 3 แสนล้านบาท ส่วนสำรองที่หนุนหลังธนบัตรออกใช้มีประมาณ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ถามว่าถ้าเกิดวิกฤตจะรับไหวหรือไม่ เข้าใจว่าถ้าเกิดจริงในส่วนของ 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐคงไม่ออกพร้อมกันทันที เพราะส่วนที่เป็นโรงการเป็นธุรกิจลงทุนโดยตรงที่ต่างชาติเข้ามคงไม่สามารถ ขายกิจการเอาเงินออกได้ทันที ฉะนั้น เงินออก 1 ใน 3 น่าจะรับ

ส่วนบัญชีเงินสำรองของรัฐบาลที่เปิดบัญชีฝากไว้ที่ธปท. ส่วนใหญ่จะมีจำนวนที่ค้างไว้ไม่มาก เพราะเหมือนบัญชีเผื่อเรียก จะเข้ามาฝากมากเฉพาะช่วงที่มีเก็บภาษีได้มาก

อย่างไรก็ตาม ปริมาณเงินสภาพคล่องหมุนเวียนในระบบมีเพียงพอ เพราะถ้าจีดีพีโต 5% บวกเงินเฟ้อที่ 3 % ก็เท่ากับว่าเศรษฐกิจจริงจะมีความต้องการเงินเพิ่มขึ้น 8% ซึ่งธปท.จะดูแลให้เพียงพอกับเศรษฐกิจจริงเท่นั้น เพราะถ้าให้มีมากไปก็กระทบต่อเศรษฐกิจในอนาคตได้

การช่วยให้ดอกเบี้ยพันบัตรไม่เพิ่ม ให้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 4.27% จะช่วยลดต้นทุนรัฐบาลได้มากทีเดียว แต่ในความเป็นจริงดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กบความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งสิ่งที่ธปท.ทำได้ คือ รักษาความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้มีความน่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้การคาดการณ์ดอกเบี้ยหรือเงินเฟ้อในอนาคตเปลี่ยนแปลงมากเกินไป

อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับความสมดุลของดีมานด์และ ซัพพลายของเงินในอนาคตด้วย ซึ่งถ้านักลงทุนเชื่อมั่น เศรษฐกิจมีวินัย ดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 48 ปี ก็อาจจะอยู่ที่ระดับ 4.27% ได้ แต่โอกาสก็เป็นไปได้น้อย แต่ดอกเบี้ยระดับนี้ถือว่าต่ำ ถ้าเทียบการเติบโตที่ระดับ 5% และบวกเงินเฟ้อที่ระดับ 3% เพราะเศรษฐกิจมีโอกาสเติบโตได้ในระยะต่อไป เช่นเดียวกันการที่เศรษฐกิจดีค่าเงินบาทก็มีโอกาสที่จะแข็งค่าขึ้น อย่างเมื่อปี 2539 -2540 ที่ค่าเงินบาทอยู่ที่ 50 กว่าบาท แต่ปัจจุบันผ่านไป 15-16 ปี เงินบาทกลับมาอยู่ที่ 28- 29 บาทใกล้ระดับที่เคยอยู่ที่ 27 บาทกว่าๆเมือนก่อนวิกฤตปี 2540 ก็เป็นไปได้ เพราะเงินมันสวิงได้ เปลี่ยนแปลงได้

ไม่แน่ว่าอีก 15 ปีข้างหน้า มีผู้ว่าการคนใหม่ที่ไม่ใช่ผมแล้วอาจจะมานั่งชี้แจงการเปลี่ยนของค่าเงินใน ลักษณะนี้อีกก็เป็นได้   ดังนั้น สิ่งที่ธปท.ทำได้ดีที่สุดคือการรักษาความน่าเชื่อถือทางการเงินเพื่อไม่ให้ คนหรือนักลงทุนคาดการณืไปมากกว่าความจริงจนเกิดการรืเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เกินไป


ธปท.แจงกู้2ล้านล้าน รัฐต้องมีวินัยการเงิน

แบงก์ชาติแจง กมธ.กรณีกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ย้ำหากรัฐบาลอยากให้ดอกเบี้ยยาวอยู่ที่ 2% ต้องรักษาวินัยการเงิน สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

วันนี้ (9 พ.ค.) คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ... หรือ การกู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ที่มี นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เชิญ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาให้ความเห็นและมุมมองที่มีต่อโครงการดังกล่าว

ในที่ประชุมมีคำถามถึง นายประสาร มากมาย ส่วนใหญ่เป็นคำถามที่แสดงถึงความเป็นห่วงเรื่องอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมที่รัฐบาลประเมินไว้ที่ 5% ต่อปีว่ามีโอกาสปรับขึ้นหรือไม่ เพราะถ้าดอกเบี้ยในอนาคตขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 8-9% อาจทำให้วงเงินที่รัฐบาลต้องใช้ในการลงทุนรวมดอกเบี้ยมีแนวโน้มว่าจะสูงถึง 5 ล้านล้านบาทตลอดอายุโครงการกู้ 50 ปีได้ รวมทั้งมีคำถามที่แสดงถึงความเป็นห่วงต่อระดับหนี้สาธารณะของรัฐบาล ตลอดจนมุมมองต่อความคุ้มค่าของโครงการ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายประสาร กล่าวว่า ในส่วนของดอกเบี้ยจากภาระการระดมทุนที่รัฐบาลประเมินไว้ที่ 5% นั้น ธปท.คงไม่สามารถตอบได้ว่าอนาคตต้นทุนดอกเบี้ยส่วนนี้จะเป็นเท่าไร เพราะต้องขึ้นกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งถ้าธปท.ดำเนินงานโดยไม่ขัดต่อหลักวินัยทางการเงิน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดเงินได้ อัตราดอกเบี้ยตรงนี้ก็คงไม่ปรับขึ้น

"ดอกเบี้ย 5% เข้าใจว่า รัฐบาลคงอ้างอิงจาก บอนด์รัฐบาลอายุ 48 ปี ซึ่งตอนนี้ดอกเบี้ยอยู่ที่ปีละ 4.27% ถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก สาเหตุที่นักลงทุนยอมลงทุนในอัตราดอกเบี้ยเท่านี้ ส่วนหนึ่งเพราะเขาเชื่อว่าเงินเฟ้อในอนาคตจะไม่เพิ่มขึ้นรุนแรงนัก แต่ตราบใดที่นักลงทุนไม่เชื่อมั่นว่า แบงก์ชาติจะคุมเงินเฟ้อได้อยู่ เขาก็คงไม่กล้าลงทุน ทำให้อัตราดอกเบี้ยต้องปรับเพิ่มขึ้นเพื่อจูงใจให้เขาเข้ามาลงทุน"นายประสารกล่าว

สำหรับข้อเสนอที่อยากให้ธปท.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมเงินระยะยาวลงนั้น นายประสาร กล่าวว่า ดอกเบี้ยนโยบายเป็นดอกเบี้ยระยะสั้น แม้จะถูกใช้เป็นการส่งสัญญาณกับตลาดเงิน แต่ในแง่ความสัมพันธ์กับดอกเบี้ยระยะยาวนั้น แม้จะมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันบ้าง แต่ไม่จำเป็นว่าต้องไปในทางเดียวกันเสมอ

นายประสาร กล่าวด้วยว่า การลดดอกเบี้ยระยะสั้น ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวลดลงตาม ซึ่งที่ผ่านมามีกรณีตัวอย่างในหลายประเทศที่สะท้อนชัดเจนว่า แม้ดอกเบี้ยระยะสั้นจะปรับลดลง แต่ดอกเบี้ยระยะยาวกลับเพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนห่วงว่าจะเกิดเงินเฟ้อ จึงไม่กล้าลงทุนในพันธบัตรระยะยาวเนื่องจากเกรงว่าจะไม่คุ้มค่าการลงทุน โดยหันไปลงทุนในตราสารประเภทอื่นแทน ทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวต้องปรับขึ้นเพื่อดึงดูดให้คนกลับมาลงทุน


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

คำต่อคำ"ประสาร"แจงกมธ.กู้2ล้านล้าน

Tags : คำต่อคำ ประสาร แจงกมธ. กู้2ล้านล้าน

view

*

view