http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,119,964
เปิดเพจ23,734,323

หลากมิติ Asset Allocation มองผ่าน 5 กูรูการเงิน

หลากมิติ Asset Allocation มองผ่าน 5 กูรูการเงิน

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




การจัดสรรเงินลงทุนอย่างไร ให้เหมาะสมกับตัวเอง มากกว่าจะถามว่าในภาวะตลาดเช่นนี้ควรจะลงทุนอะไร เพราะจะเป็นการวิ่งตามตลาดไปแบบไม่มีที่สุด

กว่า 90% ของผลตอบแทนที่ได้ มาจาก “การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” ที่เหมาะสม ดังนั้นการจัดสรรเงินลงทุนจึงมีความสำคัญมากในการลงทุน แต่พบว่านักลงทุนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์จากการจัดสรรเงินลงทุนมากเท่าไร กลับไปให้น้ำหนักในการเลือกสินทรัพย์ที่จะลงทุน หรือ การจับจังหวะตลาดเพื่อลงทุน ซึ่งมีผลต่อผลตอบแทนน้อยกว่ามาก

สิ่งที่นักลงทุนควรถาม คือ จะจัดสรรเงินลงทุนอย่างไรให้เหมาะสมกับตัวเอง มากกว่าที่จะถามว่าในภาวะตลาดเช่นนี้ควรจะลงทุนอะไร เพราะจะเป็นการวิ่งตามตลาดไปแบบไม่มีที่สุด

Fundamentals สัปดาห์นี้ มีแนวคิดและมุมมองเกี่ยวกับเรื่องของ “การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” มานำเสนอ
…………………

@ กลัวความเสี่ยงคือความเสี่ยงหนึ่ง

"ดร.สมจินต์ ศรไพศาล" กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) บอกว่า ถ้าเปรียบการลงทุนเหมือนจัดทีมฟุตบอลลงแข่งอาจจะทำให้นักลงทุนเห็นภาพได้ดียิ่งขึ้น ถ้าทีมฟุตบอลของคุณจะส่งลงแข่งเพื่อหวังผลลัพธ์ คือ แชมป์หรือประสบความสำเร็จในการเล่นแล้ว คุณคงไม่ส่งแต่ศูนย์หน้าลงไปเล่นทั้งทีม หรือมีแต่กองหลังทั้งทีมเช่นกัน หากมองไปถึงภาพของทีมฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกก็จะประกอบด้วยผู้เล่นทั้งกองหน้า กองกลาง และกองหลังที่เหมาะสมตามแต่สไตล์การเล่นของแต่ละคน "การลงทุน" ก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าสภาวะตลาดการลงทุนจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน แต่หากนักลงทุนมี "การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)" ที่เหมาะสม ย่อมทำให้การลงทุนของตัวเองเหมือนมีเข็มทิศและไม่พลาดเป้าไปจากแผนการลงทุนทีได้วางเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรก เพราะภาพการลงทุนจะมีความชัดเจนสู่มุ่งหมายการลงทุนใน "ระยะยาว" และจะไม่เจอภาพความผันผวนใน "ระยะสั้น" ทำให้ตัวเองหลุดออกจากเป้าหมายการลงทุนที่ได้วางเอาไว้แต่แรกแต่ประการใด

ปัจจุบันนักลงทุนไทยยังมีการออมผ่าน "หุ้น" ประมาณ 20% ซึ่งยังน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่ประชาชนส่วนใหญ่จะมีการสะสมความมั่งคั่ง ในระยะยาวผ่านตลาดหุ้น เพราะเป็นเหมือนกองหน้าที่เอาไว้สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ตการลงทุนในระยะยาวของตัวเอง มีมากหรือน้อยนั้นขึ้นกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคนซึ่งแตกต่างกันไป

"นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ยังลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำเป็นสัดส่วนที่สูง และมองในอีกมุมหนึ่งตรงนี้ก็เป็นความเสี่ยงเช่นเดียวกัน หลายคนกลัวความผันผวนของหุ้นมองว่าเป็นความเสี่ยง ไม่กล้าลงทุน ทั้งที่มีการศึกษาและพิสูจน์กันทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยเองก็ยืนยันตรงกันว่า การลงทุนระยะยาวในหุ้นให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้หรือตราสารตลาดเงินชัดเจน นั่นทำให้นักลงทุนไทยที่มีการลงทุนในหุ้นน้อยไป อาจจะมีความเสี่ยงจากการที่ผลตอบแทนในระยะยาวไม่เพียงพอที่จะดูแลตัวเองเพื่อตอบโจทย์ชีวิตหลังเกษียณของตัวเองด้วยเช่นกัน จึงอยากให้นักลงทุนไทยหันมาให้ความสนใจกับการจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสมให้มากขึ้นเพราะการจัดสรรเงินลงทุนนั้นมีผลต่ออัตราผลตอบแทนที่จะได้รับมากสุดประมาณ 90% เลยทีเดียว"

@ จัดสรรเงินลงทุนตอบโจทย์ดีกว่า

"วรวรรณ ธาราภูมิ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง บอกว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นระหว่างทางอาจจะมีความผันผวนบ้างแต่จากข้อมูลสถิติในระยะยาวก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนประเภทอื่นโดยเปรียบเทียบ จะเห็นได้จากผลตอบแทนของสินทรัพย์แต่ละประเภทในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี2544 - 2545) หุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 14.6% ต่อปี, ตราสารหนี้อายุ 3 - 7 ปี ให้ผลตอบแทน 4.3% ต่อปี, เงินฝากประจำ 1 ปี ให้ผลตอบแทน 2.0% ต่อปี, ทองคำ ให้ผลตอบแทน 13.0% ต่อปี ซึ่งในระยะเวลาดังกล่าวก็ผ่านวิกฤติมาหลายวิกฤติแล้วเช่นกัน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานของกองทุนหุ้นไทยในระบบซึ่ง สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้กับนักลงทุนได้จริง เพราะการลงทุนในหุ้นนักลงทุนเองควรจะต้องมีเวลาในการลงทุนที่เหมาะสมเพื่อ ที่จะได้เห็นผลลัพธ์ของการลงทุนระยะยาวในหุ้นนั้นด้วยเช่นกันและตราบเท่าที่ บริษัทที่เลือกลงทุนยังมีผลการดำเนินงานที่ดี แม้ตลาดหุ้นในระยะสั้นอาจจะผันผวนไปบ้างจากปัจจัยที่เข้ามากระทบก็ไม่มีอะไรต้องน่ากังวล จึงอยากให้นักลงทุนมีมุมมองที่ถูกต้องกับการลงทุนในหุ้นด้วยเช่นกัน

"สินทรัพย์แต่ละประเภทก็ให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกันออกไปตามระดับของความเสี่ยงที่แตกต่างกัน สิ่งที่นักลงทุนควรทำคือการจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสมไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ให้เหมาะกับตัวเองแล้วก็ลงทุนไปตามที่ได้มีการจัดสรรพอร์ตการลงทุนเอาไว้ นั่นจะทำให้นักลงทุนไม่ต้องกังวลกับภาวะตลาดที่เปลี่ยนไปแต่ประการใดเพราะได้มีการจัดสรรเงินลงทุนไว้อย่างเหมาะสมอยู่แล้ว และการจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสมยังดีกว่าการไปคอยมองหาสินทรัพย์ที่น่าลงทุนในแต่ละช่วงเวลาอีกด้วย เพราะแต่ละปีสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ"

@ สำรวจสำรับการลงทุนก่อนลงทุน

"ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย บอกว่า แนวคิดใน "การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)" นั้นเป็นแนวคิดการลงทุนที่ดีและอยากให้นักลงทุนไทยหันไปสำรวจดูพอร์ตการลงทุนของตัวเองในปัจจุบันดูก่อนว่าปัจจุบันนี้การลงทุนของตัวเองมีการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทเป็นสัดส่วนมากน้อยเพียงใด ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ เงินฝาก เป็นต้น ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงก็มีคนมาถามว่าจะซื้อหุ้นได้หรือยัง ดัชนีระดับนี้ซื้อหุ้นได้หรือยัง ตรงนี้ต้องย้อนกลับไปถามว่าปัจจุบันคุณมีการลงทุนในหุ้นเป็นสัดส่วนเท่าไรของพอร์ต กรอบการลงทุนที่วางเอาไว้เป็นเท่าไร บางคนยังไม่รู้เลยว่าตัวเองมีการลงทุนในหุ้นอยู่เท่าไร การไปวิ่งตามตลาดในลักษณะนี้นักลงทุนเองก็จะเหนื่อยด้วย แต่ถ้านักลงทุนรู้ว่าตัวเองแบ่งสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไว้สมมติ 40% ถ้าตลาดหุ้นปรับตัวลงมาจนทำให้สัดส่วนการลงทุนในหุ้นลดลงก็เข้าไปซื้อเพิ่มเพื่อดึงสัดส่วนการลงทุนขึ้นมาในกรอบที่ได้วางไว้ หรือในกรณีที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมามากจนทำให้สัดส่วนการลงทุนในหุ้นปรับตัวขึ้นมาสูงเกินกรอบที่วางไว้ นักลงทุนก็ขายทำกำไรออกมาเพื่อทำให้กรอบสัดส่วนการลงทุนอยู่ในกรอบที่วางไว้เช่นเดิม

"การที่นักลงทุนมีการจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสม จะทำให้รู้ว่าตัวเองวางสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทเท่าไร ในกรณีของหุ้นเมื่อทราบสัดส่วนแล้ว นักลงทุนก็จะไม่เครียดและไม่กังวลกับภาวะตลาดหุ้นว่าจะเป็นอย่างไร เพราะมีกรอบสัดส่วนน้ำหนักการลงทุนใหญ่ไว้แล้ว ซึ่งในทางปฏิบัติจริง เงินที่จะซื้อเพิ่มหรือขายออกในหุ้นเพื่อรักษาสัดส่วนการลงทุนไว้ให้คงเดิมนั้น ก็จะเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุนที่ไม่มากและไม่มีอะไรที่น่ากังวลหรือเครียดไปกับภาวะตลาดหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ประการใด"

@ ชวนออมเงินผ่านกองทุนรวม

"สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล" นักวิเคราะห์กองทุนรวม บมจ.หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) ยอมรับว่า นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ยังคุ้นเคยกับการออมเงินผ่านเงินฝากธนาคารพาณิชย์เป็นหลักซึ่งไม่ได้ผิดอะไร แต่ก็มีความเสี่ยงที่เงินจะให้ผลตอบแทนที่ไม่เพียงพอที่จะต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อในระยะยาวได้เช่นกัน

ตัวอย่าง เงินลงทุน 100,000 บาท ฝาก "ออมทรัพย์" ได้อัตราผลตอบแทน 0.75% ต่อปี ผ่านไป 10 ปี เงินฝากนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 107,758 บาท ในขณะที่หากออมเงินโดยไม่ลงทุนเลยที่ "อัตราเงินเฟ้อ" เฉลี่ย 3.0% ต่อปี เงิน 100,000 บาท ผ่านไป 10 ปี จะเหลืออำนาจซื้อเพียง 79,646 บาท หรืออำนาจซื้อหายไปกว่า 20,000 บาท บาท แม้จำนวนตัวเลขที่เป็นตัวเงินจะอยู่ 100,000 บาท เท่าเดิมก็ตาม จะเห็นว่าผลตอบแทนจากการฝากเงินอาจ "ไม่เพียงพอ" ที่จะชดเชยกับอำนาจซื้อของเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ดังนั้น การจะลงทุนให้ชนะอัตราเงินเฟ้อนั้น นักลงทุนจำเป็นต้องนำเงินออมไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้การเปลี่ยน "เงินออม" สู่ "เงินลงทุน" จะช่วยให้นักลงทุนบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วยิ่งขึ้นด้วย ตัวอย่าง หากคุณต้องการเก็บเงินดาวน์บ้าน 500,000 บาท โดยเก็บเดือนละ 5,000 บาท ในกรณีที่ฝากเงินได้ผลตอบแทน 0.75% ต้องใช้เวลา 98 เดือน (8.09 ปี) จึงจะบรรลุเป้าหมาย แต่ถ้าได้ผลตอบแทน 6.00% จะใช้เวลาลดลงเหลือเพียง 82 เดือน (6.77 ปี) เท่านั้น และหากได้ผลตอบแทน 10.00% จะบรรลุเป้าหมายใน 74 เดือน (6.09 ปี) และหากเงินออมคุณได้ผลตอบแทน 15.00% ต่อปี จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในระยะเวลาเพียง 66 เดือน (5.44 ปี) เท่านั้น

"หรือด้วยอัตราผลตอบแทนที่ 15.00% หากคุณไปหาการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยในระดับนี้ได้ จะทำให้คุณบรรลุเป้าหมายเร็วกว่าการฝากเงินถึง 32 เดือน หรือ 2 ปี 8 เดือน เลยทีเดียว นอกจากเรื่องของอัตราผลตอบแทนแล้ว การลงทุนยิ่งเริ่มต้นเร็วยิ่งดีเช่นเดียวกัน"

บริษัทได้เปิดบริการ "Fund Builders Plan" ซึ่งเป็นการลงทุนผ่านกองทุนแบบรายเดือนด้วยกลยุทธ์การลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Average) ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 5,000 บาท ก็สามารถที่จะลงทุนผ่านกองทุนรวมและกระจายความเสี่ยงในการลงทุนด้วย "การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)" ได้ด้วย โดยไม่ต้องรอมีเงินก้อนใหญ่จึงจะลงทุนได้ซึ่งเหมาะกับบุคคลตั้งแต่วัยเริ่มทำงานที่ต้องการออมเงินเงินเพื่อตัวเองไปจนถึงวัยเกษียณที่ต้องการวางแผนการเงินให้ตัวเองหรือคนที่รัก โดยนักลงทุนสามารถเลือกลงทุนกับกองทุนของ 22 บลจ.ได้รวมทั้งติดตามพอร์ตการลงทุนและข้อมูลข่าวสารได้สะดวกยิ่งขึ้น

"โดยบริษัทได้เตรียมแพ็คเกจการลงทุนไว้เพื่อให้ง่ายกับการลงทุนสำหรับนักลงทุนด้วย 4 ทางเลือก ได้แก่ ทางเลือก S ,M ,L และ XL โดย จะมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้น กองทุนตราสารหนี้ และกองทุนตราสารตลาดเงินในสัดส่วนที่แตกต่างกันไป โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.48% ,8.01% ,9.74% และ13.42% ตามลำดับ เพื่อให้นักลงทุนสามารถเลือกส่วนผสมที่เหมาะกับตัวเองได้ดียิ่งขึ้นเพื่อ บรรลุเป้าหมายการออมในระยะยาวต่อไป"

@ "กองผสม" คำตอบที่ง่ายของการจัดสรรเงิน

"จุมพล สายมาลา" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล มองว่า แนวคิดใน "การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)" เป็นหัวใจและเป็นคำตอบที่ดีในการลงทุนให้กับนักลงทุนได้จริง ใครที่สามารถทำเองก็ได้ก็ถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มาก แต่ถ้าใครไม่ถนัด "กองทุนผสม" ที่มีการจัดสรรเงินลงทุนกระจายไปในสินทรัพย์ต่างๆ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน โดยกองทุนประเภทนี้ในต่างประเทศมีขนาดใหญ่เพราะได้รับความนิยมจากนักลงทุนเป็นจำนวนมากและถือเป็น "กองทุนแรก" และ "กองทุนหลัก" ที่นักลงทุนมักจะเลือกใช้ในการลงทุนด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการผสมสัดส่วนระหว่าง "หุ้น" และ "ตราสารหนี้" ในประเทศไทยเองในอนาคตก็เชื่อมั่นว่า "กองทุนผสม" จะได้รับความนิยมจากนักลงทุนเพิ่มขึ้นตามลำดับเพราะเป็นกองทุนที่ใช้แนวคิดของการจัดสรรเงินลงทุนมาใช้ในการลงทุนช่วยให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้ง่ายยิ่งขึ้น

ล่าสุดบริษัทกำลังอยู่ระหว่างเสนอขาย "กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล บาลานซ์ อินคัม (iBalanced)" ระหว่างวันที่ 28 ส.ค. - 4 ก.ย. 56 โดยมีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้น 65% และตราสารหนี้ 35% ชูกลยุทธ์ "ซื้อถูกขายแพง" และตั้งเป้าจะสร้างผลตอบแทนคาดหวังให้กับนักลงทุน 10% ต่อปี โดยจะมีขายคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติให้กับผู้ลงทุนทุกไตรมาสๆ ละ 2.50%

"โดยการซื้อถูกขายแพงจะมาจากการปรับสัดส่วนการลงทุนให้สู่น้ำหนักการลงทุนที่วางเอาไว้นั่นเอง ในกรณีที่หุ้นปรับตัวขึ้นมาจนทำให้น้ำหนักของหุ้นขยับขึ้นเป็น 70% ก็ขายหุ้นออกไปซื้อตราสารหนี้เพื่อปรับสัดส่วนให้กลับมาสู่ 65 - 35 เหมือนเดิม เป็นการขายแพงในจังหวะที่หุ้นขึ้น ในกรณีตรงข้ามหากตลาดหุ้นปรับตัวลงจนทำให้สัดส่วนการลงทุนในหุ้นลดลงเหลือ 60% ในขณะที่ตราสารหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 40% กองทุนก็จะขายตราสารหนี้มาซื้อหุ้นเพื่อปรับสัดส่วนกลับมาที่ 65 - 35 เหมือนเดิม เป็นการซื้อหุ้นถูกเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลง ในระยะยาวย่อมน่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง"

เหล่านี้เป็นมุมมองของผู้เชี่ยวชาญในแวดวงตลาดทุนที่น่าจะทำให้นักลงทุนได้ตระหนักถึงความสำคัญของ "การจัดสรรเงินลงทุน" อย่างเหมาะสม เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินในชีวิตของตัวเอง และสิ่งที่นักลงทุนควรจะถามตัวเองก่อนเริ่มต้นลงทุนจึงน่าจะเป็นเรื่องนี้เป็นสำคัญ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : หลากมิติ Asset Allocation มองผ่าน กูรูการเงิน

view

*

view