http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท07/12/2017
ผู้เข้าชม20,112,702
เปิดเพจ23,726,678

ดร.โกร่ง วิพากษ์ นโยบายการเงินการคลังของ สหรัฐ

จากประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีนัก เศรษฐศาสตร์ชั้นนำ และมีนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลมากที่สุดในโลก แต่นโยบายการเงินการคลังของอเมริกากลับเป็นนโยบายที่ล้มเหลวมากที่สุดในโลก

สหรัฐอเมริกามีอิทธิพลมากที่สุดในโลกในเรื่องการกำหนดรูปแบบ กฎระเบียบ กติกา จริยธรรม ความรับผิดชอบ ความโปร่งใส หลักธรรมาภิบาลให้รัฐบาลและองค์กรต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจการเงินการคลังให้ชาวโลกปฏิบัติ เพราะสหรัฐมีอิทธิพลมากที่สุดในการกำหนดนโยบายของธนาคารโลก ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ หรือธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางของตลาดทุนของโลก ประเทศใดหรือบริษัทใหญ่ ๆ จะระดมทุนก็ต้องทำผ่านบริษัทเงินทุนของสหรัฐเท่านั้น สหรัฐจึงเป็นประเทศที่ผูกขาดตลาดทุนของโลก

เมื่อระบบเศรษฐกิจการเงินของโลกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันทั้งหมด ประเทศต่าง ๆ จึงต้องปฏิบัติตามกฎกติการะเบียบแบบแผนที่องค์กรต่าง ๆ เหล่านี้กำหนด มิฉะนั้นก็จะถูกลงโทษ

ตัวอย่างเช่น เมื่อประเทศของเราเกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งในปี 2540 หรือประเทศหลายประเทศในยุโรปเกิดปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงิน ต้องเข้าโครงการกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ ก็ต้องปฏิบัติตาม

กฎเกณฑ์ที่ไอเอ็มเอฟและธนาคารเพื่อชำระเงินระหว่างประเทศ ที่เรียกว่า กฎบาเซิล 1-2-3 โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวเรือใหญ่ คอยบังคับให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตาม มิฉะนั้นสหรัฐก็จะคอยเล่นงาน มีประเทศจีนเท่านั้นที่กล้าขัดขืน เมื่อสหรัฐและไอเอ็มเอฟพยายามกดดันให้จีนขึ้นค่าเงินหยวน หรือเปลี่ยนจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนจากการตรึงค่าไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว พอจีนหอบเงินดอลลาร์ไปซื้อเครื่องบินโดยสารจากสหรัฐ 250 ลำ สหรัฐก็เลยเงียบ ไม่กล้าลงโทษอะไรกับประเทศจีน เพราะจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ

แต่การดำเนินนโยบายการเงินการคลังของสหรัฐ กลับไม่เป็นไปอย่างที่ตนสอนและบังคับให้ประเทศอื่น ๆ ที่มีปัญหาการขาดดุลการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด กฎต่าง ๆ ที่ตนบัญญัติขึ้นตนก็ละเมิดหมด

สหรัฐอเมริกาดำเนินนโยบายการขาดดุลการคลัง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมาโดยตลอด อาศัยว่าดุลบัญชีเงินทุนยังเกินดุลอยู่ เพราะโลกยังหาเงินสกุลอื่นมาแทนเงินดอลลาร์สหรัฐไม่ได้ ธนาคารกลางและบริษัทใหญ่ ๆ ยังใช้เงินดอลลาร์เป็นทุนสำรองอยู่ รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไร ตลาดสินค้าและตลาดการเงินของโลกยังต้องใช้เงินดอลลาร์อยู่ ค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น ๆ ยังพอไปได้ ถ้าเป็นเงินสกุลอื่นป่านนี้ก็คงจะกลายเป็นเศษกระดาษไปนานแล้ว

เมื่อยอดหนี้สาธารณะของอเมริกาพุ่งสูงขึ้นถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติ รัฐสภาอเมริกาก็มีปฏิกิริยา ออกกฎหมายกำหนดเพดานยอดหนี้สาธารณะ หรือนัยหนึ่งควบคุมการกู้ยืมเงินของรัฐบาลจากประชาชน พยายามให้ขึ้นภาษี ลดการใช้จ่ายภาครัฐบาล รัฐบาลต้องลดจำนวนข้าราชการ ลูกจ้าง รวมทั้งปิดหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาล และเจรจากับรัฐสภาไม่ให้ลดการกู้ยืมลงเร็วเกินไป จนจะเกิดสถานการณ์ทีเรียกว่า "หน้าผาการคลัง" หรือ "Fiscal Cliff" กล่าวคือ รัฐบาลล้มละลายทางการเงิน ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนข้าราชการและลูกจ้าง ไม่มีเงินชำระคืนเงินกู้ หรือไถ่ถอนพันธบัตรของตนจากผู้ถือ ธนาคารกลางของเราเองก็ถือพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันไว้เป็นจำนวนมากเหมือนกัน

เมื่อเข้าตาจนอย่างนี้ ธนาคารกลางของสหรัฐก็ออกมาตรการทางการเงินที่เรียกโก้ ๆ ว่า คิวอี หรือ Quantitative Easing 1-2-3 ที่จริงก็คือ Open Market Operation นั่นเอง โดยอัดฉีดเงินจากธนาคารกลางมาซื้อพันธบัตรรัฐบาล แต่เพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียด ก็เลยซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้ของเอกชนที่มีหลักทรัพย์ เช่น ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ค้ำประกันด้วย เดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยพยุงฐานะของรัฐบาลและบริษัทเอกชนให้เป็นหนี้ธนาคารกลางแทน เมื่อครบกำหนดไถ่ถอนก็คงจะอะลุ้มอล่วยให้ต่ออายุการไถ่ถอนออกไปได้อีก หรือถ้าไม่มีเงินชำระดอกเบี้ยก็คงจะยอมให้ยืดอายุต่อไปได้อีก เจ้าหนี้รัฐบาลอเมริกันทั้งในและนอกประเทศก็จะได้สบายใจขึ้นได้บ้าง

แต่มาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะจะเป็นเหตุให้ดอกเบี้ยระยะยาวเพิ่มขึ้น แม้ดอกเบี้ยระยะสั้นจะลดลงบ้าง แต่ก็คงจะลดลงไม่ได้มาก เพราะดอกเบี้ยก็ต่ำสุดอยู่แล้ว จากผลของดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางต่ำสุดอยู่ที่ระดับ 0.01-0.25 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว มาตรการคิวอีจึงเป็นเพียงยาหม่องหรือพาราเซตเท่านั้น ไม่ได้แก้ปัญหา อัตราการว่างงานก็ยังสูงอยู่ต่อไป ประสิทธิภาพของแรงงานไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะตราบใดที่ระบบเศรษฐกิจยังทำงานในระดับที่ต่ำกว่าระดับที่มีการจ้างงานอย่างเต็มที่ หรือในระดับที่เครื่องจักรทำงานอย่างเต็มที่ การเพิ่มประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลย่อมจะเกิดขึ้นไม่ได้

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ดร.เบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐออกมาให้สัญญาณว่าถึงเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐจะต้องลดจำนวนเงินอัดฉีดเข้าตลาดตามมาตรการคิวอีแล้ว สัญญาณดังกล่าวเป็นการ "ช็อก" ตลาดมาครั้งหนึ่งแล้ว พอมาถึงปลายเดือนกันยายนกรมการนโยบายการเงินกลับมีมติให้คงปริมาณเงินที่จะอัดฉีดเข้าตลาดไว้ตามเดิม เป็นการ "ช็อก" ตลาดครั้งที่ 2 ครั้งนี้ความเชื่อมั่นและเกียรติภูมิของ ดร.เบน เบอร์นันเก้ รวมทั้งธนาคารกลางของสหรัฐเสียหายอย่างหนัก

ปัญหายังมีต่อไปว่า แล้วธนาคารกลางจะทำอย่างไรต่อไป จะหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัว ก็ยังไม่เห็นวี่แวว อัตราการว่างงานก็ยังไม่ลดลง ธนาคารกลางสหรัฐจะพิมพ์เงินอัดฉีดเข้าไปในตลาดเรื่อย ๆ ซึ่งผิดวินัยทางการเงินอย่างยิ่ง คงทำไม่ได้ วันหนึ่งก็ต้องค่อยลดลงและหยุดทำในที่สุด เพราะถ้าธนาคารกลางสหรัฐยังขืนทำไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งถ้าปริมาณเงินดอลลาร์ล้นตลาดโลก กล่าวคือ มีค่ากว่าความต้องการถือเงินดอลลาร์ ค่าเงินดอลลาร์รวมทั้งค่าเงินยูโร ค่าเงินปอนด์ ค่าเงินเยน เมื่อเทียบกับปริมาณสินค้าและบริการที่ตนผลิตหรือทั่วโลกผลิตได้ก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ จะเกิดภาวะเงินเฟ้อเพราะปริมาณเงินอย่างรวดเร็ว โดยที่เศรษฐกิจก็ยังซบเซา การว่างงานทั้งในอเมริกาและยุโรปก็ยังสูง

ถ้าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ก็จะเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินของโลกไปทั่ว ประเทศต่าง ๆ ที่มีทุนสำรองเป็นเงินดอลลาร์ เงินยูโร เงินปอนด์ ก็ควรคิดอ่านเปลี่ยนทุนเหล่านี้เป็นโครงการพัฒนาต่าง ๆ เช่น โครงการฟื้นฐานระบบขนส่งคมนาคม ระบบสื่อสาร และอื่น ๆ เพราะจะได้ไม่ขาดทุน หรือเสียหาย ถ้าอะไรเกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกาและยุโรป สหรัฐอเมริกาเมื่อถึงจุดหนึ่งก็คงต้องหยุดอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ถึงตอนนั้นก็จะเกิดช็อกอีกครั้งหนึ่ง ความไม่แน่นอนจากธนาคารกลางสหรัฐโดย นายเบน เบอร์นันเก้ ก็จะยังคงอยู่

ขณะนี้ทุกประเทศควรเรียกร้อง "การปฏิรูประบบการค้าและการเงินของโลก" หรือ "World Economic and Financial Order Reform" ใหม่ จะเอาชะตากรรมทางเศรษฐกิจของโลกไปแขวนไว้กับการตัดสินใจหรือผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาไม่ได้เสียแล้ว

ในเวทีการประชุมระหว่างประเทศ เป็นต้นว่า องค์การการค้าโลกก็ดี ไอเอ็มเอฟก็ดี เวทีเศรษฐกิจโลกก็ดี หรือเวทีอื่นควรจะมีประเทศที่มีความกล้ามากพอที่จะเสนอให้มีการปฏิรูประบบการค้าและการเงินของโลกเสียใหม่ ลดอำนาจอิทธิพลของอเมริกาลง ควบคุมให้อเมริกาสร้างวินัยการเงิน การคลังของตนเองให้มากขึ้นและเร็วขึ้น บังคับให้อเมริกาต้องมีความรับผิดชอบต่อชาวโลกให้มากขึ้น มิฉะนั้นก็จะพังกันทั้งโลก ไม่ใช่อเมริกาพูดอะไรก็ถูกไปหมด

อยากเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง ๆ


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ดร.โกร่ง วิพากษ์ นโยบายการเงินการคลัง สหรัฐ

view

*

view