http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท07/12/2017
ผู้เข้าชม20,110,484
เปิดเพจ23,724,370

วิธีแก้คอร์รัปชันที่สำเร็จที่คนไทย (ยัง) ไม่ได้ทำ

วิธีแก้คอร์รัปชันที่สำเร็จที่คนไทย (ยัง) ไม่ได้ทำ

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




ปาฐกถาพิเศษของ ศาสตราจารย์ Robert Klitgaard แห่งมหาวิทยาลัย Claremont Graduate University สหรัฐอเมริกา

ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันมากที่สุดคนหนึ่งของโลก (World Expert) ที่กล่าวในงานสัมมนาวิชาการประจำปีของแนวร่วมปฏิบัติภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้ให้ความหวังอย่างมากกับทุกคนที่ไปฟังวันนั้นว่า ปัญหาคอร์รัปชันสามารถแก้ไขได้ ลดทอนได้ ถ้าภาครัฐและภาคเอกชนของประเทศร่วมมือกัน ข้อสรุปนี้มาจากประสบการณ์ของ ศาสตราจารย์ Klitgaard จากที่ได้ทำงานแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันมาทั่วโลก และก่อนเดินทางกลับก็ได้ฝากข้อคิดเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันของไทยจากประสบการณ์ของท่านไว้อย่างสนใจ วันนี้จึงอยากสรุปถ่ายทอดประเด็นเหล่านี้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทุกคนว่าปัญหาคอร์รัปชันแก้ไขได้ และอาจทำได้ง่ายกว่าที่คิด และในเวลาที่สั้นกว่าที่คิด ถ้าทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมร่วมมือกันจริงจัง

หนึ่ง ศาสตราจารย์ Klitgaard พูดว่า ในทุกประเทศ คอร์รัปชันที่รุนแรงจะเป็นผลพวงของสามเรื่อง คือ วัฒนธรรมทางการเมือง ความไม่เข้มแข็งของการบังคับใช้กฎหมายและระบบยุติธรรม และความอ่อนแอของนโยบาย ความอ่อนแอทั้งสามเรื่องเปิดช่องให้มีการพัฒนาการทุจริตคอร์รัปชันขึ้นมาเป็นระบบที่อยู่ขนานกับระบบงานปกติของราชการ ดังนั้น คอร์รัปชันที่รุนแรง ก็คือ อาชญากรรมจัดตั้ง (Organized Crime) ที่อยู่ขนานกับระบบงานราชการปกติที่กระทบทุกคนไปทั่ว

สอง วิธีแก้คอร์รัปชันก็คือ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนที่ไม่ได้เป็นผู้คอร์รัปชัน แต่ถูกกระทบจากคอร์รัปชัน จะต้องช่วยกันขจัดระบบขนานนี้ออกไป โดยการ “เปิดไฟ” หรือเปิดโปงระบบการทุจริตคอร์รัปชันให้ออกมาจากความมืด การเปิดโปงนี้เริ่มจากการระดมความรู้ของทุกคนให้ช่วยกันปะติดปะต่อเพื่อให้เข้าใจว่า ระบบคอร์รัปชันขนานนี้ทำงานอย่างไร เพื่อจะได้ทราบกลไกรวมถึง “จุดอ่อน” ของระบบปกติที่นำไปสู่การเกิดระบบขนานของการทุจริตคอร์รัปชัน จากประสบการณ์ที่ได้ทำเรื่องนี้มานาน ศาสตราจารย์ Klitgaard เชื่อว่า ทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากระบบคอร์รัปชัน หรือเคยมีส่วนร่วมในระบบดังกล่าวพร้อมจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบขนาน ถ้าการนำเสนอข้อมูลเป็นเรื่องของการสร้างความเข้าใจเพื่อแก้ไขระบบ ไม่ใช่การชี้นิ้วเพื่อเอาผิดตัวบุคคล วิธีวิเคราะห์ดังกล่าวสามารถใช้ได้กับทุกระบบงานของราชการ เพราะในประเทศที่คอร์รัปชันรุนแรง ทุกระบบงานของราชการที่มีการติดต่อกับประชาชน จะมีระบบขนานของคอร์รัปชันเดินคู่ไปด้วยและเป็นตัวที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับประเทศและประชาชน

สาม เมื่อทราบถึงการทำงานของระบบคอร์รัปชันแล้ว ภาคธุรกิจซึ่งเป็นภาคที่เข้มแข็งด้านการบริหารจัดการ และทรัพยากรการเงิน ก็สามารถใช้ประสบการณ์และพลังเงินที่มีอยู่ช่วยภาครัฐปรับปรุงระบบปรกติของราชการเพื่อปิดจุดอ่อนต่างๆ ไม่ให้ระบบขนานเกิดขึ้น และช่วยภาครัฐติดตามและเปิดโปงพฤติกรรมคอร์รัปชันที่เหลืออยู่ต่อไป โดยการรายงานตรงของประชาชนและบริษัทธุรกิจที่ติดต่อราชการกับหน่วยงานรัฐ (รายงานโดยโทรศัพท์มือถือเป็นรหัส) ว่าเจอการคอร์รัปชันที่ระบบงานไหน หน่วยงานไหน เขตไหน กระทรวงไหน ข้อมูลดังกล่าวจะถูกรวบรวมเป็นจำนวนตัวเลขและนำไปแจ้งให้เจ้าสังกัดของราชการทราบ พร้อมลงหนังสือพิมพ์ให้ประชาชนทราบว่าหน่วยงานไหนมีคนแจ้งเรื่องคอร์รัปชันมากที่สุดเรียงเป็นลำดับ การช่วยกันแจ้ง หรือ “เปิดไฟ” การทุจริตจะนำไปสู่การแก้ปัญหาทันที เพราะสามารถชี้เป้าได้ทันที ทำให้กระบวนการคอร์รัปชันทำงานได้ยาก และสามารถถูกจับและเอาผิดได้ทันที

ตัวอย่างความสำเร็จล่าสุดที่ ศาสตราจารย์ Klitgaard พูดถึงก็คือ กรณีการปรับปรุงระบบราชการของรัฐบังกาลอร์ (Bangalore) ประเทศอินเดีย ที่ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมผลักดันการปฏิรูประบบการทำงานของรัฐให้เกิดขึ้นร่วมกับภาครัฐ โดยใช้เทคโนโลยีจากภายนอกของภาคเอกชนทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ความร่วมมือดังกล่าวทำให้ระบบคอร์รัปชันคู่ขนานที่เคยมีอยู่หายไปเพราะถูก “เปิดไฟ” ตลอดเวลา

ในกรณีของไทย ศาสตราจารย์ Klitgaard มีความเห็นว่า เป็นกรณีที่คอร์รัปชันสามารถแก้ไขและลดทอนได้ เพราะประเทศไทยมีจุดเข้มแข็งหลายอย่าง ด้านเศรษฐกิจ ทรัพยากร และความสามารถของคนไทยที่เป็นที่ยอมรับ แต่จุดอ่อนอยู่ที่ธรรมาภิบาลภาครัฐ ที่ในบางประเด็นเลวร้ายกว่าประเทศยากจนในแอฟริกาเสียอีก เช่น ความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อนักการเมือง จุดอ่อนนี้ทำให้คอร์รัปชันได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นระบบแบบอาชญากรรมจัดตั้ง และคนไทยทั้งประเทศก็ต้องจำนนกับระบบดังกล่าว เพราะไม่รู้จะแก้อย่างไร ทำให้ประเทศทั้งประเทศตกอยู่ในกับดัก หรือดุลยภาพคอร์รัปชัน ไม่สามารถหลุดออกมาได้ ปัจจุบันคอร์รัปชันเป็นปัจจัยเดียวที่บดบังศักยภาพการเจริญเติบโตของประเทศ และเป็นปัจจัยเดียวที่จะทำลายอนาคตของประเทศและอนาคตคนไทยรุ่นต่อไป

งานวิจัยของ Dreher และพวก (ปี 2007) ที่ศึกษาผลกระทบของคอร์รัปชันต่อรายได้ประชาชาติของร้อยประเทศทั่วโลก ชี้ว่าในกรณีของไทย ประเทศสูญเสียรายได้ประชาชาติไปกว่า 54% จากการทุจริตคอร์รัปชัน กล่าวคือ ถ้าขณะนี้เศรษฐกิจโต 4 เปอร์เซ็นต์ ในกรณีที่ไม่มีคอร์รัปชัน อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจะไปได้อีก 2 เปอร์เซ็นต์ เป็น 6 เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือความสูญเสียที่มหาศาล

ในบ้านเราเมื่อพูดถึงการแก้คอร์รัปชัน เรามักได้ยินคำตอบว่า ปัญหาแก้ไม่ได้ ซึ่งไม่แปลก เพราะผู้ตอบไม่ตระหนักถึงพลังมหาศาลที่ความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมสามารถนำออกมาแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ ที่มั่นใจในพลังนี้เพราะลึกๆ แล้วประชาชนเกลียดคอร์รัปชัน บริษัทเอกชนไม่ชอบคอร์รัปชัน และข้าราชการก็ไม่ชอบคอร์รัปชัน เพราะทำลายความสง่างามและศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการที่ดีของแผ่นดิน ส่วนนักการเมืองดีๆ ก็ไม่ชอบ ความไม่ชอบเหล่านี้ เป็นความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ที่จะเป็นพลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และการแก้ไขปัญหาในที่สุด โดยเน้นแก้ที่ระบบด้วยการ “เปิดไฟ” ให้เห็นระบบขนานที่มีอยู่ แล้วแก้ไขระบบโดยใช้ประสบการณ์และทรัพยากรภาคเอกชน ร่วมกับภาครัฐ ทำลายระบบขนานให้หมดไป อันนี้คือวิธีที่หลายประเทศทำและประสบความสำเร็จ แต่ของเรายังไม่ได้ทำ

ในเรื่องนี้ที่ต้องตระหนัก ก็คือ ในห้าประเทศหลักของ AEC หรือ อาเซียน คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ประเทศไทยขณะนี้เป็นประเทศเดียวที่การจัดอันดับคอร์รัปชัน โดยองค์กรโปร่งใสระหว่างประเทศมีแนวโน้มแย่ลงตลอด ขณะที่ประเทศอื่นถูกจัดอันดับดีขึ้นหมดหรือเท่าตัว ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะเทียบกับประเทศอื่นเรายังไม่มีผู้นำที่เอาจริงกับการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันของไทยแย่ลงในทุกรัฐบาลในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แตกต่างจากประเทศฟิลิปปินส์ที่ผู้นำประเทศเอาจริง ชนะเลือกตั้งปี 2011 ด้วยนโยบายหาเสียง “ถ้าไม่คอร์รัปชัน ประเทศจะไม่มีความยากจน” ทำให้ชนะเลือกตั้งขาดลอย พอเป็นรัฐบาลก็เอาจริงในการแก้ไขปัญหา โดยใช้ความร่วมมือของภาครัฐ และภาคเอกชน เป็นกลไกแก้ไขที่เปิดโปงและทำลายระบบขนานของคอร์รัปชัน เพียงปีเดียวฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และปีต่อมา คือ ปีนี้ก็จะขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าจีน

นี่คือตัวอย่างว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่สำเร็จเกิดขึ้นได้ แต่ต้องเริ่มด้วยคนไทยเองที่ต้องยอมรับว่าประเทศมีปัญหาและต้องอยากแก้ไข และพร้อมเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่นๆ เพราะตัวอย่างเหล่านี้ชี้ชัดว่า ไม่ว่าสถานการณ์คอร์รัปชันจะยากแค่ไหน สถานการณ์สามารถพลิกกลับได้ ถ้าคนในประเทศทุกภาคส่วนร่วมมือกัน


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : วิธีแก้คอร์รัปชันที่สำเร็จ คนไทย ยังไม่ได้ทำ

view

*

view