http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

Games

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก
Gold charts on InfoMine.com

จาก US Government Shutdown สู่ Debt Ceiling Crisis และ QE Tapering

จากประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ สถานีลงทุน
โดย ดวงฤทัย ซื่อตรงประเสริฐ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาตลาด, ThaiBMA



ใน ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ต้องเข้าสู่ภาวะ "Government Shutdown" หรือภาวะที่รัฐบาลกลางจำเป็นต้องปิดหน่วยงานบางส่วนเป็นการชั่วคราว อันเป็นผลมาจากการที่สภาคองเกรสไม่สามารถตกลงกันได้ในร่างงบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2557 ที่อาจเรียกได้ว่าเกิดจากปัญหาระบบการเมืองในปัจจุบันของสหรัฐ

กล่าวคือ รัฐสภาสหรัฐ หรือสภาคองเกรส ซึ่งประกอบด้วย สภาสูง (Senate) หรือวุฒิสภา ที่เสียงส่วนใหญ่เป็นของพรรคเดโมแครตและประธานาธิบดีโอบามา ขณะที่สภาล่าง (House of Representatives)หรือสภาผู้แทนราษฎร ที่มีพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก และสร้างเงื่อนไขว่าจะต้องเลื่อนแผนการปฏิรูประบบประกันสุขภาพ (Obamacare) ออกไปอีก 1 ปี เพื่อแลกกับการอนุมัติร่างงบประมาณประจำปี 2557 ซึ่งแน่นอนว่า เงื่อนไขดักล่าวเป็นสิ่งที่พรรคเดโมแครตยอมรับไม่ได้ จึงทำให้ไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณรายจ่ายได้ทันเวลา (30 ก.ย.) และเป็นเหตุให้สหรัฐต้องประกาศปิดหน่วยงานราชการบางส่วน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กว่า 800,000 คน ต้องหยุดงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน

ทั้งนี้ แบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ประเมินว่า GDP ในไตรมาสที่ 4 ของสหรัฐอาจลดลง 0.5% หากต้องปิดหน่วยงานภาครัฐบางส่วนนาน 2 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วหลายครั้งในอดีต โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2538 ของประธานาธิบดี บิลล์ คลินตัน และกินเวลานาน 20 วัน จากความขัดแย้งเกี่ยวกับกฎหมายประกันสุขภาพ (Medicare) ของประธานาธิบดีคลินตันในช่วงนั้น

นอกเหนือจากปัญหางบ ประมาณรายจ่ายแล้ว ปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐที่ขยับเข้าใกล้เพดาน 16.7 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์ และหากสภาคองเกรสไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้ สหรัฐจะเข้าสู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้ (Default) จนเกิดความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ โดย Fitch′s Rating ระบุว่า หากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น อันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจะถูกปรับลดลงสู่ระดับ "ผิดนัดชำระหนี้ในวงจำกัด" (Restricted Default) จนกว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะได้รับการแก้ไข ขณะที่อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศสหรัฐ จะถูกปรับลดจาก AAA สู่ระดับ B+ ด้วย

อย่าง ไรก็ตาม ล่าสุดสภาคองเกรสของสหรัฐสามารถหาทางออกของปัญหาทั้ง 2 เรื่องได้แล้ว และช่วยให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลกกลับมาปรับตัวดีขึ้นอีก ครั้งหนึ่ง ขณะที่การลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยยังไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิด ขึ้นมากนัก เนื่องจากนักลงทุนในตลาดคาดการณ์เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นไว้ในมุมมองที่ ค่อนข้างเป็นบวก และเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว สหรัฐจะได้ข้อยุติของทั้ง 2 ปัญหา เพียงแต่ว่าอาจจะต้องใช้เวลาเพื่อทำการตกลงกันไปจนถึงวัน Dead Line

ดังนั้นสถานการณ์ที่คลี่คลายลงไป จึงไม่ได้สร้างความแปลกใจ และไม่ได้ส่งผลกับบรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยมากเท่าไหร่ และเช่นเดียวกันกับในส่วนของนักลงทุนต่างชาติที่ยังมีทั้งแรงซื้อและขายสลับ กันไปในแต่ละวัน โดยในช่วงวันที่ 14-18 ต.ค. นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 33,000 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาวประมาณ 1,600 ล้านบาท

อย่างไรก็ ตามมีตราสารหนี้ระยะสั้นที่ต่างชาติเคยถือครอง และหมดอายุไปประมาณ 56,000 ล้านบาท ดังนั้นยอดการหมดอายุที่สูงกว่ายอดซื้อสุทธิใหม่ ทำให้ในที่สุดแล้ว เม็ดเงินต่างชาติไหลออกไปจากตลาดตราสารหนี้ในช่วงระหว่างวันที่ 14-18 ต.ค. ประมาณ 21,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่ใช่ตัวเลขที่น่ากังวล เนื่องจากเป็นการไหลออกไปด้วยเหตุผลที่ว่าตราสารหนี้ระยะสั้นที่ถือครองอยู่ หมดอายุ และไม่ได้เป็นการไหลออกเพราะแรงขายสุทธิแต่อย่างใด

หลังจาก ปัญหาเพดานหนี้ และปัญหางบประมาณรายจ่ายได้คลี่คลายลง หลายฝ่ายเริ่มกลับมาคาดการณ์เกี่ยวกับการลดขนาดของมาตรการ QE กันอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเป็นประเด็นที่จะมีผลทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเม็ดเงินต่างชาติ อย่างไรก็ตามจากปัญหาที่เพิ่งจบลงไป และน่าจะมีผลต่อภาคเศรษฐกิจของสหรัฐพอสมควร น่าจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐอาจจะยังไม่ทำอะไรกับ มาตรการ QE ในช่วงเวลาใกล้ ๆ นี้

ดังนั้นในภาพรวมแล้ว ตลาดตราสารหนี้จึงถือเป็นช่องทางลงทุนที่ค่อนข้างปลอดภัยในช่วงเวลานี้ และนักลงทุนอาจเลือกใช้ตราสารหนี้เพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลง ทุนโดยรวมได้


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : US Government Shutdown Debt Ceiling Crisis QE Tapering

view

*

view