http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,119,543
เปิดเพจ23,733,894

ธรรมชาติกับตลาดทุน (2) : สาธารณูปโภค เขียว vs เทา

ธรรมชาติกับตลาดทุน (2) : สาธารณูปโภค "เขียว" vs "เทา"

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




ในหนังสือ “ความมั่งคั่งของธรรมชาติ” (Nature's Fortune) มาร์ค เทอร์เซก (Mark Tercek) และ โจนาธาน อดัมส์ (Jonathan Adams) เสนอว่า

“ธุรกิจต่างๆ จะต้องเริ่มมองการณ์ไกลกว่าเดิม นักสิ่งแวดล้อมจะต้องเริ่มมองโลกอย่างน้อยส่วนหนึ่งผ่านเลนส์ของระบบทุนนิยม - เพราะวิธีที่ดีที่สุดที่จะอนุรักษ์โลกธรรมชาติอันประเมินค่ามิได้ คือการมองเห็นว่าธรรมชาติสามารถเป็น “สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง” (high-performance asset) ในภาษาของการเงิน”

ในเมื่อ “ราคา” ของหลักทรัพย์ในตลาดทุนสะท้อนแนวโน้มผลตอบแทนในอนาคตของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ ก่อนที่นักลงทุนจะมองเห็นมูลค่าของธรรมชาติก็ต้องมองเห็นว่า การอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจะสร้าง “ประโยชน์” ต่อบริษัทเท่าไร (ไม่ว่าจะประหยัดรายจ่ายหรือเพิ่มรายได้) และในทางกลับกัน การไม่อนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจะก่อให้เกิดความเสียหายซึ่งคิดเป็นต้นทุนเท่าไรต่อบริษัท

การมองเห็น “ประโยชน์” และ “ต้นทุน” จากสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ “ความล้มเหลวของตลาด” ประการหนึ่งที่แพร่หลายคือ ต้นทุนจากการทำลายสิ่งแวดล้อมมักเกิดแก่ผู้มีส่วนได้เสียรายอื่น อาทิ ชุมชนและสิ่งแวดล้อมรอบโรงงาน มากกว่าตัวบริษัทเอง ฉะนั้น การทำให้บริษัทรับรู้ต้นทุนบางกรณีจึงต้องอาศัยกลไกของรัฐอย่างกฎหมายหรือวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของผู้บริหาร

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทที่ปล่อยมลพิษไม่ต้อง “จ่าย” ค่ารักษาพยาบาลและค่าฟื้นฟูธรรมชาติใดๆ ถ้าหากรัฐไม่สั่งให้จ่าย (เช่น ผ่านการเก็บภาษีมลพิษ รวมถึงค่าปรับและค่าชดเชยในกรณีมลพิษเกินขนาด) หรือถ้าผู้บริหารไม่แยแสกับเสียงประณามว่า “ไม่รับผิดชอบ” ในกรณีที่ยังไม่มีกฎหมาย หรือมีกฎหมายแต่ใช้ไม่ได้เพราะรัฐไม่บังคับใช้

แต่ความเสียหายจากการทำลายสิ่งแวดล้อมเริ่มเป็นต้นทุนที่กระทบต่อผลกำไรของตัวบริษัทเองมากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ ความเสียหายหนักจากน้ำท่วมเพราะป่าต้นน้ำถูกทำลายมลพิษทางอากาศทำให้ดึงดูดคนมาทำงานในโรงงานได้ยากขึ้นเรื่อยๆ (และต้องเสียค่ารักษาพยาบาลพนักงานที่ล้มป่วย) นอกจากนี้หลายบริษัทก็เริ่มมีบทสรุปอย่างเป็นรูปธรรมว่า การลงทุนในธรรมชาตินั้นหลายกรณี “คุ้มค่า” กว่าการลงทุนในสิ่งปลูกสร้างมากมาย

หลายสิบปีที่ผ่านมา ระบบเศรษฐกิจตั้งอยู่บนสาธารณูปโภคที่เป็นสิ่งปลูกสร้าง อย่างเช่นเขื่อนขนาดใหญ่ แต่หลายบริษัทกำลังค่อยๆ มองเห็น “ผลตอบแทนสูง” ในภาษาของเทอร์เซกและอดัมส์ จากการดูแลสาธารณูปโภคที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ ซึ่งหลายคนเรียกว่า สาธารณูปโภคชนิด “เขียว” แตกต่างจากสาธารณูปโภคชนิด “เทา” ที่มนุษย์สร้าง

สาธารณูปโภคชนิดเขียว อาทิ พื้นที่ลุ่มน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าต้นน้ำ และป่าชายเลน ล้วนแต่ให้ “บริการ” หลายอย่างเหมือนกันกับสาธารณูปโภคสีเทาที่เราสร้าง บางครั้งในราคาที่ถูกกว่าและให้บริการได้ดีกว่าชนิดเทาด้วย ยกตัวอย่างเช่น ผลการศึกษามากมายพิสูจน์ว่า การลงทุนในการอนุรักษ์แนวปะการังและป่าชายเลน สามารถสร้างเกราะป้องกันธุรกิจชายฝั่งจากอุทกภัยและคลื่นพายุซัดฝั่ง (storm surge) อันแข็งแกร่งกว่าปราการซีเมนต์ ส่วนการลงทุนอนุรักษ์ป่าและห้วยหนองคลองบึงในพื้นที่รับน้ำก็สามารถลดความเสียหายจากอุทกภัยนอกเขตชายฝั่งได้ ยังไม่นับว่าป่าไม้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการส่งมอบน้ำสะอาด และ “กำกับ” (regulate) วัฏจักรน้ำในธรรมชาติ

บริษัท ดาว เคมิคอล ยักษ์ใหญ่ในวงการเคมีภัณฑ์ ลงทุนสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำขนาด 270 กว่าไร่ ใกล้กับโรงงาน Dow Chemical Seadrift ในมลรัฐเท็กซัสของอเมริกา เพราะบริษัทคำนวณว่าการทำแบบนี้จะคุ้มค่ากว่าการสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย (ซึ่งบริษัทต้องทำตามกฎหมายอเมริกัน และข้อมูลการบำบัดน้ำเสียก็เป็นข้อมูลที่สาธารณะเข้าถึงได้ แตกต่างจากในไทยซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่า มีโรงงานทั้งประเทศกี่เปอร์เซ็นต์ที่ไม่บำบัดน้ำเสียตามกฎหมาย โรงงานเหล่านั้นอยู่ที่ไหนและเป็นของบริษัทอะไรบ้าง)

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ พื้นที่ชุ่มน้ำนี้ช่วยบำบัดน้ำเสียให้บริษัทกว่า 18 ล้านลิตรต่อวัน ใช้เงินลงทุนเพียง 1.4 ล้านดอลลาร์ น้อยมากเมื่อเทียบกับป้ายราคา 40 ล้านดอลลาร์ของสาธารณูปโภค “เทา” คือโรงบำบัดน้ำเสียเท่ากับว่าบริษัทประหยัดเงินได้กว่า 38.6 ล้านดอลลาร์

ในทำนองเดียวกัน บางบริษัทที่พึ่งพาระบบการเกษตรพบว่า การปรับปรุงการจัดการพื้นที่ป่าและระบบนิเวศริมไร่นา รวมถึงเปลี่ยนไปใช้วิถีการเกษตรที่ยั่งยืนหลากหลายและยืดหยุ่นกว่าเดิม แทนที่ระบบอุตสาหกรรมพืชเชิงเดี่ยวนั้น สามารถลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอกอย่างเช่นปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงซึ่งก็แปลว่าได้ลดต้นทุนการผลิตด้วย

เมื่อหลายบริษัทเริ่มมองเห็นคุณค่าและมูลค่าของธรรมชาติ ก็ไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้เห็นการจับมือเป็น “พันธมิตร” กัน ระหว่างบริษัทกับเอ็นจีโอสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเพราะบริษัทรู้เรื่องธุรกิจแต่ไม่รู้เรื่องสิ่งแวดล้อม ส่วนเอ็นจีโอรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมแต่ไม่รู้เรื่องธุรกิจการมาจับมือกันจึงจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนธุรกิจเข้าสู่วิถีที่ยั่งยืนกว่าเดิม

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ การทำงานร่วมกันระหว่าง FEMSA บริษัทบรรจุขวดโค้กที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ กับNature Conservancy เอ็นจีโอสิ่งแวดล้อมซึ่งเทอร์เซกเป็นซีอีโอทีแรก Nature Conservancyคิดว่าเป็นเรื่องหมูๆ ที่ FEMSA จะอยากอนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำ เพราะการผลิตโค้กต้องใช้น้ำสะอาดปริมาณมหาศาล FEMSA น่าจะอยากอนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำเพื่อการันตีว่าจะมีน้ำจืดใช้ในการผลิตไปตลอด แต่พอเขาได้คุยกับผู้บริหารของ FEMSA ก็พบว่าการตัดสินใจของบริษัทไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด

ผู้บริหารของบริษัทบอกว่า แค่ความคิดกว้างๆ ว่าจะ “อนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำ” ไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ เพราะบริษัทมีหน้าที่ลงทุนให้ผลตอบแทนงอกเงยมากที่สุด ฉะนั้น จึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ควรอนุรักษ์ป่าตรงไหนอย่างไร? ควรปลูกต้นไม้ใหม่หรืออนุรักษ์ผืนป่าดั้งเดิม? การลงทุนแบบไหนที่จะทำให้มีแหล่งน้ำจืดใช้โดยที่บริษัทประหยัดเงินได้มากที่สุด?

Nature Conservancy ช่วยตอบคำถามเหล่านี้ ช่วย FEMSA ลงทุนอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำกว่า 30 แห่งทั่วทั้งทวีปอเมริกาใต้ อาทิ กองทุนน้ำโบโกตา (Bogot? Water Fund) ในประเทศโคลอมเบีย ซึ่งจะระดมทุนกว่า 60 ล้านดอลลาร์ ตลอด 10 ปีข้างหน้า ผ่านการใส่เงินโดยสมัครใจของ FEMSA และบริษัทอื่น กองทุนนี้จะอนุรักษ์ป่าพื้นเมืองในแอนดีสซึ่งโอบล้อมพื้นที่ลุ่มน้ำมากมาย พื้นที่เหล่านี้เป็นแหล่งน้ำดื่มสำหรับชาวเมืองโบโกตากว่า 8 ล้านคน เทศบาลเมืองเข้าร่วมด้วยเพราะคำนวณว่าพื้นที่ลุ่มน้ำจะช่วยประหยัดงบประมาณการผลิตน้ำประปาได้ถึง 4 ล้านดอลลาร์ทุกปี เพราะพื้นที่ชุ่มน้ำช่วยกรองน้ำให้ นอกจากนี้ยังเป็นการอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่ของสัตว์หายากใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด อาทิ อีแร้งแอนเดียน นกบินได้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างเสี้ยวเดียวเท่านั้นของ “เหตุผลทางธุรกิจ” ของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งแน่นอนว่าขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่และแต่ละบริษัท แต่เหนือสิ่งอื่นใดต้องมีการประเมิน “ประโยชน์” และ “ต้นทุน” ของทางเลือกต่างๆ อย่างรอบด้านและมองการณ์ไกล

ไม่ใช่ใช้เหตุผลชุ่ยๆ แบบกำกวมและเหมารวม เช่น “ที่ไหนๆ ก็สร้างเขื่อน” แบบที่นักวิชาการบางคนชอบทำ โดยไม่ศึกษาประเด็นเฉพาะพื้นที่และไม่คิดจะติดตามว่าวงการ “ธุรกิจที่ยั่งยืน” วิ่งไกลถึงไหนแล้ว


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ธรรมชาติกับตลาดทุน สาธารณูปโภค เขียว vs เทา

view

*

view