หน้าแรก  วิสัยทัศน์/พันธกิจ  บริการของเรา  LINK 4 A/C  DOWNLOAD  ติดต่อเรา 
« September 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

เมนู

วิสัยทัศน์ / นโยบาย

ตรวจสอบบัญชี

บริการจัดทำบัญชี

ที่ปรึกษาบัญชี / ภาษี

วางระบบบัญชี

จดทะเบียนธุรกิจ

สมุดเยี่ยม

ติดต่อเรา

 

บทความที่น่าสนใจ

.......... บทความ 108 ..........

 
สมัครงาน

เจ้าหน้าที่บัญชี

ผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชี

พนักงานขาย

 

ระบบสมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 14/11/2007
ปรับปรุง 13/09/2017
สถิติผู้เข้าชม 19,902,953
Page Views 23,452,654
 

ฐานข้อมูลรัฐ

thaiworm33
ulanla

เมื่อบิล เกตส์ กริ้ว

เมื่อบิล เกตส์ กริ้ว

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา Financial Times Magazine พิมพ์บทความของ ริชาร์ด วอเตอรส์ ออกมา เนื้อหาของบทความส่วนใหญ่ได้มาจากการสัมภาษณ์

อภิมหาเศรษฐี บิล เกตส์ เกี่ยวกับงานด้านการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของเขา การสัมภาษณ์นั้นเป็นข่าวพาดหัวอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งมาจากการตีความหมายคำสัมภาษณ์ส่วนหนึ่งว่า บิล เกตส์ โจมตีบรรดามหาเศรษฐีที่ร่ำรวยจากการทำธุรกิจเทคโนโลยีด้วยกัน สาเหตุมาจากพวกนั้นให้ความสำคัญแก่การเชื่อมโยงโครงข่ายระบบอินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์ไปทั่วทุกมุมโลกมากกว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความยากจนและโรคภัยไข้เจ็บ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งสังคมออนไลน์เฟซบุ๊คถูกตำหนิโดยตรง

การตำหนิซัคเคอร์เบิร์กสร้างความแปลกใจให้หลายๆ คน ทั้งนี้ เพราะมหาเศรษฐีหนุ่มคนนั้นเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของบิล เกตส์ นั่นคือ ซัคเคอร์เบิร์กเป็นหนึ่งในบรรดามหาเศรษฐีจำนวน 114 คนที่เข้าร่วมโครงการด้านบริจาคทรัพย์สินจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของบิล เกตส์และวอร์เรน บัฟเฟตต์ อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า อภิมหาเศรษฐีทั้งสองนั้นตั้งโครงการหนึ่งขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อน เป้าหมายของโครงการได้แก่การชักชวนบรรดามหาเศรษฐีด้วยกันให้เขียนคำมั่นสัญญาว่าจะบริจาคอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของทรัพย์สินเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ (รายชื่อของมหาเศรษฐีอเมริกันที่เข้าร่วมโครงการมีอยู่ในเว็บไซต์ www.givingpledge.org) วอร์เรน บัฟเฟตต์ สัญญาว่าจะบริจาค 99% ของทรัพย์สินของเขาซึ่งมีค่าราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์และส่วนใหญ่จะบริจาคให้มูลนิธิของบิลเกตส์บริหารจัดการ

คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า บิล เกตส์ ลาออกจากงานบริหารบริษัทไมโครซอฟท์มาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว เขาต้องการทุ่มเทเวลาและความสามารถให้แก่งานของมูลนิธิที่เขาตั้งขึ้น มูลนิธินั้นบริหารจัดการทรัพย์สินที่เขาบริจาคซึ่งรวมกันแล้วราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เขาให้คำมั่นสัญญาว่าจะบริจาคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และวันหนึ่งเขาอาจบริจาคสูงถึง 95% ของทรัพย์สินของเขาซึ่งมากกว่าของวอร์เรน บัฟเฟตต์เสียอีก ในปัจจุบันนี้ แต่ละปี มูลนิธินั้นจะใช้เงินเกือบ 4 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1 แสนล้านบาท สนับสนุนโครงการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทั่วโลกรวมทั้งโครงการทางด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล การป้องกันและกำจัดโรคร้าย และการลดความอดอยากและความยากจน

บิล เกตส์ มองว่า การเชื่อมโยงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเข้าไปในทุกซอกทุกมุมของโลกจะไม่เกิดประโยชน์มากนักหากผู้คนยังยากจน เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายและไม่มีการศึกษา ในบรรดาความจำเป็นเร่งด่วนของมนุษย์เรา เขามองว่าการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ไม่มีความสำคัญถึงขั้นเป็นลำดับ 1 ใน 5 เสียด้วยซ้ำ ฉะนั้น การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของเขาจะเน้นการป้องกันและกำจัดโรคร้ายมากที่สุด มูลนิธิของเขาเข้าไปสนับสนุนการฉีดวัคซีนให้เด็กยากจนทั่วโลก เรื่องสุขภาพและอาหารของแม่และเด็กอ่อน การเข้าถึงน้ำสะอาดของคนยากจน การสกัดกั้นการแพร่ขยายของโรคร้ายเช่นมาลาเรียและวัณโรค ตอนนี้เขามีโจทย์หินโจทย์หนึ่งซึ่งเขาทุ่มเททั้งเงิน เวลาและมันสมองให้ได้แก่ การขจัดโรคโปลิโอให้หมดไปเช่นเดียวกับไข้ทรพิษ หรือฝีดาษ

เมื่อบิล เกตส์ มองว่าการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ไม่มีความสำคัญในระดับต้นๆ น่าคิดไหมว่าโครงการแจกแท็บเล็ตในโรงเรียนชั้นประถมของเรามีความจำเป็นเร่งด่วนแค่ไหน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คอลัมน์นี้พูดถึงการแจกแท็บเล็ตในอเมริกาว่ายังไม่ตกผลึกที่จะนำมาเป็นบทเรียนได้ทั้งที่เขามีความพร้อมกว่าเรามากนักทั้งในด้านการมีระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอย่างกว้างขวางและการมีครูที่มีความรู้พื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีร่วมสมัย เราจะทำอะไรต่อไปจึงน่าจะทบทวนกันใหม่อย่างรอบคอบอีกครั้ง

บิล เกตส์ พูดถึงหลายเรื่องในการให้สัมภาษณ์นั้น ขอยกมา 2 เรื่องซึ่งน่าจะตรงกับเหตุการณ์ในเมืองไทยในขณะนี้มากที่สุด เรื่องแรก ได้แก่ การปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นที่ทราบกันดี ระบอบนี้จะทำงานได้ดี หรือมีประสิทธิผลก็ต่อเมื่อประชาชนเข้าใจในความเป็นไปรอบด้านและเข้าร่วมกระบวนการอย่างทั่วถึง โลกในยุคนี้มีความเชื่อมโยงและความสลับซับซ้อนสูงมาก นอกจากนั้น มันยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย คนทั่วไปจึงไม่มีความเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง ฉะนั้น โอกาสที่พวกเขาจะตัดสินใจทำอะไรบนฐานของความเข้าใจอย่างถ่องแท้จึงมีน้อย นอกจากนั้น ระบอบประชาธิปไตยมีความเชื่องช้าไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ฉะนั้น มันจึงไม่น่าจะเหมาะกับโลกยุคปัจจุบันซึ่งต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็วทันความเปลี่ยนแปลง

เรื่องที่สอง ได้แก่ แนวคิดในด้านการบริจาคทรัพย์สิน บิล เกตส์ มองว่าการบริจาคจำพวกเพื่อขยายพิพิธภัณฑ์มีความสำคัญลำดับท้ายๆ เมื่อเทียบกับงานด้านการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่มูลนิธิของเขาพยายามทำอยู่ เรื่องนี้น่าจะเป็นข้อคิดที่สำคัญมากเนื่องจากช่วงนี้มีงานทอดกฐินทุกวัน คอลัมน์นี้เคยเอ่ยถึงในบริบทต่างๆ ถึงเรื่องทางสายกลางระหว่างการบริจาคให้วัดกับการบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาไม่ว่าจะเป็นในรูปของเวลา หรือทรัพย์สิน เท่าที่เห็นอยู่ ชาวไทยส่วนใหญ่ไม่บริจาคให้แก่การสนับสนุนศึกษาไม่ว่าจะเป็นในรูปไหน แต่จะบริจาคให้วัดในจำนวนมากๆ เมื่อถึงเทศกาล เช่น งานกฐิน แม้จะต้องเดินทางไปไกลๆ รวมทั้งในต่างประเทศก็ตาม หากนำมุมมองของ บิล เกตส์ มาประยุกต์ คนไทยน่าจะลดส่วนที่บริจาคให้วัดและนำส่วนที่ลดนั้นมาบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาโดยเฉพาะของเยาวชนที่ยากจนและขาดโอกาส


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : บิล เกตส์ กริ้ว

 * 

สำนักงานสอบบัญชี พี แอนด์ อี,สำนักงานบัญชี พี.เอ็ม.เอส.,คณะบุคคลที่ปรึกษา พี.เอ.ที.,บจ.สำนักงานบัญชีและธุรกิจ พี.เอ.แอล.

 
  
view