หน้าแรก  วิสัยทัศน์/พันธกิจ  บริการของเรา  LINK 4 A/C  DOWNLOAD  ติดต่อเรา 
« August 2017»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

เมนู

วิสัยทัศน์ / นโยบาย

ตรวจสอบบัญชี

บริการจัดทำบัญชี

ที่ปรึกษาบัญชี / ภาษี

วางระบบบัญชี

จดทะเบียนธุรกิจ

สมุดเยี่ยม

ติดต่อเรา

 

บทความที่น่าสนใจ

.......... บทความ 108 ..........

 
สมัครงาน

เจ้าหน้าที่บัญชี

ผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชี

พนักงานขาย

 

ระบบสมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 14/11/2007
ปรับปรุง 22/08/2017
สถิติผู้เข้าชม 19,800,650
Page Views 23,345,057
 

ฐานข้อมูลรัฐ

thaiworm33
ulanla

จีนกับหน้าที่ของระบบ ตลาดแบบ Decisive

จีนกับหน้าที่ของระบบ ตลาดแบบ Decisive

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




จากผลการประชุมกว่า 4 วันของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อกำหนดนโยบายสำหรับ 10 ปีข้างหน้าของประเทศ

ที่ได้จบลงไปในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา ปรากฏผลการประชุมผ่านสำนักข่าวซินหัวของจีนว่า จีนจะมุ่งเน้นบทบาทของกลไกตลาด ในการจัดสรรทรัพยากรภายในประเทศมากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำศัพท์ที่ได้มีการเผยแพร่ออกมาครับ ซึ่งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาที่ประชุมจะกำหนดบทบาทของกลไกตลาดในลักษณะของ basic role หรือ core role ซึ่งก็แปลได้ว่ารัฐบาลมีนโยบายมุ่งเน้นการทำหน้าที่ของกลไกตลาด

แต่ในการประชุมครั้งนี้สำหรับอนาคตไปอีก 10 ปีข้างหน้าที่ประชุมได้เพิ่มบทบาทของกลไกตลาดโดยใช้คำศัพท์ว่า decisive role หรือแปลได้ว่า จีนเพิ่มมุ่งเน้นการใช้กลไกตลาด ในการจัดสรรทรัพยากรมากยิ่งขึ้นไปอีก เห็นได้จากคำศัพท์ที่เปลี่ยนไปจาก คำว่า “basic” หรือ “core” ไปเป็นคำว่า “decisive” ซึ่งแปลว่า อย่างเด็ดขาด หรือ อย่างแน่วแน่

การวางแผนที่จะใช้ระบบตลาด ในการจัดสรรทรัพยากรของจีนครั้งนี้ สืบเนื่องมาตั้งแต่การปฏิรูประบบเศรษฐกิจของจีนในปี ค.ศ.1979 โดยเริ่มจากระบบเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเงิน การคลัง การธนาคาร การกำหนดราคา และแรงงาน อีกทั้งมีการพัฒนาและจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ในช่วงปีต้นทศวรรษที่ 1980 ผลพวงจากการปฏิรูปเศรษฐกิจในเรื่องของการผ่อนปรนจากนโยบายการควบคุมราคา สินค้าในจีน ทำให้ระบบตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ได้มีการพัฒนาขึ้น โดยเริ่มจากการที่รัฐบาลจีนได้อนุญาตให้เอกชนจัดตั้งตลาดได้ในปี ค.ศ.1988 ทำให้ในช่วง ค.ศ.1993-1994 มีการจัดตั้งตลาดสินค้าล่วงหน้าในประเทศจีนกว่า 30 แห่ง ด้วยบริษัทโบรกเกอร์ 2,500 ราย และมี 35 รูปแบบของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ซื้อขาย อาทิเช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้าข้าวโพด ถั่วเหลือง ข้าวสาลี ทองคำ โลหะพื้นฐาน พลังงาน ปิโตรเคมี พันธบัตรรัฐบาล

ในช่วงเวลานั้น สินค้าที่ซื้อขายกันกระจัดกระจายในแต่ละตลาด เช่น มีอยู่ 3 ตลาดที่เปิดให้ซื้อขายโลหะพื้นฐาน (Shanghai, Shenzhen, และ Jinpeng) มีอยู่ 7 ตลาดที่เปิดให้ซื้อขายธัญพืช มีอยู่ 3 ตลาดที่เปิดให้ซื้อขายพลังงานและปิโตรเคมี และมีตลาดศูนย์กลางนั่นคือ Beijing Commodities Exchange ของรัฐบาล ซึ่งเปิดให้ซื้อขายล่วงหน้าสินค้าแทบทุกประเภทข้างต้น แต่การมีปัญหาเรื่องการใช้ข้อมูลภายในอย่างผิดกฎหมาย ประกอบกับกฎระเบียบต่างๆ ในการกำกับดูแลที่ยังไม่รัดกุมเท่าที่ควร ทำให้ในช่วงปลายปี ค.ศ.1994 ผู้กำกับดูแลหรือ ก.ล.ต.ของจีน ชื่อว่า China Securities Regulatory Commission (CSRC) (ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลทั้งในส่วนของหลักทรัพย์ และตราสารประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอนุพันธ์ทางการเงิน หรือ การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์) ได้เข้มงวดกับการซื้อขายสินค้าล่วงหน้ามากขึ้น

ด้วยการสั่งห้ามเปิดตลาดสินค้าล่วงหน้าเพิ่มขึ้น และได้สั่งการให้ปิดตลาดสินค้าล่วงหน้าในจีนหลายแห่ง และ/หรือ บังคับให้ปรับโครงสร้าง หรือให้ไปรวมกับตลาดอื่น ทำให้เหลือตลาดสินค้าล่วงหน้าในจีนในปี ค.ศ.1995 เพียง 15 แห่ง ที่ได้รับอนุญาตให้ทำการซื้อขายได้ ต่อมาในปี ค.ศ.1994-1997 ก็ได้มีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการซื้อขายล่วงหน้าในจีนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการซื้อขายล่วงหน้าพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งส่งผลกระทบไปถึงระบบการเงินทั้งระบบของจีนได้ ทำให้ CSRC จึงมีมาตรการเด็ดขาดในการจำกัดการซื้อขายสินค้าล่วงหน้าในประเทศ โดยห้ามซื้อขายล่วงหน้าสินค้าทางการเงินทุกประเภท รวมถึงเริ่มกระบวนการควบรวมตลาดล่วงหน้าของจีนให้เหลือเพียง 3 ตลาดในปี ค.ศ.1999

ทั้งนี้ 3 ตลาดที่เหลืออยู่ในปี ค.ศ.1999 ทางการอนุญาตให้ซื้อขายล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้น ได้แก่ Zhengzhou Commodity Exchange (ZCE) Dalian Commodity Exchange (DCE) และ Shanghai Futures Exchange (SFE)

โดย CSRC จะไม่อนุญาตให้เปิดซื้อขายสินค้าซ้ำประเภทกัน ทำให้เห็นรูปแบบการแบ่งกลุ่มรับผิดชอบของทั้ง 3 ตลาด เห็นได้จาก ตลาด Zhengzhou จะรับผิดชอบสินค้าจำพวกข้าวสาลี ฝ้าย และน้ำตาล ขณะที่ตลาด Dalian รับผิดชอบสินค้าพวกข้าวโพด ถั่วเหลือง และน้ำมันปาล์ม สำหรับสินค้าจำพวกตลาดอุตสาหกรรมพื้นฐาน เช่น ทองแดง เหล็กกล้า อะลูมิเนียม ยางพารา สังกะสี จะอยู่ในความรับผิดชอบของตลาด Shanghai โดยปัจจุบันมีสินค้าโภคภัณฑ์ 25 ชนิดที่ซื้อขายในตลาดล่วงหน้าทั้ง 3 ตลาดนี้

นอกเหนือไปจาก ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั้ง 3 ข้างต้นแล้ว CSRC ยังได้อนุญาตให้จัดตั้งตลาดสำหรับซื้อขายอนุพันธ์ทางการเงินขึ้นชื่อว่า China Financial Futures Exchange (CFFEX) ในเดือน ก.ย.2549 โดยในปัจจุบันมีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเภท Futures ซื้อขายอยู่ 2 สินค้าได้แก่ Futures ที่มีสินค้าอ้างอิงเป็นดัชนีหุ้น CSI 300 Index Futures และ Futures ที่มีสินค้าอ้างอิงเป็นพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี

ทำให้ปัจจุบันประเทศจีนมีตลาดซื้อขายล่วงหน้าอยู่ 4 แห่ง โดย 3 แห่งเป็นตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ และ 1 แห่งเป็นตลาดอนุพันธ์ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นดัชนีทางการเงิน

เป็นที่น่าสังเกตว่า โดยปกติแล้ว นักลงทุนจากต่างประเทศจะไม่สามารถเข้ามาซื้อขายในตลาดล่วงหน้าทั้ง 4 นี้ได้ เพราะนโยบายการควบคุมเงินตราของธนาคารกลาง ทำให้กลุ่มลูกค้าของตลาดล่วงหน้าส่วนใหญ่ จะเป็นลูกค้าประเภทรายย่อยในประเทศ (Domestic Retail) ทั้งประเภทซื้อขายด้วยตนเองและประเภทร่วมทุนกันเป็นกองทุน ขณะที่บริษัทผู้ประกอบการและกองทุน ETF ในประเทศก็เข้ามามีส่วนร่วมในตลาดด้วย (แต่เป็นสัดส่วนที่น้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับ Retail)

ซึ่งคงต้องรอดูต่อไปครับว่าการมุ่งเน้นการทำหน้าที่ของกลไกตลาดแบบ Decisive ของคณะท่านผู้นำจีนชุดใหม่นี้ว่า จะมีมาตรการหรือรูปแบบอะไรใหม่ ๆ ออกมาเสริมกับกลไกตลาดที่ทำหน้าที่ได้ค่อนข้างดีอยู่แล้วพอสมควรในปัจจุบัน


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : จีน หน้าที่ ระบบ ตลาดแบบ Decisive

 * 

สำนักงานสอบบัญชี พี แอนด์ อี,สำนักงานบัญชี พี.เอ็ม.เอส.,คณะบุคคลที่ปรึกษา พี.เอ.ที.,บจ.สำนักงานบัญชีและธุรกิจ พี.เอ.แอล.

 
  
view