http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท07/12/2017
ผู้เข้าชม20,112,969
เปิดเพจ23,726,961

คำต่อคำ กปปส พบ7องค์กรเอกชน

คำต่อคำ กปปส พบ7องค์กรเอกชน

จาก โพสต์ทูเดย์

คำต่อคำ "สุเทพ-แกนนำกปปส." เข้าพบชี้แจงข้อซักถาม 7 องค์กรเอกชน "สุเทพ"ย้ำถึงเวลาต้องตัดสินใจเปลี่ยนประเทศไทยหรือยอมเป็นทาสระบอบทักษิณ

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. เวลา 15.30น. โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ได้นำคณะแกนนำ กปปส.เข้าพบกับ ภาคเอกชน 7 สถาบัน ได้แก่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้าไทย , สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.), สมาคมธนาคารไทยร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย(สทท.), สภาธุรกิจตลาดทุนไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.), สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เพื่อชี้แจงถึงแนวทางการต่อสู้กับระบอบทักษิณและการเรียกร้องการตั้งสภาประชาชนของ กปปส. และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสอบถามในกรณีที่ยังมีข้อสงสัย

ก่อนที่จะเริ่มข้อซักถาม อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย ได้กล่าวถึงข้อคิดเห็นของฝั่งเอกชนว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นควรว่าประเทศจะต้องปฏิรูป โดยหลักใหญ่ๆ เจตนาของภาคเอกชนจริงๆ แล้วมีอยู่เรื่องเดียวคือทำอย่างไรให้เกิดความมั่นคงและประชาชนส่วนใหญ่ในชาติเดินไปด้วยกันได้อย่างราบรื่น

เอกชนเห็นอยู่ว่าในประเทศมีความเหลื่อมล้ำอยู่และภาคอุตสาหกรรมก็พยายามเข้ามาดูแลแต่ถ้าประเทศไม่มีความสงบเอกชนก็เดินหน้าไม่ได้ เทียบกับประเทศมาเลเซียตอนนี้มีการตั้งเป้าหมายจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2020 แต่ประเทศไทยยังไม่ได้มีเป้าหมาย โดยตอนนี้ภาคธุรกิจเองก็มีเรื่องคอร์รัปชั่นที่ต้องต่อสู้ซึ่งก็ต้องดูอยู่ว่าเราจะขับเคลื่อนให้ตรงกับทุกฝ่ายอย่างราบรื่นได้อย่างไร

ตอนนี้ถ้ายังไม่รีบสรุปผลกระทบก็จะยิ่งกระทบโดยเฉพาะเศรษฐกิจระดับรากหญ้าที่ ตอนนี้เงินเริ่มขาดมือทั้งเงินที่มาจากการขายของ รวมถึงเงินรับจำนำข้าวที่ไม่ราบรื่น ซึ่งถ้าเศรษฐกิจรากหญ้ามีปัญหาเงินไม่กระจายลงไปก็จะทำให้เศรษฐกิจที่อยู่ข้างบนมีปัญหาไปด้วยนี่คือภาพใหญ่ที่ภาคธุรกิจมองอยู่

จากนั้นได้เป็นการถาม-ตอบระหว่างองค์กรเอกชนและแกนนำกปปส.โดยมีเนื้อหาดังนี้

ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) : เรื่องที่ กปปส. ดำเนินการมาก็สอดคล้องกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่ต้องการต่อต้านคอร์รัปชั่น แต่ที่คุณสุเทพบอกว่าจะตั้งสภาประชาชน 400 คนจะดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะให้เกิดการยอมรับในหมู่ประชาชน?

สุเทพ : อยากให้พิจารณาถึงความเป็นจริงว่าสภาพตอนนี้เหมือนไม่มีรัฐบาล ไม่มีสภาฯ แล้วเพราะรัฐบาลได้ปฏิเสธรัฐธรรมนูญทำตัวอยู่เหนือกฎหมายตั้งแต่วันที่แถลงไม่รับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ และยังทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชนโดยการไปออกกฎหมายเพื่อช่วยคนๆ เดียว ทุกคนต้องยอมรับก่อนว่ารัฐบาลนี้เป็นเพียงหุ่นเชิด แม้แต่การแต่ตั้งรัฐบาลก็ทำโดยคนที่อยู่ต่างประเทศ โดยอำนาจของรัฐธรรมนูญถ้ารัฐบาลไปทำผิดแล้วก็ชอบธรรมที่ประชาชนจะเรียกร้องอำนาจคืนกลับมา

การที่คน 5-6 ล้านคนลุกขึ้นมาพร้อมกันตอนนี้ก็ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์แต่มาด้วยตัวเองและการต่อสู้ของประชาชนกลุ่มนี้ก็เป็นไปอย่างสันติ สงบ ปราศจากอาวุธไม่มีประเทศไหนในโลกที่คนลุกขึ้นมาพร้อมกันขนาดนี้ และถ้าสังคมปฏิเสธหรือไม่ยอมรับการลุกขึ้นของคนขนาดนี้ก็ไม่มีอะไรที่จะชี้แจงอีก

ตอนนี้มีหลายองค์กรพร้อมที่จะเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยระหว่างกลุ่มประชาชนกับรัฐบาล แต่ผมก็ปฏิเสธไปตามตรงว่าวันนี้ไม่มีเรื่องการไกล่เกลี่ย แต่เป็นเรื่องว่าจะต้องเปลี่ยนประเทศไทยหรือจะยังยอมเป็นทาสของทักษิณ สิ่งที่ฝ่ายประชาชนยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะราบรื่นได้ก็เฉพาะว่ารัฐบาลต้องออกไปและให้เป็นสุญญกาศทางการเมืองซึ่งไม่ได้ทำให้ประเทศเสียหาย เพราะมันแค่วันสองวันเท่านั้น และมันก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศไทย

แม้จะมีสุญญากาศแต่เราก็ยังมีวุฒิสภาซึ่งต้องดำเนินการโดยรองประธานวุฒิสภา เพราะประธานก็ยังเป็นคนในเครือข่ายระบอบทักษิณ โดยให้รองประธานวุฒิสภาทูลเกล้าเสนอชื่อคนที่เป็นคนดีให้เป็นนายกรัฐมนตรี และรองประธาน วุฒิสภาก็เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โดยนายกรัฐมนตรีตามมาตรา7 ไม่ใช่เรื่องการไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาทให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนายกรัฐมนตรี

โดยกรณีนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น เคยเกิดขึ้นตอนที่จอมพลถนอม กิตติขจร ลาออกตอนนั้นประธานวุฒิสภาก็ทูลเกล้าฯ ขอให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีและหลังจากนั้นก็มีกระบวนการตามรัฐธรรมนูญต่อมา ซึ่งถ้าไม่ดำเนินการตามแนวทางนี้แล้วต้องสู้ ก็ต้องสู้ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ตอนนี้ก็ไม่มีโอกาสอื่นแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงแม้จะต้องเจ็บปวดบ้าง ถ้าท่านในฐานะคนทำธุรกิจกลัวจะกระทบธุรกิจมันก็จะกระทบเป็นเวลาสั้นๆ

อิสระ ว่องกุศลกิจ : ถ้าการปฏิรูปประเทศไม่ทันวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ซึ่งประกาศเป็นวันเลือกตั้งไปแล้ว?

สุเทพ : ตอนนี้ไม่อยู่ในสถานการณ์ปกติเปิดตำรามาคุยกันไม่ได้ และเรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับไทยในปี 2549 ก่อนที่จะเกิดปฏิวัติ ซึ่งครั้งนั้นก็มีการออกพระราชกฤษฎีกาเลื่อนการเลือกตั้ง แต่เราบอกว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะต้องไม่เลือกตามกติกาเดิม เพราะไม่เช่นนั้นก็จะออกมาเหมือนเดิม ที่ประชาชนต่อสู้ไม่จบเพราะไม่ต้องการเห็นวัฏจักรอันเลวร้ายนี้อีกแล้ว

ประมนต์ สุธีวงศ์ : สภาประชาชนที่ตั้งขึ้นมานี้ที่คุณสุเทพบอกว่าจะมีนายกฯคนใหม่ แล้วจากนั้นค่อยมีการเลือกตั้งแล้วเรื่องนี้จะจบอย่างไร?

สุเทพ : มี 2 ทางที่จะทำให้เรื่องนี้จบ คือ 1. ประชาชนได้ประกาศแล้วว่าอธิปไตยได้กลับมาเป็นของประชาชน ขอประกาศชัดๆ ว่าประชาชนได้ประกาศยึดอำนาจแล้วแต่ที่เราทำช้าๆเพราะต้องการให้สังคมรับทราบและราบรื่น เมื่อเทียบกับอดีตที่การยึดก็เอารถถังออกมาแล้วก็ประกาศ ซึ่งถ้าไม่จบประชาชนก็ยังเดินตามแนวทางนี้

2. ทางที่ 2 ราบรื่นและทำได้เลยคือคุณยิ่งลักษณ์ ประกาศลาออกจาการเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ เพื่อให้เกิดช่องว่างทางอำนาจ ตามมาตรา 7 และดำเนินไปตามประเพณีการปกครองคือดำเนินการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แต่ก็ต้องไม่ใช่คนที่มาจากระบอบทักษิณ เมื่อมีนายกรัฐมนตรีแล้วเขาก็สามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารในการออกพระราชกำหนดให้มีสภาประชาชนและก็จัดการเลือกตั้ง แต่ก็ต้องชัดเจนว่าตนที่จะมาอยู่สภาประชาชนต้องไม่มาจากพรรคการเมือง ทางนี้เป็นทางที่ง่าย เร็ว ราบรื่นและจบเร็ว แต่ถ้าคุณทักษิณยังสั่งให้รัฐบาลสู้ต่อ เราก็สู้ต่อ

ตอนนี้ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างพรรคการเมือง แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างระบอบทักษิณกับประชาชนชาวไทย ประชาชนเขาไม่ได้ออกมาเพราะนายสุเทพ แต่เขารอเวลานี้มานานแล้วรอเพียงคนที่จะมานำเท่านั้น ประชาชนที่ออกมา 5-6 ล้านคนตอนนี้เขาไม่ถอยแล้ว

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย : ผมไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องของการเมืองมากนัก แต่เท่าที่ได้ติดตามความเห็นนักวิชาการที่เห็นว่าตอนนี้มีหลายฝ่าย ทางกปปส. จะเปิดรับแนวคิดจากทางอื่นหรือไม่?

สุเทพ : ถ้าเป็นแกนนำในกลุ่มทักษิณไม่ว่าจะเป็นวีระ ณัฐวุฒิ จตุพร ไม่รับ แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่เข้ามารับหมด ผมพร้อมจะฟังคนทุกฝ่ายเพียงแต่ว่าไม่ต่อรองและยืนยันในหลักที่ว่าจะต้องปฏิรูปประเทศ

เทพ วงษ์วานิช รองประธานองค์การต่อต้านคอร์รัปชั่น : ที่ทาง กปปส. มาพบต้องการให้ภาคธุรกิจทำอะไร ที่จะสนับสนุนให้สำเร็จ?

สุเทพ : อยากให้ท่านทั้งหลายเข้าใจสถานการณ์และฟังทุกอย่างจากปากของผมและให้ถามในสิ่งที่ยังสงสัย ตอนนี้เป็นภาระหน้าที่ของคนไทยทุกคนต้องร่วมมือกัน เมื่อท่านมีความเข้าใจแล้วก็ขอความร่วมมือให้มาร่วมกับเรา เสียงของภาคเอกชนนั้นมีความหมาย เราอยากได้เสียงสนับสนุนเพราะเสียงของพวกท่านมีประโยชน์พูดแล้วประชาชนฟัง แต่ผมขอร้องว่า ถ้าท่านคนใดฟังแล้วรู้สักไม่ชอบผมก็ขอให้นิ่งเฉยไปเสีย อย่าให้ไปสัมภาษณ์เตะสกัดและเป็นการบั่นทอนกำลังของประชาชนเลย

ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(สทท.) : องค์กรภาคธุรกิจ 7 สถาบัน เตรียมประชุมหารือระดมความคิดเห็นแนวทางออกในการปฎิรูปการเมืองไทยร่วมกันอีกครั้ง เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน หลังจากหารือร่วมกับนายสุเทพ มองว่า ในฐานะคนไทยเห็นด้วยกับการปฎิรูป ปรับปรุงทางการเมืองไทย แต่ขั้นการปฏิบัติควรมีความชัดเจนถึงแนวทางและวิธีดำเนินการ ส่วนข้อสรุปว่าวันที่ 2 ก.พ.ปี2557 ประเทศไทยจะจัดการเลือกตั้งได้หรือไม่นั้น ต้องมีการหารืออย่างละเอียดรอบคอบอีกครั้ง

นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคม โดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต้องทำให้คนไทยมีรอยยิ้มกลับคืนมาได้อย่างแท้จริง ส่วนหนึ่งต้องรักษาภาพลักษณ์และฟื้นฟูให้ประเทศไทยเป็นเมืองไทยแลนด์ ออฟ สไมล์ หรือสยามเมืองยิ้มให้กลับคืนมา เพราะตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีวิกฤตทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ภาพความวุ่นวายทางการเมืองอาจกลับภาพลักษณ์การเป็นสยามเมืองยิ้มได้

ประมนต์ สุธีวงศ์ : จะมีทางไหนไหมที่จะทำให้เกิดระบบที่เป็นเป้าหมายของ กปปส. แต่ด้วยแนวทางที่แตกต่างออกไป?

สุเทพ : คำว่าไม่ต่อรองในที่นี้คือไม่ต่อรองระหว่างประชาชนกับระบอบทักษิณตอนนี้คือไม่มีการต่อรอง ท่านกับผมเราเป็นประชาชนด้วยกันเราคุยกันได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะองค์การต่อต้านคอร์รัปชั่นเราต้องการที่สุด แต่ที่ตอ้งเรียนคือต้องยอมรับก่อนว่าประชาชนก็มีความอดทนจำกัด ต่อสู้กันมา 50-60 วันแล้ว บางกลุ่มก็ 70 วันแล้ว แต่กระบวนการที่คุณยิ่งลักษณ์ทำคือค่อยๆทำให้ประชาชนหมดแรง แต่เรายังยืนยันว่าต้องปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง เรื่องนี้ต่อรองไม่ได้
เรียนว่าตอนนี้ผมมีหลายข้อหา แต่ถ้าไม่จบจะได้อีกหลายข้อหาแน่คือผมจะทำให้ไม่มีการเลือกตั้ง ผมเป็นนักการเมืองโดยอาชีพผมรู้ว่าคนๆ เดียวสามารถซื้อประเทศได้ซึ่งอันตรายมาก

นิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษากลุ่มเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฎิรูปประเทศไทย(คปท.) : แนวทางการใช้มาตรา 7 เข้าปฎิรูปการเมืองไทยในครั้งนี้ กระบวนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากการพระราชทาน แต่เป็นการแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อปกครองช่วยคราว ว่าด้วยกฎหมาย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่การปฎิรูปทางการเมืองได้

สุริยะใส กระศิลา แกนนำกลุ่มกรีน : ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ กปปส.เตรียมจัดเวทีประชุมใหญ่เสนอความคิดเห็นทางการเมืองจากทุกสาขาอาชีพ กว่า 3,000 คน ระหว่างเวลา 9.30 น.- 16.00 น. ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อวางแนวทางออกในการปฎิรูปการเมืองไทยร่วมกัน

กลินท์ สารสิน เลขาธิการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย : มีโอกาสอีกไหมที่จะได้เจรจากับนายกฯอีก?

สุเทพ : จริงๆ ผมไม่ได้อยากเจอ แต่รอบนั้นที่ไม่เจอเพราะเกรงใจผู้บัญชาการเหล่าทัพ และวันนั้นที่ได้พบกันผมก็คุยกับคุณยิ่งลักษณ์ คุณยิ่งลักษณ์ก็บอกว่าตัดสินใจไม่ได้ แต่ก็ไม่คิดว่าคุณยิ่งลักษณ์จะตัดสินใจได้ต้องรอคุณทักษิณ เจอกันหนเดียวไม่ต้องเจออีกเพราะไม่มีประโยชน์

หลังจากสุเทพตอบข้อซักถามของเอกชนแล้ว อิสระ ว่องกุศลกิจ ได้กล่าวในตอนท้ายกับนายสุเทพและแกนนำ กปปส. ว่า การได้ฟังการอธิบายได้ทำให้มีความเข้าใจมากขึ้น แต่เอกชนก็ไม่อยากให้ประเทศไทยเดินไปในทางที่ว่าต้องไปข้างใดข้างหนึ่ง แต่ก็เข้าใจเรื่องการปรับปรุงเรื่องการคอร์รัปชั่นและหลายองค์กรก็เห็นตรงกันเพียงแต่วิธีอาจจะต่างกัน ซึ่งหวังว่าจะปรับเข้าหากันได้อันไหนที่เป็นประโยชน์ก็จัดเวลาหาทางออกร่วมกัน

จากนั้น สุเทพก็กล่าวในตอนท้ายว่า อยากฝากว่าหากเห็นตรงกันก็ขอให้มาร่วมกัน ถ้าร่วมแล้วเรื่องก็จบเร็ว เมื่อจบเร็วประเทศก็บอบช้ำน้อยที่สุด แต่ถ้ายังมีความเห็นที่แตกซ่านใช้เวลากันนานประชาชนก็ไม่ถอยก็ยิ่งบอบช้ำมาก เพราะประชาชนกว่า 90% ที่มาเป็นคนที่ไม่เคยเดินประท้วงมาก่อน

ทั้งนี้ อิสระ ได้ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวนอกรอบหลังจบการหารือว่า เอกชนรู้สึกยินดีที่เห็นว่า 7 องค์กรมีประโยชน์ แต่เอกชนก็อยากให้ทุกฝ่ายเห็นไปในทางเดียวกัน อะไรก็มี่ความต่างก็อยากให้ยุติ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจทั้งระดับเมืองและต่างจังหวัดตอนนี้เงินเริ่มขาดมือแล้ว เอสเอ็มอีขาดแล้วก็กระทบไปถึงเรื่องตกงาน

โดยวันนี้เอกชนมารับฟังวิธีการต่างๆ และทำความเข้าใจ แต่การหารือคงไม่จบเพียงครั้งเดียว เอกชนคงต้องนำไปวิเคราะห์ว่าอะไรที่เป็นทางที่เป็นไปได้สำหรับประเทศ ครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนเวทีที่รัฐบาลจะจัดรับฟังความเห็นเอกชนก็จะส่งตัวแทนเข้าร่วม เนื่องจากมีผู้แทนที่มีความรู้อยู่ และนี่ก็เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย


“เทือก” นำถก 7 องค์กรธุรกิจ ยันต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แย้มสภา ปชช.มี 400 คนจากวิชาชีพ-ผู้ทรงคุณวุฒิ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

กลุ่ม กปปส.หารือ 7 องค์กรภาคธุรกิจ “สุเทพ” ถามยอมรับรัฐสิ้นสภาพหรือไม่ แจงสภาปชช.มี 400 คน 300 จากวิชาชีพ 100 จากผู้ทรงคุณวุฒิ รับปัดเจรจารัฐ ต้องเลือกเปลี่ยนหรือเป็นขี้ข้า ยันมี 2 ทาง ปชช.ยึดอำนาจแบบทหาร หรือรัฐลาออก เดินตาม ม.7 เชื่อไม่กระทบศก. ขอลืมตนในคราบการเมือง เชิญแดงร่วมพร้อมรับฟัง เว้นสามเกลอหัวขวด ขอภาคธุรกิจหนุน ยันไม่ปฏิรูป ยื้อไม่ยอมให้เลือกตั้ง
         วันนี้ (12 ธ.ค.) ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่ สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือกลุ่ม กปปส. ได้มีการหารือกับ 7 องค์กรภาคธุรกิจ ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สมาคมธนาคารไทย, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย
       
       โดย นายสุเทพ ชี้แจงในช่วงต้นว่า ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ที่สมบูรณ์และปฏิรูปประเทศ โดยต้องการทำก่อนการเลือกตั้งทั่วไป เพราะไม่อาจทนอยู่ได้ภายใต้การทุจริตการเลือกตั้งที่ไม่ได้ผู้แทนที่แท้จริง ของประชาชน จึงต้องให้มีการปฏิรูปการเลือกตั้ง รวมถึงให้มีรัฐบาลชั่วคราวที่มาจากคนกลางโดยไม่มีพรรคการเมืองมาเกี่ยวข้อง ไม่ต้องการแช่แข็งประเทศไทย รวมไปถึงให้มีสภาประชาชนที่จะกำกับนโยบายร่วมกัน มีกฎหมายต่อต้านการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพคดีไม่มีอายุความ ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด กระจายอำนาจ ปรับโครงสร้างตำรวจให้คณะกรรมการนโยบายตำรวจ (ก.ตร.) มาจากภาคประชาชน
       
       "สภาประชาชนที่ตั้งขึ้นจะมีไม่เกิน 400 คน โดย 300 คนมาจากการเลือกตั้งกลุ่มวิชาชีพต่างๆ อีก 100 คนมาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ กปปส.สรรหา ผู้จะมาเป็นสภาประชาชนต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองและเมื่อพ้น จากสภาประชาชนจะต้องไม่ลงเลือกตั้งตำแหน่งใดๆในระยะเวลา 5 ปี" นายสุเทพ กล่าว
       
       ด้าน ตัวแทนภาคเอกชน กล่าวว่า ยินดีที่จะรับฟัง ขณะนี้หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้องมีการปฏิรูปและมีบางประเด็นที่ยังไม่เข้าใจ ซึ่งเจตนาของ 7 องค์กรเอกชนคือทำอย่างไรให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเกิดความมั่นคงและเดิน ไปด้วยกัน เห็นด้วยกับแนวทางที่จะมีการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมถึงเห็นตรงกันกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ทั้งนี้เบื้องต้นหากยังไม่มีข้อสรุปจะกระทบกับเศรษฐกิจของรากหญ้า
       
       ตัวแทนภาคเอกชรยังระบุด้วยว่า เมื่อทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันที่จะให้มีการปฏิรูป แต่ปัญหาสำคัญคือจะทำอย่างไรให้สภาประชาชนเป็นที่ยอมรับ พร้อมขอให้นายสุเทพชี้แจงว่ามีขั้นตอนอย่างไรในการสรรหาสมาชิกสภาประชาชน
       
       นายสุเทพ กล่าวตอบว่า ขณะนี้ถือว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรมตัวแต่วันที่ปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ และทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชนในการออกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม โดยขอยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนคือปราศจากอาวุธ ไม่มีเหตุรุนแรง ซึ่งหากไม่ยอมรับการออกมาเคลื่อนไหวของประชาชนจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ มีความจำเป็นตัองชี้แจง
       
       "ขณะนี้มีหลายองค์กรที่เสนอเป็นคนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ยประชาชน แต่ผมปฏิเสธไป เนื่องจากไม่ต้องการต่อรอง มีเพียงแค่จะปฏิรูปประเทศ หรือยอมอยู่ภายใต้ระบอบทักษิณ ซึ่งข้อเรียกร้องของ กปปส.คือการให้นายกรัฐมนตรีลากออกจากการรักษาการ และให้รองประธานวุฒิสภานำรายชื่อนายกรัฐมนตรีคนกลางขึ้นทูลเกล้าฯแต่หากนอก เหนือไปจากนี้อาจต้องมีการเจ็บปวดบ้าง อาจกระทบธุรกิจบ้างแต่เชื่อว่าเป็นเวลาสั้นๆ" เลขาฯกปปส.ระบุ
       
       นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ขณนี้มีเพียง 2 ทางเลือกที่จะทำให้เรื่องจบได้ คือ 1.ประชาชนยึดอำนาจอธิปไตยแล้วเหมือนทหารปฏิวัติใช้อำนาจได้ และ 2.ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากนายกรัฐมนตรีรักษาการณ์แล้วใช้มาตรา7 ซึ่งไม่ได้มาจาก กปปส.หรือมาจากระบอบทักษิณต้องเป็นคนที่ประชาชนมั่นใจได้
       
       ตัวแทนภาคเอกชนตั้งคำถามต่อไปว่า หากการปฏิรูปแล้วเสร็จไม่ทันก่อนการเลือกตั้ง 2 ก.พ.จะทำอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า แนวทางของ กปปส.คือต้องไม่มีการเลือกตั้งแบบเดิม
       
       “ถ้าจะมีการดึงดันให้มีการเลือกตั้ง ผมคนหนึ่งจะไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง ถ้ายังไม่มีการปฏิรูป” นายสุเทพ กล่าว
       
       ด้าน นางปิยะมาลย์ เตชะไพบูลย์ ประธานสภาสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สอบถามต่อไปว่า อยากให้มีนโยบายด้านสังคมอย่างไรที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นสยามเมือง ยิ้ม และจะทำอย่างไรให้กลับมาพูดคุยกันได้
       
       นายสุเทพ กล่าวยืนยันว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่การทำเพื่อตัวเองและพรรคการเมือง ซึ่งพรัอมที่จะเชิญกลุ่ม นปช.เข้ามาร่วมกันปฏิรูปประเทศ แต่หากอยู่อย่างนี้ไม่มีทางที่จะเป็นสยามเมืองยิ้มได้ ตนตัดสินใจแล้วที่จะไม่เล่นการเมืองทั้งที่รักอาชีพนี้มากที่สุด
       
       นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ยังไม่แน่ใจว่าจะมีการเปิดรับแนวคิดจากกลุ่มอื่นด้วยหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นต่างเข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็นอย่างไร
       
       โดยนายสุเทพ ย้ำว่าพร้อมเปิดรับทุกฝ่ายเพื่อนำไปสู่การปฏิรูป ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ประกาศเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาเนื่องจากมีพรรคเการเมืองอยู่เบื้องหลัง ส่วนที่จะทำให้เกิดความสำเร็จนั้น เสียงของภาคเอกชนมีความหมาย เพราะไม่มีผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งตนถูกดำเนินคดีหลายข้อหาและจะทำทุกอย่างไม่ให้มีการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งตามกติกานี้ทำให้คนๆเดียวมาซื้อประเทศนี้ได้ พร้อมกับเปิดเผยว่าตนเคยเจอนายกรัฐมนตรีแล้ว ต่อหน้า ผบ.เหล่าทัพแต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังตัดสินใจไม่ได้ นอกจากนี้ทาง กปปส.ยินดีรับความคิดเห็นของทุกฝ่าย รวมถึงคนเสื้อแดง ยกเว้น นายวีระกานต์ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
       
       ทั้งนี้ภาคเอกชนได้สรุปว่าเห็นด้วยกับแนวทางที่จะให้มีการปฏิรูป ซึ่งจากนี้จะมีการจัดเวทีเพื่อหาทางออกร่วมกันอีกครั้ง
       
       ด้าน นายนิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษาเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนอาจกังวลถึงความเป็นไปได้แต่หากนำบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 เป็นตัวตั้งทุกอย่าง และตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีพระราชทานอย่างที่เข้าใจและอยากให้ภาคเอกชนไม่ตัองกังวล เรื่องข้อกฎหมาย
       
       ในช่วงท้าย นายสุริยะใส กตะสิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน กล่าวว่า ในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ จะมีการจัดเสวนาแนวทางปฏิรูปประเทศของภาคประชาชน ที่หอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในเวลา 09.30-16.00 น. โดยจะมีผู้เข้าร่วมจากภาคประชาชนกว่า 3,000 คนทั่วประเทศ และขอให้ภาคเอกชนส่งตัวแทนเข้าร่วมเสวนาด้วย


ภาคเอกชนพร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมโยงข้อมูลสู่การปฏิรูป หลังหารือ กปปส.วันนี้

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกันระหว่าง 7 องค์กรภาคธุรกิจ, ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น และคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่ สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ว่าหลังจากนี้คงต้องรับฟังความคิดเห็นจากหลายส่วนประกอบกันไป รวมทั้งให้ผู้ที่มีประสบการณ์ได้วิเคราะห์ก่อน ซึ่งแนวทางในการปฏิรูปประเทศอาจจะเป็นแนวทางอื่นที่นอกเหนือจากการนำเสนอของ กปปส. แต่ทั้งนี้ต่างจะต้องนำไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือการปฏิรูปที่นำไปสู่ความสงบ สุขของประเทศ

"การมารับฟังในวันนี้ถือว่ามีหลายอย่างที่ได้รับความกระจ่างขึ้น และดีใจที่การชุมนุมในครั้งนี้ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง และส่วนตัวคิดว่าองค์กรธุรกิจคงไม่อยากจะแสดงความเห็นมากนัก เพราะถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย จึงขอเป็นตัวกลางเชื่อมโยงข้อมูลจากส่วนต่างๆ เพื่อนำไปสู่แนวทางที่ทำให้ประเทศมีทางออก ตอนนี้คงต้องฟังเหตุผลจากหลายๆ ฝ่ายก่อน" นายอิสระกล่าว
 
สำหรับวันพรุ่งนี้ (13 ธ.ค.) 7 องค์กรภาคธุรกิจได้ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ทำหน้าที่เป็นเวทีกลางครั้งที่ 1 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในการจัดระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการและผู้รู้เพื่อร่วมกันเสนอทางออกที่ เป็นไปได้ให้กับสังคมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่ความสงบสุขและสันติอย่างยั่งยืน
 
ด้าน นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอรัปชั่น(ประเทศไทย) กล่าวว่า หลังการหารือในครั้งนี้แล้วมีความเข้าใจที่ดีขึ้น แต่บางเรื่องมองว่ายังไม่มีความชัดเจนนัก เช่น ที่มาของสภาประชาชน ทั้งในส่วนของ 300 คนที่จะเลือกตั้งเข้ามา และอีก 100 คนที่จะแต่งตั้งจาก กปปส. แต่ทั้งนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและเชื่อว่าหากมีการพบปะหารือกันกัน ต่อเนื่องในอีกหลายเวทีก็จะได้ความกระจ่างมากขึ้น โดยหลังจากนี้ภาคเอกชนจะนำข้อมูลที่ได้ไปประกอบการตัดสินใจว่าจะดำเนินการ อย่างไรต่อไป ซึ่งคงต้องไปหารือกันในส่วนของภาคเอกชนอีกครั้ง


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : คำต่อคำ กปปส 7องค์กรเอกชน

view

*

view