http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท07/12/2017
ผู้เข้าชม20,111,184
เปิดเพจ23,725,097

จากตลกคณิตศาสตร์ ถึงการจำนำข้าว : การสร้างนิยามใหม่

จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

      ในวงการนักวิชาการเขามักจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ตลกวิชาชีพ (Professional Joke)” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความขบขันของคนในวงการ วิธีการผูกเรื่องราวก็มักจะมาจากคำที่มีหลายความหมาย สองแง่สองง่าม หรือจากความเข้าใจผิดไปจากแนวคิดพื้นฐานของวิชาชีพนั้นๆ เป็นต้น เนื้อหาสาระอาจจะเป็นความจริง ถูกหรือผิดก็ได้ หรืออาจจะสะท้อนลักษณะเฉพาะของคนในวิชาชีพนั้นๆ ด้วยก็ได้ ข้อเสียของตลกวิชาชีพก็คือ บางครั้งคนนอกวิชาชีพซึ่งถูกฝึกมาแตกต่างกัน หรืออาจต้องใช้ความรู้เฉพาะด้าน จึงมักจะตามมุกไม่ทันและไม่ขำ
       
        ในวงการนักคณิตศาสตร์ก็มีตลกคณิตศาสตร์ (Mathematical Joke) ซึ่งมักจะนำเรื่องราวเกี่ยวกับคณิตศาสตร์มาเล่าสู่กันฟัง และถ้าเป็นเรื่องราวการสนทนา ผู้ร่วมสนทนาก็มักจะเป็นคนในวิชาชีพที่ใช้คณิตศาสตร์เป็นพื้นฐานเพราะจะได้ คุยกันรู้เรื่อง ซึ่งมักจะเป็นนักฟิสิกส์ วิศวกร เป็นต้น ครั้งหนึ่งชาวนาเดินทางมาขอคำปรึกษาจากสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่ง โดยมีโจทย์ว่า “ผมมีเส้นลวดยาว 100 เมตร ต้องการจะนำลวดมาล้อมทำเป็นคอกวัว ผมควรจะทำรั้วเป็นรูปเรขาคณิตอะไรดีจึงจะสามารถขังวัวไว้ในคอกได้จำนวนมาก ที่สุด”
       
        นักวิชาการของสถาบันวิจัยดังกล่าวซึ่งมีนักฟิสิกส์ วิศวกรและนักคณิตศาสตร์นั่งอยู่พร้อมหน้า
       
        นักฟิสิกส์เสนอว่า “ทำคอกวัวเป็นรูปวงกลมซิ เพราะจะได้พื้นที่มากที่สุด มากกว่าสี่เหลี่ยมจตุรัสเสียอีก” (ด้วยเหตุนี้เราจึงพบว่าลำต้นของพืชเกือบทุกชนิดมักจะมีลักษณะภาคตัดขวาง เป็นรูปวงกลม)
       
        วิศวกรผู้ช่ำชองทั้งภาคทฤษฎีและการปฏิบัติเสริมว่า “อืม์ แต่ถ้าจะให้ขังวัวได้มากกว่านี้ก็ต้องต้อนวัวเข้าไปเยอะๆ ให้วัวยืนกันอย่างแน่นๆ ก็จะสามารถขังวัวได้มากขึ้น”
       
        นักคณิตศาสตร์ผู้ซึ่งถูกฝึกฝนมาอย่างเป็นกระบวนการ คือ การตั้งนิยาม การอาศัยสัจพจน์ (ความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์) การสร้างทฤษฎีบท และการพิสูจน์ทฤษฎีบท หลังจากได้ฟังมาพักหนึ่งนักคณิตศาสตร์จึงเสนอว่า “เราสร้างนิยามใหม่ว่า ข้างนอกรั้วคือข้างในรั้ว ดังนั้นเราก็จะสามารถขังวัวไว้ในคอกได้จำนวนมากที่สุด”
       
        เรื่องที่เล่ามานี้จะทำให้ผู้อ่านขำหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เป็นเรื่องการสะท้อนให้เห็นถึงหลักการทางวิชาการที่บริสุทธิ์ของนัก วิชาชีพกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียหายแต่ประการใดต่อสาธารณะ แต่ความเสียหายจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีผู้เฉโก นำเรื่องการสร้างนิยามใหม่ไปใช้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนตัวเท่านั้น
       
        การผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่เป็นต้นเหตุให้เกิด “มวลมหาประชาชน” ลุกขึ้นมาคัดค้านก็เป็นเพราะการสร้างนิยามใหม่นั่นเอง คือการสร้างนิยามว่า การทุจริตคอร์รัปชัน การใช้อำนาจรัฐฆ่าคน ทั้งที่ศาลได้ตัดสินแล้วหรือยังไม่ได้ตัดสินนั้นต้องได้รับการยกโทษหรือไม่ เอาความผิดทั้งหมดนับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา โดยไม่ได้คำนึงถึงหลักการนิติรัฐ นิติธรรมซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ของหลักการของ “ระบอบประชาธิปไตย” ที่ชาวโลกให้การยอมรับ
       
        คราวนี้มาถึงเรื่องการจำนำข้าวตามที่ได้จั่วหัวไว้ครับ
       
        ผมเชื่อว่าคนไทยเรามีความเข้าใจคำว่า “จำนำ” เป็นอย่างดี คือการนำทรัพย์ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ เช่น ทองคำ นาฬิกา รวมถึงครกตำเครื่องแกง เพื่อค้ำประกันแล้วนำเงินมาใช้ก่อน เมื่อผู้จำนำมีเงินในช่วงเวลาที่สัญญากำหนดก็สามารถนำเงินไปไถ่ถอนเอาทรัพย์ เหล่านั้นกลับคืนมาพร้อมจ่ายดอกเบี้ยตอบแทน หลักการสำคัญของการ “จำนำ” ซึ่งผมไม่ทราบว่าได้มีการบัญญัติไว้หรือไม่ นั่นคือ ในการจำนำที่สุจริตนั้นมูลค่าของทรัพย์สินต้องมากกว่าจำนวนเงินที่ได้รับไป มิฉะนั้นจะไม่มีการไถ่ถอนคืน แต่โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้เป็นไปตามนิยามของคำว่าจำนำแต่อย่างใด กล่าวคือในขณะที่ราคาข้าวที่เป็นไปตามกลไกการตลาดทั้งระดับภายในประเทศและ ตลาดโลกอยู่ที่ประมาณ 9 พันถึง 1 หมื่นบาทต่อเกวียนเท่านั้น แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรก็รับจำนำในราคา 15,000 บาทต่อเกวียน ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ชาวนาจะนำเงินมาคืนรัฐบาลเพื่อนำข้าวกลับคืนไปตามความ หมายของการจำนำ
       
        โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลครั้งนี้แท้ที่จริงแล้วก็คือการซื้อข้าวโดย รัฐบาลเป็นผู้รับซื้อรายเดียวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดถึง 50% นอกจากรัฐบาลจะต้องขาดทุนในเรื่องราคาแล้ว ยังต้องขาดทุนในเรื่องของการเช่าโกดังเก็บข้าวด้วย
       
        ผมเคยนำเรื่องการทุจริตในโครงการนี้มาเล่าให้ฟังในคอลัมน์นี้ครั้งหนึ่งแล้ว คือ เรื่องของคุณยายคนหนึ่งในอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ในขณะที่มูลค่าข้าวของเธอมีแค่ 27,000 บาท แต่เวลาไปรับเงินเธอกลับได้ 2.7 แสนบาท เมื่อเธอตกใจตอนที่รับเงิน ก็มีชายคนแปลกหน้าคนหนึ่งบอกว่า “รับๆ ไปเถอะ” แต่พอออกจากธนาคารชายคนนั้นเอาเกินส่วนเกินไปทั้งหมด
       
        ผมจึงขอสรุปว่า โครงการรับจำนำข้าว ก็คือการสร้างนิยามใหม่เพื่อจะได้ทุจริตกันอย่างมโหฬารและเพื่อตบตาองค์การ การค้าโลกที่ห้ามไม่ให้รัฐบาลอุดหนุนสินค้าเกษตรนั่นเอง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือการทำนิติกรรมอำพรางนั่นเอง
       
        ประเด็นที่สังคมไทยให้ความสนใจต่อโครงการรับจำนำข้าวนี้มี 2 ประการ คือ (1) รัฐเกิดความสูญเสียกี่แสนล้านกันแน่ และ (2) ที่รัฐบาลอ้างว่าการระบายข้าวเป็นการซื้อขายแบบจีทูจีหรือแบบจากรัฐบาลต่อ รัฐบาล แต่ก็ไม่ได้มีการเปิดเผยว่าส่งไปขายให้รัฐบาลประเทศใด
       
        บางกระแสก็ว่าขายไปให้รัฐบาลจีน แต่ก็มีกระแสปฏิเสธมาจากรัฐบาลจีนเช่นกัน ซึ่งเราไม่ทราบว่าอะไรเป็นจริงและอะไรเป็นเท็จ
       
        ผมได้พยายามติดตามจากเว็บไซต์ของกระทรวงพาณิชย์ก็ได้พบข้อมูลที่น่าสนใจ แม้ไม่สามารถตอบคำถามในประเด็นที่สังคมไทยให้ความสนใจ แต่ก็ทำให้เราทราบอะไรบางอย่างที่สังคมไทยควรได้รับทราบ ผมได้นำมาสรุปไว้ในตารางที่ผมทำขึ้นมาเองดังข้างล่างนี้ครับ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2551 ถึง 2556 (ซึ่งเพิ่งรายงานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้)

จากตลกคณิตศาสตร์ ถึงการจำนำข้าว : การสร้างนิยามใหม่

       ประเทศไทยเคยส่งออกข้าวในปี 2551 คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 2 แสนล้านบาทเล็กน้อย คิดเป็นมูลค่าร้อยละ 2.24 ของจีดีพี (ประมาณ 3.4% ของมูลค่าส่งออก) โดยมีอันดับมูลค่าส่งออกสูงเป็นอันดับเจ็ด (อันดับ 1, 2, 3 คือ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์, รถยนต์และอุปกรณ์ และน้ำมันสำเร็จรูป ตามลำดับ-ท่านอาจจะไม่เชื่อว่านี่เป็นข้อมูลของประเทศไทย!) โดยประเทศที่นำเข้าข้าวมากที่สุดคือประเทศไนจีเรีย(ไม่ใช่ประเทศใหญ่ๆ เช่น จีน ดังที่หลายคนคิด)
       
        ในปี 2554 ซึ่งนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังไม่มีผลบังคับใช้ มูลค่าการส่งออกข้าวอยู่ที่ 1.93 แสนล้านบาท แต่ในช่วงปี 2555 และ 2556 (นับจากเดือนมกราคมถึงธันวาคม) มูลค่าการส่งออกกลับลดลงอย่างฮวบฮาบ คือ 1.43 และ 1.33 แสนล้านบาทตามลำดับ มันหายไปไหนถึง 6 หมื่นล้านบาท
       
        โดยประเทศที่นำเข้ามากที่สุดคือประเทศเบนิน (มูลค่า 14,174 ล้านบาท โดยที่อันดับ 2 และ 3 คือ สหรัฐอเมริกา และ อิรัก ตามลำดับ) ซึ่งผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่คงจะไม่รู้จักประเทศนี้
       
        ประเทศเบนิน (Banin) เป็นประเทศยากจนในแอฟริกาตะวันตก มีประชากร 10.3 ล้านคน โดยมีรายได้ต่อหัวในปี 2556 เฉลี่ยเท่ากับ 1,666 ดอลลาร์สหรัฐ (วิกิพีเดียอ้างถึงจากกองทุนไอเอ็มเอฟ)
       
        ผมไม่สามารถค้นคว้าเรื่องความสูญเสียจากการรับจำนำข้าวที่ฉาวโฉ่ของรัฐบาล ได้ไปมากว่านี้ครับ แต่ประเด็นที่นำเสนอก็คือการสร้างนิยามใหญ่ของรัฐบาลของระบอบทักษิณซึ่งเขา จะรื้อกติกาใหม่เกือบทุกครั้งเมื่อเขาต้องการจะทุจริตเพื่อตนเองและพวกพ้อง ไม่ว่าจะเป็นการลดสัดส่วนการถือครองธุรกิจโทรคมนาคมของชาวต่างชาติ อัตราการเสียภาษีการซื้อขายที่ดิน เป็นต้น
       
        ความจริงกระแสการสร้างนิยามใหญ่ใหม่กำลังเกิดขึ้นกับองค์กรที่ก้าวหน้าหลาย องค์กรในโลกครับ แต่เขาสร้างนิยามใหม่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของสาธารณะหรือประโยชน์ของโลก (Planet) ซึ่งแตกต่างจากระบอบทักษิณที่ทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง
       
        เช่น กลุ่ม New Economic Foundation เขาสร้างนิยามของ “การพัฒนา” เพื่อ “ความสุขร่วมกันของมนุษยชาติและโลกใบนี้” โดยคำนึงถึงความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทั้งยุคปัจจุบันและอนาคตโดยไม่เบียด เบียนทำลายสุขภาพของโลก ไม่ก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อน ไม่ใช่เน้นการเติบโตของจีดีพีเพียงอย่างเดียว
       
        “ถ่านหินสะอาด” ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งการสร้างนิยามใหม่ของกลุ่มพ่อค้าถ่านหินทั่วโลก แต่ก็เป็นนิยามบนผลประโยชน์ของตนเองอีกเช่นกัน
       
        การเรียกร้องให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ลาออกจากรักษาการนายกรัฐมนตรี ของมวลมหาประชาชนไทยในคราวนี้ก็เป็นความพยายามจะสร้างนิยามใหม่ เช่น “สภาประชาชน” ซึ่งคนไทยจะต้องเรียนรู้อย่างรู้เท่าทันครับ


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : จากตลกคณิตศาสตร์ การจำนำข้าว การสร้างนิยามใหม่

view

*

view