http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,115,611
เปิดเพจ23,729,786

ส่งสัญญาณเตือนไม่ฟัง พังเพราะจำนำข้าว

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

คำเตือนระคายหูจาก"ปปช.-สตง.-นักวิชาการ-หน่วยงานรัฐ"ถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์กรณีจำนำข้าว

เปิดข้อมูลย้อนหลัง "ปปช.-สตง.-นักวิชาการ-หน่วยงานรัฐ" เตือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โครงการ"รับจำข้าว" ก่อนถึงหายนะ ค้างจ่ายหนี้เกษตร 1.3 แสนล้าน ระบายข้าวไม่ทัน-จีทูจีล่ม

เปิดข้อเสนอปปช.ต่อรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์

หลังจากที่ ป.ป.ช. ได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี แจ้งยืนยันผลการศึกษาวิจัยมาตรการแทรกแซงตลาดข้าวเพื่อป้องกันการทุจริต และข้อเสนอแนะที่ ป.ป.ช.ได้เสนอต่อครม.แล้ว จากการติดตามของคณะอนุกรรมการฯ พบว่า การดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดข้าวด้วยวิธีการรับจำนำของรัฐบาลปัจจุบัน ยังคงก่อให้เกิดปัญหาในด้านต่าง ๆ อย่างมากมาย

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกบังเกิดประโยชน์แก่เกษตรกรที่ได้เพาะปลูกข้าวจริงและสุจริต เกิดความเป็นธรรมแก่เกษตรกร รวมทั้งเป็นการป้องกันการทุจริตและป้องกันมิให้การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกก่อให้ความสูญเสียด้านงบประมาณที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เห็นสมควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ ดังนี้ คือ

1. การดำเนินการตามนโยบายยกระดับราคาข้าว คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ควรได้พิจารณา

- กำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกแต่ละชนิดให้เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เกษตรกรแบกรับภาระอยู่ โดยอยู่บนพื้นฐานของความสมเหตุสมผล และไม่บิดเบือนกลไกตลาด

- มุ่งเน้นช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างแท้จริง โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบพิจารณาแนวหาทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิตข้าว

- ให้รัฐบาลติดตามและประเมินผลโครงการฯ อย่างเป็นรูปธรรม โดยอาจให้องค์กรเอกชนศึกษาถึงผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินโครงการรับจำนำ แล้วนำมาพัฒนา ปรับปรุง และแก้ไขให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

2. การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก การขึ้นทะเบียนและรับรองเกษตรกร

- นอกเหนือจากการกำหนดให้มีกระบวนการทำประชาคม และให้ผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับรองเกษตรกรแล้ว ให้กรมส่งเสริมการเกษตรพิจารณาให้มีและนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ประโยชน์ในการขึ้นทะเบียนและรับรองเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย เพื่อให้เฉพาะเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวจริงและสุจริตที่จะได้รับประโยชน์จากการดำเนินตามนโยบายของรัฐบาล

- กำหนดให้มีมาตรการลงโทษที่เหมาะสมและจริงจังกับเกษตรกรที่ไม่สุจริต

3.การระบายข้าวสารจากคลังสินค้าของรัฐบาล

- เพื่อมิให้ข้าวที่ได้มาจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปี 2554/55 ก่อให้เกิดความสูญเสียงบประมาณของรัฐเป็นจำนวนมาก ที่มีผลเนื่องมาจากการเก็บรักษาข้าวเป็นเวลานาน ข้าวเกิดความเสียหาย เสื่อมคุณภาพ สูญเสียน้ำหนัก และเป็นการป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงเป็นการสมควรที่มอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหรือที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้มีแผนการบริหารจัดการการระบายข้าวที่เก็บรักษาไว้ในโกดังกลางอย่างเป็นระบบ การปิดบัญชีโครงการฯ พร้อมทั้งให้รายงานผลการดำเนินการหรือที่ไม่สามารถไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนดังกล่าวได้ ให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาโดยเร็ว และต่อเนื่อง

- หลักเกณฑ์ วิธีการ และรายละเอียดในการดำเนินการ และผลของการระบายหรือขายข้าวที่อยู่ในคลัง หรือโกดังกลางที่อยู่ในความดูแลขององค์การคลังสินค้า (อคส.) หรือ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ให้ประกาศโดยเปิดเผยเป็นที่ทราบแก่บุคคลทั่วไป และดำเนินการด้วยความโปร่งใส

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะของป.ป.ช.ประการสำคัญ คือ ในเรื่องของการระบายข้าวสารจากคลังสินค้าของรัฐบาล โดยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหรือที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้มีแผนการบริหารจัดการการระบายข้าวที่เก็บรักษาไว้ในโกดังกลางอย่างเป็นระบบ

การปิดบัญชีโครงการฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักเกณฑ์ วิธีการ และ รายละเอียดในการดำเนินการ และผลของการระบายหรือขายข้าวที่อยู่ในคลัง หรือโกดังกลางที่อยู่ในความดูแลของ องค์การคลังสินค้า (อคส.) หรือ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ให้ประกาศโดยเปิดเผยเป็นที่ทราบแก่บุคคลทั่วไป และดำเนินการด้วยความโปร่งใส รัฐบาลยังสนองตอบได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร

ป.ป.ช.จี้พาณิชย์ ส่งหลักฐานขายจีทูจี

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่มีมติให้เลขาธิการ ป.ป.ช. แสวงหาข้อเท็จจริงโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดยให้ขอรายละเอียดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการทั้งหมด ตั้งแต่การรับจำนำข้าวว่ามีการดำเนินการอย่างไร มีข้าวในสต็อกเท่าไร รวมถึงให้กระทรวงพาณิชย์ส่งเอกสารหลักฐานการระบายข้าวจีทูจีมาให้ ป.ป.ช. พิจารณาด้วย

ส่วนที่กระทรวงพาณิชย์บอกว่าการขยายข้าวจีทูจีเป็นความลับ เรื่องนี้ ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาแสวงหาข้อเท็จจริงตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งจะอยู่ในอำนาจของเลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นผู้พิจารณา แต่ขณะนี้ยังไม่มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวน หรือชี้มูลความผิดใคร ส่วนจะเสร็จเมื่อไหร่ ไม่สามารถตอบได้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่มาก

สตง.เตือนนายกฯยิ่งลักษณ์

น.ส.ประพีร์ อังกินันทน์ รักษาราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ส่งหนังสือถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรื่องการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ลงวันที่ 30 ม.ค.57 เสนอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาทบทวน และยุติการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในฤดูกาลต่อไป อาจพิจารณาใช้มาตรการ หรือแนวทางการช่วยเหลือในลักษณะอื่นแทน เช่น การสนับสนุนปัจจัยการผลิต และให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรยากจน หรือมีรายได้น้อยเป็นลำดับแรก

สตง.ระบุว่า ได้ตรวจสอบการดำเนินงานโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลตั้งแต่ ปีการผลิต 54/55 เป็นต้นมา พบว่าการดำเนินงานโครงการมีจุดอ่อน หรือความเสี่ยงทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกร จนถึงการระบายข้าว ซึ่งเป็นช่องทางนำไปสู่การสวมสิทธิ์การจำนำ และการทุจริต โดยสตง.ได้สรุปประเด็นปัญหาและความเสี่ยงสำคัญ แจ้งให้นายกรัฐมนตรี เพื่อโปรดพิจารณาให้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานโครงการ ตามหนังสือที่เคยแจ้งถึงนายกรัฐมนตรี มาแล้ว 3 ฉบับ

นอกจากนี้ ยังระบุว่าผลกระทบจากการดำเนินโครงการ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเงินงบประมาณแผ่นดิน และเกษตรกร ความเสี่ยงต่อระบบการคลังของประเทศ และไม่เกิดการพัฒนาการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน เนื่องจากการดำเนินโครงการมีผลขาดทุนสูงมาก จากการรายงานผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตรของรัฐบาล โดยคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเลือกตามนโยบายรัฐบาล โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 54/55 โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 55 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปี การผลิต 55/56 (ครั้งที่ 1 ) พบว่า สิ้นสุด วันที่ 31 พ.ค. 56 มีผลขาดทุน 332,372.32 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสูงกว่ายอดการปิดบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ม.ค.56 ซึ่งมีผลขาดทุน 220,968.78 ล้านบาท มากถึง 111,403.54 ล้านบาท ชี้ให้เห็นแนวโน้มผลการขาดทุนสูงขึ้น

สตง.ได้ทำหนังสือถึงนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมาเกี่ยวกับปัญหาการจ่ายเงินให้ชาวนาล่าช้า โดยระบุว่า การจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือก (นาปี) ปีการผลิต 56/57 จากแหล่งใด ๆ ก็ตาม ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไม่ขัดหรือแย้ง ต่อบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ ตลอดจนขั้นตอนการดำเนินงานที่กำหนดไว้อย่างถูกต้องโดยเคร่งครัด และรอบคอบ เพราะหากการดำเนินการดังกล่าว เข้าสู่การวินิจฉัยชี้ขาด โดยองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แล้วปรากฏว่าการดำเนินการไม่ถูกต้อง ผู้อนุมัติและผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2557 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรื่องการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลตั้งแต่ปีการผลิต 2554/55 เป็นต้นมา และศึกษาวิเคราะห์จากผลการตรวจสอบการดำเนินโครงการจำนำข้าวปีการผลิต 2548/49 และ 2549/50 และโครงการประกันรายได้เกษตรกรปีการผลิต 2552/53 และ 2553/54

จากการตรวจสอบดังกล่าว สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีความเห็นและข้อเสนอแนะดังนี้

1. การดำเนินโครงการมีจุดอ่อนหรือความเสี่ยงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกร จนถึงการระบายข้าว ซึ่งเป็นช่องทางนำไปสู่การสวมสิทธิ์การจำนำและการทุจริตในโครงการ เช่น พบว่าการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไม่ถูกต้อง เกินความเป็นจริง นอกจากนี้ การจัดเก็บรักษาข้าวของโครงการสูญหาย รวมทั้งการระบายข้าวตามโครงการได้น้อยและล่าช้ามาก ส่งผลให้ข้าวสารคุณภาพเสื่อม

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ณ 15 มกราคม 2557 ได้ตั้งข้อสังเกตว่าองค์การคลังสินค้าและองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร รายงานข้อมูลปริมาณข้าวสารคงเหลือในคลังสินค้ากลางไม่ถูกต้องครบถ้วนและล่าช้าไม่เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด รวมทั้งมีการแก้ไขข้อมูลบ่อยครั้ง ทำให้ไม่สามารถปิดบัญชีได้ทันเหตุการณ์ อีกทั้งยังมีการขอปรับเพิ่มปริมาณข้าวสารคงเหลือ ณ 27 มิถุนายน 2556 สูงถึง 2.98 ล้านตัน แต่ไม่สามารถตรวจสอบยืนยันความถูกต้องได้

2. ผลกระทบที่ทำให้เกิดความเสียหาย มีความเสี่ยงว่าจะมีความไม่โปร่งใสและน่าเชื่อว่ามีการทุจริตสูง และยังมีผลการดำเนินงานขาดทุนจำนวนหลายแสนล้านบาท อีกทั้งโครงการนี้รัฐบาลกลายเป็นพ่อค้าขายข้าวแข่งกับเอกชน ซึ่งนำไปช่องทางการทุจริต

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีข้อเสนอแนะขอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติพิจารณาดำเนินการดังนี้

1. ทบทวนและยุติโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในฤดูกาลต่อไป โดยให้การช่วยเหลือในรูปแบบอื่นแทน

2. กำหนดมาตรการเยียวยากรณีที่จ่ายเงินเกษตรกรล่าช้า

3. เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลการดำเนินงานให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว เพื่อทำรายงานในทุกโครงการตั้งแต่ปีการผลิต 2547/48 เป็นต้นมา ส่งให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินและเผยแพร่ให้ประชาชนทราบโดยเร็ว

4. พิจารณาให้มีการบูรณาการแก้ไขปัญหาการผลิตข้าวอย่างเป็นระบบครบวงจร ยกระดับมาตรฐานคุณภาพการผลิตข้าวไทยให้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง

ทีดีอาร์ไอเตือนโครงการจำนำส่อทุจริต

นายนิพนธ์ พัวพงศกร กับ นายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้เขียนบทความหัวข้อ "ใครต้องโชว์ใบเสร็จทุจริตจำนำข้าว" มีเนื้อหาบางตอนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะข้อเสนอที่มีไปถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่าด้วยแก้ปัญหาการทุจริตในโครงการ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทวีตข้อความแจ้งว่า นายกรัฐมนตรีบอกว่า ถ้า นางสาวสุภา ปิยะจิตติ มีข้อมูลการทุจริตข้าวทุกระดับให้ส่งหลักฐานเข้ามาพร้อมดำเนินคดีจนถึงที่สุด

แต่วันต่อมา กลับมีข่าวว่ารัฐมนตรีกระทรวงการคลัง สั่งให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีที่ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ ไปให้ข้อมูลโครงการรับจำนำข้าวต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจวุฒิสภา ว่าโครงการรับจำนำข้าว มี “ความเสี่ยงและโอกาส” ที่จะเกิดการทุจริตทุกขั้นตอน

อันที่จริง หาก นายกรัฐมนตรี มีความจริงใจในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในโครงการรับจำนำข้าว นายกฯ สมควรจะแสดงความชื่นชมต่อการทำงานของข้าราชการที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่แบบตรงไปตรงมา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดินตามที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานตามกฎหมาย และสมควรแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระสอบสวนเรื่องการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว แทนการสอบสวน นางสาวสุภา

นายกรัฐมนตรี น่าจะรู้ดีว่าผู้ปิดบัญชีโครงการ เมื่อพบข้อบกพร่องในการทำบัญชีและภาวะขาดทุนของโครงการฯ ผู้ปิดบัญชีจะต้องระบุสาเหตุ เพื่อให้ผู้บริหารนำไปแก้ไข

จากการแถลงข่าวของ รัฐมนตรีวราเทพ รัตนากร ซึ่งได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงของการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าว ปรากฏข้อเท็จจริงว่านอกจากการขาดทุนเนื่องจาก การตั้งราคารับจำนำข้าวเปลือกราคาสูงกว่าราคาตลาด การขาดทุนยังเกิดจากสาเหตุสำคัญอีก 2 ประการ คือ (1) มีข้าวสารจำนวน 2.9 ล้านตัน ที่ยังไม่ได้ส่งมอบและอาจสูญหายจากโกดังกลาง ณ วันที่ 31 มกราคม 2556 และ (2) การขาดทุนเนื่องจากการระบายข้าวของรัฐในราคาต่ำกว่าราคาตลาด

ปัญหาข้าวสารจำนวน 2.9 ล้านตัน ที่ยังไม่ได้ลงบัญชี ทำให้รัฐบาลสั่งการให้มีการตรวจสต็อกข้าวทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2556 แต่ดูเหมือนว่าเป็นเพียงปฏิบัติการผักชีโรยหน้า

หากรัฐบาลประมูลขายข้าวแบบโปร่งใส ก็จะขายได้ในราคาใกล้เคียงราคาตลาด แต่เป็นที่ทราบกันดีในวงการค้าข้าวว่ารัฐบาลระบายข้าวผ่านช่องทางแคบๆ ที่มีพ่อค้าเพียง 3-4 รายเท่านั้น โดยอ้างว่าเป็นความลับทางการค้าทั้งๆ ที่การระบายข้าวส่วนใหญ่เป็นการขายในประเทศ ไม่ต้องขายแข่งกับประเทศใด การที่รัฐบาลยังคงปกปิดราคาและปริมาณการขายข้าวชวนให้นึกว่าเป็นเหตุผลทางการค้าจริง หรือต้องการปกป้องใครบางคน

การขาดทุนจากการขายข้าวจำนวนมาก (7-10 ล้านตัน) ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด เป็นเรื่องที่จะต้องมีการสอบสวนโดยเร่งด่วน จริงอยู่รัฐบาลแก้ตัวว่าการขาดทุนส่วนหนึ่งเกิดจากการขายข้าวราคาถูกให้ผู้บริโภคและหน่วยราชการ รวมทั้งการบริจาคให้ต่างประเทศ แต่การศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ของวุฒิสภาพบว่าปริมาณข้าวถุงราคาถูกที่ส่งให้ร้านถูกใจ อาจมีปริมาณเพียง 5-10% ของปริมาณข้าวถุงราคาถูก ที่ครม.อนุมัติ (1.8 ล้านตัน) แปลว่า นอกจากข้าวถุงราคาถูกในร้านถูกใจแล้ว หน่วยงานรัฐขายข้าวทั้งหมด (7-10 ล้านตัน) ในราคาที่ต่ำกว่าตลาดมาก ดังนั้นจึงต้องมีการสืบสวนโดยเร่งด่วน ว่า ทำไมหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ จึงขายข้าวในราคาต่ำกว่าตลาดมาก ขายให้พ่อค้าคนใด ราคาเท่าใดและจำนวนเท่าใด และได้รับเงินค่าขายข้าวหรือยัง

กระทรวงพาณิชย์ ไม่สามารถอ้างความลับทางการค้า เพื่อปฏิเสธการให้ข้อมูลเหล่านี้ เพราะว่าข้าวจำนวนนี้ขายไปหมดแล้ว และข้าวส่วนใหญ่ก็ขายในประเทศ บัดนี้เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบสองปีแล้ว ข้ออ้างเรื่องความลับทางการค้าฟังไม่ขึ้นอีกแล้ว ประชาชนเจ้าของเงินที่ใช้จำนำข้าวมีสิทธิร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่จะต้องได้ข้อมูลดังกล่าว

รัฐบาลต้องรู้ข้อมูลเหล่านี้ เพราะว่า "หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ออกใบเสร็จ" มีแต่คนนอกที่ไม่รู้ข้อมูลว่ารัฐบาลเป็นเจ้าของใบเสร็จทุกใบ ป่วยการที่จะสั่งให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว นำใบเสร็จมาโชว์

ดังนั้น นายกรัฐมนตรี จะต้องเร่งสั่งการให้หน่วยงานรัฐ ส่งต้นขั้วใบเสร็จการระบายข้าวให้แก่ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนว่ามีการทุจริตกันอย่างไร แล้วนำเสนอรายงานต่อรัฐสภา โดยเร่งด่วน

8 ประเด็นความโปร่งใสจำนำข้าว

- ข้าวไม่ลงบัญชี 2.9 ล้านตัน

- นำเข้าข้าวเพื่อนบ้านสวมสิทธิเปาเกา

- อนุ กขช. ยกเลิกคำสั่งสีแปรใน 7 วัน

- การขายข้าวจีทูจี 1.76 ล้านตัน

- การขายข้าวต่ำกว่าราคาตลาดมาก

- การขายข้าวถุงราคาถูก การส่งมอบ

- การลักลอบขายข้าวใหม่จากโกดัง สลับบัญชี

- การซื้อข้าวผ่านนายหน้าราคาถูก

สศช.เสนอรื้อโครงการจำนำทั้งระบบ

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำข้อเสนอแนวทางการบริหารจัดการโครงการรับจำนำข้าวเปลือก โดยมีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงโครงการ

1.ควรกำหนดราคาจำนำให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตและมีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับภาวะราคาข้าวในตลาดโลก โดยอาจคำนวณจากต้นทุนการผลิตข้าว บวกค่าขนส่ง และกำไรที่เหมาะสมของเกษตรกร ทั้งนี้ในระยะแรก ควรพิจารณาจำกัดปริมาณรับจำนำข้าวเปลือกของเกษตรกรต่อครัวเรือน โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรรายย่อย และในระยะต่อไปควรพิจารณากำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสถานการณ์ข้าวในตลาดโลก

2.ควรจำกัดปริมาณและ/หรือพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อยที่ยากจน มีพื้นที่นาน้อยหรือต้องเช่านาจากผู้อื่นและเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวในพื้นที่ที่เหมาะสม

มอบคลังเกาะติดกระแสเงินสด

3.ควรเร่งรัดการออกเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้มีความรวดเร็ว และพัฒนาและปรับปรุงระบบฐานข้อมูลเกษตรกร 4.ควรเน้นความโปร่งใสในการระบายข้าวและเร่งระบายให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคาตลาดโลก เพื่อลดต้นทุนการเก็บรักษาและการเสื่อมสภาพ

4.การดำเนินการควรกำหนดเป้าหมายการขาดทุนของโครงการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไม่เกิน 1 แสนล้านบาทต่อปี ในระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี

5.สนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพข้าว เร่งรัดการจัดทำโซนนิ่งภาคเกษตร 6.ส่งเสริมกลไกตลาดซื้อขายเกษตรล่วงหน้าให้มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ 6.มอบหมายให้กระทรวงการคลังติดตามควบคุมกระแสเงินสดของโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปรับปรุงการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าและระบบการประกันภัยพืชผลสินค้าเกษตร เพื่อใช้เป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและสร้างความมั่นคงและพึ่งตนเองในระยะยาว

สำนักงบประมาณเตือนโครงการจำนำ

การใช้เงินงบประมาณเพื่อโครงการรับจำนำข้าว ตามนโยบายของรัฐบาล ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยสำนักงบประมาณซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลการใช้จ่ายของรัฐ ต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ที่ดำเนินนโยบายรัฐบาล ต้องระบายข้าวออกจากสต็อกก่อน เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนใช้ในโครงการ ด้านกระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอให้ ครม.พิจารณาโครงการรับจำนำข้าวนาปี 2555/56 อีกครั้งในวันที่ 25 ก.ย.นี้ เพื่อให้สามารถเปิดรับจำนำได้ทันในวันที่ 1 ต.ค. นี้ หลังจากที่โครงการถูกตีกลับจาก ครม. ในการประชุมวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา

นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า สำนักงบประมาณได้เสนอความเห็นในที่ประชุม ครม. เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการว่า ควรพิจารณารับจำนำข้าวนาปรังประจำปี 2554/55 ที่กระทรวงพาณิชย์ขอขยายปริมาณรับจำนำข้าวเพิ่มอีก 2 ล้านตัน ภายใต้กรอบวงเงินที่เหลืออีก 2.6 แสนล้านบาทให้หมดก่อน ที่จะเปิดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่ประจำปี 2555/56 วงเงิน 4.05 แสนล้านบาท และกระทรวงพาณิชย์ต้องจัดทำแผนแสดงรายละเอียด ปริมาณสต็อกข้าวของรัฐบาล ปริมาณข้าวที่มีการระบาย ตัวเลขรายได้ จากการระบายข้าว รวมถึงประเทศที่ซื้อข้าวแบบจีทูจี หรือผู้ส่งออกข้าวที่ประมูลซื้อข้าวในสต็อก เพื่อเสนอที่ประชุมครม.ครั้งต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดการระบายข้าวและสต็อกข้าวที่ชัดเจนต่อที่ประชุม

"กระทรวงพาณิชย์ควรจะทำแผนและรายละเอียดการระบายข้าว รายได้จากการขายข้าว และสต็อกข้าวที่มีทั้งหมด เพื่อประเมินว่า จะมีเงินไหลเข้ามาจำนวนเท่าไรและรัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณไว้อีกจำนวนเท่าไหร่ เพื่อใช้ในโครงการรับจำนำรอบใหม่ โดยที่ประชุมไม่อยากให้กระทรวงพาณิชย์คำนึงถึงปริมาณข้าวที่จะรับจำนำ แต่ให้เปิดรับจำนำจนกว่ากรอบวงเงินที่มีอยู่จะหมดไป จากนั้นกระทรวงการคลังจะได้จัดหาแหล่งเงินมาสมทบให้ใหม่โดยผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กรณีที่ใช้เงินกู้ของ ธ.ก.ส.หมดแล้ว" นายวรวิทย์ กล่าว

ชี้ภาระหนักหากคลังค้ำเงินกู้ไม่ได้

นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า สำนักงบประมาณสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2555/56 ของรัฐบาล เพียงแต่ต้องการให้กระทรวงพาณิชย์มีการระบายข้าวในสต็อกออกไปบ้าง เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนไหลกลับเข้ามาบ้าง และเพื่อให้มีช่องว่าง ที่จะไม่ทำให้เพดานการค้ำประกันเงินกู้ของกระทรวงการคลังเต็มเพดานในการก่อหนี้ ในกรณีที่ต้องหาแหล่งเงินเพื่อให้ ธ.ก.ส.กู้เงินไปใช้ในโครงการรับจำนำรอบใหม่ ซึ่งหากกระทรวงการคลังไม่สามารถค้ำประกันเงินกู้ให้ ธ.ก.ส.ได้ จะทำให้มีต้นทุนเงินสูงกว่าเงินกู้ที่มีกระทรวงการคลังค้ำประกัน

"ครม.เป็นห่วงเรื่องการบริหารจัดการสต็อกข้าวของรัฐบาล ว่ามีเหลืออยู่จำนวนเท่าไร รวมถึงแผนการระบายข้าวที่ชัดเจน เพราะที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้แจกแจงรายละเอียดมากนัก โดยเฉพาะตัวเลขการระบายข้าวที่ชัดเจน ข้อเสนอแนะนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่สนับสนุนโครงการรับจำนำข้าวรอบใหม่ตามนโยบายรัฐบาล แต่ต้องการให้ดำเนินการรับจำนำไปจนกว่าเงินจะหมด แล้วค่อยเริ่มโครงการใหม่ และต้องมีแผนระบายข้าวที่ชัดเจนด้วย เพื่อให้เงินหมุนเวียนกลับมาด้วยเพื่อไม่ให้เพดานค้ำประกันหนี้ของกระทรวงการคลังเต็มเพดานไปก่อน" นายวรวิทย์ กล่าว

หน่วยงานรัฐรุมเตือนโครงการจำนำ

สำนักงานเลขาธิการ ครม.ให้ความเห็นเสนอครม.ว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2555/56 และการขอขยายปริมาณ และกรอบการใช้เงิน โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 เป็นการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ตามนโยบายของรัฐบาลที่ดำเนินการต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีการผลิต 2555 และ มีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งมีปริมาณผลผลิตมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำเป็นต้องมีงบประมาณ เพื่อดำเนินการรับจำนำเพิ่มเติมให้เพียงพอด้วย

อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการจำนำข้าวเปลือกนาปรังในครั้งนี้ จะมีผลให้ปริมาณข้าวเปลือกสะสมที่รัฐบาลรับจำนำไว้แล้วทั้งหมดสูงถึงประมาณ 50 ล้านตัน ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องพิจารณาถึงการบริหารจัดการสต็อก และการระบายข้าวเปลือกให้เหมาะสม และเป็นประโยชน์สูงสุด รวมทั้ง กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงบประมาณ ควรต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่ก่อให้เกิดเป็นภาระงบประมาณของประเทศ ที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงินสินเชื่อ และเงินจ่ายขาด ซึ่งในภาพรวมจะเป็นหนี้ของประเทศจำนวนสูงมาก

สศช.ชี้งบจำนำ 2 ปี พุ่ง 9.22 แสนล้าน

ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ความเห็นว่า การขอวงเงินเพื่อใช้ในโครงการจำนำข้าวอีกกว่า 405,000 ล้านบาท โดยเป็นเงินจ่ายขาดให้ ธ.ก.ส. ไปดำเนินการอีก 11,771.25 ล้านบาท เพื่อรับจำข้าวเปลือกอีก 26 ล้านตันนั้น นั้นเป็นวงเงินที่สูงมาก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดเพื่อให้คุ้มค่าสูงที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นภาระหนักกับงบประมาณแผ่นดิน

ทั้งนี้ วงเงินที่ใช้รับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/55 และข้าวนาปรังปี 2555 นั้นได้ใช้เงินไปแล้วกว่า 517,958 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องเร่งระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาลในเวลาและปริมาณที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาข้าวเปลือกในประเทศให้ตกต่ำ และไม่ทำให้เกิดผลขาดทุนและเป็นภาระด้านงบประมาณมากเกินควร เพื่อให้มีเงินเพื่อใช้ในโครงการรับจำนำข้าวนาปรังปี 2555 และนาปี 2555/56 ต่อไป

นอกจากนี้เห็นควรให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเข้มงวดการดำเนินการ เพื่อป้องกันการทุจริตและรั่วไหล พร้อมส่งเสริมให้ลดต้นทุนการผลิต พัฒนาคุณภาพและเพิ่มมูลค่าข้าวให้สูงสุดเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้นและรองรับการรวมกลุ่มของประเทศอาเซียนในปี 2558 ด้วย

สำนักงบชี้กระทบคลังค้ำประกัน

ขณะที่สำนักงบประมาณได้ให้ความเห็นว่าสำหรับวงเงิน 4.05 แสนล้านบาทที่ขออนุมัติมานั้น เห็นสมควรให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องเร่งระบายข้าวปี 2554/55 ออกมาก่อน เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรับจำนำในฤดูกาลต่อไป หากยังไม่มีการระบายผลผลิต จะส่งผลต่อกระทบต่อความสามารถกระทรวงการคลัง เป็นภาระการคลังในการค้ำประกันเงินกู้ ที่ทำให้รัฐบาลต้องรับภาระดอกเบี้ย ในอัตราที่สูงกว่าการจัดหาเงินกู้โดยที่มีกระทรวงการคลังค้ำประกัน


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ส่งสัญญาณเตือน ไม่ฟัง พังเพราะจำนำข้าว

view

*

view