http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,119,612
เปิดเพจ23,733,963

รัฏฐาธิปัตย์-ในรอยเท้าช้าง

รัฏฐาธิปัตย์-ในรอยเท้าช้าง

จาก โพสต์ทูเดย์

รัฏฐาธิปัตย์ ระเบิดใต้ ปู ปึ้ง แม้ว กำนัน

อิสลาม คนไทย มะกันและอื่นๆ ในรอยเท้าช้าง
โดยภัทระ คำพิทักษ์

ผมตะหงิดๆว่า มันมีความเกี่ยวพันอะไรบ้างอย่างในเรื่องสถานการณ์การเมืองซึ่งกำลังรบกันอยู่ในเมืองหลวงกับเหตุระเบิดใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้แน่ๆ

รู้ว่า มันมีความนัยอะไรบางอย่างแต่อธิบายเป็นระบบไม่ได้ จนกระทั่งค้นไปเจอบทความของ John L.Esposito ศาสตราจารย์ด้านกิจการระหว่างประเทศและอิสลามศึกษาที่ จอร์จ ทาวน์ ยูนิเวอร์ซิตี้ เลยถึงบางอ้อ

พอถึงบางอ้อแล้วเลยนึกถึง กำนัน ยิ่งลักษณ์ ทูตสหรัฐ ฯพณฯปึ้ง และใครอีกหลายคน ว่า ท่านทั้งหลายเหล่านั้นรู้ไหมว่า เรากำลังเผชิญกับอะไร?

ในบทความเรื่องประชาธิปไตยกับอิสลาม : บริบทโลกกับมรดกทางวัฒนธรรม (อุกฤษณ์ แพทย์น้อย บรรณาธิการ) John L.Esposito วาดภาพใหญ่ให้เห็นว่า ประวัติศาตร์โลกปัจจุบันมีแนวโน้มสองกระแสที่กำลังดำเนินอยู่อย่างเข้มข้น นั่นคือ การขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย และ การยืนยันอัตตลักษณ์ทางสังคมที่เฉพาะเจาะจง

กระแสแรกนั้นเรียกว่าไม่มีอะไรทัดทาน ว่ากันเฉพาะบ้านเรานี่ก็คงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้กำนัน บิ๊กตู่ และใครต่อใครไม่กล้าฉีกรัฐธรรมนูญกันเลยสักคน

กระแสหลังนั้น ตั้งแต่หลังปี คศ.1990 เป็นต้นมาก็เป็นที่ชัดแจ้งแล้วว่า"การยืนยันอัตตลักษณ์ขึ้นพื้นฐานของชุมชนคือ หนึ่งในปัจจัยหลักที่มีบทบาทหลักในกิจการโลกยุคปัจจุบัน" อัตตลักษณ์นี้ ครอบคลุมตั้งแต่การเคลื่อนไหวของขบวนการชาติพันธุ์ไปยันการพลิกฟื้นของศาสนาที่กำลังแพร่หลายอยู่ทั่วโลกอีกด้วย

ความครอบคลุมนี้ถ้าดูจากฟีดข่าวของเหล่าเพื่อนๆในเฟสบุ๊ก ผมก็เห็นตั้งแต่ การประกาศตัวของการเคารพอัตตลักษณ์มุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปยันการฟื้นละครชาตรีของชุมชนนางเลิ้ง อะไรประมาณนั้น

John L.Esposito ขยายภาพของสองกระแสนี้ลงไปในรายละเอียดอีกว่า โลกาภิวัฒน์ การที่คนสามารถเข้าถึงสื่อได้มากขึ้น ฯลฯ ได้ทำให้ประชาชนทั่วโลกต้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นแต่โลกทัศน์ของประชาชนจะไม่เหมือนชนชั้นนำซึ่งได้รับการศึกษาจากตะวันตก มันกลับมีพลวัตไปคล้ายกับลัทธิชาตินิยม อย่างกรณีชาวมุสลิมนั้น ลัทธิชาตินิยมในรูปแบบที่ปรากฏในโลกตะวันตกจะอยู่ในหมู่ปัญญาชนที่ได้รับการศึกษาหรืออิทธิพลจากตะวันตกแต่พอมันอยู่ในจิตสำนึกของหมู่ประชาชนซึ่งเข้าไม่ถึงอะไรแบบนั้น มันจึงกลายรูปไปเป็นการหันเข้าสู่หลักคำสอนและขนบจารีตแบบอิสลามมากขึ้น

นั่นทำให้ไม่ลังเลเลยที่จะทำให้ John L.Esposito ฟันธงว่า "แรงกดดันให้มีการขับเคลื่อนสังคมสู่ความเป็นประชาธิปไตยในโลกมุสลิมยิ่งตอกย้ำและเสริมพลังให้แก่การพลิกฟื้นศาสนาอิสลามในอีกทางหนึ่งด้วย"

John L.Esposito บอกว่า สหรัฐและโลกตะวันตกมักส่งออกประชาธิปไตยโดยนึกถึงแต่ประชาธิปไตยตามแบบของตัวเอง พูดง่ายๆว่า ยึดถือเอารูปแบบประชาธิปไตยแบบตัวเองมาเป็นมาตรฐานของโลก ไม่ได้คำนึงถึง ประเพณี วัฒนธรรม คติ ความเชื่อ ฯลฯ รวมทั้งพลวัตที่เกิดขึ้นในสังคมอื่นเลย

ประชาธิปไตยแบบมาตรฐานอเมริกันคือ การให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งและการปกครองแบบเสียงข้างมาก และการเลือกตั้งที่เป็นการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมกลายเป็นสูตรสำเร็จของการสถาปนาประชาธิปไตยที่กำลังแพร่หลาย

การเลือกตั้งกลายเป็น "ส่วนที่สำคัญที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของระบบที่เรียกได้ว่า มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง"

คุ้นๆไหม ประชาธิปไตยแบบนี้ ก็ที่ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศว่า "ดิฉันมาจาการเลือกตั้ง" นั่นไง สูตรนี้เลยล่ะ

ขณะที่อเมริกันและตะวันตกสถาปนามายาคติของสูตรสำเร็จการเป็นประชาธิปไตยแบบนั้นขึ้น John L.Esposito ได้ให้ข้อมูลว่าถ้ามองไปทั่วโลกแล้วจะพบว่า ยังมีประชาธิปไตยแบบอื่นอยู่อีก และรูปแบบที่พบได้มากสุดคือ ประชาธิปไตยแบบฉันทามติและ "หากกลับไปพิจารณาประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตยที่ผ่านมาเราจะพบว่า การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการไม่ใช่ส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ของระบอบประชาธิปไตย ตัวอย่างเช่น ในกรุงเอเธนส์ตัวแทนของประชาชนถูกเลือกให้มาปกครองโดยการจับสลาก..."

John L.Esposito บอกว่า ถ้าไม่มัวแต่ไปยัดเยียดรูปแบบประชาธิปไตยสำเร็จรูปที่ตัวเองคิดว่ามันถูกต้องที่สุดให้กับประเทศอื่น แล้วค่อยๆไปพิจารณาจะพบว่า วัฒนธรรม พลวัตร ฯลฯ ของสังคมอื่น ประเทศอื่น หรือแม้แต่ศาสนาอื่นนั้นล้วนแต่มีอะไรที่ดีงามที่สามารถเกื้อหนุนให้ประชาธิปไตยแตกหน่อออกผลได้ทั้งนั้น

ตัวอย่างเช่น ในศาสนาอิสลามนั้น ถ้าไม่ไปตีความหมายของคำว่า กาลิฟาห์ (khalifah) ว่า หมายถึงผู้นำหรือสถาบันการเมืองอย่างเดียว แต่ยึดอัลกรุอานแล้วตีความว่า กาลิฟาห์ หมายถึงการเป็นข้ารับใช้ของมนุษย์ต่อสรรพสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าสร้างขึ้น ความหมายก็จะกว้างขึ้นระดับจักรวาลและประชาธิปไตยก็เริ่มขึ้นได้ในศาสนาอิสลาม

John L.Esposito ไม่ได้พูดชัดนักแต่ก็พอทำให้เข้าใจได้ว่า การส่งออกและยัดเยียดประชาธิปไตยในรูปแบบสูตรสำเร็จนี้ จะนำไปสู่ทางแยกสองด้านๆหนึ่งนำความหลากหลายของบรรดาพลวัตรและปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมต่างๆมาขับเคลื่อนสังคมโลกให้ก้าวไปสู่ประชิปไตยแบบก้าวหน้า ถ้าไปแบบนั้นไม่ได้อีกด้านหนึ่งทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันและอาจจะเกิดฉากอนาคตที่เรียกได้ว่าสงครามล้างโลกก็เป็นไปได้

ผมว่า สิ่งที่ John L.Esposito นำเสนอนี้น่าคิดถ้ามันเป็นรอยเท้าช้าง แล้วเราเอาเรื่อง รมว..ต่างประเทศสหรัฐพูดเรื่องประชาธิปไตยกับการเลือกตั้ง เรื่องทูตสหรัฐพูดเรื่องกกปส. เรื่องทักษิณและบริวารกำลังล็อบบี้สหรัฐและโลกตะวันตกให้มองเห็นกำนันเป็นตาลีบันเพราะต่อต้านการเลือกตั้ง เรื่องนักการเมืองและนักวิชาการแดงหลายคนมุ่งให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาลและองค์กรอิสระ เรื่องเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องนายกฯแบะๆเรื่องภาคใต้ เรื่องกปปส.เรียกร้องการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ฯลฯ ใส่เข้าไปในรอยเท้าใหญ่ยักษ์นี้ เราก็จะเห็นภาพใหญ่และเวทีการต่อสู้ที่กำลังดำเนินอยู่ของประเทศต่างๆในโลก ย่อลงมาถึงระดับประเทศ ระดับภาค ระดับ 3 จังหวัด ลงมากระทั่งระดับชุมชนหรือแม้กระทั่งปัจเจกชน

ทำความเข้าใจประชาธิปไตยให้ดีเถอะแล้วเราจะเกิดความรู้และจินตนาการอีกมาก

คิดเรื่องนี้แล้วคิดถึงอาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ หลายครั้งที่ท่านพูดกับผมว่า เมืองไทยต้องหารูปแบบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศของเรา ท่านว่า รัฐธรรมนญบางฉบับเหมือนรถโรสรอยส์ มันดูดีไปหมดแต่เรากลับเอามาวิ่งในท้องนา มันดีแต่ไม่สัมพันธ์กับภูมิศาสตร์การเมืองไทย บ้านเมืองไทยเอาเสียเลย

ในเสียงกังวานของการแสดงออกถึงความรักและแหนหวงประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงและการประกาศตายคาเก้าอี้เพื่อรักษาประชาธิปไตยของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผมสงสัยว่า นอกจากการได้เสียงข้างมาก ทำอะไรก็ไม่ผิดเพราะมีเสียงข้างมากเแล้ว เธอและพรรคพวกรู้จักประชาธิปไตยดีสักเท่าไหร่

ส่วนเราท่านทั้งหลายเอง เคยคิดและจินตนาการถึงประชาธิปไตยที่เหมาะกับประเทศไทยจริงๆหรือไม่?

ถ้าเราหาคำตอบนี้ไม่ได้ก็คงต้องเรียกร้องการปฏิรูปไปอีกหลายๆหนและเผชิญระเบิดกันไปอีกเรื่อยๆ

โลกและสังคมเรา ล้วนกำลังอยู่ในทางแยกที่ต้องเลือก


สุเทพให้สิทธิ์ขาดข้าราชการกับประชาชนปฎิรูปประเทศ

จาก โพสต์ทูเดย์

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. ปราศรัยเวทีสวนลุมพินี ว่า วันนี้ได้เดินทางไปกระทรวงกลาโหม มีโอกาสพูดคุยกับพล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม  ได้บอกปลัดกระทรวงกลาโหมว่า ตลอดเวลาการต่อสู้ 5 เดือน สู้ตามกรอบกฎหมายอย่างสันติ ตั้งแต่ต่อสู้ไม่เคยเอาเรื่องพระมหากษัตริย์ มาเป็นประเด็น เพราะจะเป็นปัญหามาก เรารู้ความบังควรมิควร
   
“ปลัดกระทรวงกลาโหมบอกกับผมว่า มีคนวิจารณ์มากเรื่องคุณสุเทพ จะเป็นรัฏฐาธิปัตย์  สิ่งที่ผมพูดยังไม่เกิดขึ้น กรณีศาลรัฐธรรมนุญวินิจฉัยน.ส.ยิ่งลักษณ์กระทำการขัดรธน. ต้องพ้นตำแหน่งอยู่ต่อไปไม่ได้ และถ้ายิ่งลักษณ์ยังดื้อดึงดันไม่รับคำตัดสินป.ป.ช.และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญยังอยู่ต่อ  อ้างเหตุโน้นเหตุนี้ ถึงตอนนั้นเป็นหน้าที่มวลมหาประชาชนต้องเอาอำนาจคืน   ผมชี้แจงปลัดกระทรวงกลาโหมว่า อำนาจปวงชนชาวไทยเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 เมื่อมอบอำนาจให้ยิ่งลักษณ์ไปใช้ในทางที่ผิด ต้องเอาคืนประชาชนชาวไทย ถึงวันนั้นกรณีอย่างนั้นที่ประชาชนประกาศความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เราไม่ได้ยึดหรือแย่งชิงอำนาจมาจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ เราเอาคืนเพราะเขาไม่มีคุณสมบัติใช้อำนาจแทนประชาชน เพราะศาลตัดสินแล้ว “ นายสุเทพ กล่าว
    
นายสุเทพ กล่าวว่า  ได้บอกกับปลัดกระทรวงกลาโหมว่า เมื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์สิ้นอำนาจยังนั่งอยู่ในตำแหน่ง ประชาชนทนไม่ได้ จึงเป็นเรื่องของประชาชนใช้อำนาจ  หานายกฯ ตั้งรัฐบาล มีสภา ทำการปฏิรูป ประมาณ 18 เดือน จากนั้นเลือกตั้ง พรรคการเมืองไหนจะลงเลือกตั้ง กปปส.ไม่เกี่ยวเพราประกาศแล้วว่าเราไม่ตั้งพรรคการเมือง ไม่เอาตำแหน่ง ไม่ลงแข่งขัน  และใครตั้งรัฐบาลก็ไม่ตนเข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะฉนั้นขอให้ปลัดกระทรวงกลาโหมสบายใจ ไม่ได้คิดเป็นจอมเผด็จการอย่างที่มีคนพูด
  
นายสุเทพ กล่าวว่า ได้บอกกับปลัดกระทรวงกลาโหม เมื่อมีการปฏิรูป เป็นเรื่องของปลัดกระทรวง ข้าราชการร่วมมือกับประชาชนวางกฎเกณฑ์กติกา นักการเมืองไม่เกี่ยว เมื่อวางกฎเกณฑ์เรียบร้อยนักการเมืองจึงมาใช้กฎเกณฑ์นั้น
  
นายสุเทพ กล่าวว่า การต่อสู้ครั้งนี้ใช้เวลาเตรียมตัวมากก่อนถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ถือเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ม้วนเดียวจบ เชื่อว่าวันนั้นประชาชนจะออกมามืดฟ้ามัวดิน แต่ถ้าวันนั้นประชาชนไม่ได้ออกมาจริง เป็นเหตุให้ตนแพ้ ก็เดินเข้าคุกอย่างองอาจ โดยบอกกับปลัดกระทรวงกลาโหมแล้วว่า จะเดินทางไปมอบตัวกับปล้ดกระทรวงกลา.โหม หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.
    
"ระหว่างนี้เรายึดสวนลุมพินีเป็นสมรภูมิไปก่อน จนถึงวันใหญ่ เรามีแผนไว้แล้ว " นายสุเทพ กล่าว


สว-ชี้รัฐบาลไม่เคารพศาลรธน-เท่ากับเป็นกบฎ

จาก โพสต์ทูเดย์

นายตวง อันทะไชย สว.สรรหา และประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ส่วนตัว Tuang Untachai โดยมีเนื้อหาดังนี้

 ....มีคนถามผมว่า หากศาลวินิจฉัยให้ นรก.ปูและครม.สิ้นสุดลงแล้ว ...ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยศาลและไม่ลงจากอำนาจ....จะเกิดอะไรขึ้นและประชาชนจะทำอย่างไร ? ..ผมตอบคำถามตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังนี้
.....1).หากความเป็นนายกฯสิ้นสุดลงตามมาตรา 182(7) เพราะกระทำผิดตามมาตรา 266 ประกอบมาตรา 268 และคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ....คณะรัฐมนตรีทั้งคณะก็ต้องพ้นไปตามนายกฯตามมาตรา 180(1) ไม่มีอำนาจและสิทธิในการรักษาการตามมาตรา 181 อีกต่อไป
......เพราะสิทธิในการรักษาการตามมาตรา 181นั้นต้องมีฐานมาจากการเป็นนายกฯที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ..แต่เมื่อสิ้นสุดความเป็นนายกฯสิ้นสุดก่อนยุบสภา... จึงไม่มีสิทธิจะเป็นรัฐบาลรักษาการอีกต่อไป...
....2).หากนายกฯไม่ยอมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ยอมลงจากตำแหน่ง รักษาการนายกฯและคณะรัฐมนตรีก็จะกลายเป็นผู้ปฏิวัติหรือรัฐประหารทันที... และหรือเป็นกบฏ…
3.ประชาชนจึงมีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่บัญญัติว่าการได้อำนาจมาโดยไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ...ก็คือการไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ.. และประชาชนมีสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ....โดยการต่อต้าน นรก.ปูและคณะซึ่งกลายเป็นกบฎ ...โดยสันติวิธีตามมาตรา 69 ก็คือออกมาชุมนุมประท้วงและขับไล่ ..... โดยสันติวิธีตามมาตรา 63
.......โดยสรุปหากไม่ปฏิบัติตามคำวินิจศาลก็จะขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 216 และเป็นการได้อำนาจมาโดยไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 มีฐานะเป็นกบฎและกระทำปฏิวัติเสียเองหรือรัฐประหาร ประชาชนก็มีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญออกมาต่อต้านและปกป้องรัฐธรรมนูญตามมาตรา 69....ขับไล่กบฎได้ครับ..

.......ช่วยกันแชร์ต่อด้วยครับ...แต่ผมคิดว่าเขาคงไม่กล้า..อาจจะพูดเฉยๆ เขารู้ว่าคำตอบคืออะไร.. ..เพราะศาลตัดสินทุกครั้งก็ทำเป็นต่อต้าน...แต่ที่สุดต้องปฏิบัติตามครับ เช่น.... กรณี ศาลวินิจฉัยที่มาของ สว./มาตรา 190/ พรบ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน/พรบ.นิรโทษกรรม/และการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เป็นต้น... หากไม่ปฏิบัติตามก็จะกลายเป็นกบฎทันที เพราะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ได้อำนาจมาโดยมิชอบครับ

ที่มา https://www.facebook.com/tuang.untachai/posts/686457794729486


สุเทพ'แจงตั้ง'รัฏฐาธิปัตย์'แค่เรื่องสมมุติ

"สุเทพ" แจงตั้ง "รัฏฐาธิปัตย์" แค่เรื่องสมมุติ กรณี "ยิ่งลักษณ์" พ้นรักษาการนายกฯ เท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การหารือระหว่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขากปปส.และพล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกลาโหม เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ทั้ง 2 ฝ่ายได้เปิดแถลงให้สื่อมวลชนเข้าภายในกระทรวงกลาโหม เพื่อเผยผลการหารือ โดยพล.อ.นิพัทธ์ กล่าวว่า ตนเป็นข้าราชการการพูดครั้งนี้ต้องยอมรับว่ามีข้อจำกัดด้านกฏหมาย แต่เรามีความตั้งใจดีที่จะฟังคำชี้แจง กปปส. และเชื่อว่า กปปส.มีความตั้งใจดีที่จะชี้แจงจึงเปิดโอกาสรับฟัง ส่วนจะตัดสินใจอย่างไรก็เป็นดุลยพินิจของตนและกำลังพล

ด้านนายสุเทพ กล่าวว่า เราเห็นความจำเป็นว่าบ้านเมืองต้องปฏิรูปโดยประชาชน ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร แต่ไม่มีนักการเมือง การที่จะปฏิรูปสำเร็จต้องมีทหารร่วมด้วย และจากการพูดคุยตนเสนอแนวทางการปฏิบัติระหว่างข้าราชการ ทหาร และประชาชน อย่างไรก็ตามพล.อ.นิพัทธ์ ขอความร่วมมือกับตนว่า ขอให้หยุดการเคลื่อนไหวช่วงสงกรานต์ เพื่อให้กำลังพลทั้งตำรวจและทหาร หยุดพักผ่อนและทำบุญตามประเพณี ซึ่งรับปากว่าวันที่ 12-15 เม.ย.เราจะไม่มีการเคลื่อนไหว นอกจากนั้นพล.อ.นิพัทธ์ แจ้งกับเราว่าเรื่องรัฏฐาธิปัตย์ได้สร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้คนในสังคม แต่ตนเรียนว่าเรื่องนั้ยังไม่เกิดขึ้น เพียงแต่หากเป็นการสมมุติขึ้นว่า หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระทำขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ประเทศไทยจะเกิดสูญญากาศ อำนาจอธิปไตยจะกลับคืนสู่ประชาชน สามารถใช้มาตรา 3 ตั้งรัฏฐาธิปัตย์ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และจัดตั้งสภานิติบัญญัติและสภาประชาชน เพื่อปฏิรูปบ้านเมืองต่อไป

ขณะที่พล.อ.นิพัทธ์ กล่าวว่า เรื่องรัฏฐาธิปัตย์ตนจะถ่ายทอดเจตนารมณ์นี้ไปยังกำลังพลแต่กำลังพลจะคิดอย่างไรก็เป็นดุลยพินิจ แต่ก็เชื่อว่าการหารือกันครั้งนี้จะทำให้บ้านเมืองดีขึ้น จากนั้นนายสุเทพและแกนนำได้ออกจากกระทรวงกลาโหม โดยนายสุเทพได้ปราศรัยบนรถติดเครื่องขยายเสียงถึงผลการหารือพร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทหารและประชาชนจะได้ร่วมมือกันปฏิรูปประเทศ จากนั้นนายสุเทพ นำผู้ชุมนุมเดินทางไปยังกระทรววงมหาดไทยเพื่อเยี่ยมเยียนกลุ่มสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) ที่ควบคุมพื้นที่การชุมนุมอยู่ก่อนเดินทางกลับสวนลุมพินี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 14.00 น. ระหว่างที่แกนนำและมวลชนเคลื่อนออกจากกระทรวงกลาโหม และแวะเยี่ยมเยือนการชุมนุมของ สรส. ที่หน้ากระทรวงมหาดไทย ได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นเนื่องจากขณะที่นายสุเทพกำลังเดินเข้าภายในพื้นที่การชุมนุม มีเสียงดังคล้ายระเบิดดังขึ้น และเกิดกลุ่มควันขึ้นด้านข้างป้อมยาม ที่อยู่ห่างจากจุดที่นายสุเทพยืนอยู่ประมาณ 50 เมตร ทำให้ผู้ชุมนุมแตกตื่น และการ์ดได้จับชายต้องสงสัย อายุประมาณ 40 ปีไปสอบสวนและส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป พร้อมประสานทหารที่ตั้งบังเกอร์อยู่ใกล้พื้นที่เกิดเหตุเข้าตรวจสอบ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด


สุเทพ'ชี้ปมรัฏฐาธิปัตย์ ไม่ได้ชิงอำนาจแต่เอาอำนาจคืน

"สุเทพ"แจงคุย"ปลัดกลาโหม" ชี้ปชช.จะประกาศเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ไม่ได้ชิงอำนาจแต่เอาอำนาจคืน ลั่นสู้ม้วนเดียวจบ แพ้-ชนะพร้อมทำใจ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กล่าวกับผู้ชุมนุมที่เวทีสวนลุมพินี กรณีการเดินทางไปที่ กระทรวงกลาโหมว่า เดินทางไปชี้แจงเหตุผลการต่อสู้และเป้าหมายการต่อสู้ของกลุ่ม กปปส. ต่อข้าราชการของกระทรวงกลาโหม และได้พูดคุยกับปลัดกระทรวงกลาโหมว่า เพราะประชาชนไม่สามารถยอมให้ประเทศเสียหาย เพราะการกระทำของนักการเมืองที่เห็นแก่ตัวและไม่ฟังเสียงประชาชนโดยจะต้องรีบแก้ไขต้นเหตุของปัญหา คือพรรคการเมืองและกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด

" ปลัดกลาโหม ถามผมว่าทั้งหมดจะจบลงอย่างไร ผมตอบว่าเมื่อรัฐบาลหักหลังประชาชน ใช้อำนาจโดยมิชอบและฉ้อโกง ปล่อยให้มีการทุจริตคอรัปชั่น ประชาชนมีสิทธิ์ลุกขึ้นต่อสู้ได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย และยังบอกปลัดกลาโหมว่าขนาดคนเราถูกทำร้ายกว่า 700 คน และมีเสียชีวิต 20 คน แต่พวกเราก็ยังชุมนุมโดยสงบ สันติ ไม่บรรลุโทสะ และไม่เคยเอาเรื่องสถาบันมาเป็นประเด็น เรารู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร และบอกว่ามันเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องดูแลบ้านเมือง"

สุเทพ กล่าวอีกว่า การต่อสู้ครั้งนี้จะสำเร็จได้ ข้าราชการทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร ต้องออกมาร่วมมือกับประชาชนจึงจะสำเร็จผลโดยเร็ว และนี่เป็นเหตุผลที่มากระทรวงกลาโหม ปลัดกลาโหมถามผมว่าทำอย่างไรถึงจะให้ตำรวจ ทหาร ได้พักบ้าง ตนก็ตอบว่าตกลงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เราจะไม่เคลื่อนออกไปไหน ตำรวจ ทหาร ที่ดูแลความปลอดภัยอยู่จะได้กลับบ้านได้

"ปลัดกลาโหมยังถามว่าการต่อสู้ทำอย่างไรถึงจะไม่เกิดความรุนแรง ผมก็บอกว่าพวกเราไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศอยู่แล้ว ปลัดฯยังถามอีกว่า มีคนพูดกันมากว่า กำนันสุเทพ จะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ผมชี้แจงว่า สิ่งที่พูดยังไม่เกิดขึ้น คือ เมื่อ ปปช. ชี้ว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์ ทำผิดคดีจำนำข้าวหรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ายิ่งลักษณ์ ทำผิดกรณีย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี และถ้ายิ่งลักษณ์ ยังดื้ออยู่ต่อ ก็เป็นหน้าที่ของมวลมหาประชาชนที่จะริบอำนาจคืน เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ถึงวันนั้นประชาชนจะประกาศเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ไม่ได้แย่งชิงอำนาจแต่เราเอาอำนาจคืน และการปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องของประชาชนและข้าราชการจับมือกัน นักการเมืองไม่เกี่ยว ไม่ว่าพรรคไหนทั้งนั้น ปฏิรูปเสร็จแล้ว นักการเมืองจึงค่อยเข้ามา " นายสุเทพ กล่าว

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า แม้ว่าขณะนี้ข้าราชการจะแสดงออกชัดเจนขึ้นทุกวันว่า ต้องมีการปฏิรูปประเทศไทย ให้มีระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่คนที่อยู่ในอำนาจยังมีปัญหาอยู่ ไม่ยอม แข็งข้ออยู่

" ผมยังบอกปลัดกลาโหมวันที่ผมนัดแล้วหากมวลชนไม่มา ท่านปลัดฯบอกมาเลยว่าจะให้ผมจะไปมอบตัวกับใครกับ พล.อ. ประยุทธ์ หรือใคร และเมื่อท่านปลัดฯจับมือกับผมแล้วในวันนี้ท่ามกลางสื่อมวลชน ท่านปลัดฯคงจะได้นำสิ่งที่ผมพูดคุยในวันนี้ ถ่ายทอดให้กำลังพลฟัง การออกมาคราวนี้ ต้องสู้ให้ชนะม้วนเดียวจบจะภายใน 15 วันหรือมากกว่านั้นก็ตาม การต่อสู้ต้องมีระยะเวลา เดือนนี้เป็นเดือนที่ 6 ของการต่อสู้พอแล้ว แพ้-ชนะ ต้องทำใจ ถ้าสู้คราวนี้แล้วชนะก็กลับบ้าน ชาติเจริญก็พอใจแล้ววันข้างหน้าเห็นพรรคการเมืองที่เดินมาตามวิถีทางประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ ก็เป็นความสุขใจของเรา แต่ถ้าสู้แล้วแพ้ ถึงวันนัดชุมนุมใหญ่ คนไม่ออกมา ข้าราชการไม่ออกมา ผมก็จะเดินเข้าคุกอย่างองอาจ แล้วสู้กันใหม่ในชาติหน้า แพ้ก็เอาไปขังคุก ไปฆ่าแกงอย่างไรก็ได้ คุกก็ไม่กลัว ตายไม่กลัว แล้วจะไปกลัวอะไรกับเสียงคนด่า วิจารณ์บิดเบือน " นายสุเทพ กล่าว

นายสุเทพ กล่าวในตอนท้ายว่า ขอให้ยึดสมรภูมินี้เป็นหลักในการต่อสู้ไปก่อน จนกว่าจะถึงวันใหญ่ ซึ่งตนมีแผนไว้แล้ว แต่จะบอกพี่น้องเมื่อถึงเวลา มั่นใจว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว พี่น้องประชาชน พี่น้องข้าราชการทั้งประเทศจะคิดได้ ตัดสินใจได้และจะออกมายืนเคียงข้างเราชนิดมืดฟ้ามัวดิน และตนกล้าเดิมพันด้วยชีวิตตัวเอง ส่วนวันที่ 10 เมษายนนี้ เราจะเคลื่อนมวลชนเหมือนเดิม ล้อหมุนเวลา 10.00 น


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : รัฏฐาธิปัตย์ รอยเท้าช้าง

view

*

view