http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,120,858
เปิดเพจ23,735,244

ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น

ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นจัดตั้งขึ้นในปีเมจิที่ 15 หรือ ค.ศ. 1882 สาเหตุในการจัดตั้งมาจากภาวการณ์ภายหลังการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย

ที่มีการบ่มเพาะและส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศอย่างขนานใหญ่ แต่พื้นฐานทางการเงินการคลังยังไม่มีเลย รัฐบาลในสมัยนั้นใช้วิธีออกธนบัตรที่แลกเปลี่ยนเป็นโลหะมีค่าไม่ได้เป็นแหล่งเงินทุนในการพัฒนาประเทศทั้งหมด เมื่อเกิดสงครามเซอินันในปี 1877 ที่ไซโก ทาคาโมริก่อการกบฏ ค่าใช้จ่ายสงครามยิ่งทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรงอันเนื่องมาจากการออกธนบัตรที่มากเกินไป

ในปีเมจิที่ 14 หรือ คศ. 1881 มัทสึคาตะ มาซาโยชิ (松方正義) เสนาบดีกระทรวงการคลังในสมัยนั้น มีความเห็นว่าจะต้องจัดการกับปัญหาเงินเฟ้ออันเนื่องมาจากปริมาณของธนบัตรที่แลกคืนไม่ได้ โดยการสะสมโลหะมีค่าอันได้แก่ทองกับเงินเพื่อใช้หนุนหลังการออกธนบัตรซึ่งจะสามารถแลกเปลี่ยนเป็นโลหะมีค่าได้ ในการนี้จะต้องจัดตั้งธนาคารกลางที่จะดูแลให้มูลค่าของธนบัตรมีเสถียรภาพ ระบบธนาคารที่จะมีธนาคารกลางเป็นศูนย์กลางของระบบการเงิน ตลอดจนถึงระบบสินเชื่อสมัยใหม่ด้วย ในปีเมจิที่ 15 หรือ คศ. 1882 มัทสึคาตะจึงได้จัดทำแนวคิดการจัดตั้งธนาคารกลางเสนอต่อรัฐบาลในสมัยนั้น

มัทสึคาตะ มาซาโยชิ เกิดปี 1835 บิดามารดาเสียตั้งแต่เขายังเยาว์วัย แต่เขาขยันเรียน เมื่ออายุ 16 ปีถูกรับเข้าในตระกูลสัทสึมะได้ทำงานใกล้ชิดเจ้าเมืองชิมัทสึ ฮิซามิทสึและได้รับความเอ็นดูจากโอคุโบ โตชิมิจิ หนึ่งในคณะทูตญี่ปุ่นคณะแรกที่ออกไปดูงานในยุโรปและสหรัฐอเมริกาในปี 1871 ภายหลังการปฏิรูปสมัยเมจิได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะ หัวหน้าจัดเก็บภาษีของรัฐบาล และปลัดกระทรวงการคลังตามลำดับ จนได้รับตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในปี 1880 หลังจากนั้นยังได้รับตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการคลังในรัฐบาลต่างๆ อาทิ อิโตฮิโรบูมิ คุโรดะคิโยทากะ ยามางาตะอาริโทโม อิโตครั้งที่ 2 และ ยามางาตะครั้งที่ 2 จนกระทั่งเขาเองก็มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี 2 ครั้งและควบตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการคลังด้วย เขาจึงเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญและคว่ำหวอดในเรื่องการคลังของรัฐบาลมากที่สุดในยุคนั้น

ในปี 1878 ขณะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง มัทสึคาตะได้เดินทางไปที่ฝรั่งเศสในฐานะรองผู้อำนวยการสำนักงานนิทรรศการการค้าโลกที่ฝรั่งเศส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฝรั่งเศสในสมัยนั้นชื่อ เลออน เซ เขาเป็นหลานของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังเจ้าของ “กฎแห่งเซ” ที่ว่า “อุปทานย่อมสร้างอุปสงค์ขึ้นในตัวมันเอง” และยังเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับการเงินการคลังจำนวนมาก พร้อมๆ กับเป็นนักการเมืองด้วย มัทสึคาตะได้พบและสนทนากับเซบ่อยๆ และรู้สึกถึงความจำเป็นในการจัดตั้งธนาคารกลางและทำให้ระบบการเงินมีสภาพคล่องเพื่อเป็นการช่วยฟื้นฟูระบบการคลัง เขาจึงได้เอ่ยปากขอทำการศึกษาธนาคารแห่งประเทศฝรั่งเศส

แต่ว่าธนาคารแห่งประเทศฝรั่งเศสเป็นธนาคารกลางเก่าแก่มีโครงสร้างองค์กรและการบริหารงานที่เป็นประเพณีปฏิบัติที่ซับซ้อนมายาวนาน จึงเป็นเรื่องยากที่จะศึกษาทำความเข้าใจได้อย่างชัดเจน เซจึงแนะนำให้ไปทำการศึกษาธนาคารแห่งประเทศเบลเยียมแทน เนื่องจากเพิ่งจัดตั้งมาไม่นาน จึงมีระเบียบและโครงสร้างที่ชัดเจนไม่ซับซ้อนมากนัก ธนาคารแห่งประเทศเบลเยียมจัดตั้งขึ้นในปี 1850 ช้ากว่าธนาคารแห่งประเทศฝรั่งเศสถึง 50 ปี

มัทสึคาตะทำตามคำแนะนำโดยได้ทิ้ง คาโต ซูซูมุ เลขานุการกระทรวงการคลัง (เทียบเท่าทหารระดับร้อยเอก) ไว้ที่บรัสเซลให้ทำการศึกษาระบบของธนาคารแห่งประเทศเบลเยียม เมื่อเขาดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการคลังในปี 1881 ได้ส่งเสริมให้คาโตดำรงตำแหน่งหัวหน้ากรมธนาคารและเริ่มต้นร่างระเบียบว่าด้วยการจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น ตามอย่างธนาคารแห่งประเทศเบลเยียม หลังจากนั้นได้นำเสนอต่อประธานเสนาบดี ซันโจ ซาเนโตมิ และประกาศใช้ในวันที่ 10 ตุลาคม 1882

เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นมีอยู่ว่า ตั้งแต่การปฏิรูปเมจิเป็นต้นมา การคลัง การเงิน และเงินตรา มีเรื่องที่จะต้องปฏิรูปในด้านต่างๆ เช่น การเงินตึงตัว อัตราดอกเบี้ยสูง การออกธนบัตรอย่างไม่มีหลักเกณฑ์ เงินทุนธนาคารมีน้อย หน่วยงานรับจ่ายคลังหลวงไม่มี และการซื้อขายตราสารทางการเงินไม่เป็นที่นิยม แม้ว่ารัฐบาลสมัยนั้นจะได้จัดทำระบบธนาคารแห่งชาติในปี 1872 และจัดตั้งธนาคารโยโกฮามาโชคิน ในปี 1880 แต่ก็เป็นการแก้ไขปัญหาเพียงชั่วคราวเท่านั้น การจัดตั้งธนาคารกลางจะเป็นการแก้ไขปัญหาการคลังรัฐบาลที่ฝืดเคืองและเป็นการมอบหมายบทบาทที่จะเป็นองค์กรหลักทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศญี่ปุ่น ชื่อของธนาคารกลางที่จะจัดตั้งนั้นได้มีการสมมติไว้ในร่างว่า “ธนาคารกลางแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น” (日本帝国中央銀行) ในตอนหลังได้มีการถกเถียงกันในกระทรวงการคลังอีกหลายชื่อ เช่น ธนาคารโตโย (東洋銀行) ธนาคารไทโต (泰東銀行) และธนาคารโตเกียว (東京銀行) เป็นต้น แต่ในที่สุดก็มาลงเอยที่ “ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น” (日本銀行) ธนาคารกลางจะต้องอยู่ใต้การควบคุมกำกับของรัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการคลังของรัฐบาล ขจัดข้อขัดข้องทางการเงินของประชาชนและอำนวยความสะดวกการรับจ่ายของคลังหลวง

สถานที่ตั้งครั้งแรกของธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นอยู่ที่อาคารของสำนักงานสาขาโตเกียวเดิมของคณะกรรมการบุกเบิกพัฒนาฮอกไกโด ที่เชิงสะพานเออิไตในโตเกียว เริ่มแรกมีพนักงาน 55 คน ซึ่งมีจำนวนประมาณ 3 เท่าของธนาคารแห่งประเทศอังกฤษในตอนจัดตั้งครั้งแรก ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ ณ สถานที่ตั้งปัจจุบันที่นิฮอนบาชิในปี 1896 ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นปัจจุบันเดิมเป็นโรงงานผลิตและสถานที่เก็บเหรียญกษาปณ์ทองและเงินในสมัยโทกุงาวา เรียกว่า “คินซ่า” กับ “กินซ่า” ในสมัยนั้นการผลิตเหรียญกษาปณ์จะถูกควบคุมอย่างเข้มงวดและจะต้องส่งเหรียญกษาปณ์ที่ได้ทั้งหมดให้แก่รัฐบาลบะขุฝุ ประตูโตกิวะที่อยู่ติดกับ “คินซ่า” เป็นประตูสำคัญที่เชื่อมระหว่างนิฮอนบาชิ อันเป็นศูนย์พาณิชย์กรรมและตัวเมืองเอโดะ อันเป็นศูนย์กลางการปกครอง นี่คือเหตุผลสำคัญที่ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นได้เลือกที่นี่เป็นสถานที่ตั้งแต่นั้นมา

ระเบียบว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นได้กำหนดระยะเวลาการดำเนินงานไว้ 30 ปีนับตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 1882 ซึ่งจะหมดอายุลงในวันที่ 9 ตุลาคม 1912 แต่ด้วยความผิดพลาดบางประการ ใบอนุญาตได้ระบุไว้เป็นปี 1913 แต่ก็มีการแก้ไขให้ถูกต้องในปี 1894 ดังนั้น การต่ออายุอีก 30 ปี ในปี 1912 จึงไปหมดอายุในปี 1942 และได้มีการประกาศใช้ “กฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น” ใหม่ในปีนั้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงระบบอย่างขนานใหญ่

ในสมัยนั้น ฝ่ายธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นเห็นว่า การดำเนินนโยบายทางการเงินผ่านธุรกรรมในตลาดควรจะต้องใช้รูปแบบองค์กรที่เป็นบริษัทจำกัด แต่กระทรวงการคลังภายใต้ภาวะสงครามที่ยึดถือการควบคุมเศรษฐกิจเบ็ดเสร็จเห็นว่า รูปแบบบริษัทจำกัดไม่เหมาะสมและจะต้องใช้รูปแบบองค์กรเฉพาะกิจ ความเป็นอิสระของธนาคารกลางจึงไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลกลาง

ดังนั้น กฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น จึงสะท้อนสภาวะสังคมในขณะนั้น ดังนี้

มาตรา 1 ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนากำลังทางเศรษฐกิจของประเทศที่เหมาะสม จึงควรจะมีเป้าหมายในการควบคุมปริมาณเงินหมุนเวียน ปรับปรุงระบบการเงิน และ รักษาการเจริญเติบโตของสินเชื่อให้เป็นไปตามนโยบายของประเทศ

มาตรา 2 ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นจะต้องดำเนินงานโดยถือเป็นภารกิจที่จะต้องบรรลุเป้าหมายของประเทศโดยเฉพาะ

ผู้ว่าการและรองผู้ว่าการของธนาคารได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีและกรรมการได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยการเสนอชื่อของผู้ว่าการ รัฐบาลมีอำนาจถอดถอนกรรมการออกจากตำแหน่ง

เนื้อหาของกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลในภาวะสงครามดังกล่าวข้างต้น ตลอดจนเนื้อหาในส่วนอื่นๆ ก็ยังคงอยู่ในกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นภายหลังสงคราม ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าไม่มีความเหมาะสมกับระบบเศรษฐกิจตลาดเสรีภายหลังสงครามแม้แต่น้อย แม้ว่าบทบัญญัติว่าด้วยการขออนุมัติเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำหนดเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะมีการยกเลิกไปแล้วในปี 1949 ภายใต้การยึดครองของกองทัพสัมพันธมิตร แต่แนวทางหลักก็ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ จนกระทั่ง กฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น ฉบับปัจจุบันที่ประกาศใช้ในวันที่ 18 มิถุนายน 1997

หน้าหลักของเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นได้ให้เหตุผลของการปฏิรูปกฎหมายธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นไว้ดังนี้

1. แนวโน้มการทบทวนโครงสร้างทางการเงินทั้งระบบมีสูงขึ้น

2. ความเคลื่อนไหวระดับนานาชาติในเรื่องอิสระของธนาคารกลางมีมากขึ้น

3. การปรับโครงสร้างระบบการเงินของญี่ปุ่นเพื่อตอบสนองต่อตลาดที่มีลักษณะระหว่างประเทศมากขึ้น

เหตุผลข้อ 1 อาจเห็นได้จากการที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ ผ่านการเกิดขึ้นและพังทลายของฟองสบู่ในราคาสินทรัพย์ตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกของทศวรรษที่ 1980 โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ครึ่งหลังของทศวรรษ 1990 ระบบการเงินขาดเสถียรภาพเป็นอย่างมาก ประชาชนเกิดความรู้สึกที่ว่ากระทรวงการคลังที่เป็นผู้ดูแลนโยบายการเงินและการคลังโดยรวมควรจะต้องมีความรับผิดชอบ การล้มละลายของสถาบันการเงินเพื่อการเคหะและธนาคารไดวาในปี 1995 กลายเป็นปัญหาทางการเมืองและปัญหาระหว่างประเทศ จนทำให้เห็นว่า กระทรวงการคลังไม่มีความสามารถในการบริหารระบบการเงินและนำไปสู่การแยกอำนาจการบริหารการเงินออกจากกระทรวงการคลังในปี 1996

เหตุผลข้อ 2 และ 3 เป็นเรื่องของกระแสทั่วโลกที่ว่า ความเป็นอิสระมากขึ้นของธนาคารกลางกลายเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศ ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960-1970 เยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ได้ให้อิสระแก่ธนาคารกลางมากขึ้น ธนาคารกลางจำนวนหนึ่งไม่ได้ให้ความสนใจเฉพาะระดับราคาสินค้าเท่านั้น แต่ยังแสวงหาการสร้างความสมดุลระหว่างระดับการจ้างงานและดุลชำระเงินระหว่างประเทศด้วย อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางที่มีเป้าหมายทางเศรษฐกิจหลายอย่างมักจะอยู่ภายใต้อำนาจของกระทรวงการคลัง ส่วนธนาคารกลางที่มีเป้าหมายเฉพาะระดับราคามักเป็นอิสระมากกว่าเนื่องจากหลายๆ ประเทศทั่วโลกเริ่มประจักษ์ว่า ภาวะเงินเฟ้อไม่ได้นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจที่ดีเสมอไป

การเปลี่ยนแปลงกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นในปี 1997 มีหลักใหญ่อยู่ที่วัตถุประสงค์และธรรมาภิบาล โดยการยกเลิกอิทธิพลการควบคุมธนาคารกลางจากรัฐบาล ดังนี้

มาตรา 1 ได้ระบุวัตถุประสงค์ไว้ว่า “เพื่อดำเนินการควบคุมปริมาณเงินหมุนเวียนและการเงิน พร้อมๆ กับการออกธนบัตรหมุนเวียน” “มีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาสภาพคล่องของระบบชำระเงินระหว่างธนาคารและสถาบันการเงินอื่น”

มาตรา 2 ระบุว่า “การควบคุมปริมาณเงินและระบบการเงินอยู่ภายใต้ปรัชญาในอันที่จะสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงโดยผ่านเป้าหมายเสถียรภาพของระดับราคา”

มาตรา 4 ด้วยมุมมองในอันที่จะสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจของประเทศให้สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ธนาคารกลางจะต้องทำความเข้าใจอย่างเต็มที่กับรัฐบาลเพื่อให้มีความสอดคล้องกับทิศทางหลักของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

มาตรา 5 “....อย่างไรก็ตาม จะต้องคำนึงถึง อิสระในการดำเนินงานพร้อมๆ กับการเคารพในอิสระของนโยบายรัฐบาล....”

มาตรา 15 “....เพื่อเป็นหลักประกันในเชิงระบบต่อความเป็นอิสระเช่นนี้ อำนาจของคณะกรรมการนโยบายจะมีมากขึ้นในกฎหมายฉบับนี้....” มาตรา 16 “....ระบบกรรมการที่เป็นตัวแทนจากรัฐบาลจะถูกยกเลิก....”

มาตรา 25 “....การถอดถอนกรรมการด้วยเหตุผลที่ความเห็นแตกต่างกับรัฐบาลสามารถทำได้ในกฎหมายเดิม แต่กฎหมายฉบับนี้จะบัญญัติมาตราที่รับประกันสถานภาพโดยจำกัดให้การถอดถอนสามารถทำได้เฉพาะกรณีที่สภาพร่างกายหรือจิตใจเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่เท่านั้น ....”

มาตรา 23 “....การแต่งตั้งผู้ว่าการ รองผู้ว่าการ และกรรมการของคณะกรรมการธนาคารของรัฐบาลจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาทั้งสองเท่านั้น” ข้อความนี้ทำให้เกิดความวุ่นวายมากในปี 2008 เมื่อสภาทั้งสองมีพรรคการเมืองเสียงข้างมากแตกต่างกันจนไม่สามารถนำไปสู่ความเห็นชอบแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารกลางได้จนตำแหน่งว่างอยู่เป็นเวลานานภายหลังจากที่ผู้ว่าการคนเดิมหมดวาระไปแล้ว

โปรดสังเกตว่า ความเป็นอิสระของธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่ได้มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญในลักษณะของฝ่ายตุลาการอย่างที่หลายๆ ประเทศมีอยู่ แต่เป็นเพียงข้อกำหนดในเชิงการควบคุมตนเองของรัฐบาลในเชิงจริยธรรมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ความเป็นอิสระของธนาคารกลางญี่ปุ่นนี้ได้รับการปฏิเสธจากฝ่ายการเมืองภายใต้ประวัติศาสตร์อันยาวนาน จึงไม่ได้มีความเข้มแข็งอย่างในประเทศตะวันตก เช่น เยอรมนีที่ประชาชนตระหนักในความเดือดร้อนจากภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงและให้ความสำคัญกับอิสรภาพของธนาคารกลาง แม้ว่าญี่ปุ่นจะเคยประสบกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในทศวรรษที่ 1970 แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่จะทำให้ประชาชนมีความตระหนักในลักษณะเดียวกัน

นอกจากนี้ ภาวะที่นโยบายการเงินไม่อาจช่วยให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นหลุดพ้นจากความตกต่ำได้ยิ่งทำให้ประชาชนไม่อาจให้ความเชื่อถือแก่ธนาคารกลางได้ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ว่าการคนแรกภายหลังกฎหมายใหม่ดำเนินนโยบายผิดพลาดในการแก้ไขเศรษฐกิจตกต่ำโดยการใช้นโยบายเงินเยนแข็งค่าและการยกเลิกอัตราดอกเบี้ยนโยบายศูนย์เปอร์เซ็นต์ ยิ่งทำให้ความเชื่อถือต่อธนาคารกลางเลวร้ายลงไปอีก

--------------------------

ที่มา : โอคินะ คุนิโอะ, ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น. (日本銀行) โตเกียว : ชิคุมะชินโช, 2013. บทที่ 3


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น

view

*

view