http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,115,623
เปิดเพจ23,729,798

สามขาแห่งรัฏฐาธิปัตย์

จาก โพสต์ทูเดย์

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

รัฏฐาธิปัตย์คือผู้ถืออำนาจอธิปไตย

อำนาจอธิปไตยหมายถึงอำนาจสูงสุดทางการเมืองการปกครอง ในแนวคิดของนักประชาธิปไตยจะบอกว่าอำนาจอธิปไตยนี้มาจากหรือเป็นของประชาชน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ อย่างที่เราท่องจำกันมาตลอดว่ารัฐสภาเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ รัฐบาลใช้อำนาจบริหาร และศาลใช้อำนาจตุลาการ

แต่เดิมปราชญ์ทางการเมืองการปกครองยังไม่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยนี้มากนัก กระทั่งสังคมยุโรปได้ผ่านยุคกลางที่ศาสนาคริสต์ได้ครอบวิถีชีวิตของผู้คนในทุกๆ อย่าง ไม่เว้นแม้แต่อำนาจทางการเมืองการปกครอง ที่ยกอำนาจสูงสุดในทุกๆ เรื่องให้แก่พระผู้เป็นเจ้า และปิดกั้นความเชื่อความคิดของผู้คนในทุกๆ ด้าน ฝรั่งจึงเรียกยุคนั้นว่า “ยุคมืด”

กระทั่งมีปราชญ์ต่างๆ กล้าออกมาแสดงความเห็นเพื่อแสวงหา “ความจริง” เกี่ยวกับธรรมชาติ และค้นพบว่าธรรมชาติมีพลังอำนาจอยู่ในตัวของธรรมชาติเอง ความยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้าก็ค่อยๆ บางเบาลง โดยในทางการเมืองการปกครองก็มีผู้ที่กล้าท้าทายว่า อำนาจที่ยิ่งใหญ่นั้นหาได้มาจากพระผู้เป็นเจ้าไม่ แต่เกิดจากมนุษย์นี้แหละที่สร้างขึ้น และโชคชะตาของมนุษย์ล้วนกำหนดได้ด้วยมนุษย์ นี่คือวาทะของ แมคเคียเวลลี่ ที่ได้ชื่อว่า “บิดาแห่งปรัชญาการเมืองสมัยใหม่”

แมคเคียเวลลี่ อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในขณะที่ยังมีชีวิต ทั้งยังถูกตราหน้าว่าเป็นพวก “อำนาจนิยม” คือสอนให้คนคลั่งไคล้ในการแสวงหาอำนาจและรับใช้ผู้มีอำนาจ แต่กระบวนทัศน์ในการ “คิดใหม่” ของเขาที่ไม่งมงายตามความเชื่อความคิดที่ศาสนาเคยครอบงำมา ได้สร้าง “มาตรฐานใหม่” ในทางการเมืองการปกครอง นั่นก็คือการแสวงหา “อำนาจสูงสุด” อันสามารถสร้างสรรค์ได้ด้วยน้ำมือมนุษย์ รวมถึงโครงสร้างและกระบวนการทางการเมืองแบบต่างๆ

อำนาจสูงสุดทางการเมืองการปกครองที่เราเรียกว่า “อำนาจอธิปไตย” นี้ มาจากคำฝรั่งว่า Sovereignty แต่เดิมพวกพระในศาสนาคริสต์บอกว่าเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจพระผู้เป็นเจ้าที่เรียกว่า Divinity ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 หลังจากที่ แมคเคียเวลลี่ ได้ “กระชากหน้ากาก” เปิดเผยความจริงออกมาว่า มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน ก็มีปราชญ์อื่นๆ นำไปตีความและขยายความ อย่างนายโทมัส ฮอบส์ ที่อธิบายว่าอำนาจนี้มนุษย์ได้ถวายมอบให้ “อะไรสักอย่าง” เพื่อปกครองดูแลมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งสิ่งนี้ ฮอบส์ เรียกว่า “Leviathan” (ที่มีนักวิชาการไทยบางท่านแปลว่า “อสูร” ที่ผู้รู้ท่านวิจารณ์ว่า ฮอบส์ คงไม่กล้ากล่าวถึงกษัตริย์ที่ยังคงมีอำนาจเด็ดขาดอยู่ในสังคมยุโรปยุคนั้น เขาจึงกล่าวทำนอง “เทียบเคียง” ดังกล่าว) โดยมอบให้อย่างหมดสิ้นและเด็ดขาด

กระทั่ง จอห์น ล็อค ได้อธิบายว่าเมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของมนุษย์แต่ละคน มันก็คือ “ทรัพย์สิน” อย่างหนึ่งที่มนุษย์จะต้องพิทักษ์รักษาไว้ การที่มีผู้เอาไปใช้คือพวก|ผู้ปกครองทั้งหลายก็เป็นเพียงแค่การฝากให้ดูแลในลักษณะของ “สัญญาประชาคม” ที่มีกำหนดชนิดของอำนาจที่ใช้ ระยะเวลา และวิธีการในการใช้ โดยเฉพาะจะต้องปรึกษาหารือ “ขออนุญาต” ประชาชนผู้|เป็นเจ้าของอำนาจนั้นเสียก่อน จากนั้นนักปราชญ์อย่าง ฌอง โบแด็ง ฌอง ชาร์ค รุสโซ และ มองเตส กิเออ จึงได้มาขยายความต่อถึงการบริหารจัดการอำนาจอธิปไตยนี้ โดย โบแด็ง ได้ให้จัดทำเป็นกฎหมายเพื่อให้เป็นมาตรฐานมั่นคง รุสโซ ให้มีการสร้างกติกาจากการตกลงร่วมกันของประชาชน และ มองเตสกิเออ เสนอให้แบ่งแยกอำนาจอธิปไตยเป็น 3 ส่วน (อย่างที่เราท่องจำกันนั้น)

ที่สำคัญอำนาจนี้ประชาชนสามารถขอคืนได้

ด้วยเหตุนี้ระบอบประชาธิปไตยจึงเติบโตขึ้นท่ามกลางการประดิษฐ์คิดค้นให้เข้ากับ “แรงปรารถนา” ของผู้นำและประชาชนในแต่ละประเทศ รวมทั้งประเทศไทยที่เราไปลอกแบบของประเทศอังกฤษมา แต่มีวิวัฒนาการที่ผกผันต่างกัน เพราะของไทยยังไปไม่ถึงไหนด้วยเหตุที่นักประชาธิปไตยของไทย “หลอกใช้” ประชาชน แต่ที่ร้ายที่สุดคือ “ไม่เคารพกฎหมาย” แล้วยังพยายามลากประชาชนให้ฝ่าฝืนกฎหมายนั้นด้วย ซึ่งกฎหมายนี้ก็คือ “รัฐธรรมนูญ”

ความจริงแล้ว รัฐธรรมนูญของไทยหลายฉบับเป็นรัฐธรรมนูญที่ “ดีมากๆ” โดยเฉพาะฉบับปี 2540 ด้วยเหตุที่เป็นรัฐธรรมนูญอันเชื่อกัน (ในหมู่นักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์) ว่า “ตกผลึก” มาเป็นอย่างดี เพราะได้จัดทำขึ้นโดยอาศัยบทเรียนในปัญหาการเมืองไทยที่มีการศึกษามาอย่าง “ละเอียดลออ” อย่างต่อเนื่องนับจากวิกฤตการเมืองไทยหลังเหตุการณ์เดือน พ.ค. 2535 โดยได้ผ่านขั้นตอนของการศึกษาในระดับชาติจากคณะกรรมการพัฒนาการเมืองและคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยของรัฐสภามาแล้วอย่างลึกซึ้ง กระทั่งได้ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญทำออกมาเป็นรัฐธรรมนูญใน พ.ศ. 2540 นั้น ก็ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นและประชาพิจารณ์มาอย่างเข้มข้น จนถึงการลงประชามติเพื่อรับร่างและประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว

“สามขาแห่งรัฏฐาธิปัตย์” ได้ถูกสร้างขึ้นในตอนนั้น

ขาที่หนึ่งคือ หยัดย้ำว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย”

ขาที่สองคือ เชื่อมั่นในการถ่วงดุลระหว่างกันของฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ

และขาที่สาม ตอกย้ำด้วยองค์กรตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชน

ทว่าขาทั้งสามได้ถูก “เดรัจฉาธิปัตย์” ได้แก่ นักการเมืองจอมละโมบ ร่วมกับลิ่วล้อบริวาร “เครือข่ายคนชั่ว” ทั้งในภาคราชการ ธุรกิจเอกชน สื่อมวลชน และภูมิภาคท้องถิ่น เข้าทำลายอย่างจงใจ ที่สุดก็ล้มพังไปทีละขา เริ่มจากอำนาจอธิปไตยของประชาชนที่ถูกแอบอ้างและยึดครองผ่านระบบการเลือกตั้งอันฉ้อฉล ตามมาด้วยการเข้ายึดครอง สส.และ สว. สร้าง “อสูร” ขนาดมหึมาที่ควบคุมไปทั้งรัฐบาล แล้วใช้ประชานิยมร่วมกับการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายเป็นเครื่องมือในการกุมกินประเทศเพื่อนำไปสู่ “รัฐไทยใหม่” สุดท้ายคือการสร้างอิทธิพลครอบงำศาลและระบบตรวจสอบถ่วงดุล แยกคนไทยเป็นแดงเป็นเหลืองให้ออกมาประหัตประหารกัน เป็นอันจบสิ้นระบอบประชาธิปไตยของไทย ภายใต้ระบอบใหม่ที่ชื่อว่า “เผด็จการทุนนิยมสามานย์”

ผู้เขียนอยู่ในฝ่ายที่มีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้ได้หมดความเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้วโดยสิ้นเชิง เพราะโดน “ตัดขา” ไปแล้วหมดทั้งสามขา หนึ่ง คือไม่มี สส.ที่ถูกยุบหมดสิ้นไปจากสภาแล้ว รวมถึงรัฐบาลเถื่อนด้วยการฉ้อฉลที่แค่ซื้อเวลารักษาการ สอง คือ กำลังถูกตรวจสอบเอาผิดที่จะต้องสิ้นสภาพไปตามกฎหมาย และสาม คือ อำนาจอธิปไตยได้คืนมาสู่ประชาชนแล้ว
รอเวลาแค่เอาปลายเล็บเท้าของมวลมหาประชาชนสะกิดออก


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : สามขาแห่งรัฏฐาธิปัตย์

view

*

view