หน้าแรก  วิสัยทัศน์/พันธกิจ  บริการของเรา  LINK 4 A/C  DOWNLOAD  ติดต่อเรา 
« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

เมนู

วิสัยทัศน์ / นโยบาย

ตรวจสอบบัญชี

บริการจัดทำบัญชี

ที่ปรึกษาบัญชี / ภาษี

วางระบบบัญชี

จดทะเบียนธุรกิจ

สมุดเยี่ยม

ติดต่อเรา

 

บทความที่น่าสนใจ

.......... บทความ 108 ..........

 
สมัครงาน

เจ้าหน้าที่บัญชี

ผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชี

พนักงานขาย

 

ระบบสมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 14/11/2007
ปรับปรุง 20/10/2017
สถิติผู้เข้าชม 20,001,838
Page Views 23,576,052
 

ฐานข้อมูลรัฐ

thaiworm33
ulanla

อย่าให้เสียของ

อย่าให้เสียของ

จาก โพสต์ทูเดย์


โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ตื่นเต้นตกใจกับการที่ทหารพร้อมอาวุธออกมาตามประกาศกฎอัยการศึก นอกจากไม่ตกใจแล้ว หลายคนเอาอาหาร เครื่องดื่ม ดอกไม้ ไปมอบให้ทหารและถ่ายรูปกับทหารนำมาเผยแพร่ทางเฟซบุ๊กอย่างสนุกสนาน หลังจากลุ้นกันมานานว่าเมื่อไรทหารจะออกมาเสียที ในที่สุดทหารก็ “มาตามนัด” ตาม “บทบาท” ที่ถูกกำหนดไว้ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ นำมวลมหาประชาชนออกมาต่อต้านรัฐบาลโดยชุมนุมโดยสงบ สันติ ปราศจาก อาวุธ ไม่ดึงสถาบันสูงสุดมาเกี่ยวข้อง มานานกว่า 6 เดือนแล้ว คุณสุเทพก็เข้าหลังม่าน ให้ทหารออกมาเล่นบทปิดเกม เพราะบทนี้คนอื่นเล่นไม่ได้

แต่ละฝ่ายต่างเล่นบทของตนเอง คุณสุเทพรู้ว่าตัวเองทำอะไรในขณะที่แกนนำคนอื่นไม่รู้ การที่คุณสุเทพประกาศออกมาว่าต้องชนะภายในวันที่ 26 พ.ค. 2557 มิฉะนั้นจะไปมอบตัวนั้น หากเราสะกิดใจสักนิดต้องรู้ว่าคนอย่างคุณสุเทพเป็นนักเลงเต็มตัว สู้มาถึง 6 เดือนแล้ว เขาจะไม่มีวันทิ้งประชาชนเด็ดขาด เพราะ เขารู้แล้วว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก่อนวันเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นบทที่ผู้เล่นคนใหม่จะออกมาแสดง

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผบ.ทบ. ต้องทนกับการเสียดสี เยาะเย้ย ยั่วยุ ดูถูกดูหมิ่นว่า ทำไมไม่ออกมาเสียที รออะไรอยู่ ไหนว่าทหารเป็นของประชาชนที่คอยคุ้มครองดูแลประชาชน แล้วทำไมปล่อยให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อการกระทำจนบาดเจ็บร่วม 800 คน เสียชีวิตไปแล้ว 28 คน ท่านต้องทนกับการปล่อยข่าวว่ารับเงินเขามาแล้วหลายร้อยล้านบาทบ้าง เกรงใจอดีตนายกฯ หญิง เพราะมีอะไรกุ๊กกิ๊กกันบ้าง ทหารใจปลาซิวบ้าง ดีแต่พูดบ้าง ฯลฯ แต่วันนี้ท่านได้รับ “ดอกไม้” จากประชาชน เพราะได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกระแนะกระแหน แต่การที่กองทัพจะออกมานั้น ต้องมีความชอบธรรม มีเหตุผลที่อธิบายให้ประชาชนและชาวโลกให้เข้าใจได้ ดังนั้น “จังหวะเวลา” เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เร็วไปก็ไม่ดี ช้าไปก็ไม่ดี ต้องให้ถูกจังหวะเวลา เวลาไหนเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุด ตรงนี้ไม่มีใครบอกได้

ดังที่เคยเขียนมาก่อนแล้วว่า เมื่อการเมืองไทยเละเทะ ระบบข้าราชการประจำถูกฝ่ายการเมืองทำลาย ฝ่ายความมั่นคง หรือกองทัพเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะออกมารักษาบ้านเมือง ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อการแก้ปัญหาทางการเมืองเดินหน้าต่อไปไม่ได้ กองทัพต้องออกมาผ่าทางตันให้กับประเทศในจังหวะที่เหมาะสม เพราะ ฝ่ายข่าวของกองทัพได้ข้อมูลยืนยันว่า มีการเตรียมใช้ความรุนแรงเพื่อนำไปสู่การจลาจลในบ้านเมือง เจ้าหน้าที่ค้นและยึดแหล่งผลิตระเบิดได้จำนวนมาก มีการลักลอบนำวัตถุระเบิดและอาวุธสงครามมาซุกซ่อนไว้ในกรุงและจังหวัดติดกับ กทม. มีการจัดส่งมือระเบิดจากชายแดนภาคใต้เข้ามาฝังตัวอยู่ใน กทม. มีการฝึกกองกำลังส่วนตัวไว้คอยสู้กับทหารหากทหารปฏิวัติ

เหตุการณ์ล่าสุดที่เป็นการ “สับไก” คือการยิงเอ็ม 79 และใช้อาวุธสงครามกราดยิงใส่ประชาชนที่หลับนอนอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจนตาย 3 คน บาดเจ็บสาหัสและไม่สาหัสอีกกว่า 20 คน

ฝ่ายข่าวกองทัพประเมินว่ามีแนวโน้มจะเกิดการเผชิญหน้าของมวลชนสองฝ่าย รัฐบาลมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นกับการก่อความรุนแรงต่อคนเห็นต่างและการจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดโดยตำรวจไม่เคยจับคนร้ายได้เลย จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่กองทัพจะประกาศใช้กฎอัยการศึกเพื่อไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้ ทั้งหมดเป็นการทำตามกฎหมายทั้งสิ้น ไม่ใช่การปฏิวัติหรือรัฐประหาร ต่างชาติจะมากล่าวหาไม่ได้

กฎอัยการศึกเป็นเครื่องมือที่จะนำประเทศไปสู่ความสงบเรียบร้อย เป็นการป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดขึ้นก่อนแล้วไปแก้ไขทีหลัง ซึ่งจะเกิดความเสียหายอย่างยิ่งแก่ประเทศชาติ

นับแต่นี้ไป ทหาร ข้าราชการประจำ และวุฒิสภา เป็นแกนนำร่วมมือกันทำงานผ่าทางตันของประเทศโดยนับหนึ่งกันใหม่ หลายคนฝากมาด้วยความห่วงใยว่า “อย่าให้เสียของ” เหมือนกับการยึดอำนาจปี 2549 ขอให้ผู้นำทหารและข้าราชการประจำ วุฒิสภา มี “ความกล้าหาญ” ที่จะขจัดสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองตามที่ขบวนการประชาชนได้วางแนวทางไว้ให้แล้ว ต้อง “ตีเหล็กกำลังร้อน” อย่าใจอ่อน เมื่อกล้าที่จะทำแล้วก็ทำให้สุดซอย อย่าทำแบบครึ่งซอยหรือทำแบบกล้าๆ กลัวๆ คุณนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองด้วยการลาออกทั้งคณะ เปิดทางให้ประเทศมีการปฏิรูปอย่างแท้จริง ไม่ใช่ไปปิดทางออกของประเทศอย่างที่ทำมา

คุณสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ต้องเดินหน้าเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนกลาง จัดตั้งรัฐบาลและสภาปฏิรูปประเทศที่ไม่มีนักการเมืองทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร โดยประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่างๆ และตัวแทนกลุ่มวิชาชีพ เพื่อวางกฎกติกากันใหม่ และอย่าเอาเวลามาจำกัดตัวเองมากเกินไป เอาให้พอเหมาะพอดี

มี “สิ่งท้าทาย” รออยู่ข้างหน้ามากมาย ทหารและข้าราชการประจำ วุฒิสภา และขบวนการประชาชนต้องร่วมมือกันในการซ่อมแซมประเทศและฟื้นฟูประชาธิปไตยที่แท้จริง เศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน ขอย้ำว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาจาก “การปฏิวัติของประชาชน” คู่ขัดแย้งหลักคือ ประชาชนกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ดังนั้น “โรดแมป” ที่เสนอจะต้องบรรจุความต้องการของประชาชนไว้ในนั้นด้วย

นี่เป็นโอกาสอันดีที่สุดที่หาได้ยากมาก หากไม่ใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปประเทศ ประเทศก็จะกลับสู่วังวนเดิมๆ ประชาชนต้องการการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประชาธิปไตยที่ถูกรัฐบาลและพวกทำลายอย่างยับเยิน ซึ่งเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดก่อนการเลือกตั้ง ปฏิรูปตำรวจและดีเอสไอ อันเป็นกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น ซึ่งใช้กฎหมายอย่างไม่ตรงไปตรงมา ใช้กฎหมายกลั่นแกล้งประชาชน ปฏิรูประบบข้าราชการ ขจัดกลุ่มที่ยอมตัวเป็น “ขี้ข้า” นักการเมืองออกไป ปฏิรูปเศรษฐกิจทุนนิยมสามานย์กอบโกยผูกขาด ปฏิรูปสังคมที่เน้นคุณธรรม ศีลธรรม ความดีงาม ปฏิรูปการศึกษาของประเทศที่ต้องยกเครื่องกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิรูปการต่างประเทศที่ถูกนำมารับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคล นัยหนึ่ง บ้านนี้เมืองนี้ต้องปฏิรูปกันแทบทั้งหมด เพราะนักการเมืองทำความเสียหายไว้ให้อย่างมากมาย ต้องใช้โอกาสนี้ปฏิรูปประเทศทุกด้านอย่างจริงจังเพื่อลูกหลานของเราในอนาคต

ทั้งหมดต้องปฏิรูป Mentality ของคนก่อน ซึ่งบางท่านแปลว่าเป็น “สภาพจิตใจ ความรู้สึกนึกคิด” แต่ถ้าพูดให้ตรงน่าจะเป็น “วิธีคิด” ของคนมากกว่า แล้วจึงค่อยไปปฏิรูป อย่างอื่น ถ้าคนเราเอาผลประโยชน์ของชาติมาก่อน อะไรมันก็ง่ายขึ้น เวลานี้ประเทศต้องการการปฏิรูปทั่วทุกด้าน โดยเฉพาะ การปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง ถ้าเลือกตั้งโดยไม่มีปฏิรูป เราก็ได้นักการเมืองห่วยๆ มาบริหารประเทศแบบเก่า บ้านเมืองก็เละเทะแบบเก่า แล้วทหารก็ต้องประกาศกฎอัยการศึกอีกไม่มีจบสิ้น


อัยการศึก-ยิ่งนานยิ่งดื้อยา

จาก โพสต์ทูเดย์

ทีมข่าวการเมือง

กลายเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ว่าการประกาศ "กฎอัยการศึก" ของ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา ผบ.ทบ. จะสามารถเป็นกลไกช่วยคลี่คลายสลายความขัดแย้ง ตัดชนวนความรุนแรง นำพาประเทศหลุดพ้นวังวนปัญหาที่ไร้ทางออกในเวลานี้ได้หรือไม่

เมื่อ"ยาแรง" ที่กองทัพงัดมาใช้รอบนี้มีสรรพคุณเพียงแค่ระงับยับยั้งความรุนแรงเฉพาะหน้า แต่ไม่อาจไปสะสางต้นตอปัญหาที่หมักหมมมายาวนานได้

มาตรการคำสั่งของกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ที่ออกมาสิบกว่าฉบับจึงเป็นไปเพื่อลดเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการตีกรอบการชุมนุมของ กปปส.และ นปช. พร้อมระงับการออกอากาศของ เอเชียอัพเดท บลูสกาย ทีนิวส์ เอเอสทีวี ฯลฯ

ตามด้วยคำสั่งห้ามสร้างความขัดแย้งหรือต่อต้านการปฏิบัติงานของ กอ.รส. ขอความร่วมมือการเผยแพร่ข้อมูลในสังคมออนไลน์ให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง ปราศจากการบิดเบือนนำไปสู่ความขัดแย้ง และห้ามพกพาหรือใช้อาวุธสงครามและวัตถุระเบิด เว้นแต่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเพื่อป้องกันการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงจากกลุ่มผู้ไม่หวังดี

สอดรับปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ที่เข้าตรวจค้นสกัดเหตุรุนแรงในหลายจุดทั้ง ตรวจค้นหอพัก อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร พบอาวุธสงครามไม่ว่าจะเป็นเครื่องยิงเอ็ม79 ระเบิดแสวงเครื่องฯลฯ ต่อเนื่องด้วยการสนธิกำลังตำรวจและทหารค้นบ้านต้องสงสัย อ.หนองม่วงจ.ลพบุรี พบอาวุธสงครามจำนวนมาก ทั้งปืนพร้อมกระสุน ระเบิดเอ็ม 18 เอ 1 ระเบิดทีเอ็นที ระเบิดแสวงเครื่องไปป์บอมบ์ฯลฯ

มาจนถึงเหตุการณ์เจ้าหน้าที่กองทัพภาคที่3 เข้าควบคุมตัว "เลิศ ไม้เก่า" แกนนำแดงสายฮาร์ดคอร์ จ.พิษณุโลก และกองทัพภาคที่2 ที่เข้าดำเนินการไล่ปิดสถานีวิทยุชุมชนอีกหลายแห่ง

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการต่างๆ เหล่านี้เป็นเพียงแค่การป้องกันความรุนแรงเฉพาะหน้าพร้อมบีบให้คู่ขัดแย้งทั้ง กปปส. นปช. "พักยกชั่วคราว" ยุติการเคลื่อนไหวปรับท่าทีมาเป็นการรักษาการอยู่ในที่ตั้ง รอดูทิศทางลม หลังจากนี้

แต่โจทย์ที่สำคัญกว่านั้น คือ การพาประเทศฝ่าทางตัน ให้กลับมาเดินหน้าต่อไปได้นั้น ยังเป็นงานหินที่ยังไม่มีคำตอบว่าจะออกมารูปแบบใด

จุดเปลี่ยนที่น่าจะเป็นทางออกจากวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นเดินหน้าสู่การเลือกตั้งด้วยกลไกที่เหลืออยู่ การหานายกฯ คนกลาง ตั้งรัฐบาลประชาชนเดินหน้าปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งด้วยกลไกวุฒิสภา หรือทางเลือกอื่นๆทั้งการทำประชามติรับฟังความเห็นจากประชาชน ยังไม่อาจหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้ เพราะแต่ละทางย่อมมีทั้งฝ่ายที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์

การกระโดดลงมาคลี่คลายวิกฤตของ พล.อ.ประยุทธ์ รอบนี้ ยังได้ทำหน้าที่เป็นคนกลางเชิญคู่ขัดแย้งในสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 7 ฝ่าย ทั้งรัฐบาล วุฒิสภา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พรรคเพื่อไทยพรรคประชาธิปัตย์ กปปส. และ นปช.

แม้ทุกฝ่ายจะมาร่วมหารือกันอย่างพร้อมเพรียง เป็นการประชุมนัดประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาข้อสรุปชี้ขาดไปทางหนึ่งทางใด เพราะด้วยธงของแต่ละฝ่ายที่ยังเห็นไม่ตรงกัน และไม่รู้ว่าจะต้องหารืออีกกี่รอบกว่าจะได้ข้อสรุปลงตัว

ปัญหาอยู่ที่การแก้ปัญหาครั้งนี้ไม่อาจชักช้าปล่อยให้รอนานได้ เพราะสถานการณ์ข้างหน้าเต็มไปด้วยความขัดแย้งรุนแรงที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ

ที่สำคัญ "กฎอัยการศึก" ที่ประกาศใช้อยู่ในเวลานี้ไม่อาจปล่อยให้คงอยู่ได้นาน เพราะนอกจากจะค่อยๆ เสื่อมความขลังไปเรื่อยๆแล้วยังอาจเกิดปรากฏการณ์ "ดื้อยา" อันจะส่งผลกระทบต่อไปถึงกระบวนการแก้ไขปัญหาที่กำลังดำเนินการ

อีกด้านหนึ่งการที่ประเทศต้องคงอยู่ในสภาพการประกาศใช้กฎอัยการศึกยังผลเสียหายกระทบต่อภาพลักษณ์ในเวทีโลก และโยงใยสร้างความเสียหายต่อไปถึงภาคเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว ซ้ำเติมปัญหาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

หากจับสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงระยะเวลาการประกาศกฎอัยการศึกว่า "บ้านเมืองสงบเมื่อไหร่ปลอดภัยเมื่อไหร่มีเสถียรภาพเมื่อไหร่ก็ยกเลิกเมื่อนั้น"ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีทิศทางความชัดเจนว่ากฎอัยการศึกนี้จะคงอยู่ต่อไปนานแค่ไหน

ยิ่งกว่านั้น หลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย หรือกลุ่มนิติราษฎร์ ยังออกมาคัดค้านกฎอัยการศึกด้วยเหตุผลทั้งเรื่องการลิดรอนสิทธิและการประกาศไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แม้พล.อ.ประยุทธ์ จะยืนยันว่าดำเนินการตามกรอบกฎหมายก็ตาม รวมไปถึงอำนาจของกองทัพที่เพิ่มขึ้นมาตามการประกาศกฎอัยการศึกนั้นเป็นเพียงอำนาจที่ถูกตีกรอบอยู่แค่ประเด็นยุทธการระงับ ปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย ที่ถูกตีความว่าไม่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการแก้ปัญหาทางการเมือง

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะแสดงศักยภาพให้เห็นแล้วว่าสามารถเรียกคู่ขัดแย้งมาเจรจากันได้อย่างพร้อมเพรียง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนกลางที่สามารถไกล่เกลี่ย ทุบโต๊ะให้ทุกฝ่ายต้องยอมรับทางเลือกทางใดทางหนึ่งได้ง่ายๆ

กฎอัยการศึกที่ประกาศออกมาในเวลานี้ จึงเป็นเหมือนกับระเบิดเวลาที่นับถอยหลังรอวันกัดกร่อนตัวเองไปเรื่อยๆโดยเฉพาะหากกระบวนการหาทางออกต้องยืดเยื้อออกไป

สุดท้ายนั่นจะเป็นปัญหาย้อนกลับมาที่พล.อ.ประยุทธ์ ที่กระโดดลงมาคลุกอยู่ในวงความขัดแย้งด้วยตัวเอง หากยิ่งยืดเยื้อ ต้นทุนของ พล.อ.ประยุทธ์ ยิ่งต้องถูกกัดกร่อนลงไปเรื่อยๆ

ดังนั้น หากวงเจรจาระหว่าง 7 ฝ่ายที่มีพล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนกลางยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ในเร็ววันนี้ การแก้ปัญหาย่อมเป็นไปได้ยากขึ้น และจะยิ่งทำให้ช่องทางเดินหน้าต่อไปเหลือน้อยลงทุกที

สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : อย่าให้เสียของ

 * 

สำนักงานสอบบัญชี พี แอนด์ อี,สำนักงานบัญชี พี.เอ็ม.เอส.,คณะบุคคลที่ปรึกษา พี.เอ.ที.,บจ.สำนักงานบัญชีและธุรกิจ พี.เอ.แอล.

 
  
view