http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,118,250
เปิดเพจ23,732,560

บทเรียนความล้มเหลวปี49เตือนสติคณะรัฐประหาร

บทเรียนความล้มเหลวปี49เตือนสติคณะรัฐประหาร

จาก โพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ในที่สุดการเมืองของประเทศไทยได้เดินทางมาถึงในจุดที่กองทัพต้องออกมาทำการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล หลังจากคู่ขัดแย้งทางการเมืองไม่สามารถหาข้อสรุปที่แต่ละฝ่ายจะยอมรับกันได้เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมาจึงกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ต้องตัดสินใจฉีกรัฐธรรมนูญ

การดำเนินการของ พล.อ.ประยุทธ์ มีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงคัดค้าน โดยฝ่ายสนับสนุนต่างยินดีที่ทหารช่วยให้การเมืองมีจุดจบลงได้โดยไม่เสียชีวิตและทรัพย์สินไปมากกว่านี้ เหนืออื่นใดเศรษฐกิจของประเทศไทยจะได้กลับมาเดินหน้ากันใหม่ภายใต้รัฐบาลชั่วคราวที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะตั้งขึ้นในเร็วๆ นี้ ส่วนเสียงคัดค้านนั้นปรากฏว่าออกมาในลักษณะไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยเครื่องมือนอกระบบ เพราะไม่ต่างอะไรกับการทำให้ประชาธิปไตยของไทยขาดช่วงในการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีจุดยืนที่แตกต่างกัน แต่มีข้อหนึ่งที่เห็นตรงกัน คือ การปฏิรูปประเทศครั้งนี้ควรเป็นรูปธรรมไม่เสียของเหมือนกับการรัฐประหารเมื่อปี 2549

ถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ ตระหนักถึงโจทย์นี้หรือไม่ แน่นอนว่า พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมมีคำตอบอยู่ในใจ เพราะอย่าลืมว่าในห้วงความขัดแย้งทางการเมืองเกือบตลอด 10 ปีมานี้ นายทหารผู้ทรงอิทธิพลคนนี้ได้สัมผัสด้วยตัวเอง เพียงแต่ต่างกรรม ต่างวาระ และต่างอำนาจหน้าที่เท่านั้น

โดยเมื่อครั้งการรัฐประหารเมื่อปี 2549 พล.อ.ประยุทธ์ มียศเป็น “พลตรี” ในเวลานั้นได้มีส่วนสำคัญในการเป็นกำลังให้กับ พล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา แม่ทัพภาคที่ 1 (ยศในขณะนั้น) ในการคุมกำลังทำการรัฐประหารล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อมาปี 2553 ยังได้เป็นหัวใจสำคัญของการช่วยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำทหารเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง จนมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้มีทั้งส่วนช่วยในการทำงานด้านความมั่นคงก่อนที่จะตัดสินใจยึดอำนาจจากรัฐบาลในบั้นปลาย

ด้วยภูมิหลังของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงรัฐบาล 3 ชุดที่|ผ่านมา ย่อมเป็นสิ่งที่ช่วยให้ตัว พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมรู้ดีว่าปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นจุดกำเนิดของความขัดแย้งอันส่งผลต่อเสถียรภาพของประเทศอยู่ตรงไหน และจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ปัญหาซ้ำรอยอีก

ดังจะเห็นได้จากการแก้ไขปัญหาในระยะเฉพาะหน้าผ่านการออกประกาศไม่ให้มีการนำเสนอข่าวที่มีเนื้อหาต่อต้านการทำงานของ คสช.ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะการใช้อำนาจสั่งระงับการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ชั่วคราว ซึ่งรวมไปถึงสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อสังคมออนไลน์ด้วย เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ทราบดีว่าหากไม่จัดระเบียบสื่อจะมีผลให้แรงต่อต้านการรัฐประหารขยายวงกว้างมากขึ้นจนยากต่อการควบคุม ซึ่งในระยะยาวย่อมจะไม่เป็นผลดีต่อตัวกองทัพในการทำงานใหญ่ในอนาคต

สำหรับความล้มเหลวของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในอดีตแบ่งออกเป็น 3 ด้าน

ด้านที่ 1 : การทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร

คมช.เลือกแนวทางด้วยการเร่งคืนอำนาจให้กับประชาชนทางอ้อมผ่านการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว 2549 ในวันที่ 1 ต.ค. และจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาใช้อำนาจฝ่ายบริหารแทน คมช. ซึ่งนับเป็นเวลาที่ คมช.ครองอำนาจแบบเบ็ดเสร็จประมาณเพียง 13 วัน นับตั้งแต่ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 ก.ย.

การตัดสินใจของ คมช.ครั้งนั้นนำมาซึ่งผลดีและผลเสียพร้อมๆ กัน

ผลดี คือ เป็นการช่วยให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาต่างชาติไม่เสียหายมากนัก อย่างน้อยเป็นการสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยภายใต้รัฐบาลทหาร เพราะหากให้ทหารครองอำนาจนานเกินไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อประเทศในระยะยาว ส่วนผลเสีย คือ ไม่เกิดความเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาบางประการ โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคง

อย่าลืมในระหว่างรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ บริหารประเทศอยู่นั้น ปรากฏว่าเป็นช่วงที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในนาม “กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ” เฟื่องฟูเป็นอย่างมาก

แม้รัฐบาลจะปล่อยให้กลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามได้ทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างมีอิสระ เพราะไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงและหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนถูกสั่นคลอน แต่อีกด้านหนึ่งก็นำมาซึ่งการทำให้กลุ่มเสื้อแดงสามารถขยายตัวสร้างแนวร่วมได้มากขึ้น จนกระทั่งมีมวลชนบางกลุ่มอาศัยจังหวะนี้เคลื่อนไหวในลักษณะให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ เท่ากับว่าการไม่ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมของรัฐบาลในขณะนั้นจึงนำมาสู่ปัญหาอีกมหาศาลอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

ผลของความบกพร่องในการบริหารงานด้านความมั่นคงอีกประการหนึ่งเห็นจะเป็น “เหตุการณ์ระเบิดช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่” เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2549 ในหลายจุดของ กทม. มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บ 38 ราย สร้างผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศอย่างมหาศาล ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานความมั่นคงหน่วยใดสามารถนำผู้ก่อความไม่สงบมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้

ด้านที่ 2 : การทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ

ตลอดเวลาของการครองอำนาจของ คมช.และรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับงานนิติบัญญัติเป็นอย่างมากผ่านการสถาปนา “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” เพื่อจัดทำกฎหมายสำหรับเป็นเครื่องมือในการบริหารราชการแผ่นดิน และ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” เพื่อดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันเป็นการสร้างหลักประกันด้านสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชนและจัดระเบียบโครงสร้างองค์กรทางการเมืองขึ้นมาใหม่

ความเป็นรูปธรรมที่พอจะนำมากล่าวอ้างเป็นผลงานได้ คือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เพราะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายในระดับหนึ่งว่าแม้จะมีที่มาจากการรัฐประหาร แต่ในด้านเนื้อหาของรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติที่คุ้มครองประชาชนในหลายด้าน ภายใต้เจตนารมณ์ที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ (1) การคุ้มครอง ส่งเสริม และการขยายสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่ (2) การลดการผูกขาดอำนาจรัฐและขจัดการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม (3) การทำให้การเมืองมีความโปร่งใส มีคุณธรรมและจริยธรรม (4) การทำให้ระบบตรวจสอบมีความเข้มแข็งและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตรงกันข้ามกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่กลับถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับศักยภาพของการตรากฎหมายเพื่อเป็นประโยชน์แก่|ประเทศและประชาชนในด้านการกระจายทรัพยากรทางเศรษฐกิจและการวางกลไกควบคุมการใช้อำนาจรัฐ หลังจากมีกฎหมายสำคัญถึง 6 ฉบับที่ต้องถูกเพิกถอนด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากองค์ประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่ครบ อันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความไม่รอบคอบและความบกพร่อง

โดยกฎหมายดังกล่าวประกอบด้วย 1.ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน 2.ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 3.ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน 4.ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม 5.ร่างพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 6.ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน

ด้านที่ 3 : การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ คมช.ตัดสินใจยึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ คือ การทุจริตคอร์รัปชั่น ต่อมา คมช.ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มี “นาม ยิ้มแย้ม” อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็นประธาน

การตั้ง คตส.ในปี 2549 นั้น ทาง คมช.ได้นำเอาบทเรียนของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่ตั้ง คตส.เมื่อปี 2534 มาพิจารณาด้วย เพราะ คตส.ภายใต้ร่มเงาของ รสช.ได้พยายามใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในตัวเองด้วยการยึดทรัพย์ในคณะรัฐมนตรีของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ แต่สุดท้ายต้องล้มเหลว เพราะศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า คตส.ไม่มีอำนาจยึดทรัพย์

จากบทเรียนที่เกิดขึ้น คมช.จึงได้วางโครงสร้างอำนาจของ คตส.ขึ้นมาใหม่ โดยให้อำนาจยึดทรัพย์เป็นของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งการจะยึดทรัพย์ได้นั้นจะต้องมาจากฐานความผิดใน 3 กรณี ประกอบด้วย การทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ การร่ำรวยผิดปกติ และการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทำให้ในที่สุด คตส.สามารถเปิดโปงการซื้อขายหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จนนำไปสู่การยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำนวนเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท ในเวลาต่อมา

แต่ทว่าในความสำเร็จก็มีความล้มเหลวซ่อนอยู่ เนื่องจากมีหลายคดีที่ คตส.ไม่สามารถเอาผิดได้ เช่น โครงการท่อร้อยสายไฟฟ้าภายในสนามบินสุวรรณภูมิ โครงการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ โครงการออกสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว โครงการจัดซื้อต้นกล้ายางพารา เป็นต้น จึงไม่อาจเรียกได้ว่าการรัฐประหารของ คมช.ได้นำมาซึ่งการวางรากฐานของการปราบปรามการทุจริตได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น จากความผิดพลาด 3 ประการที่เกิดขึ้นในอดีต จึงเป็นการบ้านข้อใหญ่ที่ คสช.ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าจะทำอย่างไรไม่ให้การรัฐประหารเสียของหรือสูญเปล่า


ทหารเอาอยู่..คู่ขัดแย้ง

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ตัดสินใจประกาศใช้กฎอัยการศึกทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ตั้งแต่เวลา 03.00 น. ของวันที่ 20 พ.ค. 2557 หากเป็นคอการเมืองที่เฝ้าติดตามสถานการณ์การเมืองที่มีความขัดแย้งรุนแรงเวลานี้ คงไม่คิดว่าจะเหนือความคาดหมายอะไรมาก

การประกาศกฎอัยการศึก และการควบคุมภายใต้ทหารวันนี้แม้จะไม่สะใจใครต่อใครที่อยากจะให้ทำปฏิวัติรัฐประหาร แต่อย่างน้อยก็ช่วยหยุดยั้งการเผชิญหน้า ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงในวันข้างหน้าได้ที่สำคัญชะลอการย่อยยับของประเทศ จากการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองต่อสายตาชาวโลกได้ระดับหนึ่ง

แม้การประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้ จะถูกมองว่าเป็นการปฏิวัติกลายๆก็ไม่แปลก ทั้งหมดคงจะขึ้นอยู่กับการจัดการจากนี้ไป ทำอย่างไรให้ประเทศชาติอยู่ในความสงบเรียบร้อย ประชาชนไม่เดือดร้อน

การที่กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(กอ.รส.)ได้เชิญคณะบุคคลภาคส่วนต่างๆ ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนประเทศเข้าร่วมประชุม อาทิ รัฐบาล รักษาการประธานวุฒิสภา ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)หัวหน้าพรรคเพื่อไทย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เลขาธิการกปปส.และประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)พูดคุยหารือกับพล.อ.ประยุทธ์ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(ผอ.รส.)การเข้ามาพูดคุยน่าจะเป็นทิศทางที่ดีที่คู่ขัดแย้งจะได้แสดงความเห็นต่อกัน


การพูดรอบนี้ยังคงไม่มีอะไรมากมาย เป็นเพียงการพูดคุยสร้างความเข้าใจ"ยกแรก"สิ่งที่ดีคือทุกฝ่ายเข้าใจความรู้สึกซึ่งกันและกัน บรรยากาศจึงเป็นเสมือนพี่น้องคนไทยด้วยกัน สิ่งสำคัญทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ปัญหาของประเทศ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ทุกฝ่ายเริ่มที่จะหันหน้าเข้าหากัน แต่แน่นอนอะไรที่ยังไม่ตกผลึก ก็ไม่ควรที่จะป่าวประกาศ เพราะจะกลายเป็นการสร้างความขัดแย้งในสังคมเสียมากกว่า

ว่ากันว่าการเจรจาระหว่างกองทัพกับทุกฝ่าย ยังคงต้องดำเนินการอีกสักระยะหนึ่ง ที่แน่ๆ คงอาจจะต้องนำไปสู่โหมดการจัดตั้ง"รัฐบาลช่วงเปลี่ยนผ่าน"หรือ"รัฐบาลเฉพาะกาล"ขึ้นมา แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ต้องให้ทุกฝ่าย"ไม่แฮปปี้น้อยที่สุด"

เมื่อได้ข้อสรุปที่ตกผลึกร่วมกันจากทุกฝ่าย การตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล หรือรัฐบาลช่วงเปลี่ยนผ่าน ก็น่าจะเกิดขึ้นได้ ส่วนจะใช้เวลานานเท่าไหร่ คงต้องขึ้นอยู่กับวงเจรจาว่า จะ 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่ง เพื่อทำการปฏิรูปการเมืองอย่างจริงจัง แต่ปมสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกาลหรือรัฐบาลช่วงเปลี่ยนผ่านใคร?คือนายกรัฐมนตรีส่วนผู้ที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีแน่นอน ก็ต้องมาจาก"คู่ขัดแย้ง"ที่เหลือก็ต้องเป็นหน้าที่กองทัพ สัดส่วนจะเป็นอย่างไรต้องคุยกัน

ยิ่งไปกว่านี้หากจะมีรัฐบาลชั่วคราวหรืออย่างไร ผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรีต้องไม่เกิดจากตัวแทนนักการเมืองหรือส.ส. เรียกว่าต้องเป็น"มืออาชีพจริงๆ"กองทัพจำเป็นต้องสกรีนผู้ที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เชื่อว่าหากทุกฝ่ายยอมรับกฎกติกาได้ การเดินหน้าปฏิรูปน่าจะเป็นทางออกให้กับประเทศได้

มีความเชื่อว่าเกมนี้จะจบในไม่ช้า เพราะวันนี้ต้องถือว่าทหารมีอำนาจเต็มแล้ว การจัดการในที่สว่างไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก เพียงแต่อาจต้องอาศัยเวลาสร้างความเข้าใจต่อกัน มองประเทศชาติเป็นที่ตั้ง

ส่วนกระบวนการใต้ดินที่ซุกซ่อนอยู่ เชื่อว่า"ทหารเอาอยู่"โดยเฉพาะกองกำลังที่ซ่องสุมและซุกซ่อนอาวุธอยู่ในเวลานี้ ถึงเวลาที่ทหารจะออกมากวาดล้างเพื่อสกัดกั้นความรุนแรง จึงไม่แปลกใจที่เราจะเห็นการจับกุมคลังอาวุธในพื้นที่ต่างๆ จำนวนมหาศาลเวลานี้

ฉะนั้นห้วงเวลาที่เหลือน่าจะเป็นการนำไปสู่สิ่งที่ดีสำหรับบ้านเมือง สำหรับรัฐบาลรักษาการ

เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาก็"ต้องลาออก"การกอดอำนาจไว้แต่ไม่สามารถทำให้บ้านเมืองสงบสุข ใช่ว่าจะมีประโยชน์ ดังนั้นเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ประเทศไทยคงเห็นทางสว่างตามมา


"สะสางแล้วส่งคืน"

ผมรู้สึกกังวล อึดอัดและไม่ชอบใจเท่าใดนัก หลังระบอบการเมืองที่เป็นทางตันของประเทศมาช้านาน ต้องพึ่งพาบริการรถถัง

ในการทลายกำแพงฝ่าออกไป ใครจะว่า ผมเป็นคนโลกสวย ก็ไม่เห็นจะรับไม่ได้

ขณะเดียวกันผมก็รับไม่ได้กับระบบการเมืองที่ฉ้อฉล ใส่เสื้อประชาธิปไตยแต่หัวใจเผด็จการ เห็นการเลือกตั้งเป็นสิ่งสูงสุด ทั้งที่ผมคิดว่าการเลือกตั้งเป็นแค่สัญลักษณ์หนึ่งรูปแบบหนึ่ง เสี้ยวหนึ่งของระบบการปกครองเท่านั้น ดูกัมพูชาเป็นไร มีการเลือกตั้งแต่อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ ฮุน เซน กับพรรคพวกไม่กี่ตระกูล

ผมฝังใจกับอดีตและศึกษาประวัติศาสตร์ ที่ประเทศถูกปกครองโดยคณะทหาร เกรงว่าจะถูกโดดเดี่ยวในเวทีโลก ผมอยู่ที่เวียดนามเมื่อเดือนพ.ย.2549 เรามีรัฐบาลหลังรัฐประหารคราวก่อน ในการร่วมสังเกตการณ์การประชุม ผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิคหรือเอเปคครั้งนั้น ผู้นำทั่วโลกไม่เจรจา ไม่หารือทวิภาคีกับผู้นำของเราเลย

คราวนี้หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคสช. เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ แล้วเริ่มกระชับอำนาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยังเกรงว่าหลังจากนี้จะมีกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ จำนวนมากเข้าไปขอแชร์อำนาจทหาร ซึ่งต้องระมัดระวังเพราะการขอแชร์อำนาจนั้นกลุ่มก้อนเหล่านั้นมักทำเพื่อตัวเอง จนทำให้ผิดวัตถุประสงค์ของการควบคุมอำนาจของคณะคสช.ได้

แน่นอนจะมีหลายคน หลายกลุ่มเดินเข้าไปแล้วบอกว่าทำอย่างนั้นซิ ทำอย่างนี้ซิ หอบข้อเสนอเข้าไปในนามของการช่วยจัดการประเทศ ในนามของความหวังดี ถ้าตั้งหลักไม่มั่นอาจทำให้เดินไม่ตรงได้ ขณะเดียวกันคสช.คงรู้อยู่แล้วว่าอำนาจแบบนี้ไม่สามารถคงอยู่ยาวไป

ต้องเร่งนำพาประเทศให้กลับสู่ปกติโดยเร็ว

ว่าแต่คนอื่น ผมเองก็อดเสนอบ้างไม่ได้ คสช.ควรใช้โอกาสนี้สะสางเรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้าบางประการ ที่เป็นผลพวงระบบที่ฝังรากและเป็นระบบที่ไม่ดีนัก เช่น เรื่องข้าว

แน่นอนการเร่งรัดจ่ายเงินชาวนาเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องทำทันที แต่หลังจากนั้นต้องสะสางเรื่องที่ตามมาอย่างเร่งด่วนเช่นเดียวกัน การเบรกไม่ให้ขายข้าวรัฐต่อรัฐที่เป็นปมใหญ่ของความไม่ชอบมาพากลของโครงการจำนำข้าวนั้นเป็นสิ่งจำเป็น

หลังจากนี้ควรนำบัญชีออกมาดู ข้าวทั้งหมดจำนำมาเท่าใด ขายไปเท่าใด เหลือเท่าใด ขายให้ใคร สมเหตุสมผลหรือไม่ แน่นอนคิดว่าคสช.อาจไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มากนัก ไม่ควรรับฟังเพียงข้อมูลจากภาคราชการอย่างเดียวโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ เพราะยังไม่อาจมั่นใจได้ว่าได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง

ควรตั้งกรรมการอิสระสักชุดหนึ่ง มีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ดำเนินการเรื่องนี้ (คณะนี้ไม่ควรมีพ่อค้า) ซึ่งผู้หวังดีอยากเห็นระบบที่ถูกต้องยังพอหาได้ ชำระสะสาง เช็กสต็อก ตรวจนับและประกาศอย่างเปิดเผยโปร่งใส ก่อนสั่งระบายออกอย่างเป็นขั้นตอน ในราคาที่เหมาะสม

ส่วนการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเรื่องข้าว น่าจะให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)ดำเนินการต่อ โดยอำนวยความสะดวกในด้านข้อมูลต่างๆที่ติดขัดในช่วงที่ผ่านมา

อีกทางหนึ่งวางนโยบายเร่งด่วนในการเยียวยา ช่วยเหลือชาวนาในช่วงนี้ที่ราคาข้าวตกต่ำมาก และประสบต้นทุนสูงจากโครงการจำนำที่ยกระดับราคาไปทำให้ต้นทุนสูงตามไปด้วย

สะสางภารกิจเร่งด่วน ไม่อยู่นานไป ส่งคืนอำนาจโดยเร็วที่สุด


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : บทเรียน ความล้มเหลว ปี49 เตือนสติ คณะรัฐประหาร

view

*

view