http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท07/12/2017
ผู้เข้าชม20,110,981
เปิดเพจ23,724,880

เปิดข้อมูล..โทษประหารชีวิตในสังคมไทย

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

 โทษประหารชีวิตในสังคมไทย ช่วยป้องกันอาชญากรรมได้จริงหรือ และ5ความจริงเกี่ยวกับโทษประหาร

ผลพวงจากคดีอดีตพนักงานประจำรถไฟก่อเหตุข่มขืนฆ่าเด็กหญิงอายุ 13 ปี ซึ่งเป็นผู้โดยสารบนโบกี้ตู้นอนของขบวนรถไฟที่ผู้ต้องหาคนนี้ดูแลอยู่นั้นได้จุดประเด็นเรื่อง "โทษประหารชีวิต" ให้กลับมาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรงอีกครั้งในสังคม

ที่ใช้คำว่าอีกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้สังคมไทยเคยมีการเรียกร้องและถกเถียงเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตกันมาพอสมควรแล้ว เพียงแต่เป็นการเรียกร้องที่สวนกระแสสังคมในเวลานี้

กล่าวคือเมื่อปลายปี 2556 กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ "โทษประหารชีวิตยังจำเป็นต่อสังคมไทยหรือไม่" ตามโครงการศึกษาความเป็นไปได้ของการยกเลิกโทษประหารชีวิต ซึ่งเป็นไปตามแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (2552-2556) หลังจากที่รัฐไทยได้แสดงเจตจำนงในแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับดังกล่าวว่าจะยกเลิกโทษประหารชีวิต และเปลี่ยนเป็นจำคุกตลอดชีวิตแทน

ทว่าผลการศึกษาความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ยังอยากให้คง "โทษประหารชีวิต" เอาไว้ ด้วยเหตุผลแตกต่างกันออกไป โดยเหตุผลหนึ่งที่ฝ่ายสนับสนุนให้คงโทษประหารชีวิตเอาไว้ หรือต้องการให้เพิ่มโทษคดีข่มขืนเป็นประหารชีวิต คือ โทษที่รุนแรงจะช่วยป้องกันอาชญากรรมได้

เกี่ยวกับประเด็นนี้ก็มีความเห็นทั้งจากตำรวจ นักสิทธิมนุษยชน และนักวิชาการด้านอาชญาวิทยา ตรงกันว่า โทษที่รุนแรงนั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ได้เป็นส่วนช่วยป้องกันอาชญากรรม หนำซ้ำยังทำให้อาชญากรมีแนวโน้มใช้ความรุนแรงในการก่อเหตุมากขึ้นด้วย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิจารณาประเด็นปัญหาดังกล่าวยังมีองค์ประกอบและปัจจัยแวดล้อมอีกหลายอย่างที่ต้องมาร่วมพิจารณา โดยเฉพาะกับข้อมูลจากการศึกษา และสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นใน "สังคมไทย" เป็นหลัก

โดยข้อมูลหนึ่งที่เห็นควรจำมาประกอบการพิจารณาคือ รายงานเรื่อง "โทษประหารชีวิตป้องปรามอาชญากรรมได้จริงหรือ?" ที่ สมาคมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (เอไอ ประเทศไทย) ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่รณรงค์ให้ยุติโทษประหารชีวิต ได้ทำการศึกษาเอาไว้จากข้อมูลที่เกี่ยวข้องในปี 2555-2557

"ผลการศึกษาหลายชิ้นสนับสนุนว่าความปลอดภัยของสาธารณะและอัตราการเกิดอาชญากรรมนั้นสัมพันธ์โดยตรงกับประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล และหน่วยงานระดับชาติที่เกี่ยวข้อง"

ที่สำคัญ จากการรวบรวมสถิติการเกิดอาชญากรรมและการบังคับใช้โทษประหารชีวิตในประเทศไทย ระหว่างปี 2545-2554 ก็ไม่พบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจนระหว่างการใช้โทษประหารชีวิตกับอัตราการฆาตกรรม

กล่าวคือ ในปี 2545 มีผู้ถูกประหารชีวิต 11 ราย ปี 2546 มี 4 ราย ปี 2552 มี 2 ราย รวมแล้ว 17 ราย ส่วนอัตราการฆาตกรรมในประเทศเฉลี่ยแล้วลดลงทีละน้อยเกือบทุกปี ยกเว้นปี 2546 ที่อัตราการฆาตกรรมเพิ่มขึ้นแต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นหลังจากที่มีการประหารชีวิตไป 11 รายเพียงปีเดียว

ขณะที่ปี 2547-2551 ซึ่งไม่มีการบังคับใช้โทษประหารชีวิต อัตราการฆาตกรรมกลับลดลงต่อเนื่องทุกปี

ในระยะหลังประเทศไทยกำหนดบทลงโทษประหารชีวิตในคดียาเสพติดเพื่อหวังยับยั้งการกระทำผิดที่พบว่า ระหว่างปี 2550-2555 มีคดียาเสพติดเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลฎีกามาเป็นอันดับหนึ่ง

แม้ว่าจะมีคำพิพากษาลงโทษประหารชีวิตผู้ต้องโทษคดียาเสพติดอย่างต่อเนื่อง และมากกว่าผู้ต้องโทษประหารชีวิตในคดีความผิดอื่นๆ แต่จำนวนคดียาเสพติดกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี โดยจากปีงบประมาณ 2551 ซึ่งมีคดีอยู่ 84,956 รายเพิ่มขึ้นเป็น 177,818 รายในปี 2555

"มีการโต้แย้งว่าการประหารชีวิตจะตัดโอกาสผู้ต้องโทษไม่ให้กระทำผิดซ้ำ แต่ก็ยังไม่มีหลักประกันใดๆ ว่า จะช่วยยับยั้งป้องกันไม่ให้มีคดีฆาตกรรมหรือคดียาเสพติดรายใหม่เกิดขึ้น" รายงานชิ้นนี้ ระบุ

นอกจากนั้นในรายงานดังกล่าวยังอ้างอิงข้อมูลที่ได้จากผลการศึกษาในระดับนานาชาติที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งซึ่งสะท้อนถึงสาเหตุสำคัญของการเกิดอาชญากรรมได้เป็นอย่างดี

งานวิจัยของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอดีซี) ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอัตราการเกิดอาชญากรรม คือ ความยากจน ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม ความสามารถของรัฐในการบังคับใช้กฎหมาย การรักษาหลักนิติธรรม ต่างเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระดับความรุนแรงในประเทศส่วนใหญ่ นอกเหนือจากพฤติการณ์ส่วนบุคคลในแต่ละสถานการณ์

อีกทั้งยังมีรายงานภูมิภาคแคริบเบียน ปี 2555 ของสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติตั้งข้อสังเกตว่า การเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมร้ายแรงเกิดขึ้นพร้อมกับการที่รัฐไม่สามารถคลี่คลายคดีและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

นอกจากนี้ประเทศที่มีกระบวนการนิติบัญญัติอ่อนแอ ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเสมอภาค หรือศาลไม่สามารถตัดสินคดีความอย่างเป็นอิสระ เช่น ผู้กระทำผิดมีอิทธิพลทางการเมืองมักไม่ต้องรับโทษ ก็มีแนวโน้มที่จะมีอัตราการฆาตกรรมที่สูงกว่าประเทศอื่น

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่องค์กรพัฒนาเอกชนรวบรวมไว้ แต่ในประเด็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนครั้งนี้คงต้องประมวลข้อมูลจากหลายๆ ส่วนเพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบโดยยึดหลักการแก้ปัญหาที่ "ต้นเหตุ" เป็นพื้นฐานสำคัญจึงจะเกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริงและยั่งยืน

000

(ล้อมกรอบ1)

เสียงจากแม่น้องแก้ม"อยากให้มาขอขมา...แม่ให้อภัยเขาได้"

ก่อนหน้านี้ มารดาของ "น้องแก้ม" เด็กหญิงวัย 13 ปีที่ถูกข่มขืนฆ่า เคยกล่าวไว้ว่า ไม่อยากจะให้ทำอะไรกับศพของลูกแล้วสงสารลูก ปล่อยให้กฎหมายเป็นคนลงโทษเขาดีกว่า อยากให้ลูกไปอยู่บนสวรรค์ให้เป็นนางฟ้าตามที่ลูกต้องการ เพราะก่อนตายลูกสาวมีความตั้งใจอยากเป็นแอร์โฮสเตท

ความรู้สึกตอนนี้อยากให้ผู้ต้องหามากราบขอขมาศพลูกสาวเพื่อที่จะได้อโหสิกรรมต่อกัน ไม่ได้ติดค้างกรรมต่อกัน เพราะจะเผาศพลูกสาวแล้ว (13 ก.ค.) หลังงานศพลูกสาวก็จะไปถือศีลและบวชชีพราหมณ์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ลูก

ต่อมา มารดาของเด็กหญิงผู้เสียชีวิต กล่าวอีกครั้งเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า ยอมรับว่าโกรธคนร้ายมากแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา

"ถ้าเป็นไปได้ อยากให้เขามาขอขมา ไม่อยากให้จองเวรจองกรรมไปถึงชาติหน้าหรือหลายๆ ชาติ แม่ให้อภัยเขาได้ เพื่อลูกจะได้ไม่ไปอาฆาตเขาอีก ชาติหน้าจะได้ไม่ต้องมีเวรซึ่งกันและกัน ขอให้จบกันแค่ชาตินี้แล้วกัน”

000

(ล้อมกรอบ2)

5 ความจริงเกี่ยวกับโทษประหารชีวิต

สมาคมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (เอไอ ประเทศไทย) เผยแพร่บทความเรื่อง "5 ข้อเท็จจริงที่คุณอาจยังไม่รู้ เกี่ยวกับโทษประหารชีวิต?" ผ่านเว็บไซต์ของสมาคม เพื่อเป็นการเปิดมุมมองอีกด้านหนึ่งในประเด็นนี้

1.ความเชื่อ : โทษประหารชีวิตสามารถป้องกันอาชญากรรมและทำให้สังคมมีความปลอดภัยขึ้น

ความจริง : ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าโทษประหารชีวิตจะสามารถป้องกันอาชญากรรมได้ เช่น ประเทศแคนาดา หลังเลิกโทษประหารชีวิตมากว่า 30 ปี สถิติการก่ออาชญากรรมลดลงมาก

และจากการศึกษาเปรียบเทียบสถิติการฆาตกรรมระหว่างฮ่องกงซึ่งไม่มีโทษประหารชีวิตกับสิงคโปร์ที่มีจำนวนประชากรใกล้เคียงกันแต่ยังมีโทษประหารชีวิต พบว่า โทษประหารชีวิตนั้นมีผลกระทบน้อยมากต่อการก่ออาชญากรรม

2.ความเชื่อ : การประหารชีวิตเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการโจมตีจากกลุ่มผู้ก่อการร้าย

ความจริง : เจ้าหน้าที่ต่อต้านการก่อการร้าย เปิดเผยว่า ผู้ก่อการร้ายที่ถูกประหารชีวิตนั้นเปรียบได้กับการพลีชีพเพื่อศาสนาหรืออุดมการณ์ ขณะที่กลุ่มต่อต้านติดอาวุธระบุว่า โทษประหารชีวิตนั้นเป็นเหมือนข้ออ้างที่จะใช้ในการแก้แค้นและนำมาซึ่งการใช้ความรุนแรงไม่จบสิ้น

3.ความเชื่อ : โทษประหารชีวิตนั้นเป็นสิ่งดีตราบใดที่ยังมีคนส่วนใหญ่สนับสนุนอยู่

ความจริง : ในอดีตนั้นมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากมายจากการสนับสนุนของคนหมู่มาก เช่น การตกเป็นทาส การแบ่งแยกเชื้อชาติ และการลงประชาทัณฑ์ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงที่สุด นอกจากนี้ ความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่นั้นจะเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับผู้นำทางการเมืองและการให้ข้อมูลที่เป็นความจริงเกี่ยวกับโทษประหารชีวิต

4.ความเชื่อ : คนที่ถูกประหารชีวิตทุกคนได้รับการพิสูจน์แล้วว่าผิดจริงในการก่อคดีอาชญากรรม

ความจริง : มีนักโทษเป็นร้อยจากทั่วโลกที่ถูกประหารชีวิตจากการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งรวมถึงการทรมานเพื่อเค้นคำสารภาพและการไม่ให้ใช้ทนายความ

และจากการที่สหรัฐเว้นโทษประหารให้นักโทษ 144 คนในปี 2516 ทำให้เห็นว่า แม้จะมีมาตรการคุ้มครองทางกฎหมายมากมาย แต่คนก็ผิดพลาดได้ ความเสี่ยงในการประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

5.ความเชื่อ : ญาติของผู้ถูกฆาตกรรมต้องการการลงโทษที่สาสม

ความจริง : การเคลื่อนไหวคัดค้านโทษประหารชีวิตทั่วโลกมีผู้เข้าร่วมหลายคนที่สูญเสียคนที่ตนเองรัก หรือแม้กระทั่งเป็นเหยื่อของความรุนแรงและอาชญากรรมเอง แต่เพราะเหตุผลทางจริยธรรมและความเชื่อทางศาสนาจึงไม่อยากให้มีโทษประหารชีวิตในนามของพวกเขา เช่น องค์กรสิทธิมนุษยชนเพื่อญาติของเหยื่อที่ถูกฆาตกรรมแห่งหนึ่งในสหรัฐออกมาเคลื่อนไหวเพื่อล้มเลิกโทษประหารชีวิต


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : เปิดข้อมูล โทษประหารชีวิต สังคมไทย

view

*

view