http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,119,836
เปิดเพจ23,734,194

เบื้องลึก คาดปมจีทูจีลวงโลกมัดยิ่งลักษณ์

เบื้องลึก!คาดปมจีทูจีลวงโลกมัดยิ่งลักษณ์

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ฟันอาญา"ยิ่งลักษณ์"จำนำข้าว มติปปช.7:0ส่งอัยการฟ้องคดี 'สมพร'คาดปมจีทูจีลวงโลกมัดยิ่งลักษณ์

ป.ป.ช.ลงมติเอกฉันท์ฟ้องอาญา "ยิ่งลักษณ์" มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบในโครงการรับจำนำข้าว ระบุเป็นหัวหน้ารัฐบาล รับทราบปัญหาทุกอย่างและมีอำนาจยับยั้งแต่กลับไม่ทำ เตรียมส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดสัปดาห์หน้าเพื่อยื่นฟ้องศาลฎีกานักการเมือง ประเมินโครงการเสียหายไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาท "นักวิชาการ"ชี้ปมทุจริตใหญ่สุดในขั้นตอนการระบายข้าว คาดปมจีทูจีเก๊ มัดอดีตนายกฯปฏิเสธความรับผิดชอบยาก "วรงค์"มั่นใจดิ้นไม่หลุด

หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ได้ชี้มูลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในโครงการจำนำข้าว และได้เริ่มไต่สวนเพื่อตั้งข้อกล่าวหาในคดีอาญามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ อดีตนายกฯกระทำผิดต่อหน้าที่และตำแหน่งในกระบวนการกฎหมายอาญาและกฎหมายของป.ป.ช.

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษก ป.ป.ช. แถลงเมื่อวานนี้ (17 ก.ค.) ว่า จากการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในคดีที่กล่าวหา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวนั้น

ป.ป.ช.มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 0 เห็นว่ามีความจริงในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1

ชี้ยิ่งลักษณ์ทราบทุจริตแต่ไม่ยุติโครงการ

นายวิชา กล่าวว่า มติเสียงข้างมากเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งกำหนดนโยบายนี้มาตั้งแต่ต้น และเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้กำหนดราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาด เมื่อมีการระบายข้าวที่รับจำนำได้เกิดผลขาดทุนจำนวนมาก และเกิดการทุจริตในทุกขั้นตอน

อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีชาวนาที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวนับล้านครอบครัวที่ยังไม่ได้รับเงิน ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย หลายรายถึงกับฆ่าตัวตาย จึงเป็นกรณีจำเป็นที่ผู้ถูกกล่าวหาในฐานะนายกรัฐมนตรีจะต้องพิจารณายับยั้งโครงการตั้งแต่เริ่มรับทราบว่ามีการทุจริต แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับยืนยันที่จะดำเนินโครงการรับจำนำข้าวต่อไป

นายวิชา กล่าวด้วยว่า ในสัปดาห์หน้าจะส่งรายงานและเอกสารพร้อมความเห็นทั้งหมดไปให้อัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

ประเมินโครงการเสียหาย 5 แสนล้าน

นายวิชา กล่าวต่อว่า ความเสียหายในโครงการนี้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท และการที่ออกมาแถลงชี้มูลความผิดนางสาวยิ่งลักษณ์ โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่อดีตนายกฯ จะเดินทางไปต่างประเทศ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของคสช.ที่จะพิจารณา

นายวิชา กล่าวอีกว่า จากเดิมกำหนดการที่ป.ป.ช.ประกาศจะชี้มูลความผิดกรณีโครงการรับจำนำข้าวทั้งหมด ที่ระบุว่าไม่เกินเดือนก.ย.นั้น เป็นกรณีที่มีผู้เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นที่นอกเหนือจากนางสาวยิ่งลักษณ์ เช่น อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ นายบุญทรง เตริยาภิรมณ์ และบุคคลอื่นๆ แต่ในครั้งนี้เป็นการพิจารณาเฉพาะในกรณีของนางสาวยิ่งลักษณ์ เนื่องจากได้ไต่สวนข้อมูลข้อเท็จจริงและมีหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว หลังจากนี้จะส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้หากอัยการสูงสุดมีความเห็นไม่ตรงกับความเห็นที่ป.ป.ช.ดำเนินการส่งไป ทางอัยการสูงสุดก็สามารถตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นพิจารณาได้

อย่างไรก็ตามนายวิชา ยังกล่าวอีกว่า คดีอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่ยังคงค้างและอยู่ระหว่างการดำเนินการไต่สวนของป.ป.ช.มีทั้งสิ้น 35 คดี

"นิพนธ์"ย้ำจำนำข้าวทุจริตทุกขั้นตอน

นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้สัมภาษณ์ "เนชั่นทีวี" ถึงความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่ง ป.ป.ช.ระบุตัวเลขสูงถึงกว่า 5 แสนล้านบาทว่า การประมาณการตัวเลขมูลค่าความเสียหายในโครงการ เป็นเรื่องค่อนข้างลำบาก เพราะข้อมูลการจดทะเบียนชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ การสวมสิทธิ์ของชาวนา หรือที่ผ่านมาโรงสีต่างๆ แอบซื้อขายข้าวในโครงการไปเป็นจำนวนสุทธิเท่าไร ไม่มีทางหาตัวเลขได้ เพราะเป็นพฤติกรรมการกระทำผิดแบบย่อยๆ

ทั้งนี้ ข้อมูลสำคัญคือเรื่องการระบายข้าว เพราะเป็นอำนาจโดยตรงของรัฐมนตรีบางคน และมีความเป็นไปได้ที่นักการเมืองกับข้าราชการกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่ได้มีอำนาจโดยตรง แต่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้อง ร่วมทุจริตในบางขั้นตอนของโครงการได้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้ข้อมูลที่ชัดเจน เพราะการทุจริตเป็นการจ่ายเงินสด ไม่ผ่านธนาคาร ไม่มีใบเสร็จ และถ้าคนรับเงินไม่ซัดทอดก็ยิ่งเป็นเรื่องยาก

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าคดีนี้เมื่อไปถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีหลักฐานมัดแน่นหรือไม่ นายนิพนธ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการพิสูจน์พยานหลักฐานว่ามีความชัดเจนเพียงใด โดยเฉพาะการชี้ว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และสามารถระบุมูลค่าความเสียหายได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับศาลที่จะวินิจฉัย

"สมพร"คาดปมจีทูจีลวงโลกมัดยิ่งลักษณ์

นายสมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโสสถาบันคลังสมองของชาติ กล่าวว่าป.ป.ช.ได้พิจารณาจากพยานหลักฐานและความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตัวเลขความเสียหายในโครงการ ที่ ป.ป.ช.ระบุว่าประมาณ 5 แสนล้านบาท เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับนักวิชาการ ได้ออกมาให้ข้อมูลก่อนหน้านี้ โดยคำนวณจากต้นทุนการรับซื้อข้าวและต้นทุนการบริหารจัดการข้าวในสต็อกของรัฐบาล ซึ่งมีต้นทุนสูงถึงตันละ 23,000 บาท แต่ระบายข้าวออกไปได้ในราคาเฉลี่ยเพียงตันละ 12,000 บาทเท่านั้น ก่อให้เกิดความเสียหายจากการขาดทุนสูงมาก

นอกจากนั้นการตัดสินของ ป.ป.ช.ในครั้งนี้ที่เจาะจงไปที่ความผิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ น่าจะเกิดจากความผิดเกี่ยวข้องกับเรื่องนโยบาย โดยเฉพาะการระบายข้าว เนื่องจาก ป.ป.ช.มีหลักฐานเส้นทางทางการเงินที่บ่งชี้ว่าการระบายข้าวไม่ได้เป็นการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) แต่เป็นการระบายข้าวในประเทศ ซึ่งเป็นการส่อเจตนาไปทางทุจริตในการระบายข้าวที่เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง จนเกิดความเสียหายต่อรัฐ ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นการทุจริตและเป็นคดีอาญา

จี้ฟันข้าราชการ-เอกชน-ที่ปรึกษา

อย่างไรก็ตามคาดว่าหลังจากนี้การดำเนินการเอาผิด กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว กระบวนการทางกฎหมาย จะต้องนำผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติมาลงโทษทั้ง นักการเมือง ข้าราชการ เอกชน รวมทั้งนักวิชาการที่ปรึกษารัฐบาลที่เป็นคนให้ข้อมูลสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าวมาโดยตลอดควรจะต้องมีส่วนรับผิดชอบในความเสียหายของโครงการนี้ด้วย

“โครงการรับจำนำข้าวเริ่มต้นโดยหลักคิดที่ผิด เพราะยกระดับราคาข้าวจากตันละ 10,000 บาท ขึ้นไปเป็น 15,000 บาท แล้วเอาข้าวไปเก็บไว้ในโกดังแทบไม่มีการระบายส่งออก ซึ่งทางเศรษฐศาสตร์ก็รู้ว่าหายนะ จะเกิดขึ้น แล้วผลที่ออกมาก็เป็นไปตามนั้น ดังนั้นผมมองว่าทุกคนที่มีส่วนสนับสนุนนโยบายนี้ทั้งนักวิชาการ นักการเมือง ข้าราชการระดับปลัดกระทรวง ที่มีส่วนในการบริหารจนเกิดความเสียหาย ก็ต้องมีส่วนในการรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในทางใดทางหนึ่ง” นายสมพรกล่าว

"วรงค์"มั่นใจ"ยิ่งลักษณ์"ดิ้นไม่หลุด

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่เปิดข้อมูลทุจริตจำนำข้าวในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ และยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ไต่สวนความผิด กล่าวว่า ตอนยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.นั้น เป็นคดีรัฐบาลขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยมิชอบ แต่ช่วงนั้น ป.ป.ช.มีหลายคดีที่เกี่ยวข้อง จึงแยกออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรกเป็นเรื่องที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำผิด (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157) ส่วนที่สองเป็นเรื่องการทุจริตของ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และพวก

ในส่วนของ นางสาวยิ่งลักษณ์ มีเอกสารยืนยันว่ารับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าวตลอดเวลา ในการชี้แจงของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ต่อ ป.ป.ช.ในขั้นไต่สวน ก็ยังรับแทนนายบุญทรงด้วย ตอนนั้นจำได้ว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชี้แจงผิดๆ ถูกๆ นั่นก็แสดงให้เห็นว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ปล่อยให้มีการทุจริตจนทำลายกลไกตลาด สร้างความเสียหายให้กับโครงการรับจำนำข้าว

"ผมจำได้ว่าเคยเป็นพยานการทุจริต และเตือนหลายรอบว่าโครงการรับจำนำข้าวมีการทุจริตทุกขั้นตอน ขอให้ตัดสินใจยุติโครงการ แต่คุณยิ่งลักษณ์กลับนิ่งเฉยปล่อยให้มีข้าวเน่า ข้าวเหลือง จนมาถึงตอนที่ตรวจสอบโกดังข้าว ก็พบว่าข้าวในโกดังเสียหายตามที่เคยเตือน" นายวรงค์ กล่าว และว่า มั่นใจ 100% ว่าจะสามารถเอาผิดกับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ เพราะในช่วงที่ดำเนินการตรวจสอบและไต่สวนมาตลอด 2-3 ปี คนของรัฐบาลไม่เคยแก้ข้อกล่าวหาได้เลย


“ปู” อัดยับ ป.ป.ช.ฟันผิดจำนำข้าว โวยรวบรัดเกิน ลั่นกลับไทยหลังทัวร์ยุโรปแน่

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

      “ยิ่งลักษณ์” โวย ป.ป.ช.ฟันจำนำข้าวรวบรัดเกินไป ฟังความข้างเดียว ตัดสิทธิพยาน วินิจฉัยทั้งๆ ที่ยังตรวจสต๊อกข้าวไม่เสร็จ แถมยื่นค้าน “วิชา” ก็ไม่ฟัง อ้างเป็นแค่คนกำกับดูแล โวยเลือกพยานมีแต่ปฏิปักษ์ ลั่นบินยุโรปไม่หนีกลับไทยแน่
         วันนี้ (18 ก.ค.) เวลาประมาณ 13.30 น. ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติเอกฉันท์ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมาว่า กระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นไปตามหลักนิติธรรมสากลหรือไม่ เพราะมองว่าเป็นการพิจารณาที่เร่งรีบ รวบรัด โดยแจ้งข้อกล่าวใช้เวลาเพียงแค่ 21 วัน และหลังจากนั้นก็ชี้มูลความผิดอาญาต่อดิฉัน ภายใน 140 วันซึ่ง ป.ป.ช.ไม่เคยปฏิบัติต่อคดีอื่นๆ ที่ดำเนินการต่อนักการเมืองเช่นเดียวกับการปฏิบัติต่อตน เมื่อเทียบเคียงกับการดำเนินคดีกับการโครงการประกันราคาข้าว ที่ ป.ป.ช.ใช้เวลาในการดำเนินการนานไม่น้อยกว่า 4 ปี คดี ปรส.ที่ล้าช้า โครงการทุจริตโรงพักทั่วประเทศ ป.ป.ช.กลับไม่มีความคืบหน้า ถือว่ามิได้มีบรรทัดฐานอย่างเดียวกัน
       
       น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า นอกจากนี้ ในการปฏิบัติของ ป.ป.ช.เมื่อเทียบกับคดีอื่นๆ เห็นว่าคดีนี้มีพฤติการณ์รวบรัดเป็นกรณีพิเศษ คือเลือกรับฟังพยานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตัวตน ตัดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมในการเสนอพยานบุคคลที่เป็นส่วนสาระสำคัญ ไม่รอผลการพิสูจน์เรื่องสต๊อกข้าวให้เป็นที่สิ้นสุด เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเรื่องสต๊อกข้าว ทั้งๆ ที่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ไปร่วมสังเกตการณ์แล้ว ไม่ไต่สวนในข้อเท็จจริง กรณีการลงบันทึกบัญชีที่ข้อแย้งและแตกต่างกันของคณะอนุกรรมการปิดบัญชี และ คณะกรรมการ กขช.ให้เป็นที่สิ้นสุด กรณีไม่พิจารณาการที่ตนคัดค้านนายวิชา มหาคุณ ป.ป.ช.รวม 3 ครั้ง
       
       น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า นโยบายรับจำนำข้าวเป็นนโยบายระดับประเทศ นายกรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหารเป็นเพียงผู้กำกับดูแลเท่านั้น ส่วนในระดับปฏิบัติการนั้นเป็นการทำงานของหน่วยงานต่างๆ หลายหน่วยงาน เป็นไปตามระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมีขั้นตอนและกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน แต่ในข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. กลับฟังความข้างเดียว ในขณะที่ความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเห็นไม่ตรงกันในข้อเท็จจริง นอกจากนี้การแถลงข่าวของ ป.ป.ช.ต่อสาธารณะที่ผ่านมา ยืนยันว่า คดีในเรื่องระบายข้าวไม่เกี่ยวข้องกับตน ทำให้ไม่ได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวมาต่อสู้ และหักล้าง แต่ในข้อวินิจฉัยในการชี้มูลกลับนำข้อเท็จจริงในคดีระบายข้าวมาชี้มูลความ ผิดต่อตนด้วย
       
       อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ผ่านมาได้พยายามชี้แจงและร้องขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวน และสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่งเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและเป็นธรรม แต่ ป.ป.ช.ปฏิเสธมาโดยตลอด ทั้งที่ข้อเท็จจริงอีกหลายเรื่อง เช่น ข้าวเสื่อมสภาพและข้าวหาย หน่วยงานที่ควบคุมดูแล สต๊อกข้าว ทั้งองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้ทำสัญญาต่างๆ กับเจ้าของคลังสินค้า และบริษัทประกัน รับผิดชอบค่าเสียหายหากเกิดกรณีข้าวสูญหาย และการเสื่อมสภาพข้าวที่ผิดปกติธรรมชาติ ดังนั้น การกล่าวอ้างเรื่องรัฐมีความเสียหายจากข้าวหาย และข้าวเสื่อมคุณภาพจึงเป็นการไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมต่อตนในฐานะผู้ ถูกกล่าวหา ทั้งนี้ ตนขอตั้งข้อสังเกตว่าการกล่าวหาและการไต่สวนของ ป.ป.ช.ได้นำพยานหลักฐานและไต่สวนพยานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตนและเลือกที่จะรับ ฟังพยานหลักฐานหรือไม่ ในขณะที่ตนได้พยายามเสนอพยานหลักฐานต่างๆ แต่ ป.ป.ช.กลับละเลยและปฏิเสธที่จะไต่สวนและตรวจสอบข้อเท็จจริง
       
       ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าตนจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อที่จะหนีคดีต่างๆ นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ขอยืนยันว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางส่วนตัว และมีกำหนดการไปกลับที่ชัดเจนและมีการเตรียมการล่วงหน้าแล้วก่อนที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดอย่างเร่งด่วน วันนี้ตนเป็นราษฎรเต็มขั้นแล้วควรจะมีสิทธิเสรีภาพเยี่ยงประชาชนคนไทยทั่วไป ขอยืนยันว่าจะไม่ทิ้งพี่น้องประชาชนคนไทย และพร้อมจะกลับมาสู่ประเทศไทย
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแถลงข่าวครั้งนี้ล่าช้ากว่าดำหนดเดิมที่แจ้งไว้เวลา 11.30 น. ราว 2 ชั่วโมง เนื่องจากในวงหารือระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ และทีมทนาย มีการถกเถียงกันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ควรจะแถลงข่าวเองหรือไม่ เพราะเป็นห่วงเรื่องคำสั่ง คสช. ที่ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนยันที่จะแถลงด้วยตนเอง เพราะต้องการชี้แจงถึงกระแสข่าวการเดินทางไปยุโรป ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเตรียมหนีคดี ทำให้ทีมทนายยอมให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตัดสินใจและมาแถลงในที่สุด
       
       ด้านพ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ในฐานะทีมโฆษก คสช. กล่าวถึงการแถลงข่าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า ไม่จำเป็นต้องขออนุญาต คสช. เนื่องจากเป็นการแถลงชี้แจงต่อสังคมถึงผลกระทบที่ได้รับ และไม่ใช่เรื่องทางการเมือง ถือเป็นสิทธิส่วนตัวที่สามารถชี้แจงได้

      นายพิชิต ชื่นบาน ทีมทนาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวว่า แนวทางการต่อสู้คดีหลังจากนี้ ตามหลักการยังมีเวลาอีก 14 วันที่ ป.ป.ช. จะเขียนสำนวนคดีส่งรายงาน สำเนาหลักฐานทั้งหมดต่ออัยการสูงสุด ฉะนั้นอย่าเร่งรีบ ให้เป็นไปตามขั้นตอน ทั้งนี้เมื่ออัยการได้รับแล้วต้องทำการพิจารณาดูอีกครั้งว่ามีข้อมูลสมบูรณ์ หรือไม่ ไม่ใช่ทำหน้าที่แค่ไปรษณีย์ ถ้ายังมีข้อสงสัยสามารถแจ้งไปยัง ป.ป.ช. ให้ตั้งคณะกรรมการร่วมฝ่ายละเท่าๆ กัน เพื่อไต่สวนในประเด็นที่กังวล โดยไม่มีกรอบเวลา ซึ่งในชั้นต่อไปเราก็ต้องพยายามนำพยาน 8 ปาก มาชี้แจง
       
       "มั่นใจว่าจะสู้คดีในชั้นศาลได้ เราทำตามขั้นตอน ขบวนการ ในเบื้องต้นหวังขอความเป็นธรรมจากอัยการ เพราะนับจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกกล่าวหา เราก็จะชี้ให้เห็นข้อไม่สมบูรณ์ว่ามีกระบวนการอะไรที่ควรได้รับความเป็นธรรม แต่อดีตนายกฯ ไม่ได้รับ มีประเด็นใดที่ ป.ป.ช. ละเลย ไม่ให้ความเป็นธรรม ควรจะฟังความสองฝ่าย ต้องฟังความฝ่ายผู้ถูกกกล่าวหาให้สิ้นกระแสความด้วย ขอว่าเวลานี้อย่ามาชี้นำว่าผิดไปแล้ว อยากให้อยู่บนเนื้อหา บ้านเมืองอยู่ในโหมดการปรองดอง ส่วนตัวคิดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ คงไม่ฟ้องกลับ ป.ป.ช. เพราะท่านไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น" นายพิชิตกล่าว
       
       นายสมหมาย กู้ทรัพย์ หัวหน้าทีมกฎหมายทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แถลงว่า ได้ติดตามข่าวสารมาตลอดว่าคดีจะมีการชี้มูลความผิดในเดือน ก.ย. แต่ไม่ทราบว่าทำไมจึงมีการชี้มูลเมื่อวันที่ 17 ก.ค. จึงมองว่า ป.ป.ช.ทำงานเร่งรีบ รวบรัด ทั้งที่ข้อเท็จจริงบางเรื่องยังไม่ได้ข้อสรุป อาทิ การตรวจสต็อกข้าว การรับจำนำต่างๆ อีกทั้งยัง คสช. ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสต็อกข้าวในที่ต่างๆ แม้แต่ ป.ป.ช. ยังลงไปตรวจสอบด้วย แต่ ป.ป.ช. กลับชี้มูลความผิดน.ส.ยิ่งลักษณ์ทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้โต้แย้ง
       
       “เพื่อความเป็นธรรม ผมเชื่อว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถ้าขาดนายวิชาไปคนหนึ่งน่าจะเป็นที่ยอมรับของลูกความผมได้ เนื่องจากมีการยื่นคัดค้านนายวิชาไปหลายครั้ง ทั้งนี้มีกรรมการ ป.ป.ช. บางคนถอนตัวออกไปเพราะเขารู้ตัวว่าเขาเกี่ยวข้องอย่างไร แต่ผมก็ไม่เข้าใจแม้มีการคัดค้านนายวิชา แต่นายวิชาก็ยังทำหน้าที่อยู่ คดีนี้การที่ ป.ป.ช. เร่งรัดนั้นเป็นการกระทำที่สนองต่อคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 63/2557 หรือไม่ เพราะคำสั่งที่ 63/2557 คือท่านประสงค์ที่จะให้องค์กรยุติธรรมต่างๆ รวมทั้ง ป.ป.ช. ด้วยในการบังคับใช้กฎหมาย ที่อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ความแตกแยกในสังคม โดยต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ผมก็เลยไม่ทราบว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นการสนองต่อนโยบายของคสช. หรือไม่” นายสมหมาย กล่าว


ป.ป.ช.ชี้นายกฯรู้'ความเสียหาย-ทุจริต'

"ผู้ถูกกล่าวหากลับยืนยันที่จะดำเนินโครงการรับจำนำข้าวต่อไป ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการมากขึ้นไปเรื่อยๆ"

วานนี้(17 ก.ค.) นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกกรรมการ ป.ป.ช. ได้แถลงผลการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้แจ้งข้อกล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล มีรายละเอียดดังนี้

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องกล่าวหานี้แล้ว โดยมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ดังนี้ มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาประการแรกว่า กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกข้อสงสัยว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การแต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นไปโดยเร่งรีบอย่างเป็นพิเศษหรือไม่ การรับฟังคำให้การของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายวรงค์ เดชกิจวิกรม ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกกล่าวหา ได้เพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวตามที่มีอำนาจหน้าที่ ทำให้ทางราชการได้รับความเสียหายนั้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 66 บัญญัติว่า ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีเหตุอันควรสงสัยหรือมีผู้กล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ... ร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงโดยเร็ว

ดังนั้น การยกข้อสงสัยและดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป.ป.ช. ในคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนที่ผู้กล่าวหาอ้างว่าการไต่สวนข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นไปด้วยความเร่งรีบอย่างเป็นพิเศษ นั้น ตามมาตรา 66 ได้บัญญัติให้ดำเนินการ ไต่สวนโดยเร็ว ดังนั้นการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงในคดีนี้โดยเร็วจึงชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้แต่งตั้งให้ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวนนั้น ไม่ปรากฏว่าเป็นบุคคลต้องห้ามไม่ให้ร่วมในการไต่สวนข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 46

ดังนั้น การแต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวนจึงชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนการรับฟังคำให้การของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายวรงค์ เดชกิจวิกรม นั้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 48 บัญญัติว่า ในการไต่สวนข้อเท็จจริงห้ามมิให้ทำหรือจัดให้ทำการใดๆ ซึ่งเป็นการล่อลวงหรือขู่เข็ญหรือให้สัญญากับผู้ถูกกล่าวหาหรือพยานเพื่อจูงใจให้เขาให้ถ้อยคำอย่างใดๆ ในเรื่องที่กล่าวหานั้น ดังนั้น เมื่อผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กล่าวอ้างว่ามีการกระทำดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงชอบที่จะรับฟังคำให้การของบุคคลดังกล่าวได้

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมากด้วยคะแนน 7 : 0 เสียง เห็นว่าการที่ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่าการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ฟังไม่ขึ้น ประเด็นต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า การที่รัฐบาลของผู้ถูกกล่าวหาดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกโดยกำหนดราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาด เมื่อมีการระบายข้าวที่รับจำนำได้เกิดผลขาดทุนจำนวนมาก แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ระงับยับยั้งโครงการ โดยยังคงดำเนินโครงการต่อมาจนเกิดผลขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากนั้น การกระทำดังกล่าวมีมูลความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือไม่

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมากด้วยคะแนน 7 : 0 เสียง เห็นว่าการที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลซึ่งได้กำหนดนโยบายการรับจำนำข้าวมาตั้งแต่ต้น และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) ที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและมีส่วนร่วม ในการบริหารโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ได้กำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกสูงกว่าราคาตามท้องตลาดเกินกว่าที่ควรคาดหมายได้ตามปกติ อันมีลักษณะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด

ในการดำเนินโครงการปรากฏว่าได้เกิดการทุจริตในทุกขั้นตอน ทั้งการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การสวมสิทธิ์เกษตรกร โกงความชื้น โกงตาชั่ง นำข้าวมาเวียนเข้าโครงการ การลักลอบนำข้าวออกจากคลัง ในส่วนของการระบายข้าวที่รับจำนำ มีการใช้อิทธิพลทางการเมืองช่วยเหลือพวกพ้องให้ได้ข้าวจากโครงการไปจำหน่าย เกิดระบบนายหน้าค้าข้าว ไม่เปิดประมูลข้าวอย่างเปิดเผย การทุจริตดังกล่าวได้ก่อให้เกิดภาระรายจ่ายของรัฐและภาวะขาดทุนเป็นจำนวนมากทั้งการอุดหนุนเกษตรกรและค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น การสีแปรสภาพ การขนส่ง การเก็บรักษา และยังอาจมีปัญหาข้าวเสื่อมคุณภาพ ขายข้าวขาดทุน ข้าวสูญหายจากโกดัง รัฐบาลกลายเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่ ทำลายระบบการค้าข้าวโดยเสรี โรงสี และผู้ส่งออกนอกโครงการไม่สามารถจัดหาซื้อข้าวได้เพียงพอ โรงสีในโครงการและผู้ส่งออกที่ชนะการประมูลข้าว จะมีการค้าขายที่มีข้อได้เปรียบโรงสีและผู้ส่งออกนอกโครงการ ตลอดจนราคาข้าวไทยแพงกว่าคู่แข่งในต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียตลาดส่งออกที่สำคัญ การรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด โดยไม่จำกัดพื้นที่ผลิตและวงเงินของการรับจำนำ ทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายต่อโครงการอย่างยิ่ง

จากการนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์ ตลอดจนปริมาณรับจำนำสูงเกินกว่าข้อเท็จจริง แต่คุณภาพข้าวต่ำกว่าราคาที่รับจำนำ ต่อมาเมื่อมีการระบายข้าวที่รับจำนำได้เกิดผลขาดทุนเป็นจำนวนมากและผู้ถูกกล่าวหาได้รับรู้รับทราบจากรายงานผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล และยังรับทราบว่ามีการทุจริตในทุกขั้นตอนของการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว อีกทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีชาวนาที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวนับล้านครอบครัวที่ยังไม่ได้รับเงินทำให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหลายรายถึงกับฆ่าตัวตาย จึงเป็นกรณีจำเป็นที่ผู้ถูกกล่าวหาในฐานะนายกรัฐมนตรีจะต้องพิจารณายับยั้งโครงการตั้งแต่เริ่มรับทราบว่ามีการทุจริตในการดำเนินโครงการและความเสียหายต่าง ๆ จากการดำเนินโครงการ

แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับยืนยันที่จะดำเนินโครงการรับจำนำข้าวต่อไป ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการมากขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งที่ผู้ถูกกล่าวมีอำนาจหน้าที่โดยตรงที่จะต้องพิจารณายุติหรือยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เพื่อระงับยับยั้งมิให้เกิดการทุจริตและระงับยับยั้งมิให้เกิดความเสียหายจากการดำเนินโครงการมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นสภาพความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศ

การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวมาจึงมีมูลความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือ ใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือ ปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

ให้ส่งรายงานและเอกสารพร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามฐานความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 70


'ยิ่งลักษณ์'ซัด7ข้อปปช.เร่งรีบรวบรัด

"ยิ่งลักษณ์" ตั้งคำถามกระบวนการยุติธรรมเป็นไปตามหลักนิติธรรมสากลหรือไม่ จี้7ข้อหลักปฏิบัติป.ป.ช.

คำแถลงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่าเรียนพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชน

จากกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดดิฉันว่า กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมา ดิฉันนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขอเรียนว่า

1.กระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นไปตามหลักนิติธรรมสากลหรือไม่ เพราะมองว่าเป็นการพิจารณาที่ เร่งรีบ รวบรัด โดยแจ้งข้อกล่าวใช้เวลาเพียง แค่ 21 วัน และหลังจากนั้นก็ชี้มูลความผิดอาญาต่อดิฉัน ภายใน 140 วันซึ่ง ป.ป.ช.ไม่เคยปฏิบัติกับคดีอื่น ๆที่ดำเนินการกับนักการเมืองเช่นเดียวกับการปฏิบัติต่อดิฉัน เมื่อเทียบเคียงกับการดำเนินคดีกับการโครงการประกันราคาข้าว ที่ ป.ป.ช.ใช้เวลาในการดำเนินการนานไม่น้อยกว่า 4 ปี คดี ปรส ที่ล่าช้า . โครงการทุจริตโรงพักทั่วประเทศ ป.ป.ช. กลับไม่มีความคืบหน้า อันถือว่ามิได้มีบรรทัดฐานอย่างเดียวกัน

2. นอกจากนี้ ในการปฏิบัติ ของ ป.ป.ช. เมื่อเทียบกับคดีอื่น ๆ เห็นว่า คดีนี้มีพฤติการณ์ รวบรัด เป็นกรณีพิเศษดังนี้

- เลือกรับฟังพยานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตัวดิฉัน
- ตัดสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ในการเสนอพยานบุคคลที่เป็นส่วนสาระสำคัญ
- ไม่รอผลการพิสูจน์เรื่องสต็อกข้าวให้เป็นที่สิ้นสุด เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเรื่องสต็อกข้าว ทั้ง ๆที่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ไปร่วมสังเกตการณ์แล้ว
- ไม่ไต่สวนในข้อเท็จจริง กรณีการลงบันทึกบัญชีที่ข้อขัดแย้งและแตกต่างกันของคณะอนุกรรมการปิดบัญชี และ คณะกรรมการ กขช.ให้เป็นที่สิ้นสุด
- กรณีไม่พิจารณาการที่ดิฉันคัดค้าน นาย วิชา รวม 3 ครั้ง

3.นโยบาย รับจำนำข้าว เป็นนโยบายระดับประเทศ นายกรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหาร เป็นเพียงผู้กำกับดูแลเท่านั้น ส่วนในระดับปฏิบัติการนั้นเป็นการทำงานของหน่วยงานต่างๆหลายหน่วยงาน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมีขั้นตอนและกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน แต่ในข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. กลับฟังความข้างเดียว ในขณะที่ความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเห็นไม่ตรงกันในข้อเท็จจริง

4. นอกจากนี้การแถลงข่าวของ ป.ป.ช.ต่อสาธารณะที่ผ่านมา ยืนยันว่า คดีในเรื่องระบายข้าวไม่เกี่ยวข้องกับดิฉัน ทำให้ไม่ได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวมาต่อสู้ และหักล้าง แต่ในข้อวินิจฉัยในการชี้มูลกลับนำ ข้อเท็จจริงในคดีระบายข้าวมาชี้มูลความผิดกับดิฉันด้วย

5. ที่ผ่านมาดิฉันพยายามชี้แจงและร้องขอให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวน และสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่งเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและเป็นธรรม แต่ ป.ป.ช. ปฏิเสธมาโดยตลอด ทั้งที่ข้อเท็จจริงอีกหลายเรื่อง เช่น ข้าวเสื่อมสภาพและข้าวหาย หน่วยงานที่ควบคุมดูแล สต็อกข้าว ทั้ง องค์การ คลังสินค้า อ.ค.ส. และ องค์การ ตลาดเพื่อเกษตรกร อ.ต.ก.ได้ทำสัญญาต่าง ๆ กับเจ้าของคลังสินค้า และบริษัทประกัน รับผิดชอบค่าเสียหาย หากเกิดกรณีข้าวสูญหาย และการเสื่อมสภาพข้าวที่ผิดปกติธรรมชาติ ดังนั้นการกล่าวอ้างเรื่องรัฐ มีความเสียหายจากข้าวหาย และข้าวเสื่อมคุณภาพ จึงเป็นการไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมต่อดิฉันในฐานะผู้ถูกกล่าวหา

6. ขอตั้งข้อสังเกตว่า การกล่าวหาและการไต่สวนของ ป.ป.ช. ได้นำพยานหลักฐานและไต่สวนพยานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อดิฉันและเลือกที่จะรับฟังพยานหลักฐานหรือไม่ ในขณะที่ดิฉันได้พยามเสนอพยานหลักฐานต่าง ๆแต่ ป.ป.ช.กลับละเลย และปฏิเสธที่จะไต่สวนและตรวจสอบข้อเท็จจริง

7. ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า ดิฉันจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อที่จะหนีคดีต่างๆนั้น ขอยืนยันว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางส่วนตัว และมีกำหนดการไปกลับที่ชัดเจนและมีการเตรียมการล่วงหน้า แล้วก่อนที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดอย่างเร่งด่วน

วันนี้ดิฉันเป็นราษฎรเต็มขั้นแล้วควรจะมีสิทธิเสรีภาพเยี่ยงประชาชนคนไทยทั่วไป ขอยืนยันว่า จะไม่ทิ้งพี่น้องประชาชนคนไทย และพร้อมจะกลับมาสู่ประเทศไทย


อสส.ตั้งคณะทำงานรับสำนวนปปช.ชี้มูล'ยิ่งลักษณ์'

อัยการสูงสุดพร้อมตั้งคณะทำงาน รอรับสำนวนป.ป.ช.ชี้มูล"อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์"ปฏิบัติหน้าที่มิชอบโครงการรับจำนำข้าว

นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด กล่าวถึง กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดสัปดาห์หน้า พิจารณายื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายข้าว ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/3 ในโครงการรับจำนำข้าว ว่า ถือเป็นคดีสำคัญและเป็นที่สนใจของประชาชน ซึ่งตนเตรียมตั้งคณะทำงานอัยการขึ้นพิจารณา ประกอบด้วยรองอัยการสูงสุด อัยการอาวุโส และคณะทำงานจำนวนหนึ่ง เพื่อพิจารณาสำนวน แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าเป็นรองอัยการสูงสุดคนใด ต้องพิจารณาสำนวนและความเหมาะสมก่อน ขณะที่คณะทำงานจะพิจารณาสำนวนตามข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย ยึดหลักความเป็นธรรม รอบคอบ สามารถตอบคำถามต่อสังคมได้ ซึ่งเป็นนโยบายที่ตนมอบให้พนักงานอัยการทั่วประเทศปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ขณะที่นายตระกูล อัยการสูงสุด กล่าวย้ำว่า ไม่รู้สึกหนักใจอะไร แม้จะเป็นคดีเกี่ยวกับการเมือง เพราะอัยการจะพิจารณาไปตามพยานหลักฐาน และให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่ายเพื่อผลประโยชน์ของชาติ


ข้องใจปปช.ชี้มูลไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม

ทีมทนาย"ยิ่งลักษณ์"ข้องใจปปช.ทำตามประกาศคสช.ฉบับที่63/2557หรือไม่ ให้บังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม

นายสมหมาย กู้ทรัพย์ หัวหน้าทีมทนายความน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ แถลงว่า ได้ติดตามข่าวสารมาตลอดว่าคดีจะมีการชี้มูลความผิดในเดือนก.ย. แต่ไม่ทราบว่าทำไมจึงมีการชี้มูลเมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ตนมองว่าป.ป.ช.ทำงานเร่งรีบ รวบรัด ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงบางเรื่องยังไม่ได้ข้อสรุป อาทิ การตรวจสต็อกข้าว การรับจำนำต่างๆ อีกทั้งคสช.ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสต็อกข้าวในที่ต่างๆ แม้แต่ป.ป.ช.ก็ยังลงไปตรวจสอบด้วย แต่ป.ป.ช.กลับชี้มูลความผิดน.ส.ยิ่งลักษณ์ทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้โต้แย้ง

ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรมนั้น ตนเชื่อว่าคณะกรรมการป.ป.ช.ถ้าขาดนายวิชาไปคนหนึ่งน่าจะเป็นที่ยอมรับของลูกความตนได้ เนื่องจากมีการยื่นคัดค้านนายวิชาไปหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม มีกรรมการป.ป.ช.บางคนถอนตัวออกไปเพราะเขารู้ตัวว่าเขาเกี่ยวข้องอย่างไร แต่ตนก็ไม่เข้าใจว่าแม้มีการคัดค้านนายวิชาแต่นายวิชาก็ยังทำหน้าที่อยู่ คดีนี้การที่ป.ป.ช.เร่งรัดนั้นเป็นการกระทำที่สนองต่อคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 63/2557 หรือไม่ เพราะคำสั่งที่ 63/2557 คือท่านประสงค์ที่จะให้องค์กรยุติธรรมต่างๆ รวมทั้งป.ป.ช.ด้วย ในการบังคับใช้กฎหมายที่อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ความแตกแยกในสังคม ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ตนจึงไม่ทราบว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นการสนองต่อนโยบายของคสช.หรือไม่


'จุรินทร์'ประเมิน6จุดดับปมจำนำข้าว

"จุรินทร์"ประเมิน 6 จุดดับปมจำนำข้าว เหตุป.ป.ช.ชี้มูล"ยิ่งลักษณ์"

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติส่งให้อัยการสูงสุด ส่งเรื่องฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า การดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ มี 6 จุดดับ ที่เป็นเหตุแห่งการชี้มูลของป.ป.ช. คือ 1.รับจำนำสูงกว่าราคาตลาด เลยไม่มีชาวนาคนไหนมาไถ่ถอน จนข้าวเน่าล้นโกดังราว 18 ล้านตัน แถมเป็นภาระการจัดเก็บจนปัจจุบัน 2.ทุจริตทุกขั้นตอน

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า 3.ทำลายกลไกตลาดข้าวพังยับเยิน 4.สูญเสียตลาดข้าวต่างประเทศ จนเสียแชมป์ส่งออกข้าวโลก ประเทศขาดรายได้จำนวนมหาศาล 5.ปล่อยให้เอาข้าวต่างประเทศราคาถูกมาสวมสิทธิ์รับเงินจำนำราคาแพงจากประเทศไทย 6.สร้างความเสียหายเฉพาะตัวโครงการไม่ตํ่ากว่า 5 แสนล้านบาท

นายจุรินทร์ กล่าวว่า คาดว่าในสัปดาห์หน้า ป.ป.ช.จะส่งเรื่องต่อไปให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากอัยการสูงสุดเห็นแย้ง ก็จะต้องมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่าง ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง หากยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ ป.ป.ช.ก็สามารถฟ้องต่อศาลเองได้ โดยการกระทำความผิดมีโทษจำคุก 1 - 10 ปี และหรือปรับ 2,000 - 20,000 บาท


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : เบื้องลึก คาดปม จีทูจี ลวงโลก มัดยิ่งลักษณ์

view

*

view