http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,118,995
เปิดเพจ23,733,312

เปิดนโยบายรัฐบาลวางหลักพัฒนา 11 ด้าน

เปิดนโยบายรัฐบาลวางหลักพัฒนา 11 ด้าน

จาก โพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้นัดประชุมสนช.วันที่ 12 ก.ย. เพื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อสนช. โดยคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมแถลงต่อสนช.ที่มีทั้งหมด 23 หน้ามีสาระสำคัญ ดังนี้

1.การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์

โดยจะใช้มาตรการทางกฎหมายมาตรการทางสังคมจิตวิทยา และมาตรการทางระบบสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินการกับผู้คะนองปาก ย่ามใจหรือประสงค์ร้าย มุ่งสั่นคลอนสถาบันหลักของชาติ โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกและความผูกพันภักดีของคนอีกเป็นจำนวนมาก ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน ทั้งจะสนับสนุนโครงการทั้งหลายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตลอดจนเร่งขยายผลตามโครงการและแบบอย่างที่ทรงวางรากฐานไว้ให้แพร่หลายเป็นที่ประจักษ์และเกิดประโยชน์ในวงกว้างอันจะช่วยสร้างความสมบูรณ์พูนสุขแพ่ประชาชนในที่สุด

2.การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ

2.1 ในระยะเร่งด่วน รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการเตรียมพร้อมสู่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนในกิจการ 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการชายแดน การสร้างความมั่นคงทางทะเล การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การสร้างความไว้วางใจกับประเทศเพื่อนบ้านและการเสริมสร้างในการปฏิบัติการทางการทหารร่วมกันของอาเซียน โดยเน้นความร่วมมือเพื่อป้องกัน แก้ไขข้อพิพาทต่างๆและการแก้ไขปัญหาเส้นแขตแดนโดยใช้กลไกระดับทวิภาคีและพหุภาคี

2.2 เร่งแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคมใต้ โดยนำยุทธศาสตร์ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนามาใช้ตามแนวทางกัลยาณมิตรแบบสันติวิธี ส่งเสริมการพูดคุยสันติสุขกับผู้มีความคิดเห็นต่างจากรัฐ สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมตามหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ซึ่งเป็นพหุาสังคม ขจัดการฉวยโอกาสก่อความรุนแรงแทรกซ้อน เพื่อซ้ำเติมปัญหาไม่ว่าจากผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ทั้งจะเพิ่มระดับปฏิสัมพันธ์กับต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศที่อาจช่วยคลี่คลายปัญหาได้

2.3 พัฒนาและเสริมสร้างของกองทัพและระบบป้องกันประเทศให้ทันสมัย มีความพร้อมในการรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ ปลอดพ้นจากการคุกคามทุกรูปแบบ ส่งเสริมและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเองในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ สามารถบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้

2.4 เสริมสร้างความความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศบนหลักการที่ว่านโยบายการต่างประเทศเป็นส่วนประกอบสำคัญของนโยบายองค์รวมทั้งหมดในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าในด้านการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม โดยจะนำกลไกทางการทูตแบบบูรณาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การคุ้มครองดูแลคนไทยและผลประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา วัฒนธรรม การค้า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเปิดโลกทัศน์ให้มีลักษณะสากล เป็นต้น

3.การลดความเหลื่อมล้ำของสังคมและการสร้างโอกาสเข้าถึงบริการของรัฐ

3.1 ในระยะเฉพาะหน้า จะเร่งสร้างโอกาส อาชีพ และการมีรายได้ที่มั่นคงแก่ผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยให้แรงงานทั้งระบบมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้และพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานในทุกระดับอย่างมีมาตรฐาน

3.2 ป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ รวมถึงปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง การทารุณกรรมต่อแรงงานข้ามชาติ การท่องเที่ยวที่เน้นบริการทางเพศและเด็ก และปัญหาคนขอทาน โดยการปรับปรุงกฏหมายข้อบังคับที่จำเป็นและเพิ่มความเข้มงวดในการระวังตรวจสอบ

3.3 ในระยะต่อไป จะพัฒนาระบบการคุ้มครองทางสังคม ระบบการออมและระบบสวัสดิการชุมชนให้มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการดูแลให้มีระบบการกู้ยืมที่เป็นธรรมและการสงเคราะห์ผู้ยากไร้อัตภาพ พัฒนาศักยภาพ คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิจัดสวัสดิการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้สูงอายุ สตรีและเด็ก

3.4 เตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการมีเงินหรือกิจกรรมที่เหมาะสม เพื่อสร้างสรรค์และไม่ก่อภาระต่อสังคมในอนาคต โดยจัดเตรียมระบบการดูแลในบ้าน สถานพักฟื้น และโรงพยาบาล ที่เป็นความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และครอบครัว รวมทั้งพัฒนาระบบการเงินการคลังสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ

3.5 เตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมที่มีความหลากหลาย เนื่องจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยสร้างความเข้มแข็งและความพร้อมแก่แรงงานไทยและร่วมพัฒนาระบบความคุ้มครองทางสังคมของแรงงานอาเซียน

3.6 จัดระเบียบสังคม สร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนทั่วไป โดยใช้ค่านิยมหลัก 12 ประการ ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ได้ประกาศไว้แล้ว

3.7 แก้ปัญหาการไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกรและการรุกล้ำเขตป่าสงวน โดยการกระจายสิทธิการถือครองให้แก่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รุกล้ำ และออกมาตรการป้องกันการเปลี่ยนมือไปอยู่ในครอบครองของผู้ที่มิใช่เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจและวิธีการแผนที่ที่ทันสมัย แก้ไขปัญหาเขตที่ดินทับซ้อนและแนวเขตพื้นที่ป่าที่ไม่ชัดเจน อันก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ

4.การศึกษาและเรียนรู้ การทะนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม

4.1 จัดให้มีการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ โดยให้ความสำคัญทั้งการศึกษาในระบบและการศึกษาทางเลือกไปพร้อมกัน เพื่อสร้างคุณภาพของคนไทยให้สามารถเรียนรู้ พัฒนาตนได้เต็มตามศักยภาพ โดยเน้นการเรียนรู้เพื่อสร้างสัมมาชีพในพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนากำลังคนให้เป็นที่ต้องการเหมาะสมกับพื้นที่ ทั้งในด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และธุรกิจบริการ

4.2 ในระยะเฉพาะหน้า จะปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการศึกษาให้สอดคล้องกับความจำเป็นของผู้เรียนและลักษณะพื้นที่ของสถานศึกษา จัดระบบการสนับสนุนให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปมีสิทธิเลือกรับบริการการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียน โดยจะพิจารณาจัดให้มีคูปองการศึกษาเป็นแนวทางหนึ่ง

4.3ให้องค์กรภาคประชาสังคม ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแลประขาชนทั่วไปมีโอกาสร่วมจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและทั่วถึง และร่วมในการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ กระจายอำนาจการบริหารจัดการศึกษาสู่สถานศึกษา โดยให้สถานศึกษาสามารถเป็นนิติบุคคลและบริหารจัดการได้อย่างอิสระและคล่องตัวขึ้น

4.4 พัฒนาระบบการผลิดและพัฒนาครูที่มีคุณภาพและมีจิตวิญญาณของความเป็นครู เน้นครูผู้สอนให้มีวุฒิตรงตามวิชาที่สอน นำเทคโนโลยีสารสนเทศและเครื่องมือที่เหมาะสมมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อเป็นเครื่องมือช่วยครูหรือเพื่อการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เช่น การเรียนทางไกล รวมทั้งระบบการประเมินสมรรถนะที่สะท้อนประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนและพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเป็นสำคัญ

4.5 ทะนุบำรุงและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ สนับสนุนให้องค์กรทางศาสนามีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ตลอดตนพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างสันติสุขและความปรองดองสมานฉันท์ในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

5.การยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุข และสุขภาพของประชาชน

5.1 วางรากฐานให้ระบบหลักประกันสุขภาพครอบคลุมประชากรในทุกภาคส่วนอย่างมีคุณภาพโดยไม่มีความเหลื่อมล้ำของคุณภาพบริการในแต่ละระบบ และบูรณาการข้อมูลระหว่างทุกระบบหลักประกันสุขภาพ

5.2 พัฒนาระบบบริหารสุขภาพ โดยเน้นการป้องกันโรคมากกว่ารอให้ป่วยแล้วจึงมารักษา สร้างกลไกจัดการสุขภาพในระดับเขตแทนการกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง ปรับระบบการจ้างงาน การกระจายบุคลากรและทรัพยากรสาธารณสุขให้เหมาะสมกับท้องถิ่น สนับสนุนความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข

5.3 ประสานการทำงานระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในสังคม เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และปัญหาด้านการแพทย์และจริยธรรมของการอุ้มบุญ การปลูกถ่ายอวัยวะและสเต็มเซลล์ โดยจัดให้มีมาตรการและกฎหมายที่รัดกุม

6.การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

รัฐบาลจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที ระยะต่อไปที่ต้องแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่ค้างคาอยู่ และระยะยาวที่ต้องวากรากฐานเพื่อความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

6.1 ในระยะเร่งด่วน เร่งจ่ายงบลงทุนของปีงบประมาณพ.ศ.2557 ที่ยังค้างอยู่ก่อนที่จะพ้นกำหนดภายในสิ้นปีนี้

6.2 สานต่อนโยบายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติทีได้จัดทำไว้ โดยนำหลักการสำคัญของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2559 ที่ให้ความสำคัญในการบูรณาการงประมาณและความพร้อมในการดำเนินงานร่วมนำแหล่งเงินอื่นมาประกอบการพิจารณาด้วย ทบทวนภารกิจที่มีลักษณะไม่ยั่งยืนหรือสร้างภาระหนี้สาธารณะของประเทศเกินความจำเป็นและแสดงรายการลงทุนในระดับจังหวัดเพื่อความโปร่งใส เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ

6.3กระตุ้นการลงทุนด้ายการเร่งพิจารณาโครงการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งนักลงทุนยื่นขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนไว้แล้วให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และนำโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานประเภทที่มีผลตอบแทนดี เช่น โครงการขนส่งมวลชนในกทม.มาจัดทำเป็นโครงการลงร่วมกับเอกชน ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีทั้งในววงการก่อสร้าง วงการอสังหาริมทรัพย์และตลาดการเงิน

6.4 ดูแลเกษตรให้มีรายได้ที่เหมาะสมด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ลดตุ้นการผลิต การช่วยเหลือในเรื่องปัจจัยการผลิตอย่างทั่วถึง

6.5 ลดอุปสรรคในการส่งออกเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เช่น ปรับปรุงวิธีการตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าและมาตรฐานการผลิตระดับไร่นา เป็นต้น

6.6 ชักจูงให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย โดยพิจารณามาตรการลดผลกระทบจากการประกาศใช้กฏอัยการศึกในบางพื้นที่ที่มีต่อการท่องเที่ยวในโอกาสแรกที่จะทำได้ เน้นการให้ความรู้และเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การควบคุมสินค้าและบริการให้มีคุณภาพราคาเป็นธรรม

6.7 ในระยะยาวต่อไป ประสานนโยบายการเงินและการคลังให้สอดคล้องกันเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจพร้อมกับการรักษาเสถียรภาพของราคาอย่างเหมาะสม

6.8 แก้ปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและปัญหาขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่และบางฤดูกาล  โดยระดมความคิดเห็นเพื่อหาทางออกไม่ให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงดังเช่นปี 2554 ส่วนภาวะภัยแล้งนั้นรัฐบาลจะเร่งดำเนินการสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กให้กระจายครอบคลุม ซึ่งจะสามารถทำได้ในเวลาประมาณ 1 ปี

6.9 ปฏิรูปโครงสร้างราคเชื้อเพลิงประเภทต่างๆให้สอดคล้องกับต้นทุนและให้มีภาระภาษีที่เหมาะสมระหว่างน้ำมันต่างชนิดและผู้ใช้ต่างประเภท รวมถึงการดำเนินการให้มีการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบรอบใหม่ทั้งในทะเลและบนบก และดำเนินการให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐและเอกชน ด้วยวิธีการเปิดเผย โปร่งใส และเป็นมิตรต่อสภาวะแวดล้อม พร้อมกับร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาพลังงาน

6.10 ปรับปรุงวิธีการจัดเก็บภาษีให้จัดเก็บอย่างครบถ้วน โดยปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้คงภาษีเงินได้ไว้ในระดับปัจจุบัน ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล แต่ปรับปรุงโครงสร้างอัตราภาษีทางด้านการค้าและขยายรากฐานการจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ ซึ่งจะจัดเก็บจากทรัพย์สิน เช่น ภาษีมรดก ภาษีจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยให้มีผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยให้น้อยที่สุด รวมทั้งปรับปรุงการลดหย่อนภาษีเงินได้ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้มีรายได้น้อย และยกเลิกการยกเว้นภาษีประเภทที่เอื้อประโยชน์เฉพาะผู้ที่มีฐานะการเงินดี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น

6.11 บริหารจัดการหนี้ภาครัฐที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งจำนวนสูงมากกว่า 700,000 ล้านบาท และเป็นภาระงบประมาณใน 5 ปีข้างหน้า อันจะทำให้เหลืองบประมาณเพื่อการลงทุนพัฒนาประเทศน้อยลง โดยประมวลหนี้เหล่านี้ให้ครบถ้วน หาแหล่งเงินระยะยาวมาสะสางหนี้ทั้งหมด และยืดระยะเวลาชำระคืนให้นานที่สุดเพื่อลดภาระของงบประมาณในอนาคต

6.12 ในระยะยาว พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและคมนาคมทางบกโดยเริ่มโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชยในกทม.และรถไฟฟ้าเชื่อมกทม.กับเมืองบริวารเพิ่มเติมเพื่อลดเวลาในการเดินทางของประชาช เพื่อตั้งฐานให้รัฐบาลต่อไปทำได้ทันที่ ด้านคมนาคมทางอากาศ โดยปรับปรุงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานในภูมิภาค เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณการจราจรทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และด้านการคมนาคมทางน้ำโดยพัฒนาการขนส่งสินค้าทางลำน้ำชายฝั่งทะเล เพื่อลดต้นทุนระบบโลจิสติกส์ของประเทศ เริ่มจากการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ตลอดจนผลักดันให้ท่าเรือในลำน้ำเจ้าพระยาและป่าสักมีการใช้ประโยชน์ในการขนส่งสินต้าภายในประเทศและเชื่อมโงกับท่าเรือแหลมฉบัง รวมทั้งการขุดลอกร่องน้ำลึก

6.13 ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการในสาขาขนส่งที่มีการแยกบทบาทและภารกิจของหน่วยงานในระดับนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยปฎิบัติที่ชัดเจน และจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลระบบราง เพื่อทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานการให้บริการและความปลอดภัย โครงสร้างอัตราค่าบริการที่เป็นธรรม การลงทุน การบำรุงรักษาและการบริหารจัดการ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบรางให้เป็นโครงข่ายหลักของประเทศ

6.14 พัฒนาและปรับปรุงระบบบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพ กำหนดเป้าหมายและมาตรการที่จะแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูกิจการ ตลอดจนพิจารณาความจำเป็นในการคงบทบาทการเป็นรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

6.15 ในด้านเกษตรกรรม ดำเนินการใน  2 เรื่องใหญ่ คือ การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การแบ่งเขตเพื่อปลูกพืชแต่ละชนิด

6.16 ในด้านอุตสาหกรรม ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับศักยภาพพื้นฐานของประเทศ เช่น ส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ตั้งแต่ต้นนำจนถึงปลายน้ำ ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้การออกแบบและสร้างสรรค์ 

6.17 เพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6.18 ส่งเสริมภาคเศรษฐกิจดิจิทัลและวางรากฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลให้เริ่มขับเคลื่อนได้อย่างจริงจัง ซึ่งจะทำให้ทุกภาคเศรษฐกิจก้าวหน้าไปได้ทันโลกและสามารถแข่งขันในโลกสมัยใหม่ได้  ปรับปรุงบทบาทและภารกิจของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงให้ดูแลและผลักดันงานสำคัญของประเทศชาติในเรื่องนี้และจะจัดให้มีคณะกรรมการระดับชาติเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง

7.การส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน

เร่งพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการขนส่งภายในอนุภูมิภาคและภูมิอาเซียน โดยเร่งขับเคลื่อนตามแผนงานการพัมนาความร่วมมือทางเศรษบกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (GMS) แผนความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) แผนความร่วมมือแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC) และแผนแม่บทความเชื่อมโยงในอาเซียน

พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยเริ่มจากการพัฒนาด่านการค้าชายแดนและโครงข่ายการคมนาคมขนส่งบริเวณประตูการค้าหลักของประเทศเพื่อรองรับการเชื่อมโยงกระบวนการผลิตและการลงทุนข้ามแดน พัฒนาระบบ National Single Window (NSW) โดยระยะแรกให้ความสำคัญกับด่านชายแดนที่สำคัญ 6 ด่าน ได้แก่ ปาดังเบซาร์ สะเดา อรัญประเทศ แม่สอด บ้านคลองลึก และบ้านคลองใหญ่

8.การพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและการพัฒนา และนวัตกรรม

8.1สนับสนุนการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาของประเทศเพื่อมุ่งเป้าหมายให้ไม่ต่ำกว่า 1% ของรายได้ประชาชาติและมีสัดส่วนรัฐต่อเอกชน 30:70 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขัน

8.2ส่งเสริมให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศ เช่น ด้านพลังงานสะอาด ระบบราง ยานยนต์ ไฟฟ้า การจัดการน้ำและขยะ ใช้ประโยชน์จากผลการศึกษาวิจัย และพัฒนาและนวัตกรรมของไทยตามความเหมาะสม  ในกรณีที่จำเป็นจะต้องซื้อวัสดุอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีจากต่างประเทศจะให้มีเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถพึ่งตนเองได้ในอนาคตด้วย

9.การรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากร และการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

9.1ในระยะเฉพาะหน้า เร่งปก้องและฟื้นฟูพื้นที่อนุรักษ์ ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า โดยให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ จัดทำแนวเขตทีด่นของรัฐให้ชัดเจน ส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่เอกชนเพื่อลดแรงกดดันในการตัดไม้จากป่าธรรมชาติ

9.2 ในระยะต่อไป พัฒนาระบบบริหารจัดการที่ดินและแก้ไขการบุกรุกที่ดินของรัฐโดยยึดแนวพระราชดำริที่ให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ เช่น กำหนดเขตป่าชุมชนให้ชัดเจน

9.3บริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้เป็นเอกภาพในทุกมิติทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ จัดให้มีแผนบริหารน้ำของประเทศ เพื่อให้การจัดทำแผนงานไม่เกิดความซ้ำซ้อนมีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ 

9.4เร่งรัดการควบคุมมลพิษทางอากาศ ขยะ และน้ำเสีย ที่เกิดจากการผลิตและบริโภค ในพื้นที่ใดที่สามารถจัดการขยะมูลฝอนโดยการแปรรูปเป็นพลังงานก็จะสนับสนุนให้ดำเนินการ ส่วนขยะอุตสาหกรรมนั้นจะวางระเบียบมาตรการเป็นพิเศษ โดยกำหนดให้ทิ้งในบ่อขยะอุตสาหกรรมที่สร้างขึ้นแบบมีมาตรฐาน และพัฒนาระบบตรวจสอบไม่ให้มีการลักลอบทิ้งขยะติดเชื้อ และใช้มาตรการทางกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

10.การส่งเสริมการบริหารราชกาแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ

10.1 จัดระบบอัตรากำลังและปรับปรุงค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐให้เหมาะสมและเป็นธรรม ยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นวางใจในระบบราชการ ลดต้นทุนดำเนินการของภาคธุรกิจเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับนานาประเทศ การรักษาบุคลากรภาครัฐที่มีประสิทธิภาพไว้ในระบบราชการ โดยจะดำเนิเนการตั้งแต่ระยะเฉพาะหน้าไปตามลำดับความจำเป็นและตามที่กฎหมายเอื้อให้สามารถดำเนินการได้

10.2 ในระยะแรก กระจายอำนาจเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริหารสาธารณะได้รวดเร็ว ทั้งจะวางมาตรการทางกฎหมาย มิให้เจ้าหน้าที่หลีกเลี่ยง ประวิงเวลา หรือใช้อำนาจโดยมิชอบก่อให้เกิดการทุจริต หริอสร้างความเสียหายแก่ประชาชนโดยเฉพาะนักลงทุน ในระยะเฉพาะหน้าจะเน้นการปรับปรุงหน่วยงานให้บริการด้านการทำธุรกิจ การลงทุน และด้านบริการสาธารณะในชีวิตประจำวันเป็นสำคัญ

10.3 เสริมสร้างระบบคุณธรรมในการแต่งตั้งและโยกย้ายบุคลากรภาครัฐ วางมาตรการป้องกันการแทรกแซงจากนักการเมือง และส่งเสริมให้มีการนำระบบพิทักษ์คุณธรรมมาใช้ในการบริหารงานบุคคลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ

10.4 ปรับปรุงและจัดให้มีกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และการมีผลประโยชน์ทับซ้อนในภาครัฐทุกระดับ โดยถือว่าเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนแห่งชาติและเป็นเรื่องที่ต้องแทรกอยู่ในการปฏิรูปทุกด้าน ทั้งจะเร่งรัดการดำเนินการต่อผู้กระทำการทุจริตทั้งในด้านวินัยและคดี รวมทั้งให้ผู้ใช้บริการมีโอกาสประเมินระดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ และเปิดเผยผลการประเมินต่อประชาชน อีกทั้งจะทำกรณีศึกษาที่เคยเป็นปัญหา เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การ่วมทุน การใช้จ่ายเงิยภาครัฐ การปฏิบัติโดยมิชอบ ซึ่งได้มีคำวินิจฉัยขององค์กรต่างๆ มาเป็นบทเรียนให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และประมวลเป็นกฎระเบียบหรือคู่มือในการปฎิบัติราชการ

11.การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

11.1 ในระยะเฉพาะหน้า จะเร่งปรับปรุงประมวลกฏหมายหลักของประเทศและกฎหมายอื่นๆที่ล้าสมัย ไม่เป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศ เป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน โดยจะใช้กลไกของหน่วยงานเดิมที่มีอยู่และระดมผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นคณะกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้นเฉพาะกิจเป็นผู้เร่งดำเนินการ

11.2 ในระยะต่อไป จะจัดตั้งองค์กรปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ปราศจาการแทรกแซงของรัฐ


เปิดพิมพ์เขียวนโยบาย-ทำก่อน-ทำจริง-ทำทันที

จาก โพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวออนไลน์โพสต์ทูเดย์

นโยบายรัฐบาลฉบับรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมครม.อย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 9 ก.ย. ขั้นตอนจากนี้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สล.ค.)นำไปจัดพิมพ์เพื่อส่งให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ศึกษา ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะแถลงนโยบายต่อที่ประชุมสนช.ในวันที่ 12 ก.ย. นี้

นโยบายรัฐบาลฉบับพล.อ.ประยุทธ์ แตกต่างจากนโยบายรัฐบาลพลเรือนหลายประเด็นอย่างมีนัยยะสำคัญ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนยกร่างได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแสะสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับคณะที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)  โดยนำแนวความคิดของพล.อ.ประยุทธ์ ไปแปลงเป็นนโยบาย

ข้อสั่งการนายกฯมี  5 ประการ กล่าวคือ 1. นายกฯขอให้ทำนโยบายยึดยุทธศาสตร์ตามแนวพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา 2. เน้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นความพอดี พอสมควาร ความมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน สะท้อนให้เห็นในนโยบายเกือบทุกข้อ  3. ยึดตามแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่11 เท่าที่ทำได้ 4. นโยบายของคสช. เช่นโรดแม็พสามระยะ หรือหลักค่านิยม 12 ประการ(ของพล.อ.ประยุทธ์ 5.ปัญหาของประเทศและความต้องการของประชาชนในรอบ3-4เดือนที่ผ่านมาว่าเขาต้องการอะไร เรียกร้องอะไร อยากเห็นอะไร

หลังจากคณะยกร่างฯนำแนวความความคิด ความเห็นทั้งหมดประมวล   ทำให้นโยบายการบริหารประเทศ กำหนดออกมาเป็น 11 ด้าน เช่น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการศึกษา การทำนุบำรุงศาสนาดูแลศิลปะวัฒนธรรม เรื่องความมั่นคง ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เรื่องอาเซียน เรื่องการต่างประเทศ การสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม

ในบรรดา 11 ข้อ  แยกออกเป็นข้อย่อย กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ 1.นโยบายระยะเร่งด่วน ดำเนินการภายในเวลา 1 เดือนหลังจากรัฐบาลเข้าทำงาน 2.ระยะกลาง ต้องทำให้แล้วเสร็จภายในเวลา 1 ปี และ3. ระยะยาวกว่ 5 - 10ปี อาทิ การดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่นโครงการ รถไฟทางคู่ ถ้าต้องมีกาตรากฎหมาย ก็ต้องยกร่างเตรียมกฎหมาย ต้องศึกษา เลือกสถานที่

ความโดดเด่นของนโยบายฉบับนี้ที่พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งการให้เน้นเป็นพิเศษไม่เหมือนนโยบายรัฐบาลชุดที่ผ่านมา คือ การอธิบายให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับการการวางผังเมืองที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม หรืออุตสาหกรรม และจะถูกเวนคืนหรือไม่

ขณะเดียวกันได้มีการสอดแทรกเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพไว้ในหลายข้อจากจำนวน 11 ข้อ เช่นกล่าวถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนในเรื่องการปฏิรูปกฎหมายปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและการขจัดเงื่อนไขความไม่เป็นธรรมในสังคมและความมั่นคง

สำหรับการปฏิรูปประเทศได้บรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาลน่าสนใจว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ที่ตั้งขึ้นโดยทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือในการออกแบบประเทศ รัฐบาลจะประสานงานสปช.โดยไม่มีการแทรกแซง จากรัฐบาลพร้อมเปิดเวทีในการปฏิรูปเพิ่มขึ้นจากเวทีทางการของสปช.250คนแล้ว ต้องทำให้ผู้ที่ไม่ได้อยู่ใน250คนมีพื้นที่แสดงความเห็นในการเข้ามาเป็นกรรมาธิการ หรือ อนุกรรมการ ที่ปรึกษาของสปช.

ด้านการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ มอบหมายกองทัพ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการขจัดเงื่อนไขความไม่เป็นธรรมความเหลื่อมล้ำทางสังคม รายได้ การอำนวยความยุติธรรม

ทั้งนี้ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยจุดสนใจของนโยบายรัฐบาลว่า "ท่านนายกฯได้ย้ำว่าสิ่งที่ท่านเคยพูดมาแล้วนั้นอาจจะถือเป็นคำขวัญประจำรัฐบาลนี้ก็ได้ เพราะมันจะปรากฏในนโยบายทั้งหมด นั่นก็คือเรื่องทำก่อน ทำจริง ทำทันที ที่หวังผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน ซึ่งคำเหล่านี้จะปรากฏเป็นรูปธรรมในนโยบาย เช่นเมื่อพูดถึงเรื่องรถไฟ เรื่องเศรษฐกิจ การสร้างความปรองดอง การปฏิรูป ต้องลงไปว่าอะไรคิดไว้ก่อนต้องทำก่อน ต้องทำให้จริง และต้องทำทันที นั่นคือระยะเฉพาะหน้า"

"เรื่องหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีให้แทรกและต้องปรับปรุงในร่างนโยบายสุดท้ายก่อนที่จะมีการส่งพิมพ์ในวันนี้ คือ ทุกหัวข้อทุกเรื่องไม่ว่าทำในเรื่องอะไรเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา ความมั่นคง สาธารณสุข ให้แทรกเรื่องการป้องกันและปราบการทุจริตและคอรัปชั่นเข้าไปให้หมด แทรกเรื่องการปฏิรูปการเปลี่ยนแปลง และเรื่องการเดินหน้าไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อทุกอย่างมาถึงจุดหนึ่งแล้วให้ปรากฏอยู่ในทุกเรื่องฉะนั้นทั้งสามเรื่องจะเป็นวาระแห่งชาติที่แทรกเข้าไปในนโยบายทุกข้อ"วิษณุ กล่าว

วิษณุ ย้ำว่า รัฐบาลรู้กรอบเวลาบริหารประเทศไม่ใช่อยู่ 4ปีเหมือนรัฐบาลอื่น นโยบายจึงเขียนไว้เพื่อให้ทำงานได้ใน 1 ปี ยกเลิกสิ่งที่วางรากฐาน เพราะฉะนั้นเป้าหมายเรื่องประชาธิปไตย การปฏิรูปเรื่องการไม่ทุจริตคอรัปชั่นจึงเป็นเป้าหมายจะทำอะไรก็ตามก็เดินให้ถึงเป้าหมายนั้นให้ได้ โดยใช้เป็นตัวหลักและเป็นคำตอบสุดท้ายเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้งมีรัฐบาลหน้าและหวังว่าอะไรใหม่ๆ จะเกิดขึ้น สามารถรับช่วงงานทั้งหมดไปทำได้เป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เป็นภาระแก่ประชาชน ซึ่งจะเดินไปในแนวทางนี้

ทั้งนี้เชื่อว่าหากมีการปฏิรูประบบราชการปฏิรูปวิธีการทำงานของข้าราชการ ถ้าได้ขจัดคอรัปชั่นได้ดูแลเรื่องการปกครองส่วนภูมิภาค ส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่นและได้ปฏิรูปการเมืองเท่าที่ทำได้ ทั้งหมดก็จะเป็นคำตอบของประชาธิปไตยได้ในตัวเอง


ศูนย์ดำรงธรรมฟื้นราชการ-อำนาจผู้ว่าฯ

จาก โพสต์ทูเดย์

โดย...เจษฎา จี้สละ

แนวทางบริหารประเทศยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาฟื้น ระบบราชการ เป็นตัวนำ

“ศูนย์ดำรงธรรม” ได้กลายเป็นพระเอก หรือเครื่องมือหลักให้กับรัฐบาลชุดนี้ เมื่อมีการปรับบทบาทใหม่ เพิ่มอำนาจให้กับศูนย์แห่งนี้ทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัด

คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 96/2557 ออกประกาศ กำหนดอำนาจหน้าที่ของศูนย์ดังกล่าวเพิ่มขึ้น จัดตั้งศูนย์ทั้งในส่วนกลางและระดับจังหวัด ขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย ประสิทธิภาพการบริหารงานระดับจังหวัดและการปฏิบัติงานของส่วนราชการ โดยต้องบริการประชาชน ให้มีคุณภาพ รวดเร็ว ลดขั้นตอนในการปฏิบัติงาน รวมถึงรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน และการปฏิรูป

ล่าสุด กระทรวงมหาดไทยจัดประชุมผู้บริหารของกระทรวงและผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของ คสช. โดยเหล่าผู้ว่าฯ ต่างเรียกร้องให้มีการเพิ่มอำนาจให้กับศูนย์ดำรงธรรม กลายเป็น ศูนย์ที่สั่งการเบ็ดเสร็จ หลังจากเปิดใช้มาตั้งแต่ปี 2537 แต่ค่อยๆ หมดบทบาทลงเมื่อรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งใช้ศูนย์บริการประชาชนที่ทำเนียบรัฐบาลและ สส.

อภิชาติ โตดิลกเวชช์ ผวจ.แพร่ เป็นตัวแทนภาคเหนือ กล่าวว่า ผู้ว่าฯ ภาคเหนือมีความเห็นร่วมกันว่า ประกาศ คสช.ฉบับนี้ต้องการให้ผู้ว่าฯ มีอำนาจเพิ่มขึ้น ต้องการให้ศูนย์ดำรงธรรมเป็นศูนย์สั่งการเบ็ดเสร็จเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาม็อบพืชผลการเกษตรให้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่นั้นๆ

นอกจากนั้น ในการจัดโครงสร้างการบริหาร ควรมีการแบ่งลักษณะงานเป็น 2 ประเภท คือ งานปกติ ได้แก่ การรับเรื่องราวร้องทุกข์ การให้คำปรึกษา บริการข้อมูล ควรมีบอร์ดบริหารและกำหนดเป็นคณะทำงาน 4 กลุ่ม อีกประเภทหนึ่งคือ งานกรณีพิเศษ ขึ้นอยู่กับบอร์ดบริหารพิจารณาเป็นกรณี เช่น น้ำท่วม ภัยพิบัติ ยาเสพติด เป็นต้น นอกจากนี้ศูนย์ดำรงธรรมควรลงลึกถึงอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และมีชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน

บวรศักดิ์ วานิช ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า แต่ละจังหวัดได้จัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมในมิติใหม่ตาม|นโยบายของ คสช.เรียบร้อยแล้ว และยังจัดตั้งศูนย์ในส่วนอำเภอ เพื่อการแก้ไขปัญหาในเชิงรุก เน้นการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ให้มากที่สุด ลักษณะงานที่ปฏิบัติจนเป็นรูปธรรมแล้ว คือ One Stop Service

ทั้งนี้ จากสถิติการปฏิบัติงาน พบว่าเกิน 70% ของการร้องเรียนได้รับการแก้ไขภายใต้การดำเนินการของจังหวัด แต่หากเป็นเรื่องที่อยู่เหนืออำนาจของจังหวัด จะถูกส่งเรื่องขึ้นมาตามลำดับการปกครอง

“นับตั้งแต่มีประกาศของ คสช.จนขณะนี้ มีวาระที่เกิดขึ้นในกระบวนการกว่า 1 แสนรายการ ส่วนเรื่องที่เป็นประเด็นปัญหามากที่สุด อาทิ เรื่องราคายางพารา เนื่องจากจังหวัดไม่มีอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมด จึงต้องส่งเรื่องมายังส่วนกลางโดยตรง”บวรศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่พบในช่วงแรกคือ ความเข้าใจของประชาชนและเจ้าหน้าที่ต่อศูนย์ดำรงธรรม เพราะเดิมเป็นเพียงหน่วยงานที่รับเรื่องร้องทุกข์ อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย แต่หลังจากมีประกาศของ คสช. เท่ากับว่าส่วนจังหวัดกลายเป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนศูนย์ดำรงธรรมในแต่ละพื้นที่ เพราะสามารถสั่งการให้หน่วยงานข้าราชการภายใต้สังกัดดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที

“จริงๆ มีการปฏิบัติงานในลักษณะนี้อยู่แล้ว แต่แยกส่วนงานกันทำ ทำให้การดำเนินงานไม่เป็นองค์รวม คสช.อยากให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะถ้ามาศูนย์ดำรงธรรมแล้ว สามารถจบได้ในศูนย์เดียว”

เดชรัฐ สิมศิริ ผวจ.ยะลา กล่าวว่า งบประมาณยังคงเป็นปัญหาในช่วงแรก แต่ก็ต้องทำ ไม่อย่างนั้นไม่ได้เริ่ม ซึ่งทราบว่ากระทรวงมหาดไทยกำลังหางบประมาณอยู่ ส่วนจังหวัดก็ใช้งบที่เหลือจากส่วนอื่นในการขับเคลื่อน

วินัย บัวประดิษฐ์ผวจ.พัทลุง กล่าวว่า มีการวางนโยบายเชิงรุกให้กับศูนย์ โดยเตรียมจัดตั้งคณะทำงานที่จะเข้าไปศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ รวมถึงวางยุทธศาสตร์ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายล่วงหน้า โดยเฉพาะปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรและปัญหาน้ำท่วม เพราะเป็นปัญหาที่เผชิญอยู่ซ้ำซาก หากสามารถใช้กลไกการประสานหน่วยงานราชการที่มีอยู่ตอนนี้อย่างเป็นองค์รวม จะแก้ไขปัญหาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : เปิดนโยบายรัฐบาล วางหลัก พัฒนา 11 ด้าน

view

*

view