หน้าแรก  วิสัยทัศน์/พันธกิจ  บริการของเรา  LINK 4 A/C  DOWNLOAD  ติดต่อเรา 
« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

เมนู

วิสัยทัศน์ / นโยบาย

ตรวจสอบบัญชี

บริการจัดทำบัญชี

ที่ปรึกษาบัญชี / ภาษี

วางระบบบัญชี

จดทะเบียนธุรกิจ

สมุดเยี่ยม

ติดต่อเรา

 

บทความที่น่าสนใจ

.......... บทความ 108 ..........

 
สมัครงาน

เจ้าหน้าที่บัญชี

ผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชี

พนักงานขาย

 

ระบบสมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 14/11/2007
ปรับปรุง 20/10/2017
สถิติผู้เข้าชม 20,001,379
Page Views 23,573,940
 

ฐานข้อมูลรัฐ

thaiworm33
ulanla

เปิดนโยบายรัฐบาลวางหลักพัฒนา 11 ด้าน

เปิดนโยบายรัฐบาลวางหลักพัฒนา 11 ด้าน

จาก โพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้นัดประชุมสนช.วันที่ 12 ก.ย. เพื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อสนช. โดยคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมแถลงต่อสนช.ที่มีทั้งหมด 23 หน้ามีสาระสำคัญ ดังนี้

1.การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์

โดยจะใช้มาตรการทางกฎหมายมาตรการทางสังคมจิตวิทยา และมาตรการทางระบบสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินการกับผู้คะนองปาก ย่ามใจหรือประสงค์ร้าย มุ่งสั่นคลอนสถาบันหลักของชาติ โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกและความผูกพันภักดีของคนอีกเป็นจำนวนมาก ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน ทั้งจะสนับสนุนโครงการทั้งหลายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตลอดจนเร่งขยายผลตามโครงการและแบบอย่างที่ทรงวางรากฐานไว้ให้แพร่หลายเป็นที่ประจักษ์และเกิดประโยชน์ในวงกว้างอันจะช่วยสร้างความสมบูรณ์พูนสุขแพ่ประชาชนในที่สุด

2.การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ

2.1 ในระยะเร่งด่วน รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการเตรียมพร้อมสู่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนในกิจการ 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการชายแดน การสร้างความมั่นคงทางทะเล การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การสร้างความไว้วางใจกับประเทศเพื่อนบ้านและการเสริมสร้างในการปฏิบัติการทางการทหารร่วมกันของอาเซียน โดยเน้นความร่วมมือเพื่อป้องกัน แก้ไขข้อพิพาทต่างๆและการแก้ไขปัญหาเส้นแขตแดนโดยใช้กลไกระดับทวิภาคีและพหุภาคี

2.2 เร่งแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคมใต้ โดยนำยุทธศาสตร์ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนามาใช้ตามแนวทางกัลยาณมิตรแบบสันติวิธี ส่งเสริมการพูดคุยสันติสุขกับผู้มีความคิดเห็นต่างจากรัฐ สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมตามหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ซึ่งเป็นพหุาสังคม ขจัดการฉวยโอกาสก่อความรุนแรงแทรกซ้อน เพื่อซ้ำเติมปัญหาไม่ว่าจากผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ทั้งจะเพิ่มระดับปฏิสัมพันธ์กับต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศที่อาจช่วยคลี่คลายปัญหาได้

2.3 พัฒนาและเสริมสร้างของกองทัพและระบบป้องกันประเทศให้ทันสมัย มีความพร้อมในการรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ ปลอดพ้นจากการคุกคามทุกรูปแบบ ส่งเสริมและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเองในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ สามารถบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้

2.4 เสริมสร้างความความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศบนหลักการที่ว่านโยบายการต่างประเทศเป็นส่วนประกอบสำคัญของนโยบายองค์รวมทั้งหมดในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าในด้านการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม โดยจะนำกลไกทางการทูตแบบบูรณาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การคุ้มครองดูแลคนไทยและผลประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา วัฒนธรรม การค้า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเปิดโลกทัศน์ให้มีลักษณะสากล เป็นต้น

3.การลดความเหลื่อมล้ำของสังคมและการสร้างโอกาสเข้าถึงบริการของรัฐ

3.1 ในระยะเฉพาะหน้า จะเร่งสร้างโอกาส อาชีพ และการมีรายได้ที่มั่นคงแก่ผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยให้แรงงานทั้งระบบมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้และพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานในทุกระดับอย่างมีมาตรฐาน

3.2 ป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ รวมถึงปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง การทารุณกรรมต่อแรงงานข้ามชาติ การท่องเที่ยวที่เน้นบริการทางเพศและเด็ก และปัญหาคนขอทาน โดยการปรับปรุงกฏหมายข้อบังคับที่จำเป็นและเพิ่มความเข้มงวดในการระวังตรวจสอบ

3.3 ในระยะต่อไป จะพัฒนาระบบการคุ้มครองทางสังคม ระบบการออมและระบบสวัสดิการชุมชนให้มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการดูแลให้มีระบบการกู้ยืมที่เป็นธรรมและการสงเคราะห์ผู้ยากไร้อัตภาพ พัฒนาศักยภาพ คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิจัดสวัสดิการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้สูงอายุ สตรีและเด็ก

3.4 เตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการมีเงินหรือกิจกรรมที่เหมาะสม เพื่อสร้างสรรค์และไม่ก่อภาระต่อสังคมในอนาคต โดยจัดเตรียมระบบการดูแลในบ้าน สถานพักฟื้น และโรงพยาบาล ที่เป็นความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และครอบครัว รวมทั้งพัฒนาระบบการเงินการคลังสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ

3.5 เตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมที่มีความหลากหลาย เนื่องจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยสร้างความเข้มแข็งและความพร้อมแก่แรงงานไทยและร่วมพัฒนาระบบความคุ้มครองทางสังคมของแรงงานอาเซียน

3.6 จัดระเบียบสังคม สร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนทั่วไป โดยใช้ค่านิยมหลัก 12 ประการ ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ได้ประกาศไว้แล้ว

3.7 แก้ปัญหาการไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกรและการรุกล้ำเขตป่าสงวน โดยการกระจายสิทธิการถือครองให้แก่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รุกล้ำ และออกมาตรการป้องกันการเปลี่ยนมือไปอยู่ในครอบครองของผู้ที่มิใช่เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจและวิธีการแผนที่ที่ทันสมัย แก้ไขปัญหาเขตที่ดินทับซ้อนและแนวเขตพื้นที่ป่าที่ไม่ชัดเจน อันก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ

4.การศึกษาและเรียนรู้ การทะนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม

4.1 จัดให้มีการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ โดยให้ความสำคัญทั้งการศึกษาในระบบและการศึกษาทางเลือกไปพร้อมกัน เพื่อสร้างคุณภาพของคนไทยให้สามารถเรียนรู้ พัฒนาตนได้เต็มตามศักยภาพ โดยเน้นการเรียนรู้เพื่อสร้างสัมมาชีพในพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนากำลังคนให้เป็นที่ต้องการเหมาะสมกับพื้นที่ ทั้งในด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และธุรกิจบริการ

4.2 ในระยะเฉพาะหน้า จะปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการศึกษาให้สอดคล้องกับความจำเป็นของผู้เรียนและลักษณะพื้นที่ของสถานศึกษา จัดระบบการสนับสนุนให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปมีสิทธิเลือกรับบริการการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียน โดยจะพิจารณาจัดให้มีคูปองการศึกษาเป็นแนวทางหนึ่ง

4.3ให้องค์กรภาคประชาสังคม ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแลประขาชนทั่วไปมีโอกาสร่วมจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและทั่วถึง และร่วมในการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ กระจายอำนาจการบริหารจัดการศึกษาสู่สถานศึกษา โดยให้สถานศึกษาสามารถเป็นนิติบุคคลและบริหารจัดการได้อย่างอิสระและคล่องตัวขึ้น

4.4 พัฒนาระบบการผลิดและพัฒนาครูที่มีคุณภาพและมีจิตวิญญาณของความเป็นครู เน้นครูผู้สอนให้มีวุฒิตรงตามวิชาที่สอน นำเทคโนโลยีสารสนเทศและเครื่องมือที่เหมาะสมมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อเป็นเครื่องมือช่วยครูหรือเพื่อการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เช่น การเรียนทางไกล รวมทั้งระบบการประเมินสมรรถนะที่สะท้อนประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนและพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเป็นสำคัญ

4.5 ทะนุบำรุงและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ สนับสนุนให้องค์กรทางศาสนามีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ตลอดตนพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างสันติสุขและความปรองดองสมานฉันท์ในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

5.การยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุข และสุขภาพของประชาชน

5.1 วางรากฐานให้ระบบหลักประกันสุขภาพครอบคลุมประชากรในทุกภาคส่วนอย่างมีคุณภาพโดยไม่มีความเหลื่อมล้ำของคุณภาพบริการในแต่ละระบบ และบูรณาการข้อมูลระหว่างทุกระบบหลักประกันสุขภาพ

5.2 พัฒนาระบบบริหารสุขภาพ โดยเน้นการป้องกันโรคมากกว่ารอให้ป่วยแล้วจึงมารักษา สร้างกลไกจัดการสุขภาพในระดับเขตแทนการกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง ปรับระบบการจ้างงาน การกระจายบุคลากรและทรัพยากรสาธารณสุขให้เหมาะสมกับท้องถิ่น สนับสนุนความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข

5.3 ประสานการทำงานระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในสังคม เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และปัญหาด้านการแพทย์และจริยธรรมของการอุ้มบุญ การปลูกถ่ายอวัยวะและสเต็มเซลล์ โดยจัดให้มีมาตรการและกฎหมายที่รัดกุม

6.การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

รัฐบาลจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที ระยะต่อไปที่ต้องแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่ค้างคาอยู่ และระยะยาวที่ต้องวากรากฐานเพื่อความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

6.1 ในระยะเร่งด่วน เร่งจ่ายงบลงทุนของปีงบประมาณพ.ศ.2557 ที่ยังค้างอยู่ก่อนที่จะพ้นกำหนดภายในสิ้นปีนี้

6.2 สานต่อนโยบายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติทีได้จัดทำไว้ โดยนำหลักการสำคัญของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2559 ที่ให้ความสำคัญในการบูรณาการงประมาณและความพร้อมในการดำเนินงานร่วมนำแหล่งเงินอื่นมาประกอบการพิจารณาด้วย ทบทวนภารกิจที่มีลักษณะไม่ยั่งยืนหรือสร้างภาระหนี้สาธารณะของประเทศเกินความจำเป็นและแสดงรายการลงทุนในระดับจังหวัดเพื่อความโปร่งใส เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ

6.3กระตุ้นการลงทุนด้ายการเร่งพิจารณาโครงการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งนักลงทุนยื่นขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนไว้แล้วให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และนำโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานประเภทที่มีผลตอบแทนดี เช่น โครงการขนส่งมวลชนในกทม.มาจัดทำเป็นโครงการลงร่วมกับเอกชน ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีทั้งในววงการก่อสร้าง วงการอสังหาริมทรัพย์และตลาดการเงิน

6.4 ดูแลเกษตรให้มีรายได้ที่เหมาะสมด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ลดตุ้นการผลิต การช่วยเหลือในเรื่องปัจจัยการผลิตอย่างทั่วถึง

6.5 ลดอุปสรรคในการส่งออกเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เช่น ปรับปรุงวิธีการตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าและมาตรฐานการผลิตระดับไร่นา เป็นต้น

6.6 ชักจูงให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย โดยพิจารณามาตรการลดผลกระทบจากการประกาศใช้กฏอัยการศึกในบางพื้นที่ที่มีต่อการท่องเที่ยวในโอกาสแรกที่จะทำได้ เน้นการให้ความรู้และเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การควบคุมสินค้าและบริการให้มีคุณภาพราคาเป็นธรรม

6.7 ในระยะยาวต่อไป ประสานนโยบายการเงินและการคลังให้สอดคล้องกันเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจพร้อมกับการรักษาเสถียรภาพของราคาอย่างเหมาะสม

6.8 แก้ปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและปัญหาขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่และบางฤดูกาล  โดยระดมความคิดเห็นเพื่อหาทางออกไม่ให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงดังเช่นปี 2554 ส่วนภาวะภัยแล้งนั้นรัฐบาลจะเร่งดำเนินการสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กให้กระจายครอบคลุม ซึ่งจะสามารถทำได้ในเวลาประมาณ 1 ปี

6.9 ปฏิรูปโครงสร้างราคเชื้อเพลิงประเภทต่างๆให้สอดคล้องกับต้นทุนและให้มีภาระภาษีที่เหมาะสมระหว่างน้ำมันต่างชนิดและผู้ใช้ต่างประเภท รวมถึงการดำเนินการให้มีการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบรอบใหม่ทั้งในทะเลและบนบก และดำเนินการให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐและเอกชน ด้วยวิธีการเปิดเผย โปร่งใส และเป็นมิตรต่อสภาวะแวดล้อม พร้อมกับร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาพลังงาน

6.10 ปรับปรุงวิธีการจัดเก็บภาษีให้จัดเก็บอย่างครบถ้วน โดยปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้คงภาษีเงินได้ไว้ในระดับปัจจุบัน ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล แต่ปรับปรุงโครงสร้างอัตราภาษีทางด้านการค้าและขยายรากฐานการจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ ซึ่งจะจัดเก็บจากทรัพย์สิน เช่น ภาษีมรดก ภาษีจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยให้มีผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยให้น้อยที่สุด รวมทั้งปรับปรุงการลดหย่อนภาษีเงินได้ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้มีรายได้น้อย และยกเลิกการยกเว้นภาษีประเภทที่เอื้อประโยชน์เฉพาะผู้ที่มีฐานะการเงินดี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น

6.11 บริหารจัดการหนี้ภาครัฐที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งจำนวนสูงมากกว่า 700,000 ล้านบาท และเป็นภาระงบประมาณใน 5 ปีข้างหน้า อันจะทำให้เหลืองบประมาณเพื่อการลงทุนพัฒนาประเทศน้อยลง โดยประมวลหนี้เหล่านี้ให้ครบถ้วน หาแหล่งเงินระยะยาวมาสะสางหนี้ทั้งหมด และยืดระยะเวลาชำระคืนให้นานที่สุดเพื่อลดภาระของงบประมาณในอนาคต

6.12 ในระยะยาว พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและคมนาคมทางบกโดยเริ่มโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชยในกทม.และรถไฟฟ้าเชื่อมกทม.กับเมืองบริวารเพิ่มเติมเพื่อลดเวลาในการเดินทางของประชาช เพื่อตั้งฐานให้รัฐบาลต่อไปทำได้ทันที่ ด้านคมนาคมทางอากาศ โดยปรับปรุงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานในภูมิภาค เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณการจราจรทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และด้านการคมนาคมทางน้ำโดยพัฒนาการขนส่งสินค้าทางลำน้ำชายฝั่งทะเล เพื่อลดต้นทุนระบบโลจิสติกส์ของประเทศ เริ่มจากการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ตลอดจนผลักดันให้ท่าเรือในลำน้ำเจ้าพระยาและป่าสักมีการใช้ประโยชน์ในการขนส่งสินต้าภายในประเทศและเชื่อมโงกับท่าเรือแหลมฉบัง รวมทั้งการขุดลอกร่องน้ำลึก

6.13 ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการในสาขาขนส่งที่มีการแยกบทบาทและภารกิจของหน่วยงานในระดับนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยปฎิบัติที่ชัดเจน และจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลระบบราง เพื่อทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานการให้บริการและความปลอดภัย โครงสร้างอัตราค่าบริการที่เป็นธรรม การลงทุน การบำรุงรักษาและการบริหารจัดการ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบรางให้เป็นโครงข่ายหลักของประเทศ

6.14 พัฒนาและปรับปรุงระบบบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพ กำหนดเป้าหมายและมาตรการที่จะแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูกิจการ ตลอดจนพิจารณาความจำเป็นในการคงบทบาทการเป็นรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

6.15 ในด้านเกษตรกรรม ดำเนินการใน  2 เรื่องใหญ่ คือ การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การแบ่งเขตเพื่อปลูกพืชแต่ละชนิด

6.16 ในด้านอุตสาหกรรม ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับศักยภาพพื้นฐานของประเทศ เช่น ส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ตั้งแต่ต้นนำจนถึงปลายน้ำ ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้การออกแบบและสร้างสรรค์ 

6.17 เพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6.18 ส่งเสริมภาคเศรษฐกิจดิจิทัลและวางรากฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลให้เริ่มขับเคลื่อนได้อย่างจริงจัง ซึ่งจะทำให้ทุกภาคเศรษฐกิจก้าวหน้าไปได้ทันโลกและสามารถแข่งขันในโลกสมัยใหม่ได้  ปรับปรุงบทบาทและภารกิจของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงให้ดูแลและผลักดันงานสำคัญของประเทศชาติในเรื่องนี้และจะจัดให้มีคณะกรรมการระดับชาติเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง

7.การส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน

เร่งพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการขนส่งภายในอนุภูมิภาคและภูมิอาเซียน โดยเร่งขับเคลื่อนตามแผนงานการพัมนาความร่วมมือทางเศรษบกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (GMS) แผนความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) แผนความร่วมมือแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC) และแผนแม่บทความเชื่อมโยงในอาเซียน

พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยเริ่มจากการพัฒนาด่านการค้าชายแดนและโครงข่ายการคมนาคมขนส่งบริเวณประตูการค้าหลักของประเทศเพื่อรองรับการเชื่อมโยงกระบวนการผลิตและการลงทุนข้ามแดน พัฒนาระบบ National Single Window (NSW) โดยระยะแรกให้ความสำคัญกับด่านชายแดนที่สำคัญ 6 ด่าน ได้แก่ ปาดังเบซาร์ สะเดา อรัญประเทศ แม่สอด บ้านคลองลึก และบ้านคลองใหญ่

8.การพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและการพัฒนา และนวัตกรรม

8.1สนับสนุนการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาของประเทศเพื่อมุ่งเป้าหมายให้ไม่ต่ำกว่า 1% ของรายได้ประชาชาติและมีสัดส่วนรัฐต่อเอกชน 30:70 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขัน

8.2ส่งเสริมให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศ เช่น ด้านพลังงานสะอาด ระบบราง ยานยนต์ ไฟฟ้า การจัดการน้ำและขยะ ใช้ประโยชน์จากผลการศึกษาวิจัย และพัฒนาและนวัตกรรมของไทยตามความเหมาะสม  ในกรณีที่จำเป็นจะต้องซื้อวัสดุอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีจากต่างประเทศจะให้มีเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถพึ่งตนเองได้ในอนาคตด้วย

9.การรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากร และการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

9.1ในระยะเฉพาะหน้า เร่งปก้องและฟื้นฟูพื้นที่อนุรักษ์ ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า โดยให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ จัดทำแนวเขตทีด่นของรัฐให้ชัดเจน ส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่เอกชนเพื่อลดแรงกดดันในการตัดไม้จากป่าธรรมชาติ

9.2 ในระยะต่อไป พัฒนาระบบบริหารจัดการที่ดินและแก้ไขการบุกรุกที่ดินของรัฐโดยยึดแนวพระราชดำริที่ให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ เช่น กำหนดเขตป่าชุมชนให้ชัดเจน

9.3บริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้เป็นเอกภาพในทุกมิติทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ จัดให้มีแผนบริหารน้ำของประเทศ เพื่อให้การจัดทำแผนงานไม่เกิดความซ้ำซ้อนมีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ 

9.4เร่งรัดการควบคุมมลพิษทางอากาศ ขยะ และน้ำเสีย ที่เกิดจากการผลิตและบริโภค ในพื้นที่ใดที่สามารถจัดการขยะมูลฝอนโดยการแปรรูปเป็นพลังงานก็จะสนับสนุนให้ดำเนินการ ส่วนขยะอุตสาหกรรมนั้นจะวางระเบียบมาตรการเป็นพิเศษ โดยกำหนดให้ทิ้งในบ่อขยะอุตสาหกรรมที่สร้างขึ้นแบบมีมาตรฐาน และพัฒนาระบบตรวจสอบไม่ให้มีการลักลอบทิ้งขยะติดเชื้อ และใช้มาตรการทางกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

10.การส่งเสริมการบริหารราชกาแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ

10.1 จัดระบบอัตรากำลังและปรับปรุงค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐให้เหมาะสมและเป็นธรรม ยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นวางใจในระบบราชการ ลดต้นทุนดำเนินการของภาคธุรกิจเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับนานาประเทศ การรักษาบุคลากรภาครัฐที่มีประสิทธิภาพไว้ในระบบราชการ โดยจะดำเนิเนการตั้งแต่ระยะเฉพาะหน้าไปตามลำดับความจำเป็นและตามที่กฎหมายเอื้อให้สามารถดำเนินการได้

10.2 ในระยะแรก กระจายอำนาจเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริหารสาธารณะได้รวดเร็ว ทั้งจะวางมาตรการทางกฎหมาย มิให้เจ้าหน้าที่หลีกเลี่ยง ประวิงเวลา หรือใช้อำนาจโดยมิชอบก่อให้เกิดการทุจริต หริอสร้างความเสียหายแก่ประชาชนโดยเฉพาะนักลงทุน ในระยะเฉพาะหน้าจะเน้นการปรับปรุงหน่วยงานให้บริการด้านการทำธุรกิจ การลงทุน และด้านบริการสาธารณะในชีวิตประจำวันเป็นสำคัญ

10.3 เสริมสร้างระบบคุณธรรมในการแต่งตั้งและโยกย้ายบุคลากรภาครัฐ วางมาตรการป้องกันการแทรกแซงจากนักการเมือง และส่งเสริมให้มีการนำระบบพิทักษ์คุณธรรมมาใช้ในการบริหารงานบุคคลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ

10.4 ปรับปรุงและจัดให้มีกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และการมีผลประโยชน์ทับซ้อนในภาครัฐทุกระดับ โดยถือว่าเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนแห่งชาติและเป็นเรื่องที่ต้องแทรกอยู่ในการปฏิรูปทุกด้าน ทั้งจะเร่งรัดการดำเนินการต่อผู้กระทำการทุจริตทั้งในด้านวินัยและคดี รวมทั้งให้ผู้ใช้บริการมีโอกาสประเมินระดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ และเปิดเผยผลการประเมินต่อประชาชน อีกทั้งจะทำกรณีศึกษาที่เคยเป็นปัญหา เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การ่วมทุน การใช้จ่ายเงิยภาครัฐ การปฏิบัติโดยมิชอบ ซึ่งได้มีคำวินิจฉัยขององค์กรต่างๆ มาเป็นบทเรียนให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และประมวลเป็นกฎระเบียบหรือคู่มือในการปฎิบัติราชการ

11.การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

11.1 ในระยะเฉพาะหน้า จะเร่งปรับปรุงประมวลกฏหมายหลักของประเทศและกฎหมายอื่นๆที่ล้าสมัย ไม่เป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศ เป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน โดยจะใช้กลไกของหน่วยงานเดิมที่มีอยู่และระดมผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นคณะกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้นเฉพาะกิจเป็นผู้เร่งดำเนินการ

11.2 ในระยะต่อไป จะจัดตั้งองค์กรปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ปราศจาการแทรกแซงของรัฐ


เปิดพิมพ์เขียวนโยบาย-ทำก่อน-ทำจริง-ทำทันที

จาก โพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวออนไลน์โพสต์ทูเดย์

นโยบายรัฐบาลฉบับรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมครม.อย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 9 ก.ย. ขั้นตอนจากนี้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สล.ค.)นำไปจัดพิมพ์เพื่อส่งให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ศึกษา ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะแถลงนโยบายต่อที่ประชุมสนช.ในวันที่ 12 ก.ย. นี้

นโยบายรัฐบาลฉบับพล.อ.ประยุทธ์ แตกต่างจากนโยบายรัฐบาลพลเรือนหลายประเด็นอย่างมีนัยยะสำคัญ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนยกร่างได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแสะสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับคณะที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)  โดยนำแนวความคิดของพล.อ.ประยุทธ์ ไปแปลงเป็นนโยบาย

ข้อสั่งการนายกฯมี  5 ประการ กล่าวคือ 1. นายกฯขอให้ทำนโยบายยึดยุทธศาสตร์ตามแนวพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา 2. เน้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นความพอดี พอสมควาร ความมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน สะท้อนให้เห็นในนโยบายเกือบทุกข้อ  3. ยึดตามแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่11 เท่าที่ทำได้ 4. นโยบายของคสช. เช่นโรดแม็พสามระยะ หรือหลักค่านิยม 12 ประการ(ของพล.อ.ประยุทธ์ 5.ปัญหาของประเทศและความต้องการของประชาชนในรอบ3-4เดือนที่ผ่านมาว่าเขาต้องการอะไร เรียกร้องอะไร อยากเห็นอะไร

หลังจากคณะยกร่างฯนำแนวความความคิด ความเห็นทั้งหมดประมวล   ทำให้นโยบายการบริหารประเทศ กำหนดออกมาเป็น 11 ด้าน เช่น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการศึกษา การทำนุบำรุงศาสนาดูแลศิลปะวัฒนธรรม เรื่องความมั่นคง ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เรื่องอาเซียน เรื่องการต่างประเทศ การสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม

ในบรรดา 11 ข้อ  แยกออกเป็นข้อย่อย กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ 1.นโยบายระยะเร่งด่วน ดำเนินการภายในเวลา 1 เดือนหลังจากรัฐบาลเข้าทำงาน 2.ระยะกลาง ต้องทำให้แล้วเสร็จภายในเวลา 1 ปี และ3. ระยะยาวกว่ 5 - 10ปี อาทิ การดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่นโครงการ รถไฟทางคู่ ถ้าต้องมีกาตรากฎหมาย ก็ต้องยกร่างเตรียมกฎหมาย ต้องศึกษา เลือกสถานที่

ความโดดเด่นของนโยบายฉบับนี้ที่พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งการให้เน้นเป็นพิเศษไม่เหมือนนโยบายรัฐบาลชุดที่ผ่านมา คือ การอธิบายให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับการการวางผังเมืองที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม หรืออุตสาหกรรม และจะถูกเวนคืนหรือไม่

ขณะเดียวกันได้มีการสอดแทรกเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพไว้ในหลายข้อจากจำนวน 11 ข้อ เช่นกล่าวถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนในเรื่องการปฏิรูปกฎหมายปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและการขจัดเงื่อนไขความไม่เป็นธรรมในสังคมและความมั่นคง

สำหรับการปฏิรูปประเทศได้บรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาลน่าสนใจว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ที่ตั้งขึ้นโดยทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือในการออกแบบประเทศ รัฐบาลจะประสานงานสปช.โดยไม่มีการแทรกแซง จากรัฐบาลพร้อมเปิดเวทีในการปฏิรูปเพิ่มขึ้นจากเวทีทางการของสปช.250คนแล้ว ต้องทำให้ผู้ที่ไม่ได้อยู่ใน250คนมีพื้นที่แสดงความเห็นในการเข้ามาเป็นกรรมาธิการ หรือ อนุกรรมการ ที่ปรึกษาของสปช.

ด้านการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ มอบหมายกองทัพ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการขจัดเงื่อนไขความไม่เป็นธรรมความเหลื่อมล้ำทางสังคม รายได้ การอำนวยความยุติธรรม

ทั้งนี้ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยจุดสนใจของนโยบายรัฐบาลว่า "ท่านนายกฯได้ย้ำว่าสิ่งที่ท่านเคยพูดมาแล้วนั้นอาจจะถือเป็นคำขวัญประจำรัฐบาลนี้ก็ได้ เพราะมันจะปรากฏในนโยบายทั้งหมด นั่นก็คือเรื่องทำก่อน ทำจริง ทำทันที ที่หวังผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน ซึ่งคำเหล่านี้จะปรากฏเป็นรูปธรรมในนโยบาย เช่นเมื่อพูดถึงเรื่องรถไฟ เรื่องเศรษฐกิจ การสร้างความปรองดอง การปฏิรูป ต้องลงไปว่าอะไรคิดไว้ก่อนต้องทำก่อน ต้องทำให้จริง และต้องทำทันที นั่นคือระยะเฉพาะหน้า"

"เรื่องหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีให้แทรกและต้องปรับปรุงในร่างนโยบายสุดท้ายก่อนที่จะมีการส่งพิมพ์ในวันนี้ คือ ทุกหัวข้อทุกเรื่องไม่ว่าทำในเรื่องอะไรเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา ความมั่นคง สาธารณสุข ให้แทรกเรื่องการป้องกันและปราบการทุจริตและคอรัปชั่นเข้าไปให้หมด แทรกเรื่องการปฏิรูปการเปลี่ยนแปลง และเรื่องการเดินหน้าไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อทุกอย่างมาถึงจุดหนึ่งแล้วให้ปรากฏอยู่ในทุกเรื่องฉะนั้นทั้งสามเรื่องจะเป็นวาระแห่งชาติที่แทรกเข้าไปในนโยบายทุกข้อ"วิษณุ กล่าว

วิษณุ ย้ำว่า รัฐบาลรู้กรอบเวลาบริหารประเทศไม่ใช่อยู่ 4ปีเหมือนรัฐบาลอื่น นโยบายจึงเขียนไว้เพื่อให้ทำงานได้ใน 1 ปี ยกเลิกสิ่งที่วางรากฐาน เพราะฉะนั้นเป้าหมายเรื่องประชาธิปไตย การปฏิรูปเรื่องการไม่ทุจริตคอรัปชั่นจึงเป็นเป้าหมายจะทำอะไรก็ตามก็เดินให้ถึงเป้าหมายนั้นให้ได้ โดยใช้เป็นตัวหลักและเป็นคำตอบสุดท้ายเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้งมีรัฐบาลหน้าและหวังว่าอะไรใหม่ๆ จะเกิดขึ้น สามารถรับช่วงงานทั้งหมดไปทำได้เป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เป็นภาระแก่ประชาชน ซึ่งจะเดินไปในแนวทางนี้

ทั้งนี้เชื่อว่าหากมีการปฏิรูประบบราชการปฏิรูปวิธีการทำงานของข้าราชการ ถ้าได้ขจัดคอรัปชั่นได้ดูแลเรื่องการปกครองส่วนภูมิภาค ส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่นและได้ปฏิรูปการเมืองเท่าที่ทำได้ ทั้งหมดก็จะเป็นคำตอบของประชาธิปไตยได้ในตัวเอง


ศูนย์ดำรงธรรมฟื้นราชการ-อำนาจผู้ว่าฯ

จาก โพสต์ทูเดย์

โดย...เจษฎา จี้สละ

แนวทางบริหารประเทศยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาฟื้น ระบบราชการ เป็นตัวนำ

“ศูนย์ดำรงธรรม” ได้กลายเป็นพระเอก หรือเครื่องมือหลักให้กับรัฐบาลชุดนี้ เมื่อมีการปรับบทบาทใหม่ เพิ่มอำนาจให้กับศูนย์แห่งนี้ทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัด

คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 96/2557 ออกประกาศ กำหนดอำนาจหน้าที่ของศูนย์ดังกล่าวเพิ่มขึ้น จัดตั้งศูนย์ทั้งในส่วนกลางและระดับจังหวัด ขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย ประสิทธิภาพการบริหารงานระดับจังหวัดและการปฏิบัติงานของส่วนราชการ โดยต้องบริการประชาชน ให้มีคุณภาพ รวดเร็ว ลดขั้นตอนในการปฏิบัติงาน รวมถึงรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน และการปฏิรูป

ล่าสุด กระทรวงมหาดไทยจัดประชุมผู้บริหารของกระทรวงและผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของ คสช. โดยเหล่าผู้ว่าฯ ต่างเรียกร้องให้มีการเพิ่มอำนาจให้กับศูนย์ดำรงธรรม กลายเป็น ศูนย์ที่สั่งการเบ็ดเสร็จ หลังจากเปิดใช้มาตั้งแต่ปี 2537 แต่ค่อยๆ หมดบทบาทลงเมื่อรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งใช้ศูนย์บริการประชาชนที่ทำเนียบรัฐบาลและ สส.

อภิชาติ โตดิลกเวชช์ ผวจ.แพร่ เป็นตัวแทนภาคเหนือ กล่าวว่า ผู้ว่าฯ ภาคเหนือมีความเห็นร่วมกันว่า ประกาศ คสช.ฉบับนี้ต้องการให้ผู้ว่าฯ มีอำนาจเพิ่มขึ้น ต้องการให้ศูนย์ดำรงธรรมเป็นศูนย์สั่งการเบ็ดเสร็จเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาม็อบพืชผลการเกษตรให้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่นั้นๆ

นอกจากนั้น ในการจัดโครงสร้างการบริหาร ควรมีการแบ่งลักษณะงานเป็น 2 ประเภท คือ งานปกติ ได้แก่ การรับเรื่องราวร้องทุกข์ การให้คำปรึกษา บริการข้อมูล ควรมีบอร์ดบริหารและกำหนดเป็นคณะทำงาน 4 กลุ่ม อีกประเภทหนึ่งคือ งานกรณีพิเศษ ขึ้นอยู่กับบอร์ดบริหารพิจารณาเป็นกรณี เช่น น้ำท่วม ภัยพิบัติ ยาเสพติด เป็นต้น นอกจากนี้ศูนย์ดำรงธรรมควรลงลึกถึงอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และมีชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน

บวรศักดิ์ วานิช ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า แต่ละจังหวัดได้จัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมในมิติใหม่ตาม|นโยบายของ คสช.เรียบร้อยแล้ว และยังจัดตั้งศูนย์ในส่วนอำเภอ เพื่อการแก้ไขปัญหาในเชิงรุก เน้นการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ให้มากที่สุด ลักษณะงานที่ปฏิบัติจนเป็นรูปธรรมแล้ว คือ One Stop Service

ทั้งนี้ จากสถิติการปฏิบัติงาน พบว่าเกิน 70% ของการร้องเรียนได้รับการแก้ไขภายใต้การดำเนินการของจังหวัด แต่หากเป็นเรื่องที่อยู่เหนืออำนาจของจังหวัด จะถูกส่งเรื่องขึ้นมาตามลำดับการปกครอง

“นับตั้งแต่มีประกาศของ คสช.จนขณะนี้ มีวาระที่เกิดขึ้นในกระบวนการกว่า 1 แสนรายการ ส่วนเรื่องที่เป็นประเด็นปัญหามากที่สุด อาทิ เรื่องราคายางพารา เนื่องจากจังหวัดไม่มีอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมด จึงต้องส่งเรื่องมายังส่วนกลางโดยตรง”บวรศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่พบในช่วงแรกคือ ความเข้าใจของประชาชนและเจ้าหน้าที่ต่อศูนย์ดำรงธรรม เพราะเดิมเป็นเพียงหน่วยงานที่รับเรื่องร้องทุกข์ อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย แต่หลังจากมีประกาศของ คสช. เท่ากับว่าส่วนจังหวัดกลายเป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนศูนย์ดำรงธรรมในแต่ละพื้นที่ เพราะสามารถสั่งการให้หน่วยงานข้าราชการภายใต้สังกัดดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที

“จริงๆ มีการปฏิบัติงานในลักษณะนี้อยู่แล้ว แต่แยกส่วนงานกันทำ ทำให้การดำเนินงานไม่เป็นองค์รวม คสช.อยากให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะถ้ามาศูนย์ดำรงธรรมแล้ว สามารถจบได้ในศูนย์เดียว”

เดชรัฐ สิมศิริ ผวจ.ยะลา กล่าวว่า งบประมาณยังคงเป็นปัญหาในช่วงแรก แต่ก็ต้องทำ ไม่อย่างนั้นไม่ได้เริ่ม ซึ่งทราบว่ากระทรวงมหาดไทยกำลังหางบประมาณอยู่ ส่วนจังหวัดก็ใช้งบที่เหลือจากส่วนอื่นในการขับเคลื่อน

วินัย บัวประดิษฐ์ผวจ.พัทลุง กล่าวว่า มีการวางนโยบายเชิงรุกให้กับศูนย์ โดยเตรียมจัดตั้งคณะทำงานที่จะเข้าไปศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ รวมถึงวางยุทธศาสตร์ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายล่วงหน้า โดยเฉพาะปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรและปัญหาน้ำท่วม เพราะเป็นปัญหาที่เผชิญอยู่ซ้ำซาก หากสามารถใช้กลไกการประสานหน่วยงานราชการที่มีอยู่ตอนนี้อย่างเป็นองค์รวม จะแก้ไขปัญหาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : เปิดนโยบายรัฐบาล วางหลัก พัฒนา 11 ด้าน

 * 

สำนักงานสอบบัญชี พี แอนด์ อี,สำนักงานบัญชี พี.เอ็ม.เอส.,คณะบุคคลที่ปรึกษา พี.เอ.ที.,บจ.สำนักงานบัญชีและธุรกิจ พี.เอ.แอล.

 
  
view