http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,119,560
เปิดเพจ23,733,911

สัญญาณฟองสบู่ (ของหุ้นตัวเล็ก)

สัญญาณฟองสบู่ (ของหุ้นตัวเล็ก)

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




ผมติดตามภาวะของตลาดหุ้นไทยมานานนับถึงวันนี้ก็คงประมาณ 20 ปีแล้ว

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นและราคาหุ้นมีการปรับตัวขึ้นลงค่อนข้างแรง ปีหนึ่งน่าจะผันผวนขึ้นลงอาจจะเฉลี่ยถึง 25%

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่หุ้นขึ้นไปสูงนั้น ผมก็ไม่ได้คิดว่าราคาหุ้นเป็น “ฟองสบู่” อะไรมากมายนัก ดังนั้น ผมจึงไม่เคยคิดที่จะขายหุ้นเพราะคิดว่าราคามันแพงเกินไป แต่ในช่วงหลังสองสามปีที่ผ่านมานี้ รู้สึกว่าราคาหุ้นไทย ปรับตัวขึ้นไปมากจนหาหุ้นที่มีราคาถูกยากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่หุ้นที่ผมถืออยู่ซึ่งเน้นหุ้นที่เป็นแนว “ซุปเปอร์สต็อก” ก็มีราคาแพงขึ้นมาก

อย่างไรก็ตาม หุ้นที่ผมรู้สึกว่ามีราคาแพงสุด ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีคุณสมบัติโดดเด่นอะไรก็คือหุ้นตัวเล็กๆจำนวนมาก โดยเฉพาะที่มีข่าวหวือหวาที่สามารถกระตุ้นราคาหุ้นได้ การปรับขึ้นของราคาหุ้นที่เห็นอยู่นี้ คิดว่าัเป็น “ฟองสบู่” อย่างชัดเจน โดยที่ผมเห็น “สัญญาณ” ต่าง ๆ มากมายดังต่อไปนี้

สัญญาณตัวแรกซึ่งเป็นสัญญาณที่เชื่อถือได้มากในทุกครั้งที่เกิดฟองสบู่หุ้นก็คือ หุ้นเข้าตลาดครั้งแรกหรือหุ้น IPO โดยเฉพาะในหุ้นตัวเล็กที่มีความต้องการล้นหลาม และเมื่อเข้าซื้อขายในตลาดเป็นวันแรกนั้น ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปแรงมาก หลายๆตัวหุ้นขึ้นไปชนเพดานที่ 200% หุ้นที่ขึ้นไปเพียง 40%-50% บางทีกลายเป็นที่ “น่าผิดหวัง” สัญญาณที่แรงขนาดนี้ของหุ้น IPO ก็อาจจะพอบอกได้ถึงการเก็งกำไรที่ร้อนแรงและเป็นสัญญาณว่ามี “ฟองสบู่” ได้แล้วในหุ้นตัวเล็ก แต่เรายังมีสัญญาณอื่น ๆ อีกมาก

สัญญาณที่สองก็คือ ความแพงของหุ้นตัวเล็กที่วัดจากค่า PE PB และ Dividend Yieldหรืออัตราปันผลของหุ้นในตลาดหุ้น MAI ซึ่งเป็นตลาดของหุ้นขนาดเล็ก โดยค่า PE ของตลาด MAI เท่ากับประมาณ 80 เท่า ค่า PB ประมาณ 5 เท่า และปันผลประมาณ 1% นี่เป็นการบอกอย่างชัดเจนว่าหุ้นขนาดเล็กโดยเฉลี่ยมีราคาที่แพงมาก ถ้าจะให้เดา มันคงเป็นความแพงที่เหนือกว่าความแพงของตลาดหุ้น Nasdaq ของอเมริกาที่เป็นหุ้นไฮเท็คในช่วงปี 1999 ที่เกิดฟองสบู่และตลาดถล่มลงในปี 2000 ที่ทำให้ดัชนีหุ้นลดลงถึง 50% ในเวลาอันสั้น ผมก็ได้แต่หวังว่าถ้าของเราเป็นฟองสบู่จริงและ “แตก” มันจะไม่เลวร้ายขนาดนั้น

สัญญาณที่สามที่ผมไม่ได้ทำสถิติแต่ใช้การสังเกตไปเรื่อย ๆ ซึ่งพบว่ามีการเล่นหรือซื้อขายหุ้นตัวเล็กในปริมาณที่สูงมากเมื่อเทียบกับ Market Cap. ของบริษัท มองคร่าว ๆ ผมคิดว่าการซื้อขายต่อวันของหุ้นในตลาด MAI ในช่วงหลัง ๆ นี้คิดแล้วน่าจะเฉลี่ยประมาณ 2%-3% ต่อวัน ในขณะที่ตลาดหลักทรัพย์มีค่าเฉลี่ยประมาณ 0.3% หรือพูดอย่างหยาบ ๆ ก็คือ หุ้นตัวเล็กนั้น มีการ “หมุนหุ้น” เป็นเกือบ 10 เท่าของหุ้นตัวใหญ่

สำหรับผมแล้ว หุ้นที่มีการซื้อขายถึง 1% ของ Market Cap. ต่อวันก็ต้องถือว่ามีการเก็งกำไรสูงมากแล้ว ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ถ้าดูหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุด 10 หรือ 20 อันดับในแต่ละวันก็จะพบว่าบ่อยครั้งประกอบไปด้วยหุ้นตัวเล็กกว่าครึ่ง หรืออย่างน้อยก็ต้องมีหุ้นตัวเล็กแทรกมาหลาย ๆ ตัว ซึ่งผมคิดว่าในตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้วมันไม่น่าจะเป็นไปได้เลยที่หุ้นที่มี Market Cap. เพียงพันหรือสองพันล้านบาทจะมีมูลค่าการซื้อขาย มากกว่าหุ้นที่มีขนาดหลายแสนล้านบาทได้

สัญญาณที่สี่เป็นเรื่องของ “Story” หรือข่าวต่าง ๆ รวมถึงเรื่องของ “Concept” หรือหุ้นที่มีแนวคิดหรือโมเดลทางธุรกิจที่ “น่าตื่นเต้น” หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเป็นหุ้นที่สามารถ “สร้างจินตนาการ” ที่บรรเจิด ในประเด็นนี้ก็คงคล้าย ๆ กับหุ้นไฮเท็คในตลาด Nasdaq ในช่วงฟองสบู่ที่หุ้นจำนวนมากมีราคาที่ “สูงสุดฟ้า” เพราะนักลงทุน “ฝัน” ว่ามันจะ “ปฏิวัติโลก” ของสิ่งต่าง ๆ ด้วยผลิตภัณฑ์ของบริษัท อย่างไรก็ตาม สำหรับหุ้นตัวเล็กของไทยในช่วงนี้คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่มันก็มีพลังพอที่จะขับเคลื่อนราคาหุ้นไปได้มหาศาล เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ราคาหุ้นของไทยในช่วงที่ตลาดหุ้นบูมและคนเข้ามาเล่นหุ้นกันมากนั้น แม้แต่เรื่องราวเล็ก ๆ แต่ขอให้มันมีประเด็นและอิงไปได้ว่ามันจะทำให้บริษัท “โต” แบบก้าวกระโดดเท่านั้น หุ้นก็จะวิ่งไปได้มาก

สัญญาณที่ห้าก็คือ นักวิเคราะห์หุ้นที่เป็นมืออาชีพบางคนจะมีการใช้เทคนิคในการประเมินมูลค่าบริษัทที่มี “ความคิดสร้างสรรค์” สูงขึ้นเรื่อย ๆ การให้ค่า PE ของบริษัทอาจจะอิงจากค่า PE ในอดีตที่ผ่านมาที่สูงลิ่ว และอาจจะบวกค่าการ “เติบโต” ในอนาคตที่จะ “ก้าวกระโดด” นอกจากนั้น มีการใช้ค่า PEG หรือค่า PE ต่อค่า G หรือการเจริญเติบโตที่สูงลิ่วมาแทนค่า PE ซึ่งอาจจะทำให้หุ้นสามารถมีค่า PE สูง 50-60 เท่าได้โดยที่หุ้นยัง “ไม่แพง” ได้

หุ้นบางตัวนั้นเนื่องจากยังไม่มีกำไรหรือมีกำไรน้อยมาก การใช้ PE ก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น วิธีการใช้ Discounted Cashflows หรือการใช้กระแสเงินสดในอนาคตที่ยาวไกลที่บริษัทจะได้รับมาเป็นฐานในการคำนวณจึงเป็นวิธีที่ใช้กันมากขึ้น และด้วยวิธีการนี้ การ “เล่นตัวเลข” ก็ง่ายขึ้นมาก พูดอย่างหยาบ ๆ ก็คือ คุณแทบจะทำ “มูลค่าที่เหมาะสม” ของบริษัทให้เป็นเท่าไรก็ได้ขึ้นอยู่กับ “สมมุติฐาน” ที่ใช้

สัญญาณสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ หนังสือเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นที่ติดอันดับหนังสือขายดีบนแผงหนังสือนั้น มีมากมายกว่าหนังสือแนวอื่น นี่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานหลายปีมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง ๆ นี้ หนังสือแนวการลงทุนที่เน้นการ “เทรด” หรือซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ จะขายดีกว่าหนังสือที่เน้นแนว VI แท้ ๆ ที่เน้นการลงทุนระยะยาว ซึ่งเป็นการแสดงว่าคนสนใจการ “เก็งกำไร” มากขึ้นโดยเปรียบเทียบ

สัญญาณทั้งหมดที่พูดถึงนั้นดูเหมือนว่าจะเน้นเฉพาะหุ้นตัวเล็ก แต่จริง ๆ แล้ว หุ้นทั้งตลาดไทยเองนั้นก็มีสัญญาณของ “ฟองสบู่” ที่กล่าวถึงเช่นกันแม้ว่าดีกรี หรืออัตราความรุนแรงจะไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น หุ้น IPO ตัวใหญ่ก็มีราคาปรับขึ้นมากกว่าในภาวะปกติมาก ค่า PE และ PB ของตลาดหลักทรัพย์เองก็สูงลิ่ว เมื่อเทียบกับอดีตและกับประเทศอื่นอีกหลายประเทศ ปริมาณการซื้อขายหุ้นของตลาดโดยรวมก็สูงลิ่วและสูงที่สุดในอาเซียน ทั้งๆที่ขนาดของตลาดเล็กกว่าสิงคโปร์หรือมาเลเซีย

หุ้นตัวใหญ่ของไทยเองก็มีการเล่นกันด้วย Story ต่าง ๆ ไม่น้อย Growth หรือการเจริญเติบโตของบริษัทกลายเป็นเรื่องที่นักลงทุนใช้ในการ “ขับดัน” ราคาหุ้นที่ผมคิดว่า “มากเกินไป” เหตุผลก็คือ มันอาจจะเป็นการโตได้แค่ช่วงสั้น ๆ ปีหรือสองปีเนื่องจากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า ส่วนในประเด็นของนักวิเคราะห์เองนั้น พวกเขาไม่ได้ใช้ “เทคนิคที่สร้างสรรค์” เฉพาะบริษัทเล็กเท่านั้น และสุดท้ายก็คือเรื่องของหนังสือเกี่ยวกับหุ้นนั้น มันเป็นสัญญาณที่บอกว่าหุ้นโดยรวมของไทยเองนั้น ได้รับความสนใจอย่างมากซึ่งก็หมายถึงว่าราคาของมันน่าจะสูงจากความต้องการซื้อของคน

ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ หุ้นตัวเล็กนั้นมี “ฟอง” อย่างแน่นอนเพราะสัญญาณนั้นชัดเจนมาก และไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรผมคิดว่ามันก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีการ “แตก” ในระดับหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว ประวัติศาสตร์ของหลาย ๆ เหตุการณ์ในตลาดหุ้นหลาย ๆ ประเทศมันบอกอย่างนั้น แต่สำหรับตัวตลาดหลักทรัพย์เองนั้น ผมเองก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็น “ฟอง” ไหม ความเชื่อส่วนตัวก็คือ มันคงมีบ้าง เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ มันเป็นเรื่องยากที่ฟองจะเกิดเฉพาะในหุ้นเล็กโดยที่ภาวะของหุ้นใหญ่หรือหุ้นโดยรวมไม่เอื้ออำนวย


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : สัญญาณฟองสบู่ หุ้นตัวเล็ก

view

*

view