http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท20/10/2017
ผู้เข้าชม20,008,958
เปิดเพจ23,603,259

สนทนากับ Joseph Stiglitz 3 ข้อคิดสำหรับเศรษฐกิจไทย (จบ)

จากประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ มายาการเงิน
โดย สันติธาร เสถียรไทย santitarn.satthirathai@gmail.com

คราวที่แล้วผมได้พูดถึงข้อคิดเศรษฐกิจไทยที่ได้จากการสนทนากับ ศาสตราจารย์ Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ซึ่งเป็นทั้งอาจารย์ผมด้วยไปแล้ว 2 ข้อ โดยข้อแรกท่านว่า ระวังโรค Deficit Fetishism คือ อย่ากลัวการขาดดุลการคลังมากเกินไป ข้อสองภาคการเงินต้องอยู่เพื่อเศรษฐกิจ ไม่ใช่เศรษฐกิจอยู่เพื่อภาคการเงิน ก็คือภาคการเงินที่แกร่งและส่งเสริมแต่กลุ่มที่เข้าหาเงินทุนได้ง่ายอยู่แล้ว แต่ไม่ช่วยพัฒนาบริษัทใหม่ ๆ Entrepreneur ใหม่ ๆ แบบนี้จะมีไปทำไม ?

จากคำถามนี้ ศาสตราจารย์ Joseph Stiglitz แนะว่าระดับการพัฒนาของภาคการเงิน ควรถูกวัดด้วย 4 ข้อ ได้แก่ 1.ดูความสามารถในการเข้าสู่แหล่งการเงินของกลุ่มที่พึ่งพาการเงินจริง ๆ เช่น SMEs ว่ามีเม็ดเงินสินเชื่อลงไปสามารถเสริมสร้างบริษัทใหม่ ๆ ให้เกิดและช่วยให้ SMEs ที่มีอยู่แล้วทั้งหลายโตได้แค่ไหน ไม่ใช่แค่ดูสินเชื่อโดยรวม 2.คนเข้าสู่แหล่งการออมมีบัญชีเงินฝากเพียงใด 3.ระบบการจ่ายเงิน Payment System มีประสิทธิภาพ ค่าธรรมเนียมธุรการไม่สูงไป 4.ช่วยเศรษฐกิจบริหารความเสี่ยง โดยมีมาตรการปล่อยกู้ที่สวนกระแสกับเศรษฐกิจ ปล่อยง่ายในยามยาก ปล่อยยากในยามดี (Anticyclical Lending) เพราะปกติเรามักจะเห็นตรงกันข้าม

บทบาทของแบงก์ชาติกับสถาบันการเงินของรัฐ

ศาสตราจารย์ Stiglitz มองว่าทั้งหมดนี้ควรเป็นส่วนหนึ่งของจุดประสงค์และบทบาทของธนาคารกลางของประเทศ ไม่ใช่แค่ดูเพียงดอกเบี้ย ค่าเงิน และสุขภาพของสถาบันการเงินเท่านั้น และภาคการเงินก็ต้องมองให้กว้าง รวมไปถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐด้วย ว่าเราจะพัฒนาธนาคารรัฐอย่างไร ให้เติมเต็มในส่วนที่ธนาคารเอกชนอาจไม่สามารถเข้าไปให้บริการทั่วถึงได้ แทนที่จะให้บริการที่ซ้ำซ้อน และแข่งขันกับภาคเอกชนอย่างที่เป็นอยู่

โดยอาจดูตัวอย่างของธนาคารเพื่อการพัฒนา BNDES ของบราซิล ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของที่นั่น จนมีขนาดใหญ่กว่า World Bank เสียอีก

ล่าสุด ที่มีการเพิ่มอำนาจให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สามารถกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจได้มากขึ้น อาจเป็นโอกาสดีที่จะช่วยจัดระเบียบ กำหนดบทบาท กรอบ และ KPI ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจใหม่ให้ชัดเจน ลดปัญหาการทับซ้อนกันระหว่างบริการการเงินของธนาคารเฉพาะกิจบางแห่งกับธนาคารพาณิชย์ และทำให้ธนาคารเฉพาะกิจที่มีปัญหาบางแห่ง มีการบริหารความเสี่ยงและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่ในขณะเดียวกัน คงต้องระวังไม่ให้การคุมกำกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจเหล่านี้เข้มไป จนกลายเป็นธนาคารเหล่านี้แข็งแกร่งจริง แต่ไม่ส่งเสริมการพัฒนาภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Sector) และเติมช่องว่างในตลาดอย่างที่ศาสตราจารย์ Stiglitz เตือนไว้

บทสนทนายังเหลือข้อสุดท้าย คือ ภาษีมรดก อาจไม่ตอบโจทย์ที่หลายรัฐบาลต้องการ ภาษีสิ่งแวดล้อมอาจจะน่าสนใจกว่า

ในฐานะที่ศาสตราจารย์ Stiglitz ท่านเป็นคนเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำ ชื่อ Price of Inequality และเป็นผู้สนับสนุนการปฏิรูปเก็บภาษีมรดกในอเมริกา เลยอดไม่ได้ที่อยากฟังความเห็นของท่านในเรื่องนี้ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอย่างมากในประเทศไทย

ท่านบอกว่าแม้ในหลักการแล้ว การเก็บภาษีจากคนมีฐานะ มีสินทรัพย์สะสมมากนั้น เป็นสิ่งที่ถูก ในความเป็นจริงนั้นหากระบบดีไซน์ไม่ดีและควบคุมไม่รัดกุม คนที่ต้องจ่ายภาษีมรดก จะกลายเป็นมีแต่คนที่ไม่มีทนายเก่ง ๆ เท่านั้น ส่วนคนที่มีสินทรัพย์มากจริง ๆ อาจไม่ต้องจ่าย เลยกลายเป็นเครื่องมือกระจายรายได้ที่ไม่ดีเท่าไร และอาจทำให้ปัญหาแย่ลงด้วยซ้ำ

ซึ่งตรงกับงานศึกษาจากประเทศอื่น ๆ ที่ผมเห็นว่าภาษีมรดกนั้น มักจะไม่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเพิ่มรายได้ให้รัฐ และการกระจายรายได้ เพราะรั่วไหลได้ง่ายมาก

จริง ๆ แล้วอาจไม่ต้องมีทนายเก่งมากก็ยังได้ เพราะวิธีที่จะหลบภาษีตัวนี้มีหลายอย่างที่อาจไม่ต้องใช้นักกฎหมาย แต่แค่เปลี่ยนรูปแบบการออม เช่นเปลี่ยนที่ดินเป็นเครื่องเพชร หรือเอาเงินออกนอกประเทศ กลายเป็นประเทศไทยต้องเสียแหล่งเงินออมในประเทศไปอีก

เลยกลายเป็นว่าคนที่ได้ประโยชน์จริง ๆ อาจกลายเป็นร้านค้าเพชร ธนาคารที่มีสาขาต่างประเทศ กับประเทศที่เป็น Financial Center อย่างสิงคโปร์ ที่ได้ยกเลิกภาษีมรดกไปส่วนหนึ่งก็เพื่อดึงเงินทุนจากต่างประเทศ ผมขอไม่ลงรายละเอียดในเรื่องนี้ แต่ขอแนะให้อ่านบทความโดยสถาบันอนาคตไทยศึกษา ที่ชื่อ 6 ข้อสังเกตเรื่องภาษีมรดก ซึ่งให้ข้อคิดหลายอย่างที่ดีมาก

ในทางกลับกัน ศาสตราจารย์กลับมองว่ามีภาษีหลายตัวที่ประเทศกำลังพัฒนามักเก็บไม่เพียงพอ ที่จะช่วยได้ทั้งเรื่องการจัดสรรทรัพยากร การเก็บรายได้ให้รัฐ และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เช่น ภาษีเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (Environmental Taxes) เช่น ภาษีมลพิษที่เก็บจากผู้ก่อมลพิษ อย่าง Carbon หรือน้ำเสีย แล้วสามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ชดเชยช่วยเหลือผู้เสียหายจากมลพิษเหล่านี้เป็นการกระจายรายได้รูปแบบหนึ่งด้วย

สรุปว่า ศาสตราจารย์ Stiglitz ก็ยังคงมีแนวคิดที่น่าสนใจอยู่เหมือนเดิม บ้างก็สวนกระแสหลักทางเศรษฐศาสตร์ แต่ก็ทำให้น่านำเอาไปคิดต่อ และหลายอย่างอาจจะมีประโยชน์ นำมาประยุกต์ใช้กับเศรษฐกิจไทยในตอนนี้ได้ด้วย


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : สนทนา Joseph Stiglitz 3 ข้อคิด สำหรับเศรษฐกิจไทย

view

*

view