หน้าแรก  วิสัยทัศน์/พันธกิจ  บริการของเรา  LINK 4 A/C  DOWNLOAD  ติดต่อเรา 
« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

เมนู

วิสัยทัศน์ / นโยบาย

ตรวจสอบบัญชี

บริการจัดทำบัญชี

ที่ปรึกษาบัญชี / ภาษี

วางระบบบัญชี

จดทะเบียนธุรกิจ

สมุดเยี่ยม

ติดต่อเรา

 

บทความที่น่าสนใจ

.......... บทความ 108 ..........

 
สมัครงาน

เจ้าหน้าที่บัญชี

ผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชี

พนักงานขาย

 

ระบบสมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 14/11/2007
ปรับปรุง 13/10/2017
สถิติผู้เข้าชม 19,993,023
Page Views 23,553,509
 

ฐานข้อมูลรัฐ

thaiworm33
ulanla

ขาดทุน จำนำข้าว บทเรียนราคาแพงหลายแสนล้าน

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
นครินทร์ ศรีเลิศ Bank_tennis@hotmail.com



การแถลงผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว โดยปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานอนุปิดบัญชี

โครงการรับจำนำข้าว ถือเป็นการเปิดเผยตัวเลขจากทางราชการ ที่หลายฝ่ายจะใช้อ้างอิงเพื่ออธิบายถึงความเสียหายจากโครงการนี้

ผลการปิดบัญชีโครงการรับจำข้าวเปลือกของกระทรวงการคลังระบุว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา 2547 - 2557 มีการขาดทุนสูงถึง 6.82 แสนล้านบาท เฉพาะในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่มีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดในช่วง 4 ฤดูกาลผลิตมีการขาดทุนสูงถึง 5.18 แสนล้านบาท มีการใช้เงินในการดำเนินโครงการไปทั้งสิ้น 7.08 แสนล้านบาท มีรายได้จากการระบายข้าวออกจากสต็อกของรัฐบาล 1.89 แสนล้านบาทเศษ โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นการปิดบัญชีถึง 22 พ.ค. 57 ยังไม่รวมความเสียหายจากข้าวหายและข้าวเสื่อมคุณภาพที่กำลังตรวจสอบ หมายความว่าตัวเลขขาดทุนยังมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นอีก

ก่อนหน้านี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เคยประเมินความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าวไว้สูงถึง 8 - 9 แสนล้านบาท พร้อมทั้งระบุด้วยว่าเป็น "one single policy" ที่สร้างความเสียหายต่องบประมาณมากที่สุดในโลก เนื่องจากใช้เงินสูงถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

โจทย์ต่อไปของรัฐบาลก็คือต้องคิดว่าจะเลือกใช้วิธีใดในการจัดการ "หนี้สิน" จำนวนนี้ในทางปฏิบัติมีทางเลือกอยู่ 2 วิธีคือ 1.การตั้งงบประมาณประจำปีมาใช้หนี้พร้อมด้วยดอกเบี้ยจากโครงการรับจำนำข้าว หรือ 2.การออกพันธบัตรระดมเพื่อระดมเงินกู้จากประชาชน และสถาบันการเงินมาใช้หนี้จำนวนดังกล่าว ซึ่งคาดว่ารัฐบาลจะใช้แนวทางที่ 2 คือ ซึ่งเหมาะสมสำหรับประเทศที่มีข้อจำกัดในงบประมาณอย่างประเทศไทย เพราะหากต้องตั้งงบประมาณมาใช้หนี้ปีละหลายหมื่นล้านบาท จะกระทบกับงบฯลงทุนที่มีอยู่เพียงปีละ 4 แสนล้านบาทเท่านั้น

จริงอยู่ที่เมื่อหนี้ก้อนใหญ่ถูกทอนลงโดยขยายระยะเวลาในการใช้หนี้ออกไปเป็น 20 - 30 ปี ความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหากับสถานะการเงินการคลังของประเทศก็จะลดลง และจะไม่กระทบกับเพดานหนี้สาธารณะแต่สิ่งที่สังคมควรเรียนรู้ก็คือต้นทุนของเงิน 5 - 6 แสนล้านบาทที่ต้องเสียไปกับโครงการนี้คือค่าเสียโอกาสในการนำเงินไปใช้ในโครงการอื่นๆ ซึ่งจะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว

เงิน 5 - 6 แสนล้านบาทที่เสียไปเทียบเคียงได้กับงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการใน 1 ปีงบประมาณ เท่ากับประมาณขาดดุลฯ ปีละ 2.5 แสนล้านบาท 2 ปี สามารถนำมาสร้างโรงพยาบาลที่ทันสมัยขนาด 1,000 เตียง ที่ต้องใช้งบประมาณสร้างแห่งละ 5 พันล้านบาทได้อีก 100 แห่ง หากจะลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องกู้เงินสักบาท เงิน 5 - 6 แสนล้านยังนำไปจัดสรรเป็นงบลงทุนโครงการคมนาคมได้หลายโครงการ และหากจะนำเงินจำนวนดังกล่าวไปจัดสรรเป็นทุนการศึกษาให้เด็กด้อยโอกาสคนละ 1 ล้านบาท ก็จะสามารถแจกให้เด็กนักเรียนได้ถึง 5 แสนคน

รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ให้บทเรียนกับสังคมด้วยว่าการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งจะต้องหาทางใช้หนี้อยู่ในขณะนี้เป็นพิษภัยจากโครงการประชานิยม และประเทศต้องเสียโอกาสอะไรบ้างจากการใช้หนี้จำนวนมหาศาลนี้ รวมทั้งหากปล่อยให้มีนโยบายประชานิยมลักษณะนี้อีก จะเป็นอันตรายต่อสถานะทางการเงินการคลังของประเทศอย่างไร


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ขาดทุน จำนำข้าว บทเรียนราคาแพง หลายแสนล้าน

 * 

สำนักงานสอบบัญชี พี แอนด์ อี,สำนักงานบัญชี พี.เอ็ม.เอส.,คณะบุคคลที่ปรึกษา พี.เอ.ที.,บจ.สำนักงานบัญชีและธุรกิจ พี.เอ.แอล.

 
  
view