หน้าแรก  วิสัยทัศน์/พันธกิจ  บริการของเรา  LINK 4 A/C  DOWNLOAD  ติดต่อเรา 
« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

เมนู

วิสัยทัศน์ / นโยบาย

ตรวจสอบบัญชี

บริการจัดทำบัญชี

ที่ปรึกษาบัญชี / ภาษี

วางระบบบัญชี

จดทะเบียนธุรกิจ

สมุดเยี่ยม

ติดต่อเรา

 

บทความที่น่าสนใจ

.......... บทความ 108 ..........

 
สมัครงาน

เจ้าหน้าที่บัญชี

ผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชี

พนักงานขาย

 

ระบบสมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 14/11/2007
ปรับปรุง 19/10/2017
สถิติผู้เข้าชม 20,000,391
Page Views 23,569,057
 

ฐานข้อมูลรัฐ

thaiworm33
ulanla

ประโยชน์ทางธุรกิจของธนาคารที่ยั่งยืน

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ทุกวันนี้ วงการ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” หรือ “ซีเอสอาร์” ในประเทศพัฒนาแล้วกำลังเคลื่อนเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง

ครั้งสำคัญ ช้าบ้างเร็วบ้างแล้วแต่ความตื่นตัวของสังคม นั่นคือ จากที่เคยถูกมองว่าเป็นกิจกรรมที่ “ทำก็ดี ไม่ทำก็ไม่เป็นไร” ซึ่งแยกขาดจากการทำธุรกิจหลัก กลายเป็นสิ่งที่ “ต้องทำ” ในศตวรรษที่ 21 และต้องบูรณาการเข้ากับการทำธุรกิจทุกมิติ

เพราะสังคมมองเห็นผลกระทบด้านลบที่เกิดจากการทำธุรกิจอย่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และเรียกร้องให้ภาคธุรกิจมีบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งที่เกิดจากตัวเอง และเกิดจากความไม่เอาไหนของภาครัฐ

พูดอีกอย่างคือ เมื่อ “ความไม่ยั่งยืน” จากการทำธุรกิจแบบเดิมๆ มองเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ การเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ “ธุรกิจที่ยั่งยืน” จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของการแสดง “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ของธุรกิจ

ในบรรดาธุรกิจทั้งหมด ภาคธนาคารดูจะเป็นธุรกิจที่ปรับตัวช้าที่สุด ผู้เขียนมองว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการเป็นธุรกิจที่อนุรักษนิยมที่สุด และอีกส่วนเกิดจากการที่ธนาคารมองว่าตนเป็นเพียงธุรกิจ “ตัวกลาง” เท่านั้น มิใช่ผู้ที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยตรง ลูกค้าต่างหากที่ทำ

การระบุและเผยแพร่ “ประโยชน์ทางธุรกิจ” ของการเปลี่ยนวิถีไปสู่ธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน ลดความเสี่ยง ปรับปรุงประสิทธิภาพ เพิ่มยอดขาย ขยายตลาด ฯลฯ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการสร้างแรงจูงใจให้ธนาคารเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ไม่ใช่เปลี่ยนแต่โลโก้ สโลแกน หรือแคมเปญการตลาดเท่านั้น

วันนี้เรามีงานวิจัยมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลประกอบการทางการเงินกับธนาคาร กับผลประกอบการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม นักวิจัยบางคน อาทิ Wu & Shen (2013) พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยระหว่างผลประกอบการทางการเงินของธนาคารกับกิจกรรมซีเอสอาร์ และพบว่าซีเอสอาร์มีความผันแปรกับระดับหนี้เสีย - ยิ่งธนาคารใส่ใจกับความรับผิดชอบต่อสังคมเท่าไร หนี้เสียยิ่งมีแนวโน้มจะลดลงเท่านั้น นอกจากนี้ Cornett, Erhemjamts, & Tehranian (2014) ยังพบว่าธนาคารขนาดใหญ่ดูจะ “ได้รางวัล” จากการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยพบว่าทั้งผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (return on asset) และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (return on equity) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคะแนนซีเอสอาร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ในปี 2013 แนวร่วมธนาคารเน้นคุณค่าแห่งโลก (Global Alliance for Banking on Values - GABV) ซึ่งผู้เขียนเคยแนะนำไปแล้วในคอลัมน์นี้ ตีพิมพ์ผลการวิจัยซึ่งเปรียบเทียบ “ธนาคารที่ยั่งยืน” ในความหมาย “สถาบันการเงินที่เป็นสมาชิก GABV 25 แห่ง” ณ เดือนมีนาคม 2013 กับธนาคารขนาดใหญ่ที่มีนัยสำคัญเชิงระบบ (คือรัฐปล่อยให้ล้มไม่ได้) ซึ่งยังประกอบธุรกิจแบบเดิมๆ ในกระแสหลักที่เราคุ้นเคย

งานวิจัยชิ้นนี้พยายามตอบคำถามหลักๆ สี่ข้อดังต่อไปนี้

1. ธนาคารสนับสนุนเศรษฐกิจจริงอย่างไร?

2. ธนาคารมีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ดีเพียงใดเมื่อเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ?

3. ธนาคารส่งมอบผลตอบแทนอะไรบ้างให้กับสังคม ลูกค้า และนักลงทุน?

4. ธนาคารเติบโตเพียงใดในการขยายผลกระทบเชิงบวกของตัวเอง?

คณะวิจัยสำรวจผลประกอบการของธนาคารสองกลุ่มนี้ตลอดระยะเวลาสิบปี แบ่งออกเป็นสองช่วงเวลา ได้แก่ 2003-2007 (ก่อนเกิดวิกฤติการเงินโลก) และ 2008-2012 (หลังเกิดวิกฤติ)

ผลการวิจัย (ดาวน์โหลดฉบับเต็มได้จากเว็บไซต์ GABV - http://www.gabv.org/our-news/report-shows-sustainable-banks-outperform-big-banks) ระบุว่า โดยถ้าวัดจากสัดส่วนสินเชื่อต่อสินทรัพย์ทั้งหมดของธนาคาร ธนาคารที่ยั่งยืนมีสัดส่วนนี้เท่ากับร้อยละ 75.9 เฉลี่ยตลอดสิบปี 2003-2012 ขณะที่สัดส่วนนี้ของธนาคารกระแสหลักอยู่ที่ร้อยละ 40.1 ในช่วงเวลาเดียวกันเท่านั้น

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าธนาคารกระแสหลักทำกิจกรรมอื่นๆ อีกมากที่ไม่ใช่การสนับสนุนภาคเศรษฐกิจจริงผ่านการปล่อยกู้ เช่น เก็งกำไรตราสารทางการเงิน เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะไม่ใช่หน้าที่หลักของธนาคารแล้ว บางครั้งยังทำให้ระบบการเงินและเศรษฐกิจโลกเปราะบางมากกว่าเดิม แทนที่จะน้อยลง

นอกจากนี้ ธนาคารที่ยั่งยืนยังหาทุนมาหนุนงบดุลของตัวเองจากเงินฝากมากกว่าธนาคารกระแสหลัก - สัดส่วนเงินฝากต่อสินทรัพย์รวมของธนาคารที่ยั่งยืนอยู่ที่ร้อยละ 73.1 ระหว่างปี 2003-2012 เทียบกับร้อยละ 42.9 ของธนาคารกระแสหลัก

การรับเงินฝากจากประชาชนเป็นเงินทุนหลักในการดำเนินธุรกิจนั้น นอกจากจะสะท้อนว่าธนาคารที่ยั่งยืนมีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจจริงมากกว่าธนาคารกระแสหลักแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกลยุทธ์การระดมทุนอีกด้วย

หันมาดูด้านความแข็งแกร่งของเงินทุน คณะวิจัยพบว่าธนาคารที่ยั่งยืนมีฐานทุนแข็งแกร่งกว่าธนาคารกระแสหลัก - สัดส่วนทุนต่อสินทรัพย์รวม (equity to total assets) เฉลี่ยสิบปีอยู่ที่ร้อยละ 7.2 เทียบกับร้อยละ 5.5 ของธนาคารกระแสหลัก สัดส่วนนี้เมื่อมองเปรียบเทียบกับสัดส่วนสินเชื่อต่อสินทรัพย์ ซึ่งธนาคารที่ยั่งยืนก็สูงกว่าเช่นกัน เป็นข้อพิสูจน์อย่างดีที่หักล้างข้ออ้างของซีอีโอธนาคารกระแสหลักหลายรายที่ว่า การกันสัดส่วนทุนสูงๆ จะส่งผลให้ธนาคารปล่อยกู้น้อยลง (อ่านคำอธิบายของมายาคติข้อนี้ได้ใน ถอดรื้อมายาคติที่ไม่ยั่งยืน : บทเรียนจาก “เสื้อใหม่ของนายธนาคาร” สองตอนก่อนของคอลัมน์นี้)

เมื่อหันมาดูผลประกอบการทางการเงิน คณะวิจัยพบว่าธนาคารที่ยั่งยืนสร้างผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ในระดับที่แข่งขันได้กับธนาคารกระแสหลัก (เฉลี่ยสิบปีเท่ากับร้อยละ 0.56 เทียบกับ 0.57) โดยมีระดับความผันผวนต่ำกว่า (เปรียบเทียบก่อนและหลังวิกฤติ) และสร้างผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ช่วงหลังวิกฤติสูงกว่าธนาคารกระแสหลัก (ร้อยละ 0.53 เทียบกับร้อยละ 0.37 ระหว่างปี 2008-2012)

ข้อค้นพบข้อนี้อาจทำให้หลายคนแปลกใจ เพราะนักธนาคารโดยมากยังเชื่อว่า เนื่องจากธนาคารที่ยั่งยืนโดยนิยามต้องพยายามรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากกว่าปกติ ธนาคารประเภทนี้จึงน่าจะสร้างผลตอบแทนต่ำกว่าธนาคารกระแสหลักที่เน้นการสร้างผลตอบแทนทางการเงินสูงสุด

ในเมื่อธนาคารกระแสหลักยังเน้นการสร้างผลตอบแทนทางการเงินสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดจึงอาจเป็นอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ในจุดนี้ข้อค้นพบของคณะวิจัยตรงกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อ นั่นคือ ธนาคารกระแสหลักสร้างผลตอบแทนต่อส่วนทุนสูงกว่าธนาคารที่ยั่งยืน ถ้าดูค่าเฉลี่ยทั้งสิบปี (ร้อยละ 11.5 เทียบกับร้อยละ 8.2 ตามลำดับ) แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ผลตอบแทนของธนาคารกระแสหลักผันผวนมากกว่าธนาคารที่ยั่งยืนมาก (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานหรือ standard deviation สูงถึงร้อยละ 10.2 เทียบกับร้อยละ 2.7 ของธนาคารที่ยั่งยืน) และผลตอบแทนช่วงหลังวิกฤติก็ต่ำกว่า (ร้อยละ 5.2 เทียบกับร้อยละ 7.5 - ดูภาพประกอบ)

เมื่อคำนึงว่าธนาคารกระแสหลักมีส่วนทุนต่อสินทรัพย์ต่ำกว่าธนาคารที่ยั่งยืน ตัวเลขนี้หมายความว่าธนาคารกระแสหลักสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นด้วยการกู้เงินมาทำธุรกิจในระดับสูง (high leverage) แปลว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าธนาคารที่ยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจถ้านักลงทุน (ในฐานะผู้ถือหุ้น) จะคาดหวังผลตอบแทนสูงกว่านักลงทุนในธนาคารที่ยั่งยืน เพราะธนาคารที่เสี่ยงกว่า (ทั้งจากการกู้เงินมามากกว่า และผลตอบแทนผันผวนกว่า) ย่อมต้องเสนอผลตอบแทนที่สูงกว่า เพื่อชดเชยความเสี่ยงของนักลงทุน

หันมาดูการเติบโต คณะวิจัยพบว่าธนาคารที่ยั่งยืนมีอัตราการเติบโตของสินเชื่อ เงินฝาก และรายได้รวมสูงกว่าธนาคารกระแสหลักเมื่อดูค่าเฉลี่ยทั้งสิบปี ตัวเลขเหล่านี้ของธนาคารกระแสหลักเติบโตสูงกว่าในช่วงก่อนเกิดวิกฤติ (ปี 2003-2007) แต่เติบโตช้าลงมากในช่วงหลังวิกฤติ เท่ากับว่าธนาคารที่ยั่งยืนสามารถเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพมากกว่า

ข้อมูลที่ค้นพบทั้งหมดข้างต้น ทำให้คณะวิจัยสรุปว่า ถ้าหากมองในระยะยาว โมเดลธุรกิจของ “ธนาคารที่ยั่งยืน” น่าดึงดูดกว่าโมเดลของธนาคารกระแสหลัก เพราะนอกจากจะทำให้อุตสาหกรรมธนาคารโดยรวมมีความมั่นคง ยั่งยืน และยืดหยุ่นปรับตัวได้มากกว่าในอดีตแล้ว ยังช่วยให้ตัวธนาคารเองได้ประโยชน์ทางธุรกิจ (ดังสะท้อนจากผลตอบแทนต่อสินทรัพย์และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น) ที่เติบโตอย่างยั่งยืนมากกว่าเดิมอีกด้วย


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ประโยชน์ทางธุรกิจ ธนาคารที่ยั่งยืน

 * 

สำนักงานสอบบัญชี พี แอนด์ อี,สำนักงานบัญชี พี.เอ็ม.เอส.,คณะบุคคลที่ปรึกษา พี.เอ.ที.,บจ.สำนักงานบัญชีและธุรกิจ พี.เอ.แอล.

 
  
view