http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท20/10/2017
ผู้เข้าชม20,009,008
เปิดเพจ23,603,309

เผด็จการนายทุนและเผด็จการขุนนาง

เผด็จการนายทุนและเผด็จการขุนนาง

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมไทยเป็นแบบผูกขาดอำนาจโดยคนกลุ่มน้อย การเลือกตั้งของไทยที่ผ่านมา เราจึงได้แต่ผู้แทนนายทุน

เผด็จการ/ประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่น่าจะมองในแง่สิทธิ เสรีภาพ โอกาสของประชาชน และมองในเชิงเปรียบเทียบ มากกว่าแค่การมองว่า เป็นรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจหรือการเลือกตั้ง

รัฐบาลคสช. เป็นเผด็จการในแง่ที่มา, การใช้กำลังบังคับ รวมทั้งการใช้กฎอัยการศึกยาวนานเกินจำเป็น มีแนวคิดแนวปฏิบัติแบบอำนาจนิยม แต่เนื่องจากเป็นรัฐบาลในสถานการณ์พิเศษที่อ้างว่าจะอยู่ชั่วคราวเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง 2 ขั้ว และคนทั่วไปเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่แค่ชั่วคราวราว 1 ปีเศษ จึงไม่ค่อยคิดว่าพวกเขาเป็นรัฐบาลเผด็จการ 100% แบบรัฐบาลทหารยุคเก่า หรือรัฐบาลทหารในประเทศอื่นที่ยึดอำนาจแล้วทำทีท่าว่าจะอยู่ยาวอย่างไม่มีกำหนด

ขณะที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เองมีความเป็นเผด็จการอีกแบบหนึ่ง คือเผด็จการของการใช้เสียงข้างมากในรัฐสภาที่พวกตนช่วงชิงมาได้ด้วยอำนาจเงิน และการออกแบบนโยบาย, การจัดตั้ง, การหาเสียงต่างๆ เพื่อหาประโยชน์ให้กลุ่มตนเองและพวกพ้องมากกว่าประชาชน จะเรียกว่าเผด็จการนายทุนก็พอได้ ประชาชนอาจจะมีสิทธิเสรีภาพทางการเมืองในระดับหนึ่ง แต่มีสิทธิเสรีภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจสังคมน้อยมาก

การมองว่าระบอบประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งผู้แทน เป็นการมองเฉพาะรูปแบบอย่างง่ายๆ ไม่ได้มองที่เนื้อหาสาระ ว่าประชาธิปไตยคือการปกครองตนเองของประชาชน เพื่อประโยชน์ประชาชนส่วนใหญ่ การเลือกตั้งผู้แทนเป็นเพียงส่วนหนึ่งในสามส่วนของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งประกอบไปด้วย 1. ประชาธิปไตยแบบผู้แทน 2. ประชาธิปไตยทางตรง 3. ประชาธิปไตยที่พลเมืองมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน

เฉพาะส่วนประชาธิปไตยแบบผู้แทน ยังจะต้องเป็นการเลือกตั้งทั่วไปที่โปร่งใส เป็นธรรม ประชาชนรู้ข้อมูลข่าวสารดี รู้จักเลือกผู้แทนที่ดี ไม่มีการซื้อเสียงขายเสียง ไม่มีใช้อำนาจระบบอุปถัมภ์ การครอบงำทางความคิดอุดมการณ์ด้วย จึงจะถือว่าเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมไทยเป็นแบบผูกขาดอำนาจโดยคนกลุ่มน้อย การเลือกตั้งของไทยที่ผ่านมา เราจึงได้แต่ผู้แทนนายทุน และคนชั้นกลาง และเกิดเผด็จการเสียงข้างมากในสภาเพื่อประโยชน์นักการเมือง รัฐบาลจากนักเลือกตั้งไม่ได้บริหารประเทศเพื่อให้ประชาชนได้สิทธิเสรีภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม อย่างทั่วถึง เป็นธรรม ดังนั้น รัฐบาลส่วนใหญ่จึงมีความเป็นประชาธิปไตยน้อย มีเฉพาะแค่รูปแบบการเลือกตั้งที่เปิดโอกาสให้เฉพาะคนชั้นนำจำนวนหนึ่งช่วงชิงอำนาจขึ้นมาเป็นรัฐบาลเผด็จการโดยชนชั้นนำส่วนน้อยเท่านั้น

การจะพิจารณาว่าสังคมใดเป็นระบอบประชาธิปไตยแค่ไหนนั้น ควรจะดูจากหลักการความเป็นประชาธิปไตย 6 ข้อด้วยกัน ไม่ใช่แค่ดูว่ามีเลือกตั้งหรือไม่มีข้อเดียว

หลักการประชาธิปไตย 6 ข้อคือ 1. มีการเลือกตั้งผู้แทนแบบทั่วไปที่เป็นอิสระและยุติธรรม ไม่มีการใช้อำนาจรัฐ ซื้อเสียง ใช้อำนาจอิทธิพลระบอบอุปถัมภ์ การครอบงำทางนโยบายอุดมการณ์ 2. มีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจที่ดี เช่น มีฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระ องค์กรประชาชนที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้ 3. การบริหารบ้านเมืองมีความโปร่งใส มีเหตุผลอธิบายได้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม 4. มีรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ขนบธรรมเนียมที่มุ่งประโยชน์คนส่วนใหญ่อย่างมีเหตุผล เป็นธรรม 5. สื่อมวลชนและองค์กรประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ เป็นอิสระ มีศักดิ์ศรีและเข้มแข็ง 6. มีการกระจายการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมสู่ประชาชนอย่างทั่วถึงเป็นธรรม (รายละเอียดดู วิทยากร เชียงกูล. ปฏิวัติประชาธิปไตยเพื่อแก้ไขวิกฤตของชาติ. สายธาร, 2551)

การจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการจะปฏิรูปประเทศไทย ควรพยายามทำหลักการทั้ง 6 ข้อนี้ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน ไม่ใช่เขียนแค่หลักการ

คสช. อ้างว่าเป็นรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อการปฏิรูปประเทศโดยเน้นเรื่องการแก้ไขปัญหาทุจริต แต่พวกเขายังมีองค์ความรู้จำกัด คับแคบ หัวโบราณมากไป ถ้าพวกเขาฉลาด ใจกว้างพอที่จะเลิกกฎอัยการศึก (เพราะมีกฎหมายอื่นให้ใช้แทนอยู่แล้ว) รับฟังและให้อิสระแก่องค์กรอิสระ สื่อมวลชน นักวิชาการ องค์กรประชาชน ฯลฯ มากขึ้น รัฐบาลและองค์กรที่คสช.แต่งตั้งจะได้ข้อมูลองค์ความรู้ที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศเพื่อคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง ได้มากกว่าการคิดในกรอบทหารขุนนางและเทคโนแครต (นักวิชาการ) แนวสนับสนุนทุนนิยม ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งองค์ความรู้และผลประโยชน์ของตนเอง

แม้ว่ารัฐบาลคสช. จะมีกำลังทหารหนุนหลัง แต่พวกเขาก็พอเข้าใจอยู่ว่าการที่พวกเขาได้รับการยอมรับจากประชาชนในระดับหนึ่ง เพราะประชาชนเห็นว่าเป็นสถานการณ์พิเศษที่รัฐบาลเข้ามาแบบชั่วคราว ดังนั้น คสช. จำเป็นต้องรู้จักสาเหตุและแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมที่ต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาย่อยๆ เช่น จัดระเบียบมอเตอร์ไซค์รับจ้าง, ผู้ค้าริมถนน ฯลฯ คือต้องทำเรื่องใหญ่ จริงจัง ทำให้ประชาชนยอมรับได้พอสมควร

การจะทำเช่นนั้นได้ พวกเขาต้องรับฟังแบบตั้งใจฟัง อ่านหนังสือ และทำตามข้อเรียกร้องของประชาชนมากขึ้น แทนที่จะปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดของนักศึกษาประชาชน และคิดว่าประชาชนต้องคิดตามแนวทางพวกเขาเท่านั้น จึงจะเป็นการปรองดอง ไม่ขัดแย้ง ซึ่งเป็นวิธีคิดที่โบราณและเป็นเผด็จการ ไม่ใช่แนวคิดที่จะก่อให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหาและปฏิรูปประเทศได้เลย

ถ้า คสช. ไม่เข้าใจและไม่พยายามปฏิรูปตัวเอง และองค์กรของพวกตน พวกเขาจะไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่ดีอย่างเห็นผลขึ้นได้ พวกเขาจะเป็นได้แค่ผู้เข้ามาเล่นการเมืองสลับฉากแทนนักเลือกตั้งในช่วงปีเศษๆ เท่านั้น ไม่อาจจะปฏิรูปหรือแม้แต่เริ่มวางรากฐานการปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมการเมืองของประเทศได้อย่างแท้จริง

ปัญญาชน, ประชาชนที่ตื่นตัวรู้ปัญหาควรจะต้องใช้วิธีเสนอแนะเรียกร้องเรื่องการแก้ไขปัญหาและการปฏิรูปอย่างสร้างสรรค์ ช่วยอธิบายให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจปัญหาและแนวทางปฏิรูปประเทศเชิงระบบโครงสร้างอย่างแท้จริงเพิ่มขึ้น เพราะ คสช. ซึ่งเป็นชนชั้นนำกลุ่มหนึ่งนั้นทั้งมีผลประโยชน์ของตัวเองและพรรคพวก ทั้งมีข้อจำกัดเรื่ององค์ความรู้ ความสามารถในการนำ และบริหารจัดการอยู่มาก

นี่คือความจริงเชิงเปรียบเทียบที่ประชาชนควรเข้าใจ ไม่ควรฝากความหวังไว้กับอัศวินม้าขาว ชนชั้นนำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ประชาชนต้องช่วยประชาชนด้วยกัน ด้วยการทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ หรือ จำนวนมากพอสมควรฉลาด ตื่นตัว รู้จักการร่วมกลุ่มสร้างอำนาจต่อรองได้เข้มแข็งขึ้น ประชาชนไทยจึงจะมีทางผลักดันให้พวกชนชั้นนำ ไม่ว่าจะมาจากการแต่งตั้ง หรือเลือกตั้ง ปฏิรูประบบเศรษฐกิจสังคมการเมืองของประเทศ เป็นระบบผสมระหว่างทุนนิยมที่มีการแข่งขันที่เป็นธรรม กับสังคมนิยมประชาธิปไตยแนวระบบนิเวศ ที่ให้สิทธิโอกาสประชาชนอย่างเป็นธรรม เป็นประชาธิปไตยที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพเพื่อส่วนรวม และพัฒนาในแนวทางเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อประโยชน์ของประชาชนในระยะยาวได้อย่างแท้จริง


อภิมหาโกง 'เทคโนฯ ลาดกระบัง' อื้อฉาวสะเทือนวงการ!

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน

อื้อฉาวทิ้งท้ายปี กรณีอภิมหาโกงในแวดวงการศึกษา '1.6 พันล้าน' คือตัวเลขการโกงจากบัญชีกลางของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หลังมีการรวมหัวกันงาบแบบเนียนๆ มาปีกว่า แถมมีการยักย้ายถ่ายเทเงินกันไปมา งานนี้ต้องบอกว่าเน่าเหม็นไปทั้งสถาบันฯ แถมยังสั่นสะเทือนไปถึงสถาบันการศึกษาทั่วแผ่นดินที่อาจจะต้องมีสะดุ้งกันบ้าง
       
        โกง 1.6 พันล้าน ฉาวในรั้ว สจล.
       
       ทำเอาความน่าเชื่อถือของสถาบันแห่งนี้ ลดฮวบกันไปเลยทีเดียว เมื่อมีการตรวจสอบพบเงินกองกลางของ สจล. จำนวน 3,000 ล้านบาท หายไปจากบัญชีถึง 1,633 ล้านบาท โดยคาดว่า มีเจ้าหน้าที่การเงิน หรือผู้บริหารระดับสูง ร่วมกับพนักงานเบิกจ่ายไม่ถูกต้อง
       
       ทั้งยังพบด้วยว่า บัญชีกลางของมหา'ลัย ถูกเปิดบัญชีแยกออกจำนวนหลายสิบบัญชี ทำให้ในตอนนี้เหลือเงินกองกลางประมาณ 1,400 ล้านบาท
       
       คดีนี้เริ่มมาจาก ทางสถาบันฯ เข้าแจ้งความกับตำรวจ หลังตรวจสอบพบว่า น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนการคลัง ได้ทำเรื่องขออนุมัติถอนเงินของสถาบัน จำนวน 80 ล้านบาท เพื่อไปฝากไว้ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาสาขาที่ นายทรงกลด เป็นผู้จัดการ โดยอ้างว่า ได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่สูงกว่า โดยมีการนำยอดเงินในบัญชีปลอมมาแสดงต่อทางมหา'ลัย และจากการตรวจสอบย้อนหลังในช่วงปลายปี 2555 ก็พบว่า เงินในบัญชีกลาง จำนวน 1,583 ล้านบาทได้หายไปด้วย
       
       
       

       
       ต่อมา ทางสถาบันฯ ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง ข่าวความผิดปกติทางการเงินของ สจล. ฉบับที่ 1 โดยสรุปใจความสำคัญดังนี้
       
       - ทางสถาบันฯ โดยผู้บริหารชุดปัจจุบันซึ่งเป็นผู้รักษาการ ศ.ดร.โมไนย ไกรฤกษ์ รักษาการแทนอธิการบดี ได้พบความผิดปกติของบัญชีเงินฝากธนาคารของสถาบันฯ เมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2557 หลังจากตรวจสอบบัญชีเงินฝากทั้งหมดพบตัวเลขเงินฝากในบัญชีธนาคารบางบัญชีได้ถูกถอนออกอย่างผิดปกติตั้งแต่ปลายปี 2555
       
       - จากนั้นได้รายงานต่อสภาสถาบันฯ และมอบหมายให้คณะทำงานเข้ามาตรวจสอบทันที ซึ่งทางสถาบันฯได้ร้องขอให้พนักงานสอบสวนเข้ามาทำการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาผู้กระทำผิดแล้ว และเชื่อว่าจะทราบผู้กระทำผิดในเร็วๆ นี้
       
       - ส่วนจำนวนเงินที่เสียหายไป อยู่ในระหว่างการตรวจสอบเพื่อความถูกต้อง
       
       หลังจากนั้นกระแสจากสังคมเริ่มแรงขึ้น จึงต้องมีเปิดโต๊ะแถลง ชี้แจงต้นตอของเงินในบัญชีที่ถูกงาบไป โดย ศ.ดร.โมไนย รักษาการแทนอธิการบดี สจล. บอกไม่ได้นิ่งนอนใจ ก่อนจะเผยถึงความไม่ชอบมาพากลตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา เมื่อทางผู้อำนวยการส่วนการคลัง ได้พานายทรงกลด ศรีประสงค์ มาแนะนำตัวกับรักษาการแทนรองอธิการบดี โดยแจ้งว่ามาจากธนาคารไทยพาณิชย์ และจะนำของขวัญปีใหม่มาร่วมในการจัดงานปีใหม่ของทางสถาบันฯ
       
       

       
       
       ที่น่าสงสัยคือ นายทรงกลด ได้นำแคชเชียร์เช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2557 จำนวนเงิน 50 ล้านบาท เพื่อให้รักษาการแทนรองอธิการบดีทำการสลักหลังเช็ค แต่รักษาการแทนรองอธิการบดีปฏิเสธที่จะสลักหลังเช็คดังกล่าว เนื่องจากพบความผิดปกติ เพราะเช็คใบนี้สั่งจ่ายเข้าบัญชีบุคคลแทนที่จะเข้าบัญชีสถาบันฯ จึงเริ่มต้นรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบ
       
       หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้พบเอกสารที่ทำให้สงสัยว่าบัญชีเงินฝากธนาคารของสถาบันฯ จำนวน 4 บัญชีเป็นบัญชีปลอม จึงได้รวบรวมเอกสารทั้งหมด เพื่อนำไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม และรายงานสภาสถาบันฯ ในวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา
       
       สรุปให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เงินในบัญชีธนาคารของสถาบันฯ เริ่มมีความผิดปกติตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2555 ผู้ที่มีอำนาจในการเบิกจ่ายเงินแบ่งเป็น 2 ส่วนดังนี้
       
       - ฝ่ายบริหาร ได้แก่ อธิการบดี รองอธิการบดี และผู้ช่วยที่ได้รับมอบหมายให้ดูแล
       
       - ฝ่ายการคลัง ได้แก่ ผู้อำนวยการส่วนการคลัง และเจ้าหน้าที่คลังที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งการจะเบิกแต่ละครั้ง จะต้องมีลายเซ็นทั้ง 2 ฝ่ายๆ ละ 1 คน จึงจะสามารถเบิกเงินได้
       
       ปฏิบัติการสืบความจริง แฉคนโกง
       
        ล่าสุดได้มีรายงานว่า พนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวนายทรงกลด และอายัดตัว น.ส.อำพร ผู้อำนวยการส่วนการคลัง ที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แล้วในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ รวมไปถึงการปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม
       
       

       น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนการคลัง
       
       

       ทรงกลด ศรีประสงค์ อายุ 40 ปี อดีตผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาห้างบิ๊กซี ศรีนครินทร์
       
       
       ทั้งนี้ ในส่วนของ น.ส.อำพร รักษาการแทนอธิการบดี สจล. บอกว่า ทางสถาบันฯ จะระงับการจ่ายเงินเดือนตั้งแต่บัดนี้จนกว่าคดีจะสิ้นสุด ส่วนธนาคารกรุงศรีอยุธยา ทางมหาวิทยาลัยเชื่อว่าจะมีความรับผิดชอบ เพียงแต่ว่าตอนนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวนซึ่งก็คงต้องรอให้การดำเนินการต่างๆ สิ้นสุดก่อน แต่จะได้เงินคืนทั้งหมดหรือไม่นั้นคงไม่สามารถตอบได้
       
       ทางด้านอดีตผู้บริหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในขณะนั้น มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า อาจจะมีส่วนเอี่ยวในการยักยอกเงินจำนวนดังกล่าว เรื่องนี้ ศ.ดร.โมไนย บอกว่า ไม่สามารถตอบได้ ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน เพราะทางสถาบันฯ ได้รวบรวมข้อมูลหลักฐานไว้แล้ว และจะมอบให้พนักงานสอบสวนหากมีการร้องขอ
       
       ด้าน ถวิล พึ่งมา อดีตอธิการบดี สจล. ก็ออกมาชี้แจงต่อสังคมต่อกรณีที่เกิดขึ้นว่า เมื่อครั้งที่เข้ามารับตำแหน่งอธิการบดี สจล. เดือน ส.ค. 2555 และออกจากตำแหน่งในเดือน พ.ย. 2556 ระหว่างนั้นก็ไม่ได้สังเกตพบความผิดปกติในเรื่องการเบิกจ่ายเงิน และการเบิกจ่ายในแต่ละครั้งจะต้องมีผู้เซ็นอนุมัติ 3 คน ได้แก่ อธิการบดี รองอธิการบดี และหัวหน้าฝ่ายการเงิน
       
       

       ถวิล พึ่งมา อดีตอธิการบดี สจล.
       
       อย่างไรก็ดี ตนยินดีรับการตรวจสอบ แต่อยากให้มีการตรวจสอบโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ( สตง.) ซึ่งถือเป็นผู้ตรวจสอบงบดุลบัญชีของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว หากพบว่ามีการยักยอกเงินจริง ส่วนตัวเชื่อว่าเรื่องนี้คงต้องมีการทำเป็นกระบวนการใหญ่ มีผู้รู้เห็นทั้งคนใน สจล.และธนาคารที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน
       
       ส่วนประเด็นที่ใครสงสัย ทำไมต้องเปิดบัญชีหลายบัญชี อดีตอธิการบดี สจล. ชี้แจงว่า ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะหลังจากที่ สจล. ออกนอกระบบ โดยปกติมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบต้องบริหารจัดการบัญชีเพื่อให้เกิดรายได้และประโยชน์สูงสุด หากธนาคารใดให้ดอกเบี้ยสูง ก็จะมีการโยกเงินไปฝากยังธนาคารดังกล่าว ซึ่งปกติก็จะมีการเปลี่ยนธนาคารทุก 3 เดือน 6 เดือน
       
       ล่าสุด ตำรวจได้ทำหนังสือเชิญตัวเข้ามาให้ข้อมูลแล้ว ซึ่งมีทั้ง นายถวิล พึ่งมา อดีตอธิการบดี และอดีตรองอธิการบดี และเจ้าหน้าที่การเงิน ที่มีส่วนกับการเซ็นเบิกถอนเงินทั้งหมด
       
       ค่อยๆ สาวไปถึงตัวการใหญ่
       
       อย่างไรก็ดี หลังจากพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำนายทรงกลด อดีตผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาห้างบิ๊กซี ศรีนครินทร์ ได้ข้อมูลว่า มีการระบุถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีที่มีอีกอย่างน้อย 4 ราย ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรณีการยักยอกเงินจำนวนดังกล่าวออกจากบัญชีธนาคาร 4 แห่ง
       
       หลังจากนั้น ได้ประสานไปยังสมาคมธนาคารไทย อายัดบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบยอดเงินและการทำธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดแล้ว หากพบว่าบุคคลที่เป็นเจ้าของบัญชี มีส่วนรู้เห็นและร่วมขบวนการในการกระทำความผิดด้วย ก็จะพิจารณาขออนุมัติศาลออกหมายจับต่อไป
       
       นอกจากนี้ ยังพบตัวละครเพิ่ม หลังเข้าไปค้นห้องทำงานของ น.ส.อำพร ผู้อำนวยการส่วนการคลัง โดยเฉพาะสมุดบัญชี 4-5 บัญชี ซึ่งตรวจสอบพบว่ามีตัวละครเพิ่มขึ้นมา 3-4 ราย ขณะนี้พนักงานสอบสวน ได้เตรียมออกหมายเรียกบุคคล 5 คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินที่สูญหายไป ซึ่งมีหน้าที่รับเงินและรู้จักกับผู้ต้องหา โดยหนึ่งในนั้น คือ นายพูนศักดิ์ บุญสวัสดิ์ ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีปลายทางของเงิน 80 ล้านบาท และมีชื่อด้านหลังแคชเชียร์เช็ค ที่นำไปขึ้นเงิน
       
       จากการตรวจสอบบัญชีของสถาบันที่เปิดไว้กับธนาคารไทยพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2555 พบว่ามีการถอนเงินออกไป 29 ครั้ง ในรูปแบบฝากประจำ 994 ล้านบาท แล้วทยอยถอนออกภายใน 2-3 วัน มีจำนวนเงินตั้งแต่ 10,000 บาท จนถึงกว่า 100 ล้านบาท ขณะที่นายทรงกลดยังเป็นผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยาสาขาห้างบิ๊กซี สุวินทวงศ์ ทั้งนี้ ยังพบอีกว่า น.ส.อำพร มีการยักยอกเงินในบัญชีอื่นๆ ของสถาบันแห่งนี้ ซึ่งเกิดความเสียหายขึ้นอีกหลายล้านบาท
       
       ถึงตอนนี้ ผู้ต้องหาทั้งสอง ยังคงให้การปฏิเสธ โดยนายทรงกลด ให้การถึงเส้นทางการเงิน ยันไม่เคยกดเงินสดออกมา แถมยังปัดไม่มีส่วนรู้เห็นปลอมตัวเลขบัญชี ส่วน น.ส.อำพร ให้การว่าตั้งใจจะนำเงินมาคืนในช่วง 2-3 วันอยู่แล้ว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว
       
       แม้จะสาวไปถึง 'ตัวการใหญ่' ยังไม่ได้ แต่โกงครั้งนี้น่าจะทำเป็นขบวนโกง ได้ผู้ต้องสงสัยมาแล้ว 2 คน ส่วนพูนศักดิ์ บุญสวัสดิ์ นักศึกษาปริญญาโท ซึ่งเป็นพยานในคดีนี้ หลังสอบปากคำ ยังคงปกปิดข้อมูลอีกหลายอย่างและน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
       
       ขณะนี้ ตำรวจได้ขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับแล้ว รวมไปถึง 2 ผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีธนาคารที่มีการถ่ายโอนเงินในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ร่วมกันปลอมแปลงเอกสาร และสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐให้มีการทุจริต เชื่อว่าอีกไม่นานคงได้รู้กันว่า "ไอ้โม่งดำ" ผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมดคือใคร?
       
       ..แต่ที่แน่ๆ กรณีอภิมหาโกงครั้งนี้ น่าจะทำให้หลายสถาบันมีสะดุ้งกันบ้าง สะดุ้งแรกคือ กลับไปเช็กเงินคงคลังของตัวเองว่าผิดปกติหรือไม่ สะดุ้งที่สองคือ ฝ่ายที่เห็นเงินแล้วตาลุกวาวจนเกิดอาการตะกละตะกลาม งาบงบเข้าปากกันแบบเนียนๆ สักวันเรื่องต้องแดง เพราะการตรวจสอบไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
       
       ข่าวโดย ASTVผู้จัดการ Live


ลาดกระบังออกแถลงการณ์ ตรวจบัญชีย้อนหลังพบความผิดปกติอีกเพียบ ตั้งแต่ออกนอกระบบ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

แถลงการณ์ ลาดกระบัง ฉบับที่ 3 เผยตรวจสอบความผิดปกติบัญชีย้อนหลังถึงเดือน มิ.ย. 55 พบบัญชีมีความผิดปกติที่เป็นช่วงมีทีมบริหารงาน 3 ชุดทั้งช่วงที่มีการออกนอกระบบในปี 51 โดยแจงขั้นตอนการอนุมัติเบิกจ่ายในซึ่งทีมบริหารปฏิบัติสืบเนืองกันมา ระบุพบผิดปกติ 2 กรณี คือ เบิก-ถอนตามคำสั่ง สจล.จริงแต่เงินเข้าบัญชีปลอม และเบิก-ถอนตามคำสั่ง แต่ไม่นำเงินเข้าตามคำสั่ง พร้อมตั้งประธานสภาคณาจารย์ฯ เป็นคณะทำงานตรวจสอบบัญชีเงินฝากเมื่อ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา ยันพร้อมให้ความร่วมมือในการสอบสวน และจะเอาผิดผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุด
       
       วันนี้ (29 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ออกแถลงการณ์ สจล. เรื่อง ข่าวความผิดปกติทางการเงินของ สจล. ฉบับที่ 3 มีเนื้อหาสำคัญ ว่า ตามที่ สจล.แจ้งเรื่องพบความผิดปกติของบัญชีเงินฝากของสถาบันตามแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 และ 2 แล้วนั้น ขณะนี้ปรากฏพบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ดังนี้ สจล.ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบบัญชีเงินฝากของสถาบันโดยมี ศ.ดร.โมไนย ไกรฤกษ์ รักษาการแทนอธิการบดี เป็นประธาน ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2557 คณะทำงานดังกล่าวได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีเงินฝากธนาคารของสถาบันแล้วพบว่า บัญชีเงินฝากที่ปรากฏความผิดปกติ มีจำนวนทั้งสิ้น 4 บัญชี โดยเป็นบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) สาขา บิ๊กซี สุวินทวงศ์ จำนวน 3 บัญชี และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขา บิ๊กซี ศรีนครินทร์ จำนวน 1 บัญชี ปรากฏมียอดนำฝากเข้าสู่บัญชี ทั้งหมด ไม่รวมดอกเบี้ย ประมาณ 1,475 ล้านบาท ทั้งนี้ ยอดเงินทั้งหมด เป็นเงินสำรองคลังของสถาบัน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานตามแผนการประจำปี เช่น เงินเดือนค่าตอบแทน ค่าจ้าง การจัดซื้อครุภัณฑ์ และการจัดซื้อวัสดุประเภทต่างๆ แต่อย่างใด
       
       นอกจากนั้น คณะทำงาน ฯ ได้ทำการตรวจสอบความผิดย้อนหลังถึงเดือนมิถุนายน 2555พบความผิดปกติเกิดขึ้นในการเบิกถอนเงินจากบัญชีสถาบันและทำให้ถาบันเสีย หาย เริ่มต้นรายการแรกตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2555 และเกิดต่อเนื่องถึง 2 ธันวาคม 2557 ซึ่งเป็นการเกิดในช่วงชุดผู้บริหารตั้งแต่ออกนอกระบบราชการ พ.ศ.2551 มีคณะผู้บริหาร ที่มีอำนาจอนุมัติการเบิกถอนที่เกี่ยวข้อง 3 ชุด ดังนี้ ชุดที่ 1 ตั้งแต่ 13 กรกฎาคม 2551 – 12 กรกฎาคม 2555 มีรศ.ดร.กิตติ ตรีเศรษฐ อธิการบดี ชุดที่ 2 ตั้งแต่ 20 กรกฎาคม 2555- 27 พฤศจิกายน 2556 มีศ.ดร.ถวิล พึ่งมา อธิการบดี และชุดที่ 3 ตั้งแต่ 26 พฤศจิกายน 2556 จนถึงปัจจุบัน มีศ.ดร.โมไนย ไกรฤกษ์ รักษาการแทนอธิการบดี ซึ่งการเบิก-ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ เพื่อนำไปฝากในบัญชี ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า มีการปฎิบัติสืบเนื่องมาทุกคณะบริหาร โดยมีขั้นตอน ดังนี้
       
       1. ผอ.การคลัง เสนอเรื่องผู้บริหารอนุมัติเบิก-ถอนเงินจากบัญชีต่างๆ เพื่อนำไปฝากในบัญชีที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า โดยระบุชัดเจนว่าเบิกจากบัญชีใด เพื่อเข้าบัญชีใด เป็นจำนวนเท่าใด ผู้บริหาร ผู้มีอำนาจลงนาม ในการเบิก-ถอนเงิน และส่งคืนผอ.การคลัง เพื่อดำเนินการต่อ จากการตรวจสอบตามเอกสาร พบว่า มีการลงนามอนุมัติเบิก-ถอนเงินที่ถูกต้อง โดยมีการระบุชัดเจนว่า เมื่อเบิก-ถอนเงิน มาแล้วให้นำเงินฝากในบัญชีสถาบัน 2.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเบิก-ถอนเงินทุจริต พนักงานสอบสวนได้สอบสวนผู้รับผิดชอบแล้ว ซึ่งคือ นายทรงกลด ศรีประสงค์ และมีที่ไดรับการโอนเงินที่ทุจริตอีกหลายคน ทั้งนี้ ในรายละเอียดการสอบสอน ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ส่วนผอ.การคลัง ยังไม่ได้ให้การใดๆ กับพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ เหตุที่พนักงานสอบสวนเห็นว่า ผอ.เกี่ยวข้องกรณีทุจริต เพราะมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลเงินฝากของสถาบัน และมีความคุ้นเคยกับนายทรงกลด ศรีประสงค์
       
       ทั้งนี้ ลักษณะความเสียหายของเงินของสถาบัน ตรวจสอบพบ 2 กรณี ดังนี้ กรณีที่ 1 มีการเบิก-ถอนเงิน ตามคำสั่งสถาบันจริง แต่นำเงินไปเข้าในบัญชีของสถาบันที่เป็นบัญชีปลอม และ กรณีที่ 2 มีการเบิก-ถอนเงิน ตามคำสั่งสถาบันจริง แต่ไม่มีการนำเงินไปเข้าสถาบันตามคำสั่ง
       
       นอกจากนี้ สถาบันได้รับการประสานจากหน่วยงานตรวจสอบภายนอก ได้แก่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) เพื่อขอข้อมูล และส่งเจ้าหน้าที่ มารวมตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งสถาบัน ยินดีให้ความร่วมมือ ทั้งนี้ ในส่วนของสถาบัน ได้มีการประชุมร่วมกับสภาคณาจารย์และพนักงานจำนวน 2 ครั้ง เพื่อตอบข้อซักถาม และรับฟังคำแนะนำที่เป็นประโยชน์จากสมาชิกสภาคณาจารย์ และพนักงาน เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส สถาบันจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้ง ประธานสภาคณาจารย์ และพนักงานเป็นคณะทำงานเพื่อตรวจสอบบัญชีเงินฝากธนาคารของสถาบันเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2557 อย่างไรตาม สถาบัน ไม่ได้นิ่งนอนใจหรือเพิกเฉยต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ และพร้อมให้ความร่วมมือกับพนักงานสืบสวนและสอบสวนในการค้นหาข้อเท็จจริง อย่างเต็มที่ ซึ่งสถาบันจะเอาผิดผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุด และยืนยันการดำเนินการงานของสถาบันประจำปี จะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาอย่างแน่นอน


ตร.เร่งสอบบัญชีย้อนหลังสจล. ปี 55 ตามเงินที่ถูกโจรกรรมคืน

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม

รรท.ผบช.ก. ถกทีมสืบสวนคดียักยอกเงินพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สั่งเร่งตรวจสอบบัญชีย้อนหลังปี 55 ตามเงินที่ถูกโจรกรรมคืน เชื่อมีผู้เกี่ยวข้องในคดีเกินกว่า 10 คน
       
       

       
       วันนี้(29 ธ.ค.) เมื่อเวลา 15.00 น.ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร.ในฐานะรักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รรท.ผบช.ก.) เรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดียักยอกเงินของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี รวมทั้งเร่งรัดให้มีการวางแผนติดตามเงินที่ถูกคนร้ายโจรกรรมไปมาคืนให้ได้โดยเร็ว
       
       พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า วันนี้ตนได้เรียกตำรวจชุดคลี่คลายคดีนี้ มาสรุปผลการปฏิบัติตามข้อสั่งการที่ได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งทางชุดสืบสวนได้มีการไปตรวจค้น รวบรวมพยานหลักฐานมาหลายส่วน ก็ได้นำมาวิเคราะห์ร่วมกัน สำหรับคดีนี้เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2555 เงินที่สูญหายไปก็มีจำนวนมาก และมีผู้ที่เกี่ยวข้องหลายคน ตำรวจชุดสืบสวนต้องมีการไล่ตรวจสอบบัญชีที่เกี่ยวข้องหลายบัญชี โดยจะต้องไล่ย้อนไปจนถึงปี 2555 อย่างไรก็ตามมีผู้กระทำผิดที่เข้าข่าย มีหลักฐานเพียงพอที่จะขออนุมัติศาลออกหมายจับได้อีก 2-3 ราย แต่ยังไม่สามารถเปิดรายละเอียดได้ว่าเป็นใคร ทำหน้าที่อะไรในขบวนการนี้
       
       รรทผบช.ก. กล่าวด้วยว่า ยอมรับว่าตนมีความหนักใจในเรื่องของการติดตามเงินที่ถูกโจรกรรมไปคืนมา ซึ่งขณะนี้ตัวเลขเริ่มนิ่งแล้ว อยู่ที่กว่า 1,400 ล้านบาท โดยตนไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งเร่งรัดให้มีการติดตามเงินของสจล.ที่ถูกโจรกรรมไป คืนมาให้ได้มากที่สุด แม้จะยากลำบากเพราะคดีเกิดขึ้นมานาน มีหลายบัญชี มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก
       
       "ยอมรับว่าหนักใจ เพราะคดีเกิดขึ้นมานาน ตัวเงินมีการกระจายไปในหลายบัญชี มีผู้เกี่ยวข้องเกินกว่า 10 คน ก่อนหน้านี้มีการอายัดเงินไปบ้าง แต่มีจำนวนไม่มากนัก อย่างไรก็ดียังรู้สึกดีใจที่เมื่อตรวจสอบบัญชีลงไปมีตัวคนเสมอ หมายความว่ามีตัวบุคคลจริง สามารถติดตามตัวมาได้ทั้งหมด เพราะเมื่อได้ตัวบุคคลก็สามารถที่จะไล่เรื่องทรัพย์สินได้ ซึ่งเราจะเร่งติดตามเงินมาคืนให้ได้มากที่สุด" รรทผบช.ก.กล่าว
       
       ผู้สื่อข่าวถามถึงการสอบปากคำ น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนการคลัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้ต้องหาในคดีนี้ พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า คำให้การของน.ส.อำพร เป็นประโยชน์อยู่มาก แต่บางส่วนตำรวจเองก็จะต้องมีพยานหลักฐานมายัน เขาจึงจะรับสารภาพเพิ่ม


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : เผด็จการนายทุน เผด็จการขุนนาง

view

*

view