หน้าแรก  วิสัยทัศน์/พันธกิจ  บริการของเรา  LINK 4 A/C  DOWNLOAD  ติดต่อเรา 
« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

เมนู

วิสัยทัศน์ / นโยบาย

ตรวจสอบบัญชี

บริการจัดทำบัญชี

ที่ปรึกษาบัญชี / ภาษี

วางระบบบัญชี

จดทะเบียนธุรกิจ

สมุดเยี่ยม

ติดต่อเรา

 

บทความที่น่าสนใจ

.......... บทความ 108 ..........

 
สมัครงาน

เจ้าหน้าที่บัญชี

ผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชี

พนักงานขาย

 

ระบบสมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 14/11/2007
ปรับปรุง 13/10/2017
สถิติผู้เข้าชม 19,996,454
Page Views 23,557,152
 

ฐานข้อมูลรัฐ

thaiworm33
ulanla

มุมมองเศรษฐกิจโลกปี 2015 จากเวทีเศรษฐกิจโลก

มุมมองเศรษฐกิจโลกปี 2015 จากเวทีเศรษฐกิจโลก

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประชุมเศรษฐกิจระดับโลก คือ เวทีเศรษฐกิจโลก หรือ WEF หรือ World Economic Forum

ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในระหว่างวันที่ 21-24 มกราคมที่ผ่านมา ที่ผู้นำและนักธุรกิจได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงทิศทางเศรษฐกิจและแนวนโยบายทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่ต้องการเห็นจากประเทศผู้นำ ที่ได้รับความสนใจมากโดยเฉพาะในภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ เช่น ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงจากระดับ 100 ดอลลาร์/บาเรล เมื่อกลางปี 2557 ลงมาอยู่ที่ 50 ดอลลาร์/บาเรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี และเศรษฐกิจจีนที่เริ่มชะลอตัวจากที่เคยเติบโตได้ในอัตราเลขสองหลักลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 24 ปีด้วยอัตราร้อยละ 7.4 ในปี 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งพอจะสรุปประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

ประเด็นเรื่องแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น เป็นที่ชัดเจนว่าความคาดหวังต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้ลดลง ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ปรับคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกของปีนี้ลงเหลือเพียง 3.5% ลดลงจากเดิม 3.8% เนื่องจากมีเพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่สามารถฟื้นตัวได้สูงสุดในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นเองยังคงอ่อนแอและมีปัญหา เศรษฐกิจจีนที่เคยเติบโตสูงก็ชะลอตัวลงอยู่เพียงระดับร้อยละ 7.0 เท่านั้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจที่เป็นหัวจักรในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจยังคงมีปัญหาและยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ค่อนข้างมาก

สหรัฐอเมริกาที่เติบโตได้ดีที่สุดในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้อานิสงส์มาจากการใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยการเข้าซื้อพันธบัตรมาอย่างยาวนานต่อเนื่องของรัฐบาล (ที่เรียกว่ามาตรการ QE) นับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ sub prime ในปี ค.ศ. 2008 เป็นต้นมา ควบคู่ไปกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจากระดับร้อยละ 6.5 ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ที่ร้อยละ 0.25 ในปัจจุบัน ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นจนล่าสุดอัตราการว่างงานกลับมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 5.8 ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้การเพิ่มขึ้นของกำลังของครัวเรือนปรับตัวดีขึ้นในปีนี้ กอปรกับราคาน้ำดิบที่อ่อนตัวในปีนี้จะทำให้กำลังซื้อของประชาชนชาวอเมริกันดีขึ้น การเติบโตในระดับร้อยละ 3.6 ทำให้ความจำเป็นที่จะต้องใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบกระตุ้นลดน้อยลง ดังจะเริ่มลดมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรลดลง และมีการคาดการณ์กันว่า จะเริ่มมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในปีนี้ที่ตลาดคาดการณ์กันว่า ธนาคารกลางสหรัฐอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในช่วงกลางปีนี้

มหาอำนาจทางเศรษฐกิจลำดับสองคือประเทศจีน นั้น ถือได้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับร้อยละ 7 เป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่การชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนนั้นเป็นความตั้งใจที่รัฐบาลจีนต้องการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ต้องการให้เศรษฐกิจมีความสมดุลและยั่งยืน รัฐได้พยายามลดภาวะความร้อนแรงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังก่อฟองสบู่และการขยายตัวของสินเชื่อที่ไม่มีคุณภาพของธนาคารเงา (shadow banking) ที่จะเน้นผลักดันการเติบโตด้วยการเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อของประชาชนและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในระยะยาวจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลกโดยรวม

สหภาพยุโรปอยู่นั้นยังติดอยู่ในวงจรของภาระหนี้สาธารณะและการว่างงานที่อยู่ในระดับสูง จึงทำให้การฟื้นตัวเป็นอย่างล่าช้า โดยที่ล่าสุดในสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารกลางของสหภาพยุโรปประกาศจะอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกเดือนละ 65 ล้านยูโรเป็นเวลา 18 เดือนเพื่อพยุงให้เศรษฐกิจขยายตัวเป็นบวกได้ต่อไปภายหลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงันมาระยะหนึ่ง

จากการประเมินภาพเศรษฐกิจปีนี้แล้ว ยังคงเป็นที่น่าห่วงใยต่อเศรษฐกิจไทยที่จะหวังพึ่งพาเศรษฐกิจโลกด้านการส่งออกและการท่องเที่ยวจะไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวัง และสุดท้ายเห็นว่ามาตรการให้มีวันหยุดยาวเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวนั้นอาจจะไม่เหมาะสม เพราะมองในมุมกลับแล้ววันหยุดที่มากขึ้นหมายถึงว่าวันทำงานและผลผลิตลดหายลงไปด้วย ทำให้ผลผลิตและรายได้ของแรงงานที่ทำงานรายวันก็ลดลงตามวันทำงานที่ลดลงด้วย

ที่สำคัญกว่าคือจะเป็นการสร้างค่านิยมที่ส่งเสริมให้มีวันหยุดยาวเป็นกรณีพิเศษเกิดขึ้น แทนที่จะส่งเสริมให้ประชาชนขยันทำงานและหารายได้เพิ่ม จะเกิดอะไรขึ้นหากในอนาคตจะมีการเรียกร้องเพิ่มวันหยุดยาวเป็นกรณีพิเศษ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีวันหยุดเทศกาลต่างๆ มากที่สุดในโลกอยู่แล้ว


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : มุมมองเศรษฐกิจโลก ปี 2015 เวทีเศรษฐกิจโลก

 * 

สำนักงานสอบบัญชี พี แอนด์ อี,สำนักงานบัญชี พี.เอ็ม.เอส.,คณะบุคคลที่ปรึกษา พี.เอ.ที.,บจ.สำนักงานบัญชีและธุรกิจ พี.เอ.แอล.

 
  
view