http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท07/12/2017
ผู้เข้าชม20,110,794
เปิดเพจ23,724,689

ติวเตอร์เน็ตเวิร์ก โมเดลใหม่ สอนพิเศษ

จาก โพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์


ทำไมโรงเรียนกวดวิชาถึงเติบโต?

คำตอบที่ได้ยินประจำ คือ ระบบการศึกษาไทยไม่เอื้อต่อการสร้างความรู้ในห้องเรียน และครูที่สอนไม่ดี

สะท้อนชัดจากงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้รับการจัดสรรมากที่สุดกว่าทุกกระทรวง แต่คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยกลับไม่กระเตื้องตาม 

ข้อมูลที่น่าตกใจจากเวทีเศรษฐกิจโลกปี 2556 พบว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยอยู่อันดับที่ 6 ในระดับใกล้เคียงกัมพูชา!!

ขณะที่หนึ่งในนโยบายการศึกษายุคปฏิรูปนี้ยังคงรณรงค์ให้ปี 2558 เป็นปี “ปลอดนักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้” อยู่  

คุณภาพการศึกษาย่ำแย่ เด็กไทยจมปลักอยู่กับสงครามสนามสอบ อีกด้านพบว่าธุรกิจกวดวิชาได้ขยายตัวสูงขึ้น ไม่เฉพาะเด็กโต แต่ลงลึกไปถึงเด็กเล็กแล้ว จนรัฐบาลต้องเรียกเก็บภาษีเป็นครั้งแรกจากโรงเรียนติวเตอร์เหล่านี้

รูปแบบของกวดวิชา การสอนพิเศษ มีพัฒนาการที่ซับซ้อนมากขึ้น จากครูที่กลายเป็นติวเตอร์เปิดโรงเรียนกวดวิชาเอง ก็ขยับมาเป็นกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย จับกลุ่มรุ่นพี่ติวให้รุ่นน้อง กลายเป็นเปิดรับสอนกันเป็นเรื่องเป็นราว

สถานที่สอนพิเศษ เดิมที่สอนกันที่บ้าน ก็พัฒนามาเป็นที่โรงเรียน ที่มหาวิทยาลัย สวนสาธารณะ ทุกวันนี้หากไปเดินตามห้างสรรพสินค้าจะเห็นวัยรุ่น คนหนุ่มสาว จับกลุ่มติวกันทั้งในร้านฟาสต์ฟู้ด ร้านกาแฟ

นอกจากติวเตอร์ที่เป็นปัจเจกบุคคลแล้ว ยังมีการจัดตั้งนิติบุคคล เกิดโรงเรียนกวดวิชาผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด มีการวางหลักสูตรมาตรฐาน นำเทคโนโลยีสื่อสารทางไกลมาประยุกต์ ใช้ระบบธุรกิจเข้ามาบริหารจัดการอย่างเต็มที่ พ่วงด้วยการตลาดสร้างจุดเด่น อ.คนโน้น อ.คนนี้ นับวันยิ่งเติบโต

ไม่เพียงแต่โรงเรียนกวดวิชาที่มีการวางระบบจัดการอย่างดีแล้ว ทุกวันนี้ยังมีอีกรูปแบบคือ “กลุ่มติวเตอร์” ที่มีการรวมเครือข่ายและวางระบบการจัดการอย่างเป็นเรื่องเป็นราว มี Contact Point ผ่านเว็บไซต์ เพียงแค่เสิร์ชคีย์เวิร์ดง่ายๆ เช่น “รับสอนพิเศษ” “สอนพิเศษที่บ้าน” ฯลฯ ในกูเกิล ก็จะเจอกลุ่มติวเตอร์หรือสถาบันติวเตอร์เหล่านี้โผล่ขึ้นมาบนหน้าจอมากมาย

หากสำรวจรายละเอียดเข้าไปในแต่ละเว็บไซต์จะพบว่าส่วนใหญ่จะเน้นจุดขาย คือมีนักศึกษาจากสถาบันชื่อดังต่างๆ มาเป็นติวเตอร์ สอนแบบตัวต่อตัว การตั้งชื่อกลุ่มหรือชื่อเว็บไซต์ก็จะอิงตามชื่อสถาบันความน่าเชื่อถือ เช่น มีคำว่า จุฬาฯ หรือ Chula แล้วหาคำอื่นๆ มาพลิกแพลงใส่

นอกจากนี้ จะมีรายละเอียดหลักสูตรและค่าบริการชัดเจน เช่น หลักสูตรอนุบาล-ประถม 180 บาท/ชม. มัธยมต้น 200 บาท/ชม. มัธยมปลาย 250-300 บาท/ชม. ไม่เท่านั้น ยังมีหลักสูตรพิเศษ เช่น ติวเข้าโรงเรียนสาธิต หลักสูตรติวเพิ่มเกรด หลักสูตรติวสอบวิชาเฉพาะ บางแห่งมีโปรโมชั่นพิเศษ เช่น หลักสูตร 2 ภาษาคิดราคาเพิ่ม 25 บาท/ชม. หลักสูตรอินเตอร์ฯ คิดราคาเพิ่มขึ้น 50 บาท หรือเรียนเพิ่ม 1 คน คนที่เพิ่มเหลือครึ่งราคา เป็นต้น

กลุ่มติวเตอร์หรือเว็บไซต์เหล่านี้มีที่มาที่ไปอย่างไร มีการจัดการอย่างไร ได้รับความนิยมมากน้อยเพียงใด นับเป็นพัฒนาการรูปแบบการสอนพิเศษที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

“ก้องเกียรติ จิราภัย” ผู้ก่อตั้ง chulatutordelivery.com เครือข่ายติวเตอร์เจ้าแรกที่มีรูปแบบการจัดการลักษณะนี้ เล่าให้ฟังว่า
chulatutordelivery เริ่มต้นจากการรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ นักศึกษา 7 คน รับสอนพิเศษหารายได้เสริมเมื่อ 7 ปีก่อน ในปีแรกยังไม่ได้จัดตั้งเครือข่ายเช่นนี้ เพียงแต่รับงานติวทั่วไป กลุ่มลูกค้าก็คือผู้ปกครองที่รู้จักกันมาจ้างให้ไปสอนลูกๆ และขยายเป็นการบอกปากต่อปาก ช่วงแรกมีรายได้ประมาณ 5,000-1 หมื่นบาท แต่ก็ถือว่ายังไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ ยังเจอปัญหาคือคนไม่พอสอน และปัญหาการเดินทางที่บางครั้งไปสอนแล้วรายได้ต่อชั่วโมงไม่คุ้มกับค่าเดินทาง

ปีต่อมาจึงมีการพัฒนารูปแบบให้มีลักษณะคล้าย Marketplace จับคู่แมตชิ่งระหว่างคนสอนกับคนเรียน จัดตั้งเครือข่ายติวเตอร์ขึ้นจากหลายๆ มหาวิทยาลัย แล้วทำการโปรโมท chulatutordelivery อย่างเต็มรูปแบบ มีการตั้งหัวหน้ากลุ่มคอยบริหารป้อนลูกค้าให้ติวเตอร์ในแต่ละพื้นที่ โดยดูจากทำเลที่ตั้ง เช่น หากเด็กอยู่ศาลายา ก็ป้อนงานให้ติวเตอร์ที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ถ้าอยู่ในเมืองก็มีทั้งติวเตอร์ที่เป็นนักศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังจัดสรรงานตามวิชาที่ผู้ปกครองต้องการให้สอน ลักษณะติวเตอร์ที่ลูกค้าต้องการ เช่น เด็กขี้อายต้องการติวเตอร์ผู้หญิงไปสอน หรือเด็กซนหน่อยก็ต้องการติวเตอร์ดุๆ ไปสอน เป็นต้น แล้วจัดสรรให้ไปสอนตามความเหมาะสม ถ้าลูกค้าไม่พอใจ ก็สามารถขอเปลี่ยนตัวติวเตอร์ได้หลังการสอนครั้งแรกอีกด้วย

“วิธีการรวมเครือข่ายติวเตอร์ของเรา ส่วนใหญ่ 70% มาจากการบอกต่อแบบปากต่อปาก ส่วนอีก 30% เป็นการสมัครมาด้วยตัวเอง ซึ่งเราก็จะมีการทดสอบความรู้ และทดสอบลักษณะว่าเหมาะสมกับการสอนหรือไม่ หลักๆ ก็ดูว่าเคยมีประสบการณ์การสอนหรือเปล่า และวิธีการรับมือเด็กแต่ละแบบจะทำอย่างไร ซึ่งถ้าทดสอบไม่ผ่านเราก็จะเทรนด์ให้”

ทุกวันนี้ chulatutordelivery มีเครือข่ายติวเตอร์ที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ประมาณ 5,000 คน รับสอนทุกระดับชั้นและทุกวิชา รูปแบบการสอนจะต่างจากโรงเรียนกวดวิชาคือลูกค้าไม่ต้องเดินทาง และเป็นการสอนตัวต่อตัว ซึ่งสะดวกต่อการวิเคราะห์และปรับจุดอ่อน
ของนักเรียนแตกต่างกันไป

สำหรับสัดส่วนลูกค้า ก้องเกียรติ แจกแจงว่า ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในเมืองประมาณ 65% และปริมณฑล 30% อาทิ บางบัวทอง ทวีวัฒนา สมุทรปราการ นนทบุรี ส่วนอีก 5% เป็นกลุ่มลูกค้าที่อาศัยในต่างจังหวัด ซึ่งบางครั้งก็ต้องสอนผ่านสไกป์ด้วย

“ลูกค้าส่วนใหญ่จะมากันแบบปากต่อปาก ตอนนี้ 80% จะเป็นการสอนตามบ้าน เพราะผู้ปกครองอยากให้เรียนที่บ้าน จะได้อยู่ในสายตา ไม่ต้องกลัวเด็กเหลวไหลและไม่ต้องเดินทาง ส่วนใหญ่กลุ่มนี้จะเรียนคนเดียว แต่ยังมีอีก 20% ที่ไปติวกันนอกบ้าน ส่วนใหญ่จะที่สยามและสีลม ตามห้างสรรพสินค้าและร้านกาแฟซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะจับกลุ่มเรียนกับเพื่อน 2-3 คน หรือไม่ก็แล้วแต่ความสะดวกของผู้เรียนและผู้สอน” ก้องเกียรติ กล่าว

ค่าบริการจะเริ่มต้นที่ 200 บาท/ชม. ตั้งแต่ระดับอนุบาล-ป.6 ส่วนระดับที่สูงขึ้นมาก็บวกเพิ่มเข้าไปเป็น 220-300 บาท/ชม. แต่มีเงื่อนไขคือสอนครั้งละ 2 ชม. เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการเรียน ดังนั้นรายได้ขั้นต่ำจะอยู่ที่ 400 บาท/ครั้ง ซึ่งถ้าคิดเป็นรายได้ต่อเดือนปัจจุบัน รายได้ของลูกทีมจะอยู่ที่่ 2 หมื่่นบาทขึ้นไป

ขณะที่แนวโน้มตลาดและการแข่งขันนั้น ก้องเกียรติบอกว่า เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีคู่แข่ง หลังจากก่อตั้งchulatutordelivery ขึ้นมา ก็มีเครือข่ายหรือเว็บไซต์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกหลายราย บางรายมาเป็นทีมงานที่นี่แล้วแยกตัวออกไปทำเองก็มี

อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วเชื่อว่าตลาดการสอนพิเศษยังคงเปิดกว้างเสมอ ตราบใดที่ระบบการเรียนการสอนในห้องเรียนยังด้อยคุณภาพเช่นนี้ ไม่มีการปฏิรูปการศึกษา ผู้ปกครองก็ต้องจ่ายเพิ่มเพื่ออนาคตลูกหลานตัวเองในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันหนักหน่วง

ขึ้นแน่...ค่าเรียนกวดวิชา "เราต้องผลักภาระเพราะรัฐไม่เข้าใจ"

มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบให้เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% กับโรงเรียนกวดวิชา โดยอ้างเหตุผลว่ามุ่งทางการค้าแสวงหากำไร จึงต้องสร้างความเป็นธรรมให้ทัดเทียมธุรกิจอื่น ส่งผลให้บรรดาโรงเรียนกวดวิชาหลายแห่งเตรียมขยับขึ้นค่าเรียนตาม

รัฐบาลคาดการณ์หากถอนขนห่านธุรกิจติวเตอร์นี้ได้ จะมีเงินไหลเข้ารัฐปีละ 1,200 ล้านบาท จากโรงเรียนกวดวิชาที่จดทะเบียนกับทางการ 2,379 โรงเรียน แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร (กทม.) 549 แห่ง ภูมิภาค 1,830 แห่ง

ตามขั้นตอนคาดว่า ปีหน้าจะเริ่มขึ้นค่าเรียนได้ เพราะต้องให้มีการออกกฎหมายการจัดเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชาก่อน

เสียงสะท้อนจากเจ้าของโรงเรียนกวดวิชาอย่าง อนุสรณ์ ศิวกุล นายกสมาคมผู้บริหารและครูโรงเรียนกวดวิชา หรืออาจารย์เจี๊ยบ จากโรงเรียนกวดวิชาชื่อดัง “เคมี อ.อุ๊” ระบุว่า การเก็บภาษีครั้งนี้กระทบต่อโรงเรียนกวดวิชาแน่นอน ผู้ประกอบการอาจจำเป็นต้องผลักภาระให้ผู้ปกครองทั้งที่ไม่อยากขึ้นค่าเรียน แต่เพราะกรมสรรพากร จึงทำให้ต้องทำแบบนี้

อีกด้านถ้าไม่ขึ้นค่าเรียนก็อาจมีโรงเรียนกวดวิชาบางแห่งยุบสาขา หรือล้มหายไปเพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยอดผู้เรียนลดลงอย่างต่ำ 20% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภคจึงลดลงไปด้วย

“เมื่อ ครม. มีมติเห็นชอบแล้ว ตอนนี้ทำได้เพียงแค่รอว่าจะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้ใช้กฎหมายนี้เมื่อไหร่เท่านั้น ส่วนตัวคิดว่าการเก็บภาษียังไม่ควรเริ่มเร็วๆ นี้ เร็วสุดก็น่าจะเป็นปีหน้า เพราะยังติดกฎระเบียบอีกมากมายซึ่งยังไม่มีความชัดเจน เช่น การทำบัญชีในกรณีที่บางโรงเรียนมีถึง 20-30 สาขา จะต้องทำอย่างไร”

อนุสรณ์ ระบุว่า กลุ่มที่โดนเก็บภาษีครั้งนี้เป็นกลุ่มที่ปฏิบัติตามระเบียบ มีฐานข้อมูลในรายชื่อของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ส่วนกลุ่มติวเตอร์ที่รับสอน ซึ่งไม่เคยเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ต้นทุนก็ไม่ต้องลง ทุกวันนี้ก็อยู่รอดปลอดภัย ไม่ต้องเสียภาษี นี่คือสิ่งที่รัฐบาลควรทำก่อนเป็นอันดับแรกๆ แต่ทำไมถึงยังไม่ทำ

เขาบอกว่า ความจริงปัญหาเรื่องการศึกษามีมาในหลายยุคหลายสมัยแล้ว แต่รัฐบาลชุดก่อนไม่ได้แก้ปัญหาโดยใช้แนวทางจัดเก็บภาษีอย่างนี้ เพราะเห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้นเหตุจริงๆ อยู่ที่ระบบการศึกษาที่ยังต้องพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพให้ทั่วถึง

“ต่อให้ไม่มีโรงเรียนกวดวิชา ทุกคนก็จะแสวงหาสิ่งที่ทำให้เกิดคุณภาพต่อตัวผู้เรียนอยู่ดี ซึ่งส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นอยู่ดี หรือจะบอกว่าตัดโรงเรียนกวดวิชา แล้วให้โรงเรียนในระบบสอนพิเศษเย็นกับวันเสาร์ไปด้วย กลายเป็นว่าโรงเรียนในระบบก็ทำหน้าที่กวดวิชาไปด้วย อย่างนี้ก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาอีก เป็นเพียงแค่ย้ายปัญหาจากอีกที่ไปสู่อีกที่ กลายเป็นว่าระบบยิ่งแย่เข้าไปใหญ่”

นายกสมาคมโรงเรียนกวดวิชา ยืนยันว่า มาตรการขึ้นภาษีนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างที่ต้องการสร้างกำแพงสกัดกั้นอย่างหลายคนเข้าใจได้ เพราะสุดท้ายคนที่มีเงินก็จะหันไปจ้างครูมาสอนบุตรหลานแบบส่วนตัว หรือส่งไปเรียนกับกลุ่มเล็กๆ ซึ่งมีราคาแพงกว่าเรียนกวดวิชาด้วยซ้ำ

“ถ้าบอกว่าการเก็บภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำจึงเป็นวาทะที่ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า คุณกำลังมองประเด็นนี้เป็นเรื่องการแยกชั้นวรรณะ ฐานันดรของผู้เรียน ลองไปดูทุกวันนี้กระทรวงศึกษาฯได้งบ 4 แสนล้านบาท/ปี แต่คุณภาพการศึกษายังไม่ดีเท่าที่ควร แล้วการเก็บภาษีส่วนนี้จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามที่บอกได้จริงหรือ ซึ่งผมไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้นได้” นายกสมาคมโรงเรียนกวดวิชา กล่าว

ขณะที่ มนตรี นิรมิตศิริพงศ์ หรือ “อาจารย์ช้าง” ผู้ก่อตั้งโรงเรียนกวดวิชา “วีบายเดอะเบรน” (We by The Brain) ยักษ์ใหญ่กวดวิชาอีกแห่ง ระบุว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องค่าเรียนที่จะสูงขึ้น แต่เชื่อได้ว่าทางโรงเรียนกวดวิชาจะไม่ผลักภาระมายังผู้ปกครองหรือเด็กให้มากจนเกินไป

“อย่าลืมว่าโรงเรียนกวดวิชามีอยู่หลายที่ ถ้าขึ้นราคาแพงเกิน คนก็จะไปเรียนที่อื่นกัน แต่ในส่วนของโรงเรียนวีบายเดอะเบรน ถ้ายังคงแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและบริหารต่อไปได้ ก็อาจไม่ขึ้นราคาค่าเล่าเรียน แต่ทุกอย่างเป็นเรื่องอนาคต”

มนตรี ระบุว่า อย่ามองว่าโรงเรียนกวดวิชาร่ำรวย มีกำไรมหาศาล ในทางกลับกันหลายแห่งลงทุนสูง อย่างเช่น ตัวเขาทำโรงเรียนกวดวิชามา 28 ปี มีทั้งหมด 33 สาขา จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่กำไรจะสูงมากตามการลงทุนที่มีมากเช่นกัน ที่สำคัญกำไรที่เก็บนั้นก็ต่ำกว่า 20% ตามข้อกำหนดของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)

“หากทำโรงเรียนกวดวิชาแล้วได้กำไรมหาศาล ป่านนี้ก็คงมีคนสนใจลงทุนมากมาย แต่ถ้าสังเกตให้ดี คนที่มาเปิดโรงเรียนกวดวิชาล้วนแต่เป็นครูที่ใจรักในการสอน ดังนั้นธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาจึงไม่ได้มุ่งเน้นกำไรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการบริการสังคมเพื่อขยายการศึกษา”

เขาบอกว่า ที่ผ่านมามีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่บอกว่าไม่ควรเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา เนื่องจากจะทำให้การเข้าถึงแหล่งความรู้ของชนชั้นต่างๆ มีความเหลื่อมล้ำมากขึ้น กลายเป็นว่ามีแต่เฉพาะลูกคนมีเงินเท่านั้นที่จะเข้าถึงโรงเรียนกวดวิชาได้เท่านั้น” ผู้ก่อตั้ง

ความล้มเหลว ของระบบการศึกษาไทย

เมื่อเริ่มเข้าสู่ระบบการศึกษาภาคบังคับ ทั้งเด็กและผู้ปกครองต่างรู้ว่านี่คือช่วงเวลาที่กำลังเดินเข้าไปสู่สนามการแข่งขัน ที่จะสร้างชีวิตที่ดีด้วยหลักประกันด้านโอกาสในการเรียนที่จะต่อยอดไปสู่การหางานในอนาคต

กระนั้นทุกคนตระหนักว่าการเรียนในห้องเรียนไม่ได้เป็นหลักประกันที่สร้างความมั่นใจได้ว่า จะสอบติดเข้ามหาวิทยาลัยดังของรัฐ นี่ทำให้ทุกคนมุ่งมาที่การเรียนกวดวิชา ธุรกิจที่เติบโตขึ้นทุกปี

เหตุผลที่มักจะได้ยินจากนักเรียนนั่นก็คือ เรียนในห้องไม่รู้เรื่อง กลัวไม่ทันคนอื่น หรือถ้าทันเพื่อนอยู่แล้ว ก็เกิดกลัวถูกแซง เรียนได้ที่ 1 ของโรงเรียนเก่าอยู่แล้ว แต่อยากเก่งขึ้นไปอีก เป็นที่ 1 ของโรงเรียนอื่นเพราะเล็งเห็นว่ามาตรฐานแต่ละโรงเรียนแตกต่างกัน

เด็กจำนวนไม่น้อยบอกว่า เมื่อถึงช่วงปิดภาคเรียนพวกเขาต้องอยู่บ้านเฉยๆ เป็นเรื่องที่น่าเบื่อ กวดวิชาเป็นเหตุผลที่ช่วยให้พวกเขามีข้ออ้างที่ไม่ต้องอยู่บ้านได้ ทำให้พบเจอเพื่อนใหม่ๆ

อีกจำนวนหนึ่งซึ่งมาจากครอบครัวที่มีกำลังทรัพย์มากพอก็มีความเชื่อว่าเรียนเยอะไว้ก่อน คือความได้เปรียบ ไม่สนเรื่องค่าเรียนที่แพงลิ่วนับหลายหมื่นบาทต่อภาคการศึกษาเดียว สูงกว่าค่าเทอมในชั้นเรียนปกติหลายเท่า แต่ก็ตัดสินใจเรียนเพราะเห็นว่าสถาบันบางแห่งมีการสอนสูตรเรียนลัดที่โรงเรียนไม่มีสอน

ที่ทำให้โรงเรียนกวดวิชาในกรุงเทพฯ ตามย่านดังพัฒนาจากตึกไม่กี่ชั้น กลายเป็นตึกสูงใหญ่ที่คลาคล่ำไปด้วยเด็กจำนวนมหาศาลเป็นภาพที่เห็นชินตา

ความต้องการหลายเหตุผลที่ยกมาสอดคล้องกับทิศทางการเจริญเติบโตของธุรกิจนี้ ตามที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประมาณการมูลค่าตลาดธุรกิจกวดวิชาในปี 2558 ไว้ที่ 8,189 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 6.8% สูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาคอื่นๆ

ขณะที่นักวิชาการบางรายอ้างงานวิจัยระบุว่า โรงเรียนกวดวิชาเติบโตจากเมื่อ 2 ปีที่แล้วถึง 200% มีเงินหมุนเวียนในกลุ่มโรงเรียนกวดวิชาสูงถึง  3 หมื่นล้านบาท/ปี โดยเฉลี่ยนักเรียนเรียนพิเศษคนละ 7-8 วิชา เพราะต้องการเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง

ประวิต เอราวรรณ์ ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยระบบการศึกษา ระบุว่า การกวดวิชาจะยังมีอยู่ ตราบที่การศึกษายังเป็นการศึกษาแบบแข่งขัน แพ้คัดออก อยากเป็นผู้ชนะก็ต้องเรียนหนัก ต้องกวดวิชา จนสร้างค่านิยมให้ทั้งผู้ปกครอง นักเรียน เชื่อว่าต้องเข้าสู่การแข่งขันอย่างไม่มีทางเลือกอื่นๆ

ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยระบบการศึกษา อธิบายว่า ที่ผ่านมามีความพยายามแก้ปัญหาการกวดวิชาที่ไม่ถูกจุด เช่น การปรับระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยย้อนกลับไปปี 2549 ระบบเอนทรานซ์ ซึ่งเคยเป็นระบบการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยมากกว่า 40 ปี ถูกมองว่าเป็นระบบที่มีข้อเสียหลายด้าน อาทิ เปิดโอกาสให้นักเรียนสอบเพียงครั้งเดียวพร้อมกันทั่วประเทศ จึงพบว่านักเรียนไม่เข้าชั้นเรียนปกติและหันไปกวดวิชาเพื่อแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยอย่างไม่ลืมหูลืมตา

“นักเรียนส่วนใหญ่เริ่มกวดวิชาตั้งแต่เริ่มเรียนมัธยมปลาย ตั้งจุดหมายของชีวิตไว้ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำ  ใครที่เคยผ่านระบบเอนทรานซ์มาย่อมจำได้ดีว่า เมื่อถึงฤดูสอบจะสร้างความตึงเครียดให้นักเรียนที่กำลังก้าวเข้าสู่สนามสอบ กระทรวงศึกษาฯจึงเปลี่ยนเป็นระบบแอดมิชชั่น เพื่อแก้ปัญหาและผ่อนคลายบรรยากาศการแข่งขันลง”

ทั้งนี้ สัดส่วนและองค์ประกอบหลักในการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย จึงถูกเปลี่ยนเป็นคะแนนผลการเรียนสะสมตลอดหลักสูตร (GPAX) 20% คะแนนการทดสอบวิชาความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT) 50% และคะแนนจากการสอบข้อสอบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ หรือโอเน็ต 30%

ความตั้งใจของระบบนี้ถูกออกแบบจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยเพื่อให้ได้ระบบที่ยุติธรรมสำหรับนักเรียน แต่นั่นก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การกวดวิชาก็ยังสูงขึ้น กระทั่งขยายเป็นการกวดวิชาตลอดทั้งปี ไม่ได้กระจุกตัวแค่ช่วงใกล้สอบอีกต่อไปแล้ว

“เราต้องพยายามลดสัดส่วนผู้ที่ต้องการเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาลง เพราะการกวดวิชามีต้นสายปลายเหตุมาจากเรื่องนี้ ซึ่งการแก้เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นเรื่องของการปรับทัศนคติต่อระบบการเรียนการสอนทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับอนุบาล ที่ต้องคิดใหม่ว่าไม่ได้ส่งลูกไปเรียนด้านวิชาการ แต่คือการส่งลูกไปเล่น เรียนรู้ตามช่วงวัย ไม่ให้พวกเขามีทัศนคติด้านลบต่อการเรียนตั้งแต่ยังเล็ก แต่ปัจจุบันเด็กถูกกดดันให้มุ่งไปในทางวิชาการตั้งแต่อนุบาล

...เมื่อเรียนไม่ทันคนอื่นก็กลายเป็นไม่พบคุณค่าในตัวเอง ในระดับชั้นที่สูงขึ้นก็เริ่มกลายเป็นเด็กหลังห้อง จนเลิกเรียน ออกกลางคัน นี่เป็นระบบที่ลดทางเลือกของเด็กลง และผลักให้เด็กเข้าสู่การแข่งขัน เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ ประเทศฟินแลนด์ต้องใช้เวลาประมาณ 15 ปี เกาหลีใต้ 12 ปี เราจะแก้เรื่องนี้ ต้องให้คนที่เข้าใจการศึกษาเข้ามาวางนโยบาย วางระบบไม่ใช่ให้การเมืองเข้ามาเปลี่ยนแปลง นโยบายเรื่องนี้ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล” ประวิต กล่าว

สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทุกรัฐบาลพยายามแก้ปัญหาโรงเรียนกวดวิชาแต่ก็ล้มเหลว เพราะทุกครั้งจะการแก้ปัญหานี้มักจะแยกส่วนระหว่างเอกชนซึ่งเป็นโรงเรียนกวดวิชา กับรัฐบาลซึ่งกุมนโยบายการศึกษามาโดยตลอด

“โรงเรียนกวดวิชามีส่วนดีในแง่ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่ระบบการศึกษาไม่สามารถให้คำตอบหรือแก้ไขได้ ปัญหาข้อสอบยาก ออกไม่ตรงกับที่เรียน โรงเรียนกลุ่มนี้มีเทคนิคการสอนที่แก้ปัญหาได้ ทำไมโรงเรียนกวดวิชาจัดการปัญหาให้เด็กได้ แต่โรงเรียนในระบบการศึกษาทำไม่ได้ ครูที่สอนในโรงเรียนกวดวิชาส่วนใหญ่ก็เป็นครูในระบบการศึกษามาก่อน นี่จึงเป็นภาพสะท้อนความล้มเหลวการจัดการศึกษาจนกลายเป็นช่องว่างในการทำมาหากินของโรงเรียนกลุ่มนี้”

สมพงษ์ ยกตัวอย่างว่า ในฝรั่งเศสและเยอรมนีไม่มีโรงเรียนกวดวิชา นโยบายการศึกษาของพวกเขาสอนให้เด็กคิดเป็น แต่ประเทศไทยแม้จะพยายามออกแบบข้อสอบให้คิดวิเคราะห์ แต่เมื่อนโยบายไม่สอดรับกับแนวคิดอย่างเป็นระบบ จึงเป็นช่องทางให้เด็กไปกวดวิชาเพื่อหาเทคนิคและคำตอบสำหรับตอบข้อสอบ ดังนั้น หากจะปฏิรูปการศึกษาและแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็ถึงเวลาที่ต้องดึงโรงเรียนกวดวิชาเข้ามามีส่วนร่วม

กัดฟันส่งลูก เพราะ รร.ด้อยคุณภาพ

ผู้ปกครองต่างเห็นว่าโรงเรียนกวดวิชามีความจำเป็นเพราะการศึกษาในห้องไม่ช่วยอะไรมาก แต่เห็นว่าโรงเรียนกวดวิชาไม่ควรขึ้นค่าเรียน เพราะควรแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมบ้าง

อมรศิริ ดิสสร  อาจารย์สาขาวิชาบัญชี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโยลีราชมงคลพระนคร กล่าวว่า ถ้าสถาบันกวดวิชาถูกเก็บภาษีเพิ่มก็คงผลักภาระมาให้ผู้ปกครองแน่นอน ซึ่งทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายของบุตร 2 คน ที่ต้องลงเรียนกวดวิชาเฉลี่ยเดือนละ 4 หมื่นบาท จากวิชาที่ลงเรียน คือ ภาษาอังกฤษ ฟิสิกส์ เคมี วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ราคาคอร์สละ 2,900 บาท เวลาเรียน 15 วัน

“โรงเรียนกวดวิชามีรายได้จำนวนมาก ขณะที่การศึกษาในโรงเรียนรัฐไม่ได้คุณภาพ ข้อสอบมีการเอื้อต่อสถาบันกวดวิชา ทำให้เด็กต้องมาลงเรียนกวดวิชา จึงเป็นสิ่งที่เด็กเลี่ยงไม่ได้เลย”

อมรศิริ กล่าวว่า ปัญหาทั้งหมดเกิดจากต้นตอที่ระบบ เช่น เด็กที่จะสอบเข้าโรงเรียนสวนกุหลาบ เขาก็ใช้ข้อสอบระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2  ชั้นปีที่ 3  ชั้นปีที่ 4 และชั้นปีที่ 5 ซึ่งเด็กประถมชั้นปีที่ 6 ไม่สามารถทำได้แน่นอน ถ้าไม่ไปลงเรียนกับสถาบันกวดวิชา เพราะไม่ใช่ระดับความรู้ชั้น ป.6 ดังนั้นการแก้ปัญหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดูแลระบบการศึกษาในโรงเรียน เพื่อไม่ให้ออกข้อสอบเอื้อต่อสถาบันกวดวิชาได้

“ทุกวันนี้มีสถาบันกวดวิชามากมายเกิดขึ้นย่านสยาม จะเห็นว่าเด็กมาลงเรียนแน่นไปหมด เพราะอยากเข้าโรงเรียนดังๆ อย่างเตรียมอุดม สวนกุหลาบ สตรีวิทยา ดังนั้นถ้าไม่แก้ปัญหาให้ตรงจุดนอกจากสถาบันกวดวิชาจะไม่ลดลงแล้ว ยังจะเพิ่มภาระให้ผู้ปกครองมากขึ้น ยิ่งกว่านั้นยังทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะครอบครัวที่มีรายได้น้อยก็จะเข้าถึงการศึกษายากขึ้นอีก” อมรศิริ กล่าว

วินัยธร ศรีหาคลัง พนักงานบริษัทเอกชน กล่าวว่า ต้องรอดูว่าสถาบันกวดวิชาจะผลักภาระมาให้ผู้ปกครองหรือไม่ เพราะถ้าค่าเรียนสูงเกินไป ผู้ปกครองก็ส่งลูกเรียนเสริมไม่ไหว  จะกลายเป็นการส่งลูกเรียนตามมีตามเกิด อยากเรียกร้องให้สถาบันกวดวิชาต้องแบบรับภาระจ่ายภาษีเองบ้างเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม

เขาบอกว่า ปัจจุบันต้องจ่ายเงินค่าเรียนให้หลานกวดวิชาระดับชั้น ป. 1 เฉลี่ยเทอมละ 5,000 บาท เพราะก่อนหน้านี้เคยให้เข้าเรียนในโรงเรียนรัฐ ปรากฏว่าเด็กมีพัฒนาการด้านการศึกษาช้าผิดสังเกตเมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน ผิดจากเด็กที่เรียนโรงเรียนเอกชน  ทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายของเด็กประถมทุกวันนี้เทียบเท่ากับศึกษามหาวิทยาลัยของรัฐแล้ว

วินัยธร สรุปว่า ระบบการศึกษาของรัฐไม่ช่วยอะไรเลย ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงบีบให้ผู้ปกครองจำเป็นหาเงินมากขึ้นเพื่อส่งลูกเรียนกวดวิชาให้สามารถแข่งขันกับคนอื่นได้

เช่นเดียวกับ วิวรณ์ ระคำมา ระบุว่า ปัจจุบันจ่ายค่าเรียนกวดวิชาให้ลูก 5,500 บาท หากเก็บแพงขึ้นก็อาจลดจำนวนวิชาเรียนลง แต่ก็อยากให้เรียนกวดวิชาต่อไป เพราะลูกเป็นเด็กหัวอ่อน บางวิชาก็ตามเพื่อนไม่ทัน การเรียนกวดวิชาจึงจำเป็นมาก


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ติวเตอร์เน็ตเวิร์ก โมเดลใหม่ สอนพิเศษ

view

*

view