http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท20/10/2017
ผู้เข้าชม20,012,681
เปิดเพจ23,607,105

สงครามค่าเงิน หรือ สงครามเศรษฐกิจฝืด

จากประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์มายาการเงิน

โดย สันติธาร เสถียรไทย santitarn.sathirathai@gmail.com

หากเครื่องยนต์เศรษฐกิจในประเทศ ไม่ได้ฝืดขนาดที่ผ่านมา ธนาคารกลางเหล่านี้ก็คงไม่ลดดอกเบี้ย หรือผ่อนนโยบายการเงิน

ช่วงนี้กระแสเรื่องสงครามค่าเงินกำลังมาแรง เพราะนอกจากธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB จะจัด QE อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในยูโรโซนแล้ว ยังเห็น สิงคโปร์ ผ่อนนโยบายค่าเงิน ธนาคารกลางอินเดีย จัดประชุมพิเศษก่อนเวลานัดหมายเพื่อลดดอกเบี้ย สาธารณรัฐประชาชนจีน เอง ก็ผ่อนนโยบายการเงินโดยลด Required Reserve Ratio หรือ RRR

จนล่าสุด อินโดนีเซีย ก็ลดดอกเบี้ยอย่างพลิกความคาดหมายรับตรุษจีน โดยเรื่องที่เราจะได้ยินบ่อย ๆ ก็คือ เพราะ ECB ทำ QE แบงก์ชาติเหล่านี้กลัวเงินไหลเข้าแล้วค่าเงินแข็ง เลยลดดอกเบี้ยกัน และก็ต้องการลดค่าเงิน เพื่อช่วยเสริมการส่งออกกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้วย

เป็นสงครามค่าเงิน หรือการที่แบงก์ชาติต่าง ๆ มีเป้าหมายที่จะขยับค่าเงินไปในทางที่ตนเองต้องการ เพื่อบรรลุเป้าหมายเรื่องการส่งออก

แต่ในความจริงแล้ว แนวคิดนี้ "ไม่ถูก" เสียทีเดียว ประการแรก ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในเรื่องความสามารถในการแข่งขันของการส่งออก คือ อัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริง เทียบกับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ หรือ Real Effective Exchange Rate ที่ไม่ได้ดูแต่ "ค่าเงิน" แต่ดู "ระดับราคาของ" ด้วย

หากเราลดค่าเงินไป 5% แต่สินค้าในประเทศเราดันราคาขึ้นไป 10% เราก็คงส่งออกมากขึ้นไม่ได้ ในทางกลับกัน ถ้าเงินเฟ้อเรากลับปรับตัวลงเร็วกว่าเพื่อนบ้าน ก็แปลว่าต่อให้อัตราแลกเปลี่ยนเหมือนเดิม ของเราก็จะถูกลงในสายตาเพื่อนบ้านส่งออกได้มากขึ้น

แล้วพอมาดูหลายประเทศที่ผ่อนนโยบายการเงินไปแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า เขากำลังมี ภาวะการเฟ้อ (Disinflation) ตกลงอย่างรวดเร็ว จนบางแห่ง เช่น ยุโรปเริ่มกลัว ภาวะเงินฝืด (Deflation) แม้แต่สิงคโปร์เอง ก็ไม่กล้าประมาทเมื่อเห็นเงินเฟ้อติดลบ

เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้ว ไม่ต้องทำอะไร อัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงก็อาจลดลง ช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันได้อยู่แล้ว และในกลุ่มประเทศเหล่านี้ นอกจากสิงคโปร์แล้ว ไม่ว่าอินเดีย หรืออินโดนีเซีย ก็ไม่มีใครที่พึ่งพาการส่งออกอย่างมากมาย ที่จะได้อานิสงส์ทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญทางการส่งออกที่เพิ่มนิดหน่อยจากการที่ค่าเงินขยับ

สอง-การสรุปว่า QE ของ ECB จะทำให้เงินไหลเข้าเอเชียมากมาย จนค่าเงินแข็งนั้น ก็ไม่ถูกเสียทีเดียวอีกเช่นกัน ช่องทางหนึ่งที่เงินจะไหลมา คือ กองทุนต่าง ๆ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญในยุโรป กองทุนประกันชีวิต หรือแม้แต่ผู้บริหารกองทุนสำรองของธนาคารกลาง ที่เคยลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือสินทรัพย์อื่นในยุโรปตอนนี้ อาจไม่มีอะไรให้ซื้อ เพราะ ECB แย่งซื้อไปผ่านนโยบาย QE ส่วนของที่ซื้อได้ ก็ให้ดอกเบี้ยผลตอบแทนต่ำเกินไป กองทุนเหล่านี้เลยต้องไปหาผลิตภัณฑ์การเงินในประเทศอื่น

โดยมากกองทุนเหล่านี้จะมีข้อจำกัดค่อนข้างมากในการลงทุนเช่นมักจะเน้นการลงทุนในตราสารของประเทศที่CreditRating สูง ๆ อย่างเช่น พันธบัตรของอเมริกา โดยเฉพาะตอนนี้ถ้าเทียบกันแล้ว ผลตอบแทนของพันธบัตรอเมริกานั้น ไม่ได้ต่างจากของไทยมากนัก แถมเงินดอลลาร์ปีนี้ยังมีเทรนด์ น่าจะแข็งตัว อีกต่างหาก

ถ้าอยากจะลงในพันธบัตรที่ให้ดอกเบี้ยสูงจริง ๆ ให้ไปลงในประเทศอินเดีย ที่ให้ผลตอบแทน 7-8% ดีกว่า ยิ่งความเสี่ยงเงินรูปีก็น้อยลงกว่าแต่ก่อนด้วย เงินที่ไหลมาเข้าประเทศไทย อาจไม่ได้มากมายอย่างที่หลายคนคาดกัน แต่สุดท้ายถ้าธนาคารกลางอเมริกาขึ้นดอกเบี้ยอีก จะยิ่งทำให้เงินไหลออกจากเอเชียโดยรวมเหมือนที่เคยเห็นกันมาแล้ว

สรุปคือบอกไม่ได้ง่าย ๆ ว่าปีนี้ เราควรระวังเรื่อง "เงินทะลักเข้า" หรือ "เงินไหลออก" กันแน่

สงครามเศรษฐกิจฝืดเคือง

ที่น่าจะเป็นคำอธิบายที่ดีกว่า คือ ธนาคารกลางเหล่านั้นกำลังต่อสู้กับ (ผมขอใช้คำว่า...) "สภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง" คือ สภาพที่เศรษฐกิจเติบโตช้า และภาวะเงินเฟ้อต่ำ แต่อาจจะไม่ถึงขั้นเป็น "ภาวะเงินฝืด" (Deflation) อย่างที่ญี่ปุ่นเผชิญ

เมื่อเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวอย่างที่คนคาดการณ์ ทำให้ทั้งผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน รัฐบาล ต้องปรับลดการคาดการณ์การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งแล้วครั้งเล่า เงินเฟ้อที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว จึงเปิดโอกาสให้แบงก์ชาติต่าง ๆ ปรับลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยหล่อลื่นเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น และลดภาระหนี้ให้กับลูกหนี้ในประเทศ ซึ่งมีกันอยู่จำนวนไม่น้อย เพราะการเติบโตทางสินเชื่อในเอเชียช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยการปรับดอกเบี้ยนี้ อาจมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนได้ แต่เป็นเพียงผลข้างเคียงของนโยบายการเงินมากกว่าเป้าหมายโดยตรง อย่างที่ทฤษฎีสงครามค่าเงินระบุ

พูดอีกอย่างคือ หากเครื่องยนต์เศรษฐกิจในประเทศไม่ได้ฝืดขนาดที่ผ่านมา ธนาคารกลางเหล่านี้ก็คงไม่ลดดอกเบี้ย หรือผ่อนนโยบายการเงิน ถึงแม้ว่า ECB ของยุโรปจะทำ QE และจะมีเงินทุนไหลเข้าประเทศเหล่านี้ และค่าเงินจะแข็งบ้าง

ในกรณีของอินเดีย กับอินโดนีเซีย ยิ่งชัดเจนว่าธนาคารกลางกำลังต่อสู้กับสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง มากกว่าสงครามค่าเงิน เพราะทั้งสองแห่งนี้ยังมีปัญหา การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Deficits) ที่ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนและอ่อนค่าทุกครั้งที่เงินทุนไหลออกในยามที่ กลงทุนต่างชาติตื่นตระหนก ไม่ว่าจากเหตุภายในหรือนอกประเทศก็ตาม

เพราะฉะนั้น ธนาคารกลางทั้งสองแห่งนี้จึงกลัวค่าเงินอ่อน มากกว่าค่าเงินแข็งเสียด้วยซ้ำ เหตุที่ทั้งคู่ลดดอกเบี้ยจึงเป็นไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว มิใช่เพื่อลดอัตราแลกเปลี่ยน

ความแตกต่างของสอง "สงคราม" นี้ สำคัญมากสำหรับนักลงทุนและนักวิเคราะห์ เพราะปัจจัยที่เราต้องจับตาดูนั้นต่างกัน หากเป็น "สงครามค่าเงิน" จริง เราก็ต้องคอยดูสภาวะการส่งออกกับค่าเงิน ถ้าส่งออกไม่โตและเงินแข็ง ก็ฟันธงได้ว่าธนาคารกลางนั้น ๆ ลดดอกเบี้ยอีกแน่

แต่หากเป็นเรื่องของ "สงครามกับเศรษฐกิจฝืดเคือง" สิ่งที่เราต้องจับตามอง คือ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ใช่แค่การส่งออก แต่รวมถึงการบริโภคและการลงทุนด้วย และยังต้องดู "เงินเฟ้อ" ว่าจะลงต่ำแค่ไหน

ลองคิดดู หากธนาคารกลางต่าง ๆ ดูแค่ค่าเงินกับการส่งออก เราคงไม่เห็นอินโดนีเซียที่ค่าเงินอ่อนเอา ๆ ลดดอกเบี้ย และในทางกลับกัน แบงก์ชาติไทย ก็คงลดดอกเบี้ยไปนานแล้ว

แต่ความจริง คือ ธนาคารกลางของไทยจะลดดอกเบี้ย ก็ต่อเมื่อเห็นสัญญาณว่าการบริโภคและการลงทุนไม่ฟื้นตัวจริง ๆ

สรุป คือสงครามที่รัฐบาลต่าง ๆ ในเอเชียกำลังต่อสู้ในปีนี้ ไม่น่าจะเป็น สงครามค่าเงิน อย่างที่หลายคนคิด แต่เป็นการต่อสู้กับ สภาพเศรษฐกิจฝืดเคือง โดยใช้ยากระตุ้นหลายอย่าง ทั้งการคลังและดอกเบี้ย โดยการที่ค่าเงินขยับนั้นเป็น "ผลข้างเคียง" มากกว่าเป้าหมายโดยตรง

เศรษฐกิจไทยเงินฝืดหรือไม่ ?

สุดท้ายนี้ ขอฝากประเด็นเรื่อง สภาวะเงินฝืด มาคิดกันดู ในบางประเทศ เช่น ประเทศไทย เงินเฟ้ออาจลดถึงขั้นติดลบ จนมีการถกเถียงว่ามีความเสี่ยงจะตกอยู่ในสภาวะเงินฝืดหรือไม่ และก็มีการเถียงกันว่า คำจำกัดความของเงินฝืดคืออะไร ? เงินเฟ้อติดลบคือฝืดหรือยัง ?

สำหรับผม การถกกันเรื่องนี้ เป็นเหมือนว่ามันเป็น "ขาวหรือดำ" (Black or White) นั้นผิดประเด็นไปหน่อย เพราะจริง ๆ แล้ว ไม่ว่าเงินจะฝืดหรือไม่ ความจริงก็คือแค่ถ้าเราอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง คือโตช้า และเงินเฟ้อต่ำ (Nominal GDP ต่ำ) เป็นเวลานานก็อันตรายแล้ว ไม่ต้องเป็นสภาพเงินฝืดขนาดญี่ปุ่นก็ได้

พูดง่าย ๆ ไม่ต้องถึงขั้น "สีดำ" แค่เป็น "สีเทาเข้ม" ก็น่ากลัวแล้วครับ เหตุเพราะในสภาวะนี้ รายได้ของคนและบริษัท หรือแม้แต่ภาครัฐจะโตช้า และหากเรามีหนี้สินอยู่มาก มันจะทำให้เราจ่ายเงินต้นกับดอกเบี้ยได้ยากขึ้น

ยกตัวอย่าง สมมติเราตัดสินใจกู้เงิน คิดว่ารายได้จะโตประมาณ 6-7% แบบที่ Nominal GDP เคยโตเมื่อก่อน แต่ในสองปีที่ผ่านมา รายได้ตัวนี้กลับโตแค่ 3-4% ย่อมทำให้ภาระหนี้ดูสาหัสกว่าที่คิดไว้ และสำหรับหลายเจ้า รายได้ลดลงต่ำยิ่งกว่านั้น เพราะพึ่งพาราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ หรือเป็น SMEs ที่ไม่มีกำลังขึ้นราคาสินค้า ภาระหนี้ที่ดูหนักขึ้น จะทำให้บริษัทต้องรัดเข็มขัด ลดชั่วโมงคนงาน ซึ่งก็ไปกดรายได้คนต่อ ทำให้ผู้บริโภคไม่กล้าใช้เงิน ทำให้เศรษฐกิจโตช้าอีก เป็นเหมือนวงจรอุบาทว์ นี่น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หนี้ครัวเรือนต่อ GDP เราเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าการให้สินเชื่อนั้นชะลอลงมามาก เพราะตัวหารของเรา คือ Nominal GDP นั้น ฝืดไม่ค่อยโต

สิ่งที่นักวิเคราะห์ นักลงทุน และคนวางนโยบาย ควรถาม ไม่ใช่แค่ว่าเราอยู่ในสภาวะเงินฝืดหรือไม่ แต่เป็นว่าเราอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองมานานไป หรือไม่ ? และมีนโยบายกระตุ้นอะไรบ้าง ที่จะทำให้เราหลุดจากสภาพนี้ไปได้ ?


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : สงครามค่าเงิน สงครามเศรษฐกิจฝืด

view

*

view