http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท07/12/2017
ผู้เข้าชม20,110,985
เปิดเพจ23,724,884

โลกเปลี่ยนแบรนด์ แบรนด์เปลี่ยนโลก

โลกเปลี่ยนแบรนด์ แบรนด์เปลี่ยนโลก
โดย : จีราวัฒน์ คงแก้ว,สาวิตรี รินวงษ์

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




ผลสำรวจระดับโลกสะท้อนว่าผู้คนเริ่มรู้ร้อนหนาวกับกระแส“แบรนด์ยั่งยืน”อาวุธสำคัญดึงดูดคนเก่ง-ผลกำไรสู่องค์กร คืนกลับสู่ สังคม-สิ่งแวดล้อม

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อผู้คนบนโลกใบนี้กำลังบีบให้แบรนด์ “เปลี่ยนนิสัย” !!

64% ของผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิก ต้องการแบรนด์ที่ใส่ใจสังคม และตอบสนองต่อความยั่งยืน

62% ของคนทำงานทั่วโลก เลือกทำงานกับบริษัทที่คืนคุณค่าให้กับสังคม ยิ่งบริษัทใหญ่ขึ้น ก็ยิ่งถูกคาดหวังให้รับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

57% ของบริษัทระดับโลก นำแนวคิดเรื่องความยั่งยืนเข้าไปใช้ในการขับเคลื่อนองค์กร

ขณะที่ 93% ของซีอีโอทั่วโลก มองว่า เรื่องความยั่งยืน “สำคัญ” และเชื่อว่าจะทำให้แบรนด์สามารถดึงดูดลูกค้า และคนทำงานเข้าสู่องค์กรได้

คำบอกเล่าโดนๆ สะกิดใจคนทำธุรกิจยุคใหม่ จาก “จูเลียน บาร์แรนส์” กรรมการผู้จัดการ อินเตอร์แบรนด์ สิงคโปร์ บริษัทที่ปรึกษาด้านแบรนด์ระดับโลก ที่บอกไว้ในงาน Sustainable Brands ’15 Bangkok ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในไทยและเอเชีย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

สะท้อนถึงภาวะ “บีบคั้น” ที่แบรนด์ต้องเผชิญจากผู้คนที่กำลัง “โดดเดี่ยว” แบรนด์ที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม !!

หลายคนอาจคุ้นชินกับ Interbrand ในฐานะผู้จัดทำผลสำรวจประจำปีของเหล่าแบรนด์ทั่วโลก อย่าง “Best Global Brands” การจัดอันดับสุดยอดแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก ผู้บริโภคและสังคม พวกเขาเริ่มสนใจในประเด็น “ความยั่งยืนของแบรนด์” จนนำมาสู่การจัดอันดับ “Best Global Green Brands” สุดยอดแบรนด์เพื่อสิ่งแวดล้อมระดับโลกขึ้นในเวลาต่อมา

“ที่น่าสนใจ คือ วันนี้ผู้บริโภคเริ่มเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พวกเขาเริ่มมองหาสินค้าหรือบริการที่ตอบสนองต่อความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งอนาคตหากธุรกิจใดไม่มีส่วนร่วมในความยั่งยืน ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

ผู้บริหารอินเตอร์แบรนด์สิงคโปร์ สะท้อนความสำคัญของพลังที่ชื่อ “ความยั่งยืน” ดัชนีชี้อนาคตแบรนด์ทั่วโลก จากการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคและสังคม ที่ทั้งคาดหวังมากขึ้น และเรียกร้องมากขึ้น กดดันให้แบรนด์ต่างๆ ต้องหันมาใส่ใจเรื่องความยั่งยืนอย่างเลี่ยงไม่ได้

ที่สำคัญไม่ใช่แค่กลยุทธ์ชั่วคราว แต่ต้องลงมือทำอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และระยะยาว

เพราะมีโจทย์ท้าทายเดียวกัน เราเลยได้เห็นการขยับและปรับตัวของเหล่าแบรนด์ดังทั่วโลก โดยนำเรื่องของความยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคม มาเป็นตัวกำหนด “กลยุทธ์แบรนด์” ที่สำคัญ

ดูตัวอย่าง “บี.กริม” ที่เริ่มต้นจากทำธุรกิจเวชภัณฑ์ยา เมื่อ 136 ปีก่อน มุมคิดการทำธุรกิจของพวกเขา คือ ต้องมองถึงความต้องการของผู้บริโภค โดยสำรวจก่อนว่า สังคมโดยรวมขาดแคลนสิ่งใด เมื่อตระหนักว่าผู้คนเจ็บไข้ได้ป่วยจำนวนมาก แต่ไม่มียารักษาโรค จึงผลิตยาออกสู่ตลาด

“ฮาราลด์ ลิงค์” ประธานกลุ่มบริษัท บี.กริม กล่าวว่า แนวคิดการสร้างความยั่งยืนแบบ บี.กริม คือ ปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ปัจจุบัน บี.กริม ประกอบกิจการมากมาย ทำให้ต้องนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดมาใช้ในกระบวนการผลิตต่างๆ มีการปรับโมเดลธุรกิจ เช่น ธุรกิจผลิตยา จากเดิมขายผ่านตัวแทนจำหน่าย ซึ่งมีความเสี่ยงที่ตัวแทนอาจตั้งธุรกิจขึ้นมาแข่งเสียเอง หรืออาจถูกแย่งตัวจากคู่แข่งไป ทำให้ต้องใช้โมเดลดึงมาเป็นพันธมิตรร่วมทุนกัน

ขณะธุรกิจพลังงาน จากที่เคยดำเนินการเอง ก็เลือกผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง แบรนด์ซีเมนต์ เพื่อร่วมทุนกันขยายธุรกิจ เหล่านี้เป็นต้น

เวลาเดียวกับการปรับองค์กรให้แข็งแกร่ง คือ ต้องตอบแทนและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมอย่างต่อเนื่อง ที่มาของการลงไปสร้างคุณูปการให้กับสังคมในหลายๆ ด้าน อาทิ การสร้างโรงเรียน สร้างบ้านให้คนพิการ เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่แค่ทางเลือกที่ต้องทำ แต่ผู้บริหารบี.กริม ย้ำว่า ต้องอยู่ใน “จิตวิญญาณ” ของผู้ประกอบการ

ข้ามจากฝั่งยา มาดูแบรนด์น้ำดำที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน อย่าง “โคคา-โคลา” ในวันนี้เป้าหมายของพวกเขาแจ่มชัด คือ มุ่งไปสู่ความยั่งยืน ด้วยการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “คุณค่าร่วม” (Share value)

“Stuart Hawkins” Director of Sustainability โคคา-โคลา อาเซียน บอกว่า การสร้างคุณค่าร่วม คือ เป้าหมายด้านความยั่งยืนของโคคา-โคลา ทั่วโลก โดยกลยุทธ์ตอบความยั่งยืน มุ่งทำใน 3 เรื่อง คือ ผู้หญิง (Women) น้ำ (Water) และ สุขภาพที่ดี (Well-Being)

ทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจ โคคา-โคลา ทั้งสิ้น

อย่าง “ผู้หญิง” ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและห่วงโซ่คุณค่าของ โคคา-โคลา ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้แทนจำหน่าย ร้านค้าปลีก คนเก็บบรรจุภัณฑ์เพื่อนำไปรีไซเคิล หรือ แม้แต่ช่างฝีมือที่ใช้วัสดุจากผลิตภัณฑ์โคคา-โคลา พวกเขาเลยมุ่งที่จะไปพัฒนาศักยภาพของผู้หญิง ผ่านโครงการ ‘5by20’ พันธกิจพัฒนาศักยภาพผู้หญิง 5 ล้านคน ในปี ค.ศ. 2020

หรือการสร้างความยั่งยืนในเรื่อง “น้ำ” วัตถุดิบสำคัญของผลิตภัณฑ์โคคา-โคลา เพราะถ้าไม่มีน้ำ พวกเขาก็ทำธุรกิจไม่ได้ ที่มาของการลงไปทำกิจกรรม ตั้งแต่รักษาและพัฒนาประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต บริหารจัดการน้ำเสีย จนสามารถปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้ และดูแลไปถึงสิ่งมีชีวิตในน้ำ การอนุรักษ์แหล่งน้ำในภูมิภาคต่างๆ สนับสนุนชุมชนให้มีส่วนร่วมในการจัดหาแหล่งน้ำชุมชน ตลอดจนปลูกฝังจิตสำนึกและส่งเสริมกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์น้ำ เหล่านี้
เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับน้ำ ตอบความยั่งยืนของธุรกิจ

เวลาเดียวกับร่วมรับผิดชอบต่อสังคม เมื่อถูกมองว่า น้ำดำไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ก็ลงไปทำกิจกรรมที่กระตุ้นและส่งเสริมให้คนมีสุขภาพดีมากขึ้น เช่น การจัดการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนโค้กคัพ เป็นต้น
ส่วนกลยุทธ์ทำแบรนด์ยั่งยืนให้สำเร็จ ผู้บริหาร โคคา-โคลา อาเซียน บอก “บันได 5 ขั้น” เริ่มจาก 1.การเชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ขององค์กร 2.กำหนดเป้าหมายและลำดับความสำคัญ 3.ปลูกฝังให้ทั้งองค์กรเข้าใจตรงกัน 4.ทำงานร่วมกันกับทุกฝ่ายทั้งภายในและภายนอกองค์กร ข้อสุดท้ายคือการบอกเล่าเรื่องราวนี้ออกไปในวงกว้าง

กลับมาดูที่บ้านเรา แนวคิดเดียวกันนี้ ก็ถูกใช้เป็นอาวุธสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของเหล่าผู้นำ ดูอย่าง “กลุ่มมิตรผล” ผู้เล่นในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลรายใหญ่ของประเทศ มีธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ “กฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล บอกให้ฟังว่า ธุรกิจของมิตรผล ต้องพึ่งพิงผลผลิตอ้อยถึง 19.9 ล้านตันอ้อย ซึ่ง 99% ของผลผลิตมาจากเกษตรกร ขณะที่บริษัทผลิตเองได้เพียง 1% หรือราวแสนตันอ้อยเท่านั้น

นั่นคือที่มาของการมองเรื่องการสร้างความยั่งยืนให้กับ แหล่งวัตถุดิบสำคัญของพวกเขา โดยการทำ คอนแทร็ค ฟาร์มมิ่ง หรือชาวไร่คู่สัญญา กับเกษตรกรจำนวนมาก และช่วยเหลือกันทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการเพาะปลูก โดยช่วยเหลือในด้านแหล่งเงินทุน เพื่อซื้อปัจจัยการผลิต ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงต่างๆ มีการพัฒนาพันธุ์อ้อยใหม่ๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น ช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกร ให้ความรู้ในการเพาะปลูก และเก็บเกี่ยวอ้อย เหล่านี้เป็นต้น
เพื่อให้ธุรกิจของมิตรผล เติบโตเคียงคู่เกษตรชุมชน

“ธุรกิจของเราขึ้นอยู่กับชาวไร่ สิ่งที่ทำทั้งหมดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอยู่ในวิสัยทัศน์ขององค์กร จึงระบุไว้ว่า เราจะต้องเติบโตไปด้วยกัน หรือ Growth together”

ระหว่างที่มิตรผล ใช้ความยั่งยืน มาสร้างความมั่นคงให้กับแหล่งวัตถุดิบ “บ้านปู” ก็เลือกใช้เครื่องมือตัวเดียวกันนี้ มาสร้างการยอมรับและสนับสนุนจากชุมชน

“ชนินท์ ว่องกุศลกิจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บ้านปู ยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ธุรกิจถ่านหินและพลังงานจะได้รับการยอมรับจากสังคม เมื่อทัศนคติที่ฝังลึกอยู่ในใจผู้คนก็คือ รู้สึก “เป็นลบ” ต่อคำว่า ถ่านหิน เอามากๆ กลยุทธ์สำคัญ ที่พวกเขาใช้ คือ สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยเลือกพัฒนาธุรกิจที่สอดคล้องไปกับการช่วยเหลือชุมชนและสังคม และใช้โมเดลเดียวกันนี้ในการขยายไปยังต่างประเทศด้วย

ง่ายๆ คือ ‘เริ่มคืนสู่สังคม ตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ’ เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากคนพื้นที่ ไม่ถูกโจมตีตั้งแต้ต้น

นั่นคือ ที่มาของโครงการมากมาย ที่บ้านปูลงไปทำกับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นสร้างอาชีพให้ชุมชน ให้การศึกษา พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาด้านการเกษตร สาธารณสุข ตลอดจนให้ความส่วนเหลือด้านสังคมและวัฒนธรรม
การทำงานร่วมกับชุมชนทำอย่างเป็นระบบ โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำงาน มีการวางแผนการพัฒนาที่ได้รับการอนุมัติจากเหล่าคณะกรรมการ ขณะที่ทุกกิจกรรมล้วนเกิดจากความต้องการของชุมชน และได้รับการอนุมัติจากชุมชนแล้ว มีการตั้งคณะกรรมการไตรภาคี ที่มาจากหน่วยงานท้องถิ่น บริษัท และประชาชน มาทำงานร่วมกัน เพื่อตรวจสอบและติดตามผล ตลอดการดำเนินกิจกรรมของบ้านปู

“ทำไมเราทำเหมืองถ่านหินแต่ ชุมชนรัก เพราะเราซื่อตรง ซื่อสัตย์ โปร่งใส เปิดเผย เข้าใจความต้องการของชุมชนชน และเราปฏิบัติตามที่ได้สัญญาเอาไว้” เขาบอก

พูดถึงร้านอาหารในดวงของคนไทย “เอ็มเคสุกี้” คือหนึ่งแบรนด์ที่ใครหลายคนนึกถึง แน่นอนว่า มิติเรื่องความยั่งยืน ก็เป็นเป้าหมายสำคัญของธุรกิจเอ็มเค ณ วันนี้

“ฤทธิ์ ธีระโกเมน” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเคเรสโตรองต์ จำกัด(มหาชน) แบ่งปันแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนฉบับเอ็มเค ว่า พวกเขามองความยั่งยืนต่อผู้บริโภค ต่อพนักงาน ตลอดจนความยั่งยืนต่อ “โลก” ซึ่งหัวใจที่จะตอบโจทย์นี้ได้ คือการขยับมาตรฐานของสินค้าและบริการ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่บริบทเหล่านี้

เขาบอกว่า ปัจจุบันธุรกิจของเอ็มเค มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และการจะทำให้ธุรกิจอยู่ได้ในระยาวนั้น ต้องมุ่งขยายธุรกิจร้านอาหารให้มีความหลากหลาย หรือเป็น “มัลติแบรนด์” มากขึ้น โดยแบรนด์ ยาซากิ, ยาโยอิ และร้านอาหารไทย เป็นต้น ที่สำคัญคือ การดึงคนรุ่นใหม่ เข้ามาร่วมขับเคลื่อนองค์กรมากขึ้น พร้อมปลูกจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่ตระหนักในวิถีของความยั่งยืนเช่นเดียวกับคนเจน 1 อย่างรุนเขา ขณะที่การนำพาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็เพื่อให้กฎระเบียบ และธรรมาภิบาลของความเป็นมหาชน เป็นเครื่องมือในการควบคุมดูแลเอ็มเค

สำหรับพวกเขา การสร้างความยั่งยืนไม่ใช่แค่การปฏิบัติสู่ภายนอกเท่านั้น ทว่ายังรวมถึงการบริหารจัดการภายในด้วย เช่น น้ำมันที่ใช้ทอดอาหารซึ่งมีค่าโพลาร์ (TMP) เกินมาตรฐาน เลือกนำไปจำหน่ายให้กับผู้ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล แทนจำหน่ายเป็นน้ำมันทอดซ้ำ ลดการนำกลับมาใช้ใหม่ในวัฏจักร มีการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ โดยกำหนดให้พนักงานขับรถที่ความเร็ว 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วัดปริมาณแอลกอฮอล์ก่อนขับรถ ซึ่งช่วยประหยัดพลังงาน

และลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ด้วย การนำหลอดไฟแอลอีดีมาใช้แทนหลอดนีออน เพื่อความปลอดภัย เป็นต้น

เขาบอกว่า วันนี้ธุรกิจเอ็มเคเข้าสู่ยุคที่ผู้บริโภคทรงอิทธิพลต่อแบรนด์อย่างมาก ดังนั้นแบรนด์จะต้องสร้างความยั่งยืนด้วยการทำสินค้าและบริการให้ดีที่สุด อย่าง อาหารก็ต้องมองเรื่องคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

“เราเป็นบริษัทมหาชนแล้ว และจะก้าวไปในระดับโลก ดังนั้นการเสิร์ฟอาหารที่ดีเพื่อสุขภาพของคนไทยอาจไม่พอ คงต้องไปในภูมิภาคนี้ด้วย ซึ่งสิ่งที่เอ็มเคดำเนินการมา เป็นการเติบโตตามธรรมชาติ (Organic Growth) ผิวเผินอาจดูเหมือนเราไม่ได้โตเร็วนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราเติบโตแบบมั่นคง ทำให้ธุรกิจร้านอาหารเล็กๆ กลายเป็นแบรนด์ร้านอาหารเครือข่ายอันดับ 1 ของประเทศในวันนี้ได้”

อีกหนึ่งผู้เล่นในอุตสาหกรรมอาหาร และเกษตรอุตสาหกรรมครบวงจร อย่าง “เบทาโกร” ร่วมสะท้อนแนวคิดการทำธุรกิจที่ยั่งยืน โดย “วนัส แต้ไพสิฐพงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือเบทาโกร บอกเราว่า หัวใจสำคัญของธุรกิจคือการเติบโตไปพร้อมกับชุมชน อย่างไรก็ตาม การจะเข้าไปทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนนั้น ผู้ประกอบการมักมีความกังวล โดยเฉพาะการ “ร้องขอ” หรือข้อ “เรียกร้อง” จากชุมชน ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากก็ไม่รู้จะดำเนินกิจกรรมอย่างไร เพื่อทลายข้อจำกัดดังกล่าว เบทาโกร จึงได้ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านชุมชนมาช่วยดำเนินกิจกรรมต่างๆ แทน ในช่วง 3 ปีแรกของโครงการ

ด้วยพื้นฐานของบริษัทที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงระบบทำงานที่เรียกว่า “ไคเซน” เบทาโกร จึงได้นำองค์ความรู้เหล่านี้ไปช่วยเหลือชุมชน นำร่องกับโครงการ “สาลิกาโมเดล” ที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตอาหารและปศุสัตว์ของพวกเขา แนวคิดก็คือ นำหลักวิชาการเข้าไปให้ความรู้แก่เกษตรกร ก่อนปูทางไปสู่การก่อตั้งบริษัทชุมชน โดยให้ชุมชนถือหุ้นใหญ่ 70% และบริษัท 30% ในเวลาต่อไป

ขณะเดียวกันเพื่อลดข้อกังวล บริษัทจะเชิญสถาบันการศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการดังกล่าว และเมื่อมีกำไรเกิดขึ้น ก็จะนำไปใช้ตอบแทนให้กับมหาวิทยาลัยที่ส่งบุคลากรไปมอบองค์ความรู้ให้แก่ชุมชน เหล่านี้เป็นต้น
แบรนด์ยั่งยืนยังเป็นโจทย์ท้าทายของทุกองค์กร ทว่าไม่ใช่แค่เรื่องของการวิจัยพัฒนา หรือหาแนวทางมาทำให้ธุรกิจยั่งยืนเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญที่จะทำให้เรื่องนี้สำเร็จได้ ก็คือ “คน”

หนึ่งในแบรนด์ที่ตอกย้ำความจริงเรื่องนี้ คือ “เอสซีจี” ที่ประกาศวิสัยทัศน์เป็น “ผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียน” มาตั้งแต่ปี 2006 โดย “กานต์ ตระกูลฮุน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย บอกว่า ความสำเร็จของการทำเรื่องความยั่งยืนในองค์กรก็คือ “คน” นั่นคือเหตุผลที่เอสซีจี ทุ่มเทและลงทุนกับการอบรมและพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง

“เรามีการลงทุนเพื่อพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของคน ปลูกฝังค่านิยมองค์กร และแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าไปในตัวพนักงาน เพราะมองว่า คนของเราจะเป็นทูตตราสินค้าที่ดีที่สุด และเขาจะเป็นผู้ส่งต่อความเป็นแบรนด์ที่เราได้สัญญากับผู้คนเอาไว้” เขาบอก

วันนี้กระแสเรื่องความยั่งยืน กำลังส่งเสียงท้าทายแบรนด์ทั่วโลก “KoAnn Vikoren Skrzyniarz” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Sustainable Brands บอกว่า เพราะทักษะและความรู้ในศตวรรษที่ 20 เริ่มจะไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไปในศตวรรษหน้า ดังนั้นแบรนด์จึงต้องมาคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อขับเคลื่อนโลกใบนี้ไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน และร่วมเปลี่ยนแปลงโลกไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นในวันหน้า

เธอย้ำว่า การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน คือ “หัวใจสู่ความยั่งยืน” และนำมาซึ่งระบบนิเวศที่ดี ชุมชนที่ดีขึ้น และมีความหวังมากขึ้นในอนาคต

“ถ้าคุณต้องการไปอย่างรวดเร็ว..ไปคนเดียว แต่ถ้าต้องการไปอย่างยั่งยืนก็ไปร่วมกัน”

คำกล่าวปิดท้ายของคนที่เชื่อในพลัง “แบรนด์ยั่งยืน”

ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนแบรนด์

ขณะที่แบรนด์ก็กำลังเปลี่ยนแปลงโลก

...........................................

“หรูหรา”อย่างยั่งยืน

“Soneva Resorts” รีสอร์ทหรูระดับ 6 ดาว คือ ตัวอย่างของแบรนด์ที่เลือกผนึกความหรูหรา (Luxury) เข้ากับแนวคิดความยั่งยืน (Sustainability) ได้อย่างชาญฉลาด “Sonu Shivdasani” ประธานและซีอีโอ Soneva Resorts บอกเราว่า พวกเขานำเสนอ “แนวคิดใหม่” ที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกประทับใจกับการท่องเที่ยว สัมผัสได้ถึงความ “หรูหรา” ที่แปลกต่างไปจากนิยามความหรูหราแบบเดิมๆ เพราะตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วย
โดยใช้ “ความหายาก” และ “แปลกใหม่” มาเป็นจุดขาย สร้างแบรนด์หรูหรายั่งยืน

Soneva คือ รีสอร์ทสุดสงบ เป็นส่วนตัว ผู้คนที่มาพักย่ำเท้าเปล่า ทานอาหารบนต้นไม้ ห้องอาบน้ำเปิดโล่ง ห้องพักมองเห็นดาว อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ทว่าไม่รบกวนธรรมชาติที่รายล้อม เด็กๆ จะได้ฟินกับ ห้องช็อกโกแลต แต่ก็เลือกเฉพาะช็อกโกแลตคุณภาพดี เป็นคุณกับสุขภาพของเด็กๆ เลือกเสิร์ฟไวน์อย่างดี ที่ผลิตแบบดั้งเดิม และไม่ใช้สารเคมี ขณะวัสดุที่ใช้ทำโรงแรม ก็เลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติ ที่เป็นไม้โตเร็ว ปลูกทดแทนได้ คืนความยั่งยืนให้ธรรมชาติ
Soneva นิยามการสร้างแบรนด์แบบนี้ว่า เป็น “ความหรูหราที่ชาญฉลาด” (Intelligent luxury) เพื่อฉีกตัวเองออกจากที่พักสุดหรูที่ช้ำตานักท่องเที่ยว มาเป็นการท่องเที่ยวแบบ “Slow life” ที่ไม่ทำร้ายสุขภาพผู้เข้าพักและรักษ์โลก

จากความมุ่งมั่นของการดำเนินธุรกิจ ในปี 2008 พวกเขาได้ตั้งมูลนิธิ Slow life ขึ้น เพื่อทำงานที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เริ่มจากมีการคิดค่า “คาร์บอนด์ชาร์ต” กับแขกที่มาเข้าพัก เพื่อให้ร่วมรับผิดชอบต่อการปลดปล่อยคาร์บอนของนักท่องเที่ยว จากนั้นก็เอาเงินส่วนนี้ ไปปลูกต้นไม้ ไปทำเรื่องพลังงานทดแทน รวมถึงแก้ปัญหาให้กับสังคมในด้านต่างๆ

แนวคิดเรื่องความยั่งยืนสร้างแบรนด์ที่แตกต่าง สร้างความพรีเมียมที่ลูกค้าพร้อมจ่าย ขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุน และนำเม็ดเงินกลับมาสู่กิจการได้มากขึ้นด้วย อย่าง การทำนโยบายลดขวดพลาสติกในรีสอร์ต ด้วยการไม่ซื้อน้ำขวด แต่ใช้วิธีกรองน้ำและบรรจุเองไว้บริการนักท่องเที่ยว ได้ทั้งคุณภาพ ลดปริมาณขยะ ไม่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และยังประหยัดเงินที่ต้องจ่ายไปกับค่าน้ำลงได้อีกมหาศาล

“เราไม่ใช่ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ แต่เชื่อว่า มีความสามารถที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ขณะที่การทำเรื่องความยั่งยืนก็ทำไปพร้อมกับการสร้างความหรูหราได้เช่นกัน” เขาบอก

ไอเดียสร้างแบรนด์อย่างฉลาดที่ได้ทั้งหรูหรา และยั่งยืน


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : โลกเปลี่ยนแบรนด์ แบรนด์เปลี่ยนโลก

view

*

view