http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท07/12/2017
ผู้เข้าชม20,114,269
เปิดเพจ23,728,343

กูรู...ชี้ช่อง ปรับยุทธวิธีหนีศก.ฟุบ

จาก โพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น และจะขยายตัวในอย่างเต็มที่ในไตรมาส 3-4 ของปี เนื่องจากจะมีงบประมาณลงไปในระบบจำนวนมากและจะกระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุนให้ดีขึ้น

แต่สำหรับประชาชน ภาคธุรกิจจำนวนมากกลับรู้สึกว่าสถานการณ์เศษฐกิจที่ฝืดเคือง กำลังซื้อภายในประเทศหดตัว การบริโภคภาคครัวเรือนซบเซาอย่างหนัก กำลังกัดกินประเทศ

เนื่องจากการผลิตของภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนถึง 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไม่สามารถผลิตสินค้าได้เต็มกำลังการผลิต การส่งออกติดลบหนักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้การลงทุนของภาคเอกชนไม่ขยับ เหลือแค่การท่องเที่ยวและการลงทุนภาครัฐเท่านั้นที่จะพอเป็นความหวังดึงเศรษฐกิจประเทศไม่ให้ทรุดตัวหนักลงไปกว่านี้

สถานการณ์แบบนี้ ภาคธุรกิจ นักลงทุน จะทำอย่างไรในภาคเศรษฐกิจอับเฉาจนเข้าขั้นฝืดเคืองตึงตัวจะอยู่รอดปลอดภัย

วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงการปรับตัวของภาคเอกชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ว่า มีปัจจัยหลัก 3 ข้อที่ผู้ประกอบการธุรกิจทั้งรายเล็กรายใหญ่จะต้องให้ความสำคัญอย่างมากในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซา

หนึ่ง จะต้องหาทางลดต้นทุนการผลิต ซึ่งผู้ประกอบการต้องมีความรู้เรื่องการจัดการด้านขนส่งและแรงงานเป็นอย่างดีด้วย เพราะการลดต้นทุนการผลิตนั้นจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันได้มากขึ้น

สอง จะต้องหันมาให้ความสำคัญในการพัฒนาแบรนด์สินค้าเพื่อก่อให้เกิดมูลค่าที่มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันแทบทุกธุรกิจจะมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงและหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป การพัฒนาแบรนดิ้งจึงมีความจำเป็นมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าที่มีแบรนด์จะได้เปรียบคู่แข่งมากกว่าสินค้าที่ไม่มีแบรนด์

สาม ต้องรู้จักเสาะหาตลาดใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักซบเซา จนทำให้ไทยได้รับผลกระทบด้านการส่งออกอย่างหนัก

“เรื่องหลักๆ พวกนี้หลายคนก็เข้าใจว่ามันจะต้องทำ แต่ก็ต้องอาศัยความกล้าในการตัดสินใจ และต้องมีองค์ความรู้ในการพัฒนาด้วย บางอย่างรัฐก็ต้องเข้ามาช่วย อย่างการเปิดตลาดใหม่บางประเทศก็ต้องมีความร่วมมือกัน” วัลลภ กล่าว

ขณะที่ นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การหาตลาดใหม่ๆ เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องเร่งปรับตัวขนานใหญ่ในระยะนี้ เนื่องจากประเทศคู่ค้าของไทยต่างประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจกันถ้วนหน้า กำลังซื้อจึงลดลง ทั้งจีน ญี่ปุ่น สหรัฐ และสหภาพยุโรป เป็นต้น หากจะรักษายอดขายต่อไปจะต้องขยายตลาดออกไปยังตลาดใหม่

ด้าน เสี่ยช้าง-ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ซึ่งถือเป็นผู้นำธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและผู้ผลิตปลาทูน่าที่ส่งออกไปทั่วโลก กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์ส่งออกของประเทศในปี 2558 ไม่มีการเติบโต ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวลดลงนั้น ทางบริษัทได้กระจายความเสี่ยงของการทำธุรกิจด้วยการขยายตลาดให้กว้างออกไป รวมถึงขยายประเภทสินค้าให้มีความหลากหลาย ด้วยเนื้องานของธุรกิจคงหนีไม่พ้นเรื่องเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม TUF ได้ยึดแนวทางเหล่านี้มาใช้ปฏิบัติบริหารธุรกิจนานแล้ว นานก่อนประเทศจะประสบปัญหาการส่งออกไม่มีการเติบโต เพราะถือเป็นการกระจายความเสี่ยง เพื่อลดความผันผวนในการดำเนินธุรกิจ

ธีรพงศ์ ชี้แจงว่า ผลจากการขยายตลาดให้กว้าง ทำให้ปัจจุบันนี้สัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยมีรายได้หลักมาจากสหรัฐและยุโรปรวมกันคิดเป็นสัดส่วนรายได้ 2 ใน 3 ของรายได้รวม และอีก 1 ส่วนที่เหลือกระจายในประเทศต่างๆ ขณะที่รายได้ในประเทศมีสัดส่วนไม่เกิน 10% ของรายได้รวม

อนุวัตร เฉลิมไชย นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไม่ดี หากจะเพิ่มยอดขายให้กับสินค้าต้องกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดการตัดสินใจ ด้วยการสร้างสินค้าให้มีความแตกต่างกับคู่แข่ง เพิ่มความสะดวกสบาย ทั้งช่องทางจัดจำหน่าย โดยเฉพาะทางออนไลน์ หรือการมีบริการครบครันเพื่อให้ผู้บริโภคเสียเวลาน้อยที่สุด

ขณะที่ขนาดของสินค้าสอดรับกับการใช้งานและกำลังซื้อ การวางราคาต้องเป็นราคาซื้อง่ายขายคล่อง และสิ่งสำคัญการทำตลาดเลือกสินค้าที่แม้ว่าเศรษฐกิจไม่ดีอย่างไร แต่ก็เป็นสิ่งที่เลิกใช้หรือไม่ซื้อไม่ได้ ในส่วนของรัฐบาลการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว ควรวางแผนระยะยาวมากกว่าระยะสั้น

“โครงการเมกะโปรเจกต์ แม้ว่าเม็ดเงินจะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจช้า แต่ช่วยสร้างรากฐานไทยให้แข็ง
แกร่ง หรือกระทั่งการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ ยิ่งทำได้เร็วยิ่งดี ส่วนการอัดฉีดเม็ดเงินให้รากหญ้า มองว่าเป็นวิธีที่ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวเลยด้วยซ้ำไป”

อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตก็ยังมีโอกาส ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว รัฐบาลต้องกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หากฟื้นตัวจะผลักดันให้ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าแฟชั่นได้รับอานิสงส์เติบโต และการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องลดอัตราดอกเบี้ย การผ่อนผันสินเชื่อระยะยาว

ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ นายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมของธุรกิจขายตรงไทยตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ ได้รับปัจจัยบวกจากการขับเคลื่อนของภาคเอกชนที่มีการปรับกลยุทธ์การแข่งขันให้เข้ากับสภาวการณ์ทางการตลาด ประกอบกับเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะฟื้นตัว ประชาชนจึงเริ่มกล้าที่จะใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดโดยรวมน่าจะเติบโตขึ้นมากกว่า 2-3% จากมูลค่าตลาดรวมปี 2557 อยู่ที่ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

ปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ อาทิ เศรษฐกิจ การเมือง อาจมีผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจไปบ้าง แต่เชื่อว่าเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เนื่องจากยังมีปัจจัยที่ทำให้ตลาดขายตรงเติบโต

ปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่จะมีผลอย่างมากในธุรกิจนี้คือ ปัจจัยด้านประชากร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดการเติบโตของธุรกิจขายตรง ตราบใดที่ประชากรยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ โอกาสในการสร้างธุรกิจขายตรงให้เติบโตก็น่าจะมีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนในช่วงวัย 20-30 ปี เป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถที่เพิ่งสำเร็จการศึกษา และมีมุมมองที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนๆ อย่างสิ้นเชิงในด้านการเลือกดำเนินชีวิตในสังคม เป็นกลุ่มที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง กล้าเปลี่ยนแปลง กล้ารับใน
สิ่งใหม่ๆ

กลุ่มคนเหล่านี้เริ่มที่จะหันมามองหาโอกาสและช่องทางในการเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยตนเอง เพื่อต้องการมีอิสระสามารถกำหนดและวางแผนการทำงานได้

นี่จึงเป็นเหตุให้ธุรกิจขายตรงกลายเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค

ในวิกฤตย่อมมีโอกาส อยู่ที่ใครจะมองเห็นและปรับตัวรับกับเหตุการณ์ได้ดีกว่า

ทำเงินให้งอกเงย

ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาทางการเงินบุคคล ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้จะเติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ เห็นได้จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ต่างก็ปรับลดจีดีพีของประเทศไทยลง ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งออกชะลอตัว จึงเป็นข้อมูลที่ต้องนำมาใช้ในการลงทุน

“สถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ จะทำให้ตลาดหุ้นไทยดูไม่น่าลงทุน บริษัทจดทะเบียนจะมีกำไรลดลงอัตราส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ของตลาดหุ้นไทยเริ่มสูงขึ้นจากในอดีตมาอยู่ที่  15 เท่า ก็ขาดแรงจูงใจ ดังนั้นหากจะแนะนำการลงทุน หากใครมีเงินเย็น ขอแนะนำให้ทยอยลงทุนในหุ้นเน้นหุ้นพื้นฐาน ไม่ใช่หุ้นปั่นตั้งแต่ไตรมาส 2 และไตรมาส 3 เนื่องจากมั่นใจว่าเศรษฐกิจในไทยปลายปีนี้จะเริ่มฟื้นตัวขึ้น” ฉัตรพงศ์ ซึ่งเป็นมืออาชีพด้านการวางแผนการลงทุนให้คำแนะนำ

นอกจากนี้ นักลงทุนรายใดที่สามารถรับความเสี่ยงลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้ ขอแนะนำให้ลงทุนในกองทุนรวมที่จะเข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศยุโรปและจีน เนื่องจากยุโรปมีการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก ก็จะเริ่มเห็นผลว่าเศรษฐกิจจะค่อยๆ ทยอยฟื้นตัว และหากพิจารณาจากกองทุนลงทุนในต่างประเทศขณะนี้ พี/อีของกองทุน 2 ประเภทนี้ยังต่ำมาก จึงควรซื้อสะสมไว้เมื่อราคาต่ำ หากซื้อเมื่อราคาขยับขึ้นแล้วก็จะมีโอกาสทำกำไรน้อยลง

อย่างไรก็ตาม นักวางแผนการเงินผู้นี้ซึ่งทำหน้าที่ดูแลเงินให้กับบรรดาผู้ที่ต้องการหาผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินในธนาคารเพียงอย่างเดียว ไม่แนะนำให้นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ เนื่องจากมีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ยลงอีกก็ได้ หากมีการลดดอกเบี้ยลงผลตอบแทนของตราสารหนี้ก็จะลดลงทันที

“หากนักลงทุนไม่อยากรับความเสี่ยงอะไรเลย ต้องการจะฝากเงินในธนาคารไว้ ก็ต้องยอมรับว่าผลตอบแทนจะต่ำ แถมต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากอีกด้วย หากจะฝากเงินแช่ไว้จริงก็ขอแนะนำให้ไปออมในกองทุนมันนี่ มาร์เก็ต ฟันด์ ที่จะให้ผลตอบแทนดีกว่าการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ และไม่เสียภาษีผลตอบแทนการลงทุนเหมือนเงินฝาก” ฉัตรพงศ์ ชี้ช่องในการทำเงินให้งอกเงย

สำหรับผู้ที่อยากลงทุนด้วยการสร้างกิจการของตัวเองขึ้นมา หากยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ฉัตรพงศ์ที่ทำหน้าที่วางแผนและให้คำปรึกษาทางการเงินบุคคล ธนาคารกสิกรไทย แนะนำให้เขาเหล่านั้นเริ่มต้นด้วยการไปเป็นลูกจ้างเขาก่อนสัก 3-4 ปี เพื่อหาประสบการณ์ สะสมเงินทุน และสร้างเครือข่ายให้มีคนรู้จักเยอะขึ้น ก็จะช่วยให้โอกาสของธุรกิจที่วางแผนว่าจะทำสามารถตั้งตัวได้และประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ ในระยะต้นขอแนะนำให้เริ่มทำเป็นอาชีพเสริมจากงานหลักที่ทำอยู่แล้วไปก่อน หากลาออกจากงานประจำไป ทำธุรกิจไม่สำเร็จจะลำบากมากกว่า เพราะไม่มีอาชีพอื่นมารองรับในภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคือง

“แม้เศรษฐกิจจะแย่ แต่ในภาพรวมธุรกิจรายสาขาก็มีทั้งดีและไม่ดี ทำอาชีพเสริมปลอดภัยกว่า หากจับธุรกิจถูกตัวก็มีโอกาสรวยได้ ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดียิ่งต้องระมัดระวังการนำเงินที่สะสมไว้ไปลงทุน”ฉัตรพงศ์ แนะนำ

ขณะที่ วิน พรหมแพทย์ CFA หัวหน้ากลุ่มงานลงทุน และรองโฆษกสำนักงานประกันสังคม มองว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2558 ยังฟื้นตัวได้อย่างเปราะบาง มีเพียงเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังโตได้บ้าง ประมาณ 3-3.5% แต่ลำพังเศรษฐกิจสหรัฐไม่สามารถช่วยดึงให้ยุโรปและญี่ปุ่นฟื้นจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาได้

เพราะลำพังเศรษฐกิจสหรัฐไม่สามารถช่วยดึงให้ยุโรปและญี่ปุ่นฟื้นจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาได้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปลายปีนี้ ส่งผลให้กระแสเงินลงทุนอาจจะไหลกลับไปสหรัฐทำให้ตลาดการเงิน ทั้งตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นมีความผันผวนได้มาก คาดว่าปี 2558 นี้จะมีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะปรับฐานอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นโอกาสดีสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่รอจังหวะเข้าลงทุนในของดีราคาถูก

อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นต้องพึงระวัง เพราะข้อมูลที่ วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนใน 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงถึง 33.5% มาอยู่ที่ 78.90 จากเดือนที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 118.64 ทำให้ทิศทางตลาดทุนของไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะซบเซา

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนมีความเชื่อมั่นลดลงอย่างมากในทุกกลุ่ม โดยดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์มาอยู่ที่ 100 กลุ่ม นักลงทุนต่างประเทศอยู่ที่ 85.71 นักลงทุนรายย่อย 76.79 และสถาบันในประเทศ 76.47

วรวรรณ ชี้แจงว่า ดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลงมาจากเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว นโยบายการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง การลงทุนของภาครัฐ รองลงมาคือสถานการณ์ต่างประเทศ โดยเฉพาะการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน การปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ การก่อการร้าย ซึ่งจะมีผลต่อตลาดทุน

ดังนั้น จึงขอให้จับตามูลค่าการซื้อขาย ซึ่งขณะนี้เริ่มเบาบางลงจากวันละ 6 หมื่นล้านบาท เหลือแค่วันละ 4 หมื่นล้านบาท หากมูลค่าการซื้อขายเบาบางต่อเนื่องก็จะสะท้อนว่านักลงทุนเริ่มหมดแรงซื้อและหันไปลงทุนในตลาดหุ้นอื่นที่น่าสนใจกว่า เช่น จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย

ขณะที่หมวดอุตสาหกรรมที่น่าลงทุนมากที่สุดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ คือ กลุ่มธนาคาร ขณะที่หมวดยานยนต์เป็นหมวดธุรกิจที่ไม่น่าลงทุนมากที่สุด

คนที่พอมีสตางค์ฟังข้อแนะนำเหล่านี้ไว้ย่อมไม่เสียหลาย มีแต่ได้กับได้ 


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : กูรู ชี้ช่อง ปรับยุทธวิธี หนีศก.ฟุบ

view

*

view