http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท07/12/2017
ผู้เข้าชม20,112,736
เปิดเพจ23,726,714

ศาสตร์สยบ วิกฤติ องค์กร ดับไฟลามทุ่ง

ศาสตร์สยบ 'วิกฤติ' องค์กร ดับไฟลามทุ่ง
โดย : ประกายดาว แบ่งสันเทียะ

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เมื่อโลกไร้พรมแดนมาปะทะโลกดิจิทัล ผู้บริโภคเป็นใหญ่ จุดเล็กๆที่ผู้บริโภคไม่แฮปปี้ อาจ “จุดติด” เป็นไฟลามทุ่ง ที่ผู้บริหารต้องกุมขมับ

เมื่อโลกไร้พรมแดนความแน่นอนคือความไม่แน่นอน สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ฉะนั้นการวางแผนธุรกิจแบบชัวร์ที่สุด ก็กลายเป็นไม่ชัวร์ได้ แบรนด์เก่าแก่ องค์กรใหญ่ยักษ์ที่สั่งสมชื่อเสียงมาเป็นเวลายาวนาน ไม่อาจการันตีความอยู่รอดปลอดภัยจากวิกฤตการณ์ได้เสมอไป

เหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ ที่เกิดขึ้นกับองค์กรไทย อย่างเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้บริโภคเล็กๆ เพียงเสียงเดียวก่อให้เกิด “แรงกระเพื่อม” กลายเป็นพลังใหญ่ในโลกโซเซียล เช่น กรณี “ผู้นำ” ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 (เซเว่น อีเลฟเว่น) ของยักษ์ค้าปลีก ซีพี ออลล์ ที่ถูกประเด็นดราม่า “โตเกียวบานาน่า” ทำพิษกลายเป็นไฟลามทุ่งเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกับคนบางกลุ่มที่ไม่พอใจกับพฤติกรรมการทำธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) กับ “ข้อกล่าวหา” ที่รอวันพิสูจน์ ว่า เป็นผู้ “กินรวบธุรกิจ” ไปเสียทั้งหมด อาทิ สาขาของ 7-11 ที่เปิดแข่งกับร้านค้าย่อย (โชห่วย) ,การผลิตสินค้าเฮ้าส์แบรนด์คล้ายจะลอกเลียนแบบสินค้าของเจ้าของสินค้าตัวจริง เป็นต้น นำไปสู่การปลุกกระแสต้าน “ไม่เข้าใช้บริการ” ร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ ที่มีสาขาทั่วประเทศกว่า 8 พันสาขา

ที่ผ่านมายังมีกรณีของธนาคารเก่าแก่ กับเรื่องหนักๆ อย่างธนาคารไทยพาณิชย์ (เอสซีบี) กับวิกฤติ 2 ลูกใหญ่ติดๆกัน เริ่มจากข้อกล่าวหาว่าพนักงานธนาคารเข้าไปมีส่วนเกี่ยวโยงการยักยอกเงินในบัญชีเงินฝาก 1.6 พันล้านบาทของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ตามกันมาติดๆ กับเหตุเพลิงไหม้อาคารเอสซีบี ปาร์ค รัชโยธิน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ ซึ่งมีความพยายามจะโยงความเกี่ยวข้องของสองเหตุการณ์นี้เข้าด้วยกัน

กว่ากระแสจะจางลงได้ ก็ต้องแถลงข่าวกันหลายระลอก

เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับองค์กรเหล่านี้ เป็น “สัญญาณเตือน” ให้ทุกองค์กร หมั่นตรวจเช็ค “สุขภาพแบรนด์” รองรับวิกฤติ

นิมิตร หมดราคี  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่นส คอนซัลติ้ง พีอาร์เอเจนซี่ ผู้คร่ำหวอดในวงการมา 24 ปี ตรวจวัดสุขภาพแบรนด์ธุรกิจมาหลากหลาย ฉายภาพให้เห็นว่าองค์กรไทยเข้าสู่การปรับตัวในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ประเด็นที่เข้ามาปะทะทำให้องค์กรเจอวิกฤติมีถี่ขึ้น

โดยองค์กรจะต้องรับมือ “เชิงรุก” และ “ตั้งรับ” มากขึ้น ยิ่งภายหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะเกิดขึ้นในปลายปี 2558 ทำให้การลงทุนระหว่างประเทศคึกคัก โดยเฉพาะในรูปแบบการซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) ฉะนั้นองค์กรจะมีการปรับเปลี่ยน “ผู้ถือหุ้น” อยู่ตลอด เมื่อโลกอยู่ภายใต้เงินทุนเสรี

สิ่งสำคัญคือ การเตรียมพร้อมของผู้บริหารต้องคิดไว้เสมอว่า ...วิกฤติคือโอกาส

อย่างกรณีของ 7-11 ที่คนในโลกโซเชียลกำลังปลุกกระแสบอยคอตไม่ซื้อสินค้า แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของผู้บริโภคที่มีอำนาจมากขึ้นในโลกโซเซียล ดังนั้นเมื่อพวกเขาเหล่านั้นไม่พอใจอะไรขึ้นมา ก็เกิดแรงกระเพื่อมมหาศาลต่อสังคม หากอารมณ์นั้นตรงกับกับคนอีกหลายกลุ่มก็รับลูกกันได้อย่างรวดเร็ว

โดยเขาระบุว่า ข้อกล่าวหาผูกขาดธุรกิจ ในต่างประเทศถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ หากพบว่าดำเนินการเรื่องนี้จริง เพราะถือว่าเป็นการทำลายธุรกิจรายเล็ก เป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในโลกตะวันตกที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการแข่งขันเสรี ป้องกันการผูกขาด

การจัดการ “ภาพลักษณ์” จึงเป็นประเด็นที่ “ตีคู่” ตามมาเมื่อธุรกิจเริ่มขยายใหญ่โต

นั่นเพราะร้านสะดวกซื้อเกี่ยวข้องกับมวลมหาประชาชนหลายภาคส่วนในสังคม มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย (Stakeholders) ตั้งแต่ ซัพพลายเออร์ พันธมิตรธุรกิจ แฟรนไชส์ ลูกค้า และยิ่งหากการบริหารจัดการธุรกิจไม่เคยสื่อสารชัดเจนถึงประเด็นที่สังคมตั้งคำถาม เสียงสะท้อนที่ตามมา จึงเป็นอารมณ์สะสมที่ปะทุขึ้นขึ้นจากหลายภาคส่วน

นิมิตร ให้ความเห็นต่อการรับมือกับปัญหาของร้านสะดวกซื้อ 7-11 ว่า ต้องแก้ปมปัญหา “ดับอารมณ์ร้อน” ของสังคมบนโลกโซเชียลมิเดียให้ได้เป็นอันดับแรก

โดยระบุว่า ศึกในครั้งนี้ 7-11 ยืนอยู่บนอารมณ์ของมวลชนจึงต้องมีหลักการ “บริหารอารมณ์” ของประชาชนท่าทีที่แตกต่างจากการสื่อสารแบบเดิมๆ ที่ไม่ใช่เพียงหลักการเหตุและผลทำธุรกิจแล้วจบกันไป สิ่งที่จะยืนยันและดับอารมณ์ร้อนสังคมได้คือ “คำชี้แจง” ที่ชัดเจนว่า..การเติบโตที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากการเอารัดเอาเปรียบ

“เมื่อธุรกิจใหญ่โตขึ้น ผลิตและจำหน่ายสินค้ามากขึ้น ทำให้ต้นทุนถูกลงถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าไม่ได้เอาเปรียบผู้เกี่ยวข้อง ต้องบริหารความรู้สึกของมวลชน สังคม ไม่ใช่เอาเงินไปบริจาคแล้วจบ มันมากกว่านั้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอารมณ์สะสมของคนในสังคมที่เกิดขึ้นมา”

หลักการทำธุรกิจของ 7-11 จึงต้องบ่งบอกให้ชัดเจนว่า มีการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนอย่างไร และไม่เอาเปรียบอย่างไร ทั้งพันธมิตร กลุ่มซัพพลายเออร์ หรือแฟรนไชส์

“ต้องสื่อสารภาษามนุษย์” แบบที่เรียกว่าเข้าใจและเห็นใจทุกส่วนทีเกี่ยวข้อง ที่สำคัญแสดงออกให้เห็นถึงการลดทอนความเป็นธุรกิจของ 7-11 ทั้งซัพพลายเชน เช่น กรณีของแบรนด์ดังระดับโลกอย่างเช่น กุชชี่ และไนกี้ เป็นแบรนด์ที่ค้าขายไปทั่วโลกเป็นที่รู้จัก แต่กลับไม่ได้เป็นผู้ผลิตเองทุกอย่าง เช่นเดียวกันกับ 7-11 ต้องเปิดข้อมูลให้เห็นว่า ได้เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมอย่างไร ไม่ใช่ทำเองทั้งหมด

ทั้งนี้ ก็เพื่อบอกให้สังคมรับรู้ถึงความรับผิดชอบ เพราะธุรกิจยืนอยู่ได้ด้วยสังคมอุ้มชู

“องค์กรจะต้องหาวิธีการบริหารความรู้สึกของสังคมธุรกิจ อยู่ได้ด้วยสังคมอุ้มชู ไม่เช่นนั้นเมื่อสังคมไม่พอใจก็จะถูกกระหน่ำ"

ดังนั้น 7-11 ต้องรู้เองว่าสิ่งใดควรทำและสิ่งใดไม่ควรทำ เช่น ข้าวแกงขายแล้ว มีต้นทุนถูกกว่าผู้ประกอบการแน่นอน หากทำก็ทำได้ แต่สมควรหรือไม่เป็นมารยาทที่ต้องคิดต่อ หากคำนึงถึงภาพลักษณ์และหาวิธีที่อยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรม

นิมิตร ยังเล่าถึงประสบการณ์ผ่านวิกฤติมาหลายระลอก สรุปบทเรียนของการเป็นส่วนหนึ่ง ที่จะนำพาหลายองค์กรผ่านพ้นวิกฤติ จากการให้คำปรึกษา องค์กรจต้องมีสติ บริหารประเด็นให้เก่ง พื้นฐานต้องมีความรอบรู้ อย่าปฏิเสธความจริง มองทุกวิกฤติมีโอกาส เป็นนักฟังที่ดี เก็บประเด็น มองปัญหาแล้วคิดวิเคราะห์ เพื่อการเป็นนักต่อรองผสานผลประโยชน์ที่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การวางแผนเชิงรุก จะทำให้ลดผลกระทบหนักหน่วงให้เบาบางลงได้

เขายังแสดงความเห็นส่วนตัวว่า บริบทสังคมไทยในปัจจุบันส่วนหนึ่งยังเป็นแบบเดิม ยังไม่คิดครบทุกมิติรูปแบบ วิกฤติที่เกิดขึ้นจึงมักเป็นการแก้ไขปัญหาวิกฤติแบบตั้งรับ มีปัญหาทีก็ตามแก้ไขกันที ซึ่งบางประเด็นลุกลามเป็นเรื่องใหญ่จนยากที่จะแก้ไขปัญหาได้

“อย่านั่งรอให้เกิดวิกฤติ ต้องคิดไว้ก่อน เป็นซีอีโอ ต้องมองเห็นว่าวิกฤติเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา มีอะไรบ้าง แล้วอุดปัญหาที่จะเกิดขึ้นให้หมด"

ผู้บริหาร ต้องเข้าใจวิกฤติเกิดข้นได้ทุกเวลา แม้แต่เพียงแค่ คนหมั่นไส้ ก็อาจะเป็นประเด็นตามมา

เขายังหยิบยกเหตุการณ์เพลิงไหม้ ตอนที่เขาทำงานฝ่ายสื่อสารอยู่ที่ตึกไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) สีลม สิ่งที่เขาบอกกับพันธมิตร คู่ค้าที่กำลังสูญเสียความเชื่อมั่น คือการซื้อหน้าหนังสือพิมพ์หนึ่งหน้าถ่ายรูปตึกกำลังถูกไฟไหม้ แต่เขาเขียนข้อความติดกับหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “จุดแข็งของไอบีเอ็มไม่ใช่อยู่ที่ตัวตึก แต่อยู่ที่คน”

เพียงไม่กี่ประโยคที่สื่อสารออกไปสะท้อนให้เห็นว่า คนไอบีเอ็มสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องมีสำนักงานประจำ

เขาเรียกศาสตร์เหล่านี้ว่า เป็น “ศาสตร์ขงเบ้ง” ปราชญ์ที่ใช้ปัญญาจัดการปัญหาได้อย่างอยู่หมัดแบบมีสติ ทุกปัญหาแม้แต่มรสุมเพศภัย ดิน ฟ้าอากาศ ก็นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง

-----------------------------------------

วิกฤติองค์กร 75%เกิดจากน้ำมือ“มนุษย์”

โกวิท สว่างวารีสกุล ผู้อำนวยการสื่อสาร บริษัท โอกิลวี พับลิค รีเลชั่นส์ เวิลด์วายด์ หนึ่งในเอเจนซี่ ที่สางปัญหาวิกฤติให้กับหลายองค์กร นำผลวิจัยมายกให้เห็นภาพว่า “วิกฤติเตรียมการรับมือได้” เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤติส่วนใหญ่มาจากภายในองค์กรถึง 75% เรียกว่า “อุบัติขึ้นจากน้ำมือมนุษย์” ดังนั้นจึงเป็นสิงที่ควรเตรียมพร้อมป้องกันตัวแปรต่างๆ โดยเฉพาะความผิดพลาดของคน (Human Error) เช่น เครื่องบินตก ส่วนใหญไม่ได้เกิดจากสภาพอากาศ แต่เกิดจากคน

กลยุทธ์แก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือ “การป้องกันและเตรียมการ” ด้วยการมอนิเตอร์ความเคลื่อนไหวของผู้บริโภค โดยเฉพาะในยุคข้อมูลข่าวสาร อินเตอร์เน็ต และโลกโซเชียลมิเดียมีอิทธิพลกับคน และแบรนด์ จึงต้องคอยติดตามและฟังความคิดเห็น การแสดงออกที่มีต่อแบรนด์จากกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา เพื่อรับรู้ทัศนคติ ความคิดความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์ในเชิงลึก (Insight)

  “พลวัฒน์การสื่อสารเปลี่ยนแปลงเร็วและแรง (Dynamic) องค์กรและแบรนด์จึงต้องคอยจับความเคลื่อนไหว ความรู้สึก นึกคิดและอารมณ์ผู้บริโภค การทำแบรนด์ภาพลักษณ์องค์กรจะต้องรู้อินไซต์ผู้บริโภคได้เร็วจากการฟังว่าเขาว่าคิดอะไร โดยไม่ต้องมาเสียเวลาไปกับการทำวิจัยเหมือนที่ผ่านมา”

โดยกลวิธี 4 ขั้นตอนที่ช่วยแปลงปัญหาเป็นทางออกลดผลกระทบวิกฤติได้ เริ่มต้นจาก

1.Readiness Team & Product : เตรียมการดีมาตั้งแต่ต้น โอกาสมีปัญหารุนแรงจะน้อยลง ประกอบด้วย คิดปิดความเสี่ยง อุดรอยรั่ว

2.Radar Listening & Detection : เฝ้าติดตามต่อเนื่อง เรดาร์ ใส่ใจ ฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อแบรนด์

3.Response during the Crisis : ตอบสนองประเด็นปัญหา ช่วยเหลือแก้ไขปรับปรุง เป็นตัวช่วยทำให้เร็ว มีสติ เพราะอินเตอร์เน็ตแพร่กระจายเร็วมาก หากรอเวลานานเกินไป ก็เป็นปัญหายาว ตามแก้ไขยาก ขณะเดียวกันต้องมี Mood & Tone เข้าใจความเป็นมนุษย์

 4.Recovery Reporting & Rebuild : ฟื้นฟูความเชื่อมั่น

สำหรับรายละเอียดการเตรียมพร้อมนั้น แยกย่อยตั้งแต่ การตั้ง “สมมติฐาน”เหตุการณ์วิกฤติที่มีโอกาสเกิดขึ้นในองค์กร จากจุดอ่อนที่มองเห็น ทำให้เกิดการเตรียมพร้อมรับมือ ด้วยข้อมูลความรู้บนพื้นฐานความเข้าใจ และจัดลำดับความสำคัญของเหตุการณ์ได้

 เช่น แบ่งเป็น “สีเขียว” คือเหตุการณ์ปกติ และ “สีแดง” คือความเสี่ยง เหตุการณ์ปกติ เช่น คนเข้ามาพูดถึงทั่วไป ,สีเหลือง หมายถึงความไม่พึงพอใจเกิดขึ้น แต่ไม่ถึงกับโวยวาย และสีแดง หมายถึงรุนแรงเข้ามาเรียกร้องความเสียหายเป็นสิ่งที่เตือนให้องค์กรรับมือตอบสนองให้รวดเร็วได้ตามสี

 เมื่อแยกย่อยตามสีก็สามารถ “จัดลำดับความสำคัญ” ต่อการตอบสนองได้ตามปัญหาที่เกิดขึ้น

 “การตลาดสื่อสารแบรนด์จะต้องเตรียมความพร้อม เฝ้าฟัง หากเจอกรณีเข้าข่ายรุนแรงต้องมีปฏิกิริยาโต้ตอบปัญหาทันที การทำความเข้าใจ ความพึงพอใจ จะต้องหมั่นสังเกตความไม่พึงพอใจที่มาพร้อมอารมณ์"

โดยเฉพาะบริบทของสังคมไทยมีสิ่งที่ต้องพึงระวัง เพราะแตกต่างจากสังคมตะวันตก ที่ใช้เหตุและผลในการทำความเข้าใจ แต่สำหรับของไทย จะต้องมีความอาวุโส และมีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงมีโอกาสนำไปสู่การสร้างอารมณ์ร่วมในโซเชียลมิเดียได้ไม่ยาก องค์กรจึงต้องตอบสนองอย่างมีสติและระมัดระวังด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ “เห็นอกเห็นใจ” และ “เข้าใจ”ความรู้สึกของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

“พฤติกรรมผู้บริโภคไทย เปลี่ยนแปลงไปใช้การสื่อสารในสังคมออนไลน์ติดอันดับต้นๆในภูมิภาค จึงมีโอกาสเกิดปัญหา และบางอย่างเป็นปัญหาสะสม และเป็นความรู้สึกร่วมกัน จึงสร้างเครือข่ายเชื่อมถึงกัน ดังนั้นคนบริหารจัดการแบรนด์ นักการตลาดจึงต้องมีไหวพริบในการทำความเข้าใจและเข้าใจบุคคลเหล่านั้น"

โดยอีกประเด็นที่เกิดขึ้นบ่อยบนโลกอินเตอร์เน็ต ส่งผลกระทบกับแบรนด์ที่เห็นกันคือ พฤติกรรมการแสดงความเห็นส่วนตัวของพนักงาน การแสดงทัศนคติต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น พนักงานคนหนึ่งโพสต์ข้อความล่อแหลม และอ่อนไหวต่อสังคม ทำให้กลับมากระทบต่อแบรนด์ เรื่องใหม่ที่ต้องสร้างองค์ความรู้ให้กับพนักงานในองค์กรว่า พื้นที่โซเชียลมิเดียไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว แต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่การโพสต์ส่งผลกระทบต่อต้นสังกัดได้ ดังนั้นการโพสต์แต่ละครั้งจึงควรมีอิสรภาพที่ควบคู่กับความรับผิดชอบ

“ต้องทำความเข้าใจว่าเขา (พนักงาน) ไม่ได้อยู่คนเดียว สิ่งที่แสดงเป็นผลต่อสังคมมีผลลัพธ์ย้อนกลับมาหาตัวบุคคล จนเกิดเป็นปัญหามาถึงองค์กรตามมา”

นอกจากนี้ ยังรวมถึงปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและการเมือง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และการเข้าควบรวมกิจการ โดยเฉพาะอย่างหลังอาจเป็นตัวแปรที่อาจทำให้เกิดวิกฤติองค์กรได้เช่นกัน ดังนั้นองค์กรที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทุกองค์กรจะต้องคิดล่วงหน้าถึงปัจจัยดังกล่าวนี้ หากเกิดขึ้นจะแก้ไขปัญหาอย่างไร และมีวิธีการอุดรอยรั่วของปัญหาได้อย่างไร

ส่วนเรื่องที่เป็นกระแสแรง เช่น กรณีบอยคอตใช้บริการ ร้าน 7-11 นั้น ประเมินได้ 2 มุมคือ อาจจะเป็นกระแสแล้วจบกันไป เพราะในยุคอินเตอร์เน็ตเกิดง่ายจบเร็ว หากมีกระแสใหม่เข้ามาทดแทน หรืออาจจะเป็นกระแสที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม หากใครที่กำลังบริหารภาพลักษณ์แบรนด์

อย่างไรก็ตามหากกระแสเกิดขึ้นแล้ว องค์กรจะต้องไม่ปล่อยผ่านเรื่องเหล่านี้ ควรเร่งแก้ข้อกล่าวหาด้วย “ข้อเท็จจริง” ที่มีหลักฐานยืนยัน จึงจะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

“สิ่งที่แบรนด์ต้องทำ คือเยียวยากผลกระทบ และต้องทำให้แบรนด์กลับมาเข้มแข็ง สร้างความเชื่อมั่น ถูกทำนองคลองธรรม จึงจะเป็นแบรนด์ที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”

 เขายังปิดท้ายการบริหารจัดการแบรนด์ให้ยั่งยืน ว่าไม่ได้วัดผลสำเร็จทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องประเมินผลกระทบกับ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ทุกฝ่าย โดยต้องไม่ลืมว่าแม้องค์กรจะอยู่ในภายโลกทุนนิยม แต่บริษัทน้อยใหญ่ก็คือเป็น “ฟันเฟือง”ธุรกิจที่มีส่วนขับเคลื่อนสังคม จึงต้องอยู่กันแบบเกื้อกูลเชื่อมโยงให้สังคมยั่งยืน

ดังนั้น สิ่งที่นักธุรกิจควรทำคือ “การเข้าใจผู้บริโภค-ลูกค้า และธุรกิจเพื่อให้เดินไปพร้อมกันโดยไม่เกิดการปะทะกัน”



สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ศาสตร์สยบ วิกฤติองค์กร ดับไฟลามทุ่ง

view

*

view