http://www.108acc.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

บริการของเรา

LINK 4 A/C

DOWNLOAD

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.......... บทความ 108 ..........

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๔)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (2)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ธรรมนูญครอบครัว คนละเรื่องเดียวกัน (๓)

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคง VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย.61 ..... คั่นเวลา

บัญญัติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุม ภายใน (1)

อะไรคือข้อมูลทางบัญชี ?

องค์กรในมุมมองของนักบัญชี

วิธีการเลือกสำนักงานบัญชี

เจ้าของกิจการควรไปพบ สรรพากรเองหรือไม่

บัญญติ 10 ประการที่ต้อง คำนึงในการวางระบบบัญชี และการควบคุมภายใน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (2)

สำนักงานบัญชีในฝัน (3)

สำนักงานบัญชีในฝัน (4)

สำนักงานบัญชีในฝัน (5)

สำนักงานบัญชีในฝัน (6)

การสุ่มตัวอย่างทางสถิติในการสอบบัญชี

ค่าทำบัญชีปีละ 2-3 หมื่นบาท คุณไปอยู่ที่ไหนมา

พรก.ยกเว้นการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร 2558 ยื่นดีไหม

ธุรกิจปั่นป่วน เจอปัญหาขาดแคลนผู้สอบบัญชี จริงหรือ(1)

คุณสมบัตินักบัญชีที่ดี

จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ธรรมบรรยาย ชุด จริยธรรมกับบัณฑิต - พุทธทาสภิกขุ

คลิปนี้ ชอบมาก

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (1)

KPI เท่าไหร่ถึงพอ (2)

สถิติการจ่ายภาษีรายจังหวัด

สถิติการจ่ายภาษีตามภาค

สำนักงานบัญชีในฝัน (1)

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ14/11/2007
อัพเดท14/12/2017
ผู้เข้าชม20,118,137
เปิดเพจ23,732,443

ปรีดิยาธร ยันเศรษฐกิจปีนี้ไตรมาสแรกโต 3 %

ปรีดิยาธร'ยันเศรษฐกิจปีนี้ไตรมาสแรกโต 3 %

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

"ม.ร.ว.ปรีดิยาธร"ระบุเศรษฐกิจปี58ไตรมาสแรกขยายตัว 3 % ซัดค่าแรง 300 บาททำเศรษฐกิจติดลบ

ในการแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมตรี ด้านเศรษฐกิจ ชี้แจงว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทย ปี 57 ไตรมาสที่ 1 ติดลบ 0.4 เปอร์เซ็นต์ ไตรมาสที่ 2 บวก 0.9 เปอร์เซ็นต์ ไตรมาสที่ 3 บวก 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาบริหารงาน และเมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารพบว่าไตรมาสที่ 4 เศรษฐกิจของประเทศเติบโตเพิ่ม 2.1 เปอร์เซ็นต์ กระทั่งไตรมาสแรกของปี 58 เศรษฐกิจเติบโตเพิ่ม 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้รับการยืนยันจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจของประเทศก็ค่อย ๆ ฟื้นอย่างต่อเนื่อง และแม้ว่าการส่งออกจะติดลบ 2.5 เปอร์เซ็นต์ ก็มีตัวช่วยคือการลงทุนจากภาครัฐ การท่องเที่ยวและบริการ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศยังเป็นบวก 

ส่วนการส่งออกที่ติดลบนั้น เป็นการติดลบอยู่แล้วตั้งแต่ 4 ปีที่ผ่านมา สืบเนื่องจากนโยบายค่าแรง 300 บาท ของรัฐบาลที่แล้ว ทำให้สูญเสียความสามรถทางการแข่งขัน ซึ่งตนไม่ได้ทับถมใคร แต่ใครทำนโยบายไม่ดีไว้ก็น่าจะบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ ซึ่งการแก้ปัญหารัฐบาลชุดนี้ได้วางแนวทางแก้ไขปัญหา 3 ฐานเศรษฐกิจ ฐานเศรษฐกิจแรกคือปรับปรุงอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยในระยะสั้นต้องปรับค่าเงินบาทให้อ่อนตัวลง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับปรุงการค้าขายเงินตราต่างประเทศ ทำให้ค่าเงินอ่อนตัวลงจาก 32.70 บาท เป็น 33.17 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ 

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวต่อว่า ขณะที่การแก้ปัญหาระยะยาวต้องทำในลักษณะการปฏิรูป โดยจำเป็นต้องส่งเสริมให้ผลิตสินค้าใหม่ออกมาขาย เป็นสินค้าที่ขายในตลาดโลกได้ ซึ่งควรเป็นสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูงที่อุตสาหกรรมไทยรองรับได้แล้ว แต่คู่แข่งยังรองรับไม่ได้ เช่น อาหารทางการแพทย์ อาหารคุณค่าสูง ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีสูง เน้นความปลอดภัย และประหยัดพลังงาน เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลได้มีการประกาศ และออกโรดแม็ปแล้ว ผลที่ได้รับถือว่าเร็วเกินคาด เฉพาะเดือน ม.ค. – พ.ค. ในกลุ่มสินค้าสายการผลิตใหม่ มีผู้มายื่นขอส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว 127 ราย อนุมัติแล้ว 25 ราย ซึ่งเป็นการดำเนินการภายใต้โครงการ Modern Industries จำนวน 197 โครงการ ต้องมีการปรับฐานอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกใหม่เพิ่มขึ้นแทนที่ล้าสมัย ซึ่งภายใน 2 ปี – 2ปีครึ่ง จะเห็นผลของโครงการ และถ้าบอกว่าทำเพื่อรัฐบาลหน้าก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นการทำเพื่อประเทศ

2.การปฏิรูปภาษี ซึ่งได้มีการประกาศใช้แล้ว โดยเฉพาะภาษีรายได้จากเงินปันผล กำไร การขายทรัพย์สิน ถ้าเอากำไรกลับมายังประเทศจะไม่ต้องเสียภาษี เพื่อให้นักอุตสาหกรรม หันกลับมาตั้งฐานการค้าในไทย ซึ่งได้อนุมัติไปแล้ว 31 โครงการ และในอนาคตเชื่อว่าจะเป็นประเทศเทรดดิ้งเนชั่นได้ที่มีฐานอยู่ที่กรุงเทพฯ เหมือนในประเทศเกาหลี และสิงคโปร์ แต่นอกจากการปรับปรุงภาษี ยังต้องรองรับการก่อสร้างคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงนักลงทุนตั้งศูนย์การค้า โดยกระทรวงคมนาคม ได้วางแผนเชื่อมโยงทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการสร้างทางหลวงแผ่นดินเพิ่ม การบูรณะทาง และการสร้างทางหลวงชนบทเพิ่ม ซึ่งจะทำให้การคมนาคมภายในประเทศ และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีโครงการสร้างรถไฟรางคู่ตลอดจนรถไฟความเร็วปานกลาง และรถไฟความเร็วสูง โดยจะมีการทำคู่สัญญาระหว่างไทย – จีน และไทย – ญี่ปุ่น ซึ่งจะมีการเปิดประมูลตั้งแต่เดือน ส.ค. 58 – 59 

3.ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจดิจิตอล ซึ่งไทยยังล้าหลัง และขาดโครงสร้างพื้นฐานบอร์ดแบรนด์แห่งชาติ จึงมีแผนพัฒนา อาทิ การวางโครงข่ายบอร์ดแบรนด์แห่งชาติ คาดว่าแล้วเสร็จปลายปี 2560 การตั้งศูนย์คลังข้อมูลขนาดใหญ่ ภายใน 2 ปี การเพิ่มเกทเวย์เป็น 10 เกท และระบบดิจิตอลแบงค์กิ้ง เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดถือเป็น 3 ฐานหลักในการดำเนินการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยขณะนี้เสร็จแล้ว 2 ฐาน หากเสร็จ 3 ฐาน จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตเป็น 5 เปอร์เซ็นต์ และถ้าถึงวันนั้นพลังงานจะไม่เพียงพอ วันนี้จึงจำเป็นที่รัฐบาลต้องหาแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่ ซึ่งตนจะรีบกลับไปดำเนินการให้ถูกใจทุกคน และเลือกแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อประเทศ 

ด้านนายทิวา การกระสัง สปช.บุรีรัมย์ ได้ตั้งคำถามถึงเรื่องการบริหารจัดการน้ำในภาคอีสาน ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงว่า ในปี 2558 มีวงเงินในการบริหารจัดการน้ำกว่า 1 แสนล้านบาท ในการดูแลจัดการบริหารน้ำทั่วประเทศ เช่น ในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งซ้ำซากก็อยู่ในแผนบริหารจัดการน้ำเช่นกัน ที่ผ่านมาบางพื้นที่มีแต่อ่างเก็บน้ำ แต่ไม่มีระบบส่งน้ำ บางพื้นที่มีท่อส่งน้ำแต่ไม่มีต้นน้ำ นี่ก็คือพวกเลือกตั้งเข้ามา ดังนั้นถ้าอยากได้ดีก็ให้เลือกตั้งดี ๆ ในครั้งหน้า อย่างไรก็ตามในปี 2560 จะทำประปาหมู่บ้านให้ครบ 7,000 หมู่บ้าน


อุ๋ยชี้รัฐบาลปูขึ้นค่าแรงฉุดการแข่งขันไทยในตลาดโลก

จาก โพสต์ทูเดย์

รองนายกฯชี้รัฐบาล "ปู" ขึ้นค่าแรง ฉุดการแข่งขันไทยในตลาดโลก ย้ำรัฐบาลปัจจุบันหนุนอุตสาหกรรมลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ลุยรื้อโครงสร้างคมนาคม

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ณ รัฐสภา ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี แถลงระหว่างการสัมมนาเพื่อรับฟังผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของรัฐบาล ระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า รัฐบาลพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจจาก 3 ฐาน คือ ฐานที่ 1 คือ การส่งเสริมการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย ซึ่งตลอด 4 ปีที่ผ่านมา การส่งออกของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลในอดีตที่เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ภายในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจมีต้นทุนสูงขึ้นจนไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

ทั้งนี้วิธีที่รัฐบาลปัจจุบันใช้แก้ไข คือ การลดค่าเงินบาทและส่งเสริมการค้าเงินเสรี ซึ่งสามารถทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงได้แล้วระดับหนึ่ง พิจารณาจากค่าเงินบาทในวันที่ 30 เม.ย. อยู่ที่ 32.70 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่าเงินบาทในวันที่ 2 มิ.ย. อยู่ที่ 33.77 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนมาตรการในการแก้ไขปัญหาระยะยาว คือ การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งพิจารณาจากบัญชีแสดงรายการอนุมัติการลงทุนของบีโอไอ พบว่ามีบริษัทที่ได้รับการอนุมัติโครงการอุตสาหกรรมสมัยใหม่ (Modern Industries) แล้ว 127 บริษัท (1 ม.ค.-22 พ.ค. ปี 58)นับตั้งแต่ประกาศขับเคลื่อนนโยบายในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

นอกจากนั้นรัฐบาลได้ปรับระบบภาษี คือ 1. ยกเลิก ภาษีเงินได้จากกรณีจดทะเบียนซื้อ-ขายในต่างประเทศ (OUT-OUT) และ 2. ยกเว้นกรณีหัก ณ ที่จ่าย ที่จ่ายไปยังต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ต่างประเทศเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ ในประเทศไทยมากขึ้น และจะทำให้ประเทศไทยเป็นชาติการค้า (Trading Nation) เพื่อกระจายสินค้าไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี)

ฐานที่ 2 รัฐบาลยังมีนโยบายที่จะเชื่อมโยงการคมนาคมเพื่อรองรับมาตรการข้างต้น อาทิ การปรับโครงข่ายรถไฟรางคู่ ที่จะเพิ่มอีก 2,470 กม. ซึ่งจะประมูลและทำสัญญาในปี 58 และ ปี 59 ระยะทาง 903 กม., รถไฟความเร็วปานกลาง-สูง ซึ่งโครงการที่ร่วมมือกับประเทศจีนที่จะเริ่มต้นในปลายปีนี้ ส่วนโครงการที่ร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นจะเริ่มโครงการได้ใน ปี 59 , การประกาศพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ความคืบหน้าขณะนี้คือการกำหนดพื้นที่อุตสาหกรรมและพื้นที่ที่จะใช้ในการจัดเก็บสินค้า ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้สำเร็จจะกระตุ้นการลงทุนได้อย่างมาก รวมถึงถึงสนับสนุนการเป็นชาติการค้าในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีด้วย

ฐานที่ 3 คือ การสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) อาทิ การสร้างโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติซึ่งจะเข้าถึงทุกบ้านภายในปี 60 - ปี 61 , การสร้างคลังข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center) ที่สุดในอาเซียน เพื่อต่อยอดธุรกิจคลาวด์เซนเตอร์ (Cloud Center) , เพิ่มเกตเวย์จากปัจจุบันมีอยู่ 2 เกท เป็น 10 เกต และการสร้างโครงข่ายดิจิทัล แบงก์กิ้ง (Digital Banking) โดยเฉพาะความพร้อมทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบดิจิทัล ฯลฯ

อย่างไรก็ตามหากสามารถขยับฐานทั้ง 3 ได้สำเร็จจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตยิ่งขึ้น ซึ่งอาจเติบโตสูงถึง 5% หลังจากตลอด 6 ปี ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2% ทั้งนี้หากเศรษฐกิจเติบโตได้จริง จะเกิดปัญหาด้านพลังงานไม่เพียงพอ ซึ่งรัฐธรรมนูญจะต้องเร่งดำเนินการเกี่ยวกับการสำรวจแหล่งก๊าซ โดยแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างการใช้ระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิต ซึ่งขณะนี้กำลังแก้กฎหมายให้สามารถดำเนินการได้ทั้งสองทาง เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ


เศรษฐกิจดี๊ดี? “หม่อมอุ๋ย” อวดไตรมาสแรกโต 3% โยนขี้ “ยิ่งลักษณ์” ค่าแรง 300 ตัวถ่วงการแข่งขัน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ อ้างตัวเลข สศก. ไตรมาสแรกเศรษฐกิจไทยโต 3% ค่อยๆ ฟื้นอย่างต่อเนื่อง บอกถึงติดลบก็มีลงทุนภาครัฐ ท่องเที่ยว และบริการ โทษส่งออกติดลบ เพราะค่าแรง 300 บาทรัฐบาลที่แล้วทำแข่งขันยาก เปรยไม่ได้ทับถมใคร วางแนวทางทุบเงินบาทให้อ่อนลง ปั้มสินค้าเทคโนโลยีสูงมาขาย ปฏิรูปภาษี แก้ปัญหาเศรษฐกิจดิจิตอล โวทำได้ไทยโตเป็น 5%
       
       วันนี้ (4 มิ.ย.) ที่รัฐสภา ความคืบหน้าการสัมมนาร่วมกันระหว่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) สมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อรับฟังการดำเนินงานที่ผ่านของรัฐบาลในรอบ 1 ปี โดยมี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทย ปี 2557 ไตรมาสที่ 1 ติดลบ 0.4 เปอร์เซ็นต์ ไตรมาสที่ 2 บวก 0.9 เปอร์เซ็นต์ ไตรมาสที่ 3 บวก 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาบริหารงาน และเมื่อรัฐบาลเขามาบริหารพบว่าไตรมาสที่ 4 เศรษฐกิจของประเทศเติบโตเพิ่ม 2.1 เปอร์เซ็นต์ กระทั่งไตรมาสแรกของปี 2558 เศรษฐกิจเติบโตเพิ่ม 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้รับการยืนยันจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของประเทศก็ค่อยๆ ฟื้นอย่างต่อเนื่อง และแม้ว่าการส่งออกจะติดลบ 2.5 เปอร์เซ็นต์ ก็มีตัวช่วยคือ การลงทุนจากภาครัฐ การท่องเที่ยว และบริการ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศยังเป็นบวก ทั้งนี้ ในส่วนของการส่งออกที่ติดลบนั้น เป็นการติดลบอยู่แล้วตั้งแต่ 4 ปีที่ผ่านมา สืบเนื่องจากนโยบายค่าแรง 300 บาท ของรัฐบาลที่แล้ว ทำให้สูญเสียความสามารถทางการแข่งขัน
       
       “ผมไม่ได้ทับถมใคร แต่ใครทำนโยบายไม่ดีไว้ก็น่าจะบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์” ม.ร.ว.ปรีดียาธร กล่าว และว่า การแก้ปัญหารัฐบาลชุดนี้ได้วางแนวทางแก้ไขปัญหา 3 ฐานเศรษฐกิจ ฐานเศรษฐกิจแรกคือปรับปรุงอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยในระยะสั้นต้องปรับค่าเงินบาทให้อ่อนตัวลง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับปรุงการค้าขายเงินตราต่างประเทศ ทำให้ค่าเงินอ่อนตัวลงจาก 32.70 บาท เป็น 33.17 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์
       
       ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวต่อว่า ขณะที่การแก้ปัญหาระยะยาวต้องทำในลักษณะการปฏิรูป โดยจำเป็นต้องส่งเสริมให้ผลิตสินค้าใหม่ออกมาขาย เป็นสินค้าที่ขายในตลาดโลกได้ ซึ่งควรเป็นสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูงที่อุตสาหกรรมไทยรองรับได้แล้ว แต่คู่แข่งยังรองรับไม่ได้ เช่น อาหารทางการแพทย์ อาหารคุณค่าสูง ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีสูง เน้นความปลอดภัย และประหยัดพลังงาน เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลได้มีการประกาศ และออกโรดแม็ปแล้ว ผลที่ได้รับถือว่าเร็วเกินคาด เฉพาะเดือน ม.ค. - พ.ค. ในกลุ่มสินค้าสายการผลิตใหม่ มีผู้มายื่นขอส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) แล้ว 127 ราย อนุมัติแล้ว 25 ราย ซึ่งเป็นการดำเนินการภายใต้โครงการ Modern Industries จำนวน 197 โครงการ นอกจากนี้ ต้องมีการปรับฐานอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกใหม่เพิ่มขึ้นแทนที่ล้าสมัย ซึ่งภายใน 2 ปี - 2 ปีครึ่ง จะเห็นผลของโครงการ และถ้าบอกว่าทำเพื่อรัฐบาลหน้าก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นการทำเพื่อประเทศ
       
       2. การปฏิรูปภาษี ซึ่งได้มีการประกาศใช้แล้ว โดยเฉพาะภาษีรายได้จากเงินปันผล กำไร การขายทรัพย์สิน ถ้าเอากำไรกลับมายังประเทศจะไม่ต้องเสียภาษี เพื่อให้นักอุตสาหกรรม หันกลับมาตั้งฐานการค้าในไทย ซึ่งได้อนุมัติไปแล้ว 31โครงการ และในอนาคตเชื่อว่าจะเป็นประเทศเทรดดิ้งเนชั่นได้ที่มีฐานอยู่ที่กรุงเทพฯ เหมือนในประเทศเกาหลี และสิงคโปร์ แต่นอกจากการปรับปรุงภาษี ยังต้องรองรับการก่อสร้างคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงนักลงทุนตั้งศูนย์การค้า โดยกระทรวงคมนาคม ได้วางแผนเชื่อมโยงทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการสร้างทางหลวงแผ่นดินเพิ่ม การบูรณะทาง และการสร้างทางหลวงชนบทเพิ่ม ซึ่งจะทำให้การคมนาคมภายในประเทศ และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีโครงการสร้างรถไฟรางคู่ตลอดจนรถไฟความเร็วปานกลาง และรถไฟความเร็วสูง โดยจะมีการทำคู่สัญญาระหว่างไทย - จีน และไทย - ญี่ปุ่น ซึ่งจะมีการเปิดประมูลตั้งแต่เดือน ส.ค. 58 - 59
       
       3. ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจดิจิตอล ซึ่งไทยยังล้าหลัง และขาดโครงสร้างพื้นฐานบอร์ดแบรนด์แห่งชาติ จึงมีแผนพัฒนา อาทิ การวางโครงข่ายบอร์ดแบรนด์แห่งชาติ คาดว่าแล้วเสร็จปลายปี 2560 การตั้งศูนย์คลังข้อมูลขนาดใหญ่ ภายใน 2 ปี การเพิ่มเกตเวย์เป็น 10 เกต และระบบดิจิตอลแบงค์กิ้ง เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดถือเป็น 3 ฐานหลักในการดำเนินการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยขณะนี้เสร็จแล้ว 2 ฐาน หากเสร็จ 3 ฐาน จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตเป็น 5 เปอร์เซ็นต์ และถ้าถึงวันนั้นพลังงานจะไม่เพียงพอ วันนี้จึงจำเป็นที่รัฐบาลต้องหาแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่ ซึ่งตนจะรีบกลับไปดำเนินการให้ถูกใจทุกคน และเลือกแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อประเทศ


สำนักงานบัญชี,สำนักงานสอบบัญชี,ทำบัญชี,สอบบัญชี,ที่ปรึกษา,การจัดการ,เศรษฐกิจการลงทุน

Tags : ปรีดิยาธร ยัน เศรษฐกิจปีนี้ ไตรมาสแรกโต

view

*

view